กกต.เสียงข้างน้อย เปิดใจปมฮั้ว สว. ข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 มีมติ 5:2 ไม่ฟ้อง กก.บห.ภูมิใจไทย ส่วนข้อกล่าวหาอื่นมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ย้ำพิจารณาตามเนื้อผ้า
วันนี้ (15 กันยายน 2569) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ให้สัมภาษณ์ในฐานะเสียงข้างน้อยในการลงมติคดีฮั้ว สว. ว่า ส่วนสำคัญในข้อกล่าวหาที่ 1-2 เกี่ยวกับการกระทำของบุคคลในพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค สส. มติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ ซึ่งบางคนที่มีความสำคัญจะมีมติ 5:2 ให้ยกคำร้อง หรือมติข้อกล่าวหาต่อบางคนที่ถูกร้อง 6:1ส่วนกรรมการบริหารพรรคบางคนที่ไม่เกี่ยวข้องเลย ก็มีมติยกคำร้องเป็นเอกฉันท์ก็มี ย้ำว่าเป็นการพิจารณาตามเนื้อผ้า แต่ไม่ใช่มติ 5:2 ทั้งหมด
เมื่อถามว่า ข้อกล่าวหาที่ 1 ที่ 2 ที่จะพัวพันไปถึงกรรมการบริหารพรรค ในฐานะเสียงข้างน้อยมองว่าสามารถเอาผิดได้มากน้อยแค่ไหน นายสิทธิโชติยอมรับว่า ตนเองและนายชาย นครชัย กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งเห็นว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏ ค่อนข้างที่จะเชื่อได้ เพราะต้องมองบริบทว่า การกระทำไม่ได้ทำที่จุดเดียว แต่กระจายไปทั้งประเทศ และที่จับได้ไล่ทัน มีอยู่บางจุด ที่กระบวนการในจังหวัดนครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ สุโขทัย มีการประชุมในแต่ละโรงแรมเพื่อจัดทำโพย ซึ่งโพยที่จับได้มี 12 โพย ระบุหมายเลขที่เขียนเอาไว้ ซึ่งคนที่ได้คะแนนสูงสุด 7 อันดับแรกจะอยู่ใน 12 หมายเลข เกิดจากกลุ่มที่มาทำโพยกันและถูกลงโทษด้วย ก็แสดงให้เห็นว่าการทำโพยนั้นเป็นการทุจริตการเลือกตั้งและอาจนำไปสู่การยื่นฟ้องอาญา หากเข้าข่ายการกระทำผิดตามมาตรา 77(1)
“ถ้าเรามองอย่างนี้ทุกพื้นที่ล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคเดียว ไม่มีพรรคการเมืองอื่นเข้ามาแทรกเลย ทุกคนล้วนเป็นสมาชิกพรรคหรือเกี่ยวกับพรรค แล้วในกลุ่มดังกล่าวเมื่อจัดทำโพยเสร็จ ไปสอดคล้องกับพยานที่กลับคำให้การ เพราะให้การครั้งแรกมีการกระทำจากการประชุมพรรคมอบหมาย สส. ในพื้นที่หรือบุคลากรของพรรคดังกล่าวเป็นคนดำเนินการ และมีการดำเนินการเช่นนั้นจริง ผมไม่ได้เชื่อว่าคนคนนี้พูด ตัวคนจะมีน้ำหนักเชื่อถือหรือไม่ แต่ผมเชื่อถือว่าคำพูดของเขาได้รับการปฏิบัติและเกิดขึ้นจริงตามคำพูดหรือไม่ ถ้าพิสูจน์ได้จากพยานนี้ว่าเกิดขึ้นจริงเป็นไปตามคำของเขา มันก็น่าเชื่อถือ”