จับตา 4  ปมร้อนการเมืองไทย ปลายปี 2569 กระทบเสถียรภาพ ชี้ชะตา "รัฐบาลอนุทิน"  

ช่วงปลายปี 2569 การเมืองไทยเริ่มกลับมาร้อนแรงและน่าจับตามอง เมื่อ “รัฐบาลอนุทิน” ต้องเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ถึง 4 ลูก แต่ละประเด็นล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้เลย

มรสุมที่ 1 คดีฮั้ว สว.

ประเด็นแรกที่กำลังร้อนแรงอย่างมาก คือความคืบหน้าการตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย เพื่อลุ้นว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติส่งฟ้องต่อศาลฎีกาหรือไม่

ขณะที่ภาคประชาชนรวมถึง สส.พรรคฝ่ายค้าน พยายามกดดันอย่างหนัก พร้อมขู่ว่าหาก กกต. มีมติ “ไม่ส่งฟ้อง” จะมีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญต่อสาธารณะ ซึ่งจะกลายเป็นบูมเมอแรงกลับไปโจมตีการทำงานขององค์กรอิสระทันที

แม้คดีนี้จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับรัฐบาลอนุทิน แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าคดีนี้มุ่งเป้าไปที่ “สว.สีน้ำเงิน” ซึ่งอาจเชื่อมโยงไปถึงรัฐมนตรีและ สส. ของพรรคภูมิใจไทยในปัจจุบัน และผลร้ายแรงที่สุดอาจจะเป็นจุดสิ้นสุดของระบอบนี้เลยก็เป็นได้

มรสุมที่ 2 คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

กรณีข้อร้องเรียนเรื่องการใส่บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือการเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่กำลัง “เดินเผชิญสืบ” เพื่อรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ ก่อนนัดพิจารณาและวินิจฉัยในวันที่ 28 กันยายนนี้

หากผลการวินิจฉัยออกมาในทางร้ายแรงที่สุดคือ “การเลือกตั้งปี 69 เป็นโมฆะ” รัฐบาลอนุทินจะสิ้นสุดสภาพลงทันที และต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ด้วยการจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่งจากกระแสนิยม ณ วันนี้ ไม่ได้ดีเหมือนช่วงก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา การจะกลับมาคว้าชัยชนะในสนามเลือกตั้งใหญ่อีกครั้งคงเป็นไปได้ยากพอสมควร

มรสุมที่ 3 คดีทุจริตสอบท้องถิ่น

อีกหนึ่งคดีที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อฐานเสียงในระดับภูมิภาค คือการทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับเป็นคดีพิเศษแล้ว

โดยปัจจุบัน ป.ป.ช. กำลังเร่งสอบแยกเป็นรายกรณีกว่า 6,000 คน แม้ปัจจุบันเส้นทางการเงินและหลักฐานจะสาวไปถึงแค่ระดับ “อธิบดี” แต่มีการยืนยันว่ายังไปไม่ถึงตัวนักการเมืองระดับสูง

ประเด็นนี้อาจจะไม่ได้กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลโดยตรง เป็นเพียงความเชื่อมั่นและวิกฤติศรัทธา หากสาวไปถึงขบวนการที่มีนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลมาเกี่ยวข้อง ซึ่งมีกรอบเวลาทำงานราว 6 เดือน อาจจะต้องรอไปถึงช่วงต้นปี 70 แต่ในระหว่างทางอาจจะมีข้อมูลบางส่วนหลุดออกมา เพราะเป็นอีกหนึ่งคดีที่สังคมให้ความสนใจไม่น้อย

มรสุมที่ 4 ศึกซักฟอก

ช่วงเดือน ก.ย. - ต.ค. นี้ พรรคฝ่ายค้านเล็งว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเปิดเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะใช้ มาตรา 151 (ลงมติไม่ไว้วางใจ) หรือ มาตรา 152 (อภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ)

แว่วว่ามีการเตรียมนำประเด็นความไม่ชอบมาพากลทั้งหมด ทั้งคดีทุจริตท้องถิ่น TH-Ai Passport ฮั้ว สว. มาล้มรัฐบาลอนุทิน

แม้ปัจจุบันที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เสียงของรัฐบาลจะมีอย่างท่วมท้น แต่หากข้อมูลที่ถูกเปิดขึ้นมาในเวทีนี้ มีน้ำหนักและความหนักแน่นพอ ก็อาจทำให้เกิดการพลิกขั้วรัฐบาลขึ้นได้ โดยตัวแปรที่สำคัญก็คือพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง พรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ยังไม่เคยมีศึกซักฟอกใดที่สามารถล้มรัฐบาลลงได้ มีเพียงการชิงยุบสภาเพื่อเอาตัวรอดก่อน ซึ่งพิจารณาจากสถานการณ์ในปัจจุบัน รัฐบาลคงไม่เลือกใช้วิธีเช่นนั้น