เปิดผลสำรวจสุขภาพผู้สูงอายุไทย พบแนวโน้มป่วยพุ่งสูง เผย “ทำงาน-มีกิจกรรมสังคม” คือกุญแจสำคัญลดสมองเสื่อม-โรคเรื้อรัง ชูแนวคิดปรับเกษียณเป็น 65 ปี เปลี่ยนผู้สูงวัยจาก “ภาระ” เป็น “พลัง”
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” อย่างเต็มตัว จากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 (NHES 7) พ.ศ. 2567–2568 โดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับศิริราชพยาบาล ได้เผยข้อมูลสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า วิถีชีวิตและสุขภาพของผู้สูงอายุไทยเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิงและกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายรอบด้าน
วิกฤตผู้สูงวัย โดดเดี่ยว ไร้ผู้ดูแล
ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนผู้สูงอายุไทยเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ปัจจุบันมีจำนวนราว 14 ล้านคน หรือคิดเป็น 21% ของประชากร แต่วิถีชีวิตกลับแปรเปลี่ยนจากครอบครัวขยายมาเป็นการอยู่คนเดียวหรืออยู่กับคู่สมรสมากขึ้น
- ผู้สูงอายุอยู่คนเดียว มีสูงถึง 1.4 ล้านคน โดยเป็นผู้หญิงมากถึง 1 ล้านคน
- ภาวะพึ่งพิงเพิ่มขึ้น ผู้สูงอายุถึง 28% (ราว 4 ล้านคน) ต้องพึ่งพิงผู้อื่นในกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะใน ภาคอีสาน มีสัดส่วนภาวะพึ่งพิงสูงที่สุดถึง 36%
- วิกฤตผู้ดูแล แม้จะมีผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแลราว 1.8 ล้านคน แต่ในกลุ่มนี้กลับไม่มีผู้ดูแลสูงถึง 55% (เกือบ 1 ล้านคน) ซึ่งปัจจุบันภาระการดูแลกว่า 95% ตกอยู่กับคนในครอบครัว
...
รายได้สวนทางค่าครองชีพ
ความท้าทายด้านเศรษฐกิจนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยวิกฤต สัดส่วนผู้สูงอายุที่มีรายได้เพียงพอลดลงจาก 69% เหลือเพียง 39% ส่งผลให้ผู้สูงอายุต้องพยายามพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยปัจจุบันมีผู้สูงอายุทำงานอยู่ถึง 52% และสูงถึง 70% ในกลุ่มอายุ 60–65 ปี
ทำงานแล้วสุขภาพดี
รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช หัวหน้าโครงการสำรวจฯ ระบุว่า ผู้สูงอายุที่ยังทำงานมีสุขภาพดีกว่ากลุ่มไม่ได้ทำงานอย่างชัดเจน ทั้งอัตราการป่วยโรคเรื้อรัง (เบาหวาน, ความดัน, สมองเสื่อม) ที่ต่ำกว่า มีกิจกรรมทางกายมากกว่า และมีความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าหรือการพลัดตกหกล้มต่ำกว่า
จากข้อมูลดังกล่าว จึงเสนอให้สังคมปรับมุมมอง ก้าวข้ามคำว่า “สูงอายุ” ด้วยการปรับนิยามผู้สูงวัยจาก 60 ปี เป็น 65 ปีขึ้นไป พร้อมขยายอายุเกษียณ สนับสนุนการจ้างงาน และปรับสวัสดิการเพื่อรองรับ เพื่อมองผู้สูงอายุเป็น “พลังขับเคลื่อน” แทนที่จะเป็น “ภาระ”
ภัยเงียบโรค NCDs และสมองถดถอย
ในมิติของสุขภาพกายและสมอง คณะผู้เชี่ยวชาญได้เปิดเผยสถานการณ์ที่น่ากังวลในสองประเด็นหลัก ได้แก่ ภาวะสมองถดถอย ซึ่ง ผศ.พญ.ชโลบล เฉลิมศรี จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เผยว่า พบผู้สูงอายุมีภาวะสมรรถภาพสมองถดถอยสูงถึง 16.5% (เพศชาย 18.7%, เพศหญิง 13.4%) โดยมี 3.7% ที่บกพร่องรุนแรง จนกระทบชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจัยสัมพันธ์มีทั้งอายุ การศึกษา และโรคเรื้อรังอย่างโรคไตและหลอดเลือดสมอง
ขณะเดียวกัน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ชี้ว่า อัตราป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในผู้สูงอายุรอบ 20 ปีที่ผ่านมาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยความดันโลหิตสูงเพิ่มเป็น 62.9% ภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนเพิ่มเป็น 38.5% และเบาหวานเพิ่มเป็น 20.8% ที่น่าจับตาคือ แม้ผู้สูงอายุจะเข้าถึงการรักษาได้ดี แต่กลับควบคุมโรคได้ไม่ดีถึง 30–44% ส่งผลให้ความเสี่ยงไตวายเรื้อรังเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า
ปรับพฤติกรรมก่อนสาย
ผศ.นพ.วิชัย เน้นย้ำว่า พฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุ่นและวัยทำงานสะสมจนส่งผลต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในวัยผู้สูงอายุ ดังนั้นการป้องกันต้องเริ่มตั้งแต่เนิ่นๆ สำหรับผู้สูงวัย การปรับโภชนาการและการเคลื่อนไหวร่างกายคือหัวใจสำคัญ
- ทานธัญพืชเป็นประจำ ช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังลงเฉลี่ย 22–26%
- เลี่ยงอาหารแปรรูป/เนื้อสัตว์ปริมาณมาก เพราะทำให้ไขมันในเลือดสูงขึ้นเฉลี่ย 17–50%
- เพิ่มกิจกรรมทางกาย การขยับร่างกายน้อยจะเพิ่มความเสี่ยงเบาหวานสูงถึง 23%
...