"ซานติก้า - เมาน์เทน บี - โรงเบียร์ลาดพร้าว” ย้อนรอย ไฟไหม้สถานบันเทิง ครั้งใหญ่ ไทยต้องถอดบทเรียนอีกกี่รอบ? 

เมื่อกลางดึกเวลาประมาณ 23.57 น. วันที่ 12 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุ “ไฟไหม้ผับ” ครั้งใหญ่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากอีกครั้ง โดยเหตุเกิดที่ร้าน โรงเบียร์ลาดพร้าว บริเวณห้าแยกลาดพร้าว แขวงจตุจักร กรุงเทพฯ เพลิงได้ลุกไหม้อย่างรุนแรงและรวดเร็ว เป็นเหตุให้มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตเบื้องต้น 27 ราย ข้อสันนิษฐานเบื้องต้น สาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่เครื่องปรับอากาศบนฝ้าเพดาน ก่อนจะลุกลามอย่างรวดเร็วจากโฟมซับเสียงที่บุตามผนังซึ่งเป็นวัสดุไวไฟสูง

เหตุการณ์นี้ ชวนให้คนไทยนึกถึงเหตุการณ์ไฟไหม้ผับในครั้งอดีต ทั้ง “ซานติก้า” หรือ “เมาน์เทน บี” ที่คร่าชีวิตคนหลายสิบคนในคืนเดียว ด้วยสาเหตุที่แทบไม่แตกต่างกัน เรื่องที่ควรจะเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ให้สถานบันเทิงเข้มงวดเรื่องความปลอดภัย ไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ขึ้นอีก แต่กลับกลายเป็นว่าเกิดความสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า

“ซานติก้า” ฝันร้ายในคืนปีใหม่

ย้อนไปในคืนปีใหม่ 1 มกราคม 2552 เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ผับชื่อดัง “ซานติก้า” สถานบันเทิงหรูชื่อดังย่านเอกมัย กรุงเทพฯ มีผู้เสียชีวิตมากถึง 67 ราย บาดเจ็บ 200 กว่าราย

ในคืนดังกล่าว ซานติก้าผับ จัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งเป็นงานสุดท้ายก่อนสถานบันเทิงแห่งนี้จะปิดตัวลง ในชื่องาน “Goodbye Santika” ทำให้มีนักท่องราตรีเกือบ 1,000 คนเข้าร่วมงานเลี้ยงอำลา ซึ่งเกินกว่าขีดความสามารถอาคารที่รองรับได้ราว 500 คน

ก่อนในช่วงเคานต์ดาวน์จะมีการจุดพลุเอฟเฟกต์บนเวที แต่สะเก็ดไฟได้วิ่งไปติดฉนวนโฟมซับเสียงและวัสดุตกแต่งซึ่งเป็นวัตถุไวไฟชั้นดี ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ผับสุดหรูกลายเป็นทะเลเพลิงในพริบตา

...

นอกจากนี้ยังพบว่าป้ายทางหนีไฟไม่ชัดเจน แม้มีทางออก 4 ทาง แต่นักท่องเที่ยวไม่ทราบทำให้ไปกรูออกตรงประตูทางออกด้านหน้าซึ่งมีขนาดคับแคบกว้างเพียง 2 เมตร เบียดเสียดเหยียบกันตายที่ประตูทางออก พบศพในบริเวณนี้มากกว่า 38 ศพ

โดย 00.10 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุดังกล่าว ก่อนรถดับเพลิงจะเดินทางมาถึงในเวลา 00.48 น. และใช้เวลา 1 ชั่วโมงกว่าในการควบคุมเพลิง พบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการสำลักควันขาดอากาศหายใจและเหยียบกันตาย

ต่อมาตำรวจดำเนินคดีนายวิสุข เสร็จสวัสดิ์ หรือ เสี่ยขาว ผู้บริหารซานติก้าผับ รวมถึงบริษัทติดตั้งเอฟเฟกต์ ในความผิดฐานทำให้เกิดเพลิงไหม้เป็นอันตรายต่อผู้อื่น, ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และข้อหาอื่นๆ

ในปี 2554 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี คดีเดินทางมาถึงศาลฎีกาในปี 2558 ศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี เจ้าของซานติก้าผับและบริษัทติดตั้งเอฟเฟกต์ พร้อมสั่งให้เยียวยาผู้เสียหาย 46 ราย รายละ 1-6 ล้านบาท และในปี 2559 ศาลปกครองสูงสุด สั่ง กทม.เยียวยาผู้เสียหาย 12 ราย รวม 5.79 ล้านบาท ฐานละเลยไม่ตรวจสอบอาคารให้ปลอดภัย ดัดแปลงอาคารเป็นสถานบันเทิง

“เมาน์เทน บี” ซ้ำรอยเดิม

ในเวลา 00.45 น.วันที่ 5 ส.ค.2565 เกิดเหตุสลดซ้ำรอยอีกครั้ง ที่ “เมาน์เทน บี” ผับเปิดใหม่ 2 เดือน ที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เกิดเพลิงไหม้รุนแรงมีผู้เสียชีวิตรวม 24 ศพ เป็นเสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุ 13 ศพ เสียชีวิตภายหลังที่โรงพยาบาล 11 ศพ บาดเจ็บอีกราว 50 ราย

สำหรับสาเหตุเพลิงไหม้ เกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรบริเวณฝ้าเพดาน ก่อนลุกลามติดโฟมซับเสียงที่บุไว้ทั่วผนังและเพดาน เกิดเป็นเพลิงไหม้รุนแรงและควันพิษหนาทึบ โดยมีประตูหลักเข้า-ออกด้านหน้าเพียงประตูเดียว เนื่องจากประตูหนีไฟด้านหลังถูกล็อกและมีสิ่งของวางกีดขวาง

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบว่า เมาน์เทน บีไม่มีใบอนุญาตในการเปิดร้านและยังเปิดเกินเวลา เคยจับกุมไปแล้วหนึ่งครั้ง ก่อนหน้านี้เปิดเป็นร้านอาหารก่อนต่อเติมเปิดเป็นสถานบันเทิงแบบปิด ลักษณะคล้ายกล่องทึบไม่มีหน้าต่างระบายอากาศ ไม่มีเครื่องตัดไฟ มีเพียงถังดับเพลิง 2 จุดเท่านั้น

ในส่วนของคดีความ ในปี 2568 ศาลจังหวัดพัทยา พิพากษาจำคุกจำเลย 4 ราย หนึ่งในนั้นมี “เสี่ยบี” นายพงษ์ศิริ ปั้นประสงค์ เจ้าของผับ เป็นเวลา 5 ปี 4 เดือน

...

“โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” บทเรียนไม่เคยจำ

เหตุสลดล่าสุด เกิดขึ้นที่ร้าน โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ในเวลาประมาณ 00.00 น. วันที่ 13 ก.ค.2569 ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 27 ราย บาดเจ็บอย่างน้อย 63 คน โดยจุดที่พบผู้เสียชีวิตมากที่สุดอยู่บริเวณห้องน้ำ

สันนิษฐานสาเหตุเบื้องต้นเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ลุกลามติดแผ่นโฟมซับเสียง ก่อนกระแสไฟฟ้าจะดับและควันท่วมร้าน ขณะเดียวกันก็ไม่มีป้ายบอกทางหนีไฟที่ชัดเจน รวมถึงมีการปิดล็อกประตูหนีไฟบางส่วน ทำให้คนต้องกรูออกบริเวณทางเข้า-ออกหลักที่คับแคบเพียงทางเดียว โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งหาสาเหตุที่แท้จริง 

เห็นได้ชัดว่าความสูญเสียครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้น รูปแบบแทบไม่แตกต่างจากกรณีก่อนหน้านี้ เกิดเป็นคำถามว่า ที่ผ่านมาเราได้อะไรจากการถอดบทเรียนดังกล่าว?