แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจีนโต สะเทือนผู้ประกอบการไทย บีบหนัก "เอสเอ็มอี" ทยอยปิดตัว สะเทือนแรงงาน ธุรกิจไทยยังไร้ทางออก
อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน (Cross-border E-commerce) หมายถึง กิจกรรมธุรกิจระหว่างประเทศที่ใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในการซื้อขาย ชำระเงิน และขนส่งสินค้าผ่านระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน โดยประเทศจีนถือเป็นผู้นำระดับโลกในด้านการวางโครงสร้าง กฎระเบียบ และการจัดการระบบอีคอมเมิร์ซที่ครบวงจร ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ระบบอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของจีนมีการพัฒนาและมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยสามารถแบ่งได้ 3 รูปแบบหลัก คือ B2B B2C C2C
ข้อมูลสถิติจากศุลกากรจีนระบุว่า ในปี 2568 จีนมีมูลค่าการนำเข้า - ส่งออกสินค้าในรูปแบบอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนรวม 2,750,000 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 46.34 แบ่งออกเป็นมูลค่าการส่งออก1,300,000 ล้านหยวน ซึ่งลดลง 12.16% และเป็นมูลค่าการนำเข้า 1,450,000 ล้านหยวน ซึ่งเพิ่มขึ้น 263.26% โดยคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2569 – 2573 ตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของจีนจะเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมูลค่าตลาดรวมมีแนวโน้มทะลุ 15,000,000 ล้านหยวน
...
โดยสินค้าที่มีการส่งออกผ่านรูปแบบอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของจีนที่สำคัญ ได้แก่ เสื้อผ้า กระเป๋าและรองเท้า อัญมณีและเครื่องประดับ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ของตกแต่งบ้าน ของใช้สำนักงาน ส่วนสินค้านำเข้า ได้แก่ เครื่องสำอาง น้ำหอม ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อาหาร อาหารเสริม อุปกรณ์ทางการแพทย์ และนมผง เป็นต้น
หมวดหมู่สินค้าของตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของจีนมีแนวโน้มเป็นที่นิยม ในช่วงปี 2569 – 2573
สินค้าเสื้อผ้าและรองเท้า
สินค้าอิเล็กทรอนิกส์
สินค้าเครื่องใช้ในบ้าน
สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม
สินค้าอาหารและเครื่องดื่ม
ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วน มากกว่าร้อยละ 70 ของมูลค่าการค้าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนทั้งหมด
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีนนั้นมีความหลากหลายและแต่ละแพลตฟอร์มมีความโดดเด่นที่ไม่เหมือนกัน ประกอบกับปัจจุบันผู้ใช้งานมีความคุ้นเคยกับการซื้อสินค้าทางแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ทำให้นิยมใช้แพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซมากกว่า 3-4 ตัว ตัวอย่างเช่น
Tmall Global
สินค้าที่จำหน่ายหลัก ได้แก่ Brand Name, สินค้านำเข้าชื่อดังของแต่ละประเทศ สินค้า Tmall Direct
Suning International
สินค้าที่จำหน่ายหลัก ได้แก่ สินค้าแม่และเด็ก เครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ไฟฟ้า
JD Worldwide
สินค้าที่จำหน่ายหลัก ได้แก่ สินค้าที่มีคุณภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า
VIPSHOP INTERNATIONAL
สินค้าที่จำหน่ายหลัก ได้แก่ เคร่ืองสำอาง สินค้าแม่และเด็ก เครื่องแต่งกาย
Jumei Global Store
สินค้าที่จำหน่ายหลัก ได้แก่ เครื่องสำอางจาก ประเทศเกาหลี ยุโรปและอเมริกา
...
ตลาด e-Commerce ในประเทศไทย
เมื่อตลาดอีคอมเมิร์ซของจีนเติบโตขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศไทยของเรา โดยข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ETDA รายงานผลการสำรวจ Value of e - Commerce Survey in Thailand ปี 2567 หรือ มูลค่าอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยว่ามีมูลค่าสูงถึง 14.7 ล้านล้านบาท โดยกลุ่ม B2C กินสัดส่วนมากสุด ถึง 53.87% แสดงให้เห็นว่าไทยเองก็เริ่มเติบโตในตลาดนี้เช่นเดียวกัน
ด้านช่องทางการซื้อขายออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในไทยอันดับแรก คือ e - Marketplace เช่น Shopee, Lazada, Kaidee เป็นต้น ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าพาณิชย์อยู่ที่ 24.6%
สาเหตุที่ทำให้ e-Commerce ในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว
...
(1) การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่อยู่ในระดับสูง โดยสัดส่วนประชากรที่เข้าถึง อินเทอร์เน็ตสูงถึง 88% จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 66%
(2) สัดส่วนการเข้าถึง smart phone สูง ถึง 77.2% เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 69% ทำให้การซื้อขายของออนไลน์ผ่านมือถือสามารถทำได้อย่าง สะดวก และทำให้เครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network) สามารถมีอิทธิพลต่อการซื้อขายผ่าน social commerce ได้มาก
(3) การเข้าถึงช่องทางการชำระเงินออนไลน์ที่หลากหลาย ช่วยสนับสนุน การค้าปลีกออนไลน์ให้มีความสะดวกในต้นทุนที่ต่ำ โดยไทยมีสัดส่วนการใช้บริการธนาคารผ่านโทรศัพท์มือถือ (mobile banking) และการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ (mobile payment) สูงถึง 68% และ 45% ของจำนวน ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
ข้อมูลจาก KKP Reseach
ผลกระทบของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจีน ต่อผู้ประกอบการไทย
แม้ e-Commerce อาจส่งผลดีต่อผู้บริโภคจากราคาที่ถูกลง แต่ผู้ผลิตไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบเชิงลบจากการเข้ามาแข่งขันของสินค้าจีน โดย KKP Research ประเมินผลกระทบของสินค้าจีนต่อภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนี้
1.รายได้ธุรกิจไทยและแรงงานลดลง ธุรกิจ SMEs ไม่สามารถแข่งขันราคากับสินค้าที่ผลิตโดยโรงงานจีนโดยตรงได้และ GDP ภาคอุตสาหกรรมของไทยเติบโตลดลง จากเฉลี่ย 3.5% (ปี 2015-2019)เหลือเพียง 1.0% ในปัจจุบัน เนื่องจากขาดความสามารถในการแข่งขันและปรับตัวได้ช้ากว่าทุนจีน
...
2.หนี้เสีย หนี้เสียในภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มเป็นกลุ่มสินค้าเดียวกันกับสินค้าที่ ไทยขาดดุลกับจีนมากขึ้น เช่น สิ่งทอและเสื้อผ้า เหล็ก รวมไปถึงธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม รวมถึงแรงงานที่มี โอกาสถูกเลิกจ้าง เพราะโรงงานปิดตัวหรือรายได้ไม่เติบโต
3.ขาดดุลการค้า,ค่าเงินอ่อน ในอดีตไทยเคยเกินดุลการค้าสูงถึง 5% - 8% ของ GDP แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 1% - 2% และมีแนวโน้มจะพลิกเป็น "ขาดดุลการค้าในระยะยาว" รวมถึงโดนแย่งตลาดส่งออก สินค้าจีนราคาถูกเข้ามาทดแทนสินค้าไทย แม้กระทั่งกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ไทยเคยส่งออก เช่น รถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งอาจทำให้โครงสร้างค่าเงินบาทเปลี่ยนทิศเป็นอ่อนค่าลงในระยะยาว
4.เงินเฟ้อต่ำ เงินเฟ้อไทยลดลงเร็วที่สุดในโลก จากในอดีตที่เคยพุ่งสูงสุดในปี 2022 โดยเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้นไปแตะ 7.9% เงินเฟ้อฟื้นฐานสูงขึ้นเป็น 3.2% ในขณะที่ช่วงกลางปี 2022 เงินเฟ้อ ทั่วไปลดลงเหลือเพียง 0.2% และเงินเฟ้อพื้นฐานลดลงเหลือต่ำกว่า 2% ปัจจุบันลดลงมาเกือบเหลือ 0% ส่วนหนึ่งเกิดจากการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากจีนซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เงิน เฟ้อในไทยอยู่ในระดับต่ำในระยะยาว
5.รัฐสูญเสียภาษี เนื่องจากการชำระเงินให้กับการซื้อสินค้า ออนไลน์บนแพลตฟอร์มเหล่านี้ ถูกจ่ายตรงไปยังธุรกิจในต่างประเทศ ทำให้รายได้ไม่หมุนเวียนอยู่ใน ประเทศ อีกทั้ง ธุรกิจแพลตฟอร์มข้ามชาติไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย ทำให้รัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้