ผ่านไปไม่ถึง 2 เดือนนับตั้งแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในศึก #เลือกตั้ง69 การเมืองไทยก็เริ่มต้นบทใหม่ด้วยความคึกคักและการขยับตัวเชิงยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะปรากฏการณ์การสลับสับเปลี่ยนบทบาทจาก "ฝ่ายนิติบัญญัติ" สู่ "ฝ่ายบริหาร"


ล่าสุด พบว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในระบบบัญชีรายชื่อ หรือ ปาร์ตี้ลิสต์ ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งไปแล้วถึง 5 คนด้วยกัน ซึ่งตามกลไกของระบบบัญชีรายชื่อ เมื่อมีผู้ลาออกก็จะเปิดทางให้ต้องมีการประกาศเลื่อนลำดับผู้สมัครในบัญชีรายชื่อของพรรคนั้นๆ ในลำดับถัดไปขึ้นมาทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรในสภาฯ แทนทันที



โฟกัสงานบริหาร เปิดทางคนทำงานสภาฯ


เหตุผลหลักของการสละเก้าอี้อันทรงเกียรติในสภาฯ ครั้งนี้ ไม่ใช่ปัญหาความขัดแย้งแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะบุคคลเหล่านี้ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเป็น "รัฐมนตรี" ในคณะรัฐบาลชุดใหม่ ที่มีเสียงเข้มแข็งมากเพียงพอที่จะอยู่ได้ในระยะยาว

...


เมื่อเจาะลึกลงไปในรายชื่อ จะพบว่า 4 ใน 5 ของ สส. ที่ลาออก ล้วนเป็นขุนพลและแกนนำจากพรรคแกนนำรัฐบาลอย่าง พรรคภูมิใจไทย การขยับตัวเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการภายในพรรคที่ต้องการให้ผู้ที่รับตำแหน่งรัฐมนตรี สามารถทุ่มเทเวลา สมาธิ และสรรพกำลังให้กับการบริหารราชการแผ่นดินในกระทรวงของตนได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องพะวงกับการเข้าร่วมประชุมสภาฯ ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการกระจายโอกาสให้ผู้สมัคร สส. ลำดับถัดไป ซึ่งเป็นบุคลากรของพรรคได้เข้ามาแสดงฝีมือในบทบาทฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง


อย่างไรก็ตาม สำหรับ สส. ของพรรคภูมิใจไทยที่ดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารด้วย ปัจจุบันจะเหลือเพียงแกนนำระดับสูง 3 คนที่ยังคงควบทั้งตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ และรัฐมนตรี ได้แก่:

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

  • นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

  • นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน


โดยในรายหลังอย่าง นายเอกนัฏ ก็มีข่าวระบุว่า มีโอกาสจะลาออกไปอีกหนึ่งคนเช่นกัน แต่เจ้าตัวยังไม่แสดงความชัดเจนในประเด็นนี้


'พีระพันธุ์' นำร่องสละสิทธิ์ตั้งแต่วันแรก เปิดทางเลือดใหม่


หากย้อนไปดูไทม์ไลน์ บุคคลแรกที่จุดประกายการลาออกในรอบนี้กลับไม่ใช่คนจากพรรคภูมิใจไทย แต่คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่สร้างความฮือฮาด้วยการยื่นหนังสือลาออกตั้งแต่ยังไม่ทันได้เข้ารายงานตัวต่อสภาผู้แทนราษฎรด้วยซ้ำ


ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติได้ที่นั่ง สส. ในระบบบัญชีรายชื่อมาเพียง 2 ที่นั่ง การตัดสินใจสละสิทธิ์ของนายพีระพันธุ์จึงถูกมองว่าเป็นความตั้งใจเชิงยุทธศาสตร์ ที่ต้องการเปิดโอกาสให้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี นักการเมืองคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพและฝีปากกล้าของพรรค ได้ก้าวขึ้นมาเฉิดฉายและเป็นปากเป็นเสียงหลักให้กับพรรคในสภาฯ แทน


"สส. เขต" ลาออกไม่ได้ ต้องควบรัฐมนตรี


หลายคนอาจตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่อการลาออกมีข้อดีในการแบ่งแยกหน้าที่ แล้วทำไมรัฐมนตรีบางคนที่มาจาก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ถึงไม่ทำตามบ้าง?


คำตอบอยู่ที่กติกาตามรัฐธรรมนูญ หาก สส.บัญชีรายชื่อลาออก สามารถเลื่อนคนใหม่ขึ้นมาแทนได้ทันทีแบบไร้รอยต่อ แต่หาก สส. เขต ลาออก กฎหมายบังคับให้ต้องจัดการ "เลือกตั้งซ่อม" ใหม่ทั้งหมดในเขตพื้นที่นั้นๆ


การเลือกตั้งซ่อมไม่เพียงแต่จะสร้างภาระค่าใช้จ่ายและเหน็ดเหนื่อยต่อองคาพยพของพรรค แต่ยังมี "ความเสี่ยงทางการเมืองสูง" ที่พรรคอาจจะเพลี่ยงพล้ำและสูญเสียเก้าอี้ สส. ตัวนั้นให้กับพรรคคู่แข่งได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐมนตรีที่ควบตำแหน่ง สส. เขต จึงต้องกอดเก้าอี้ทั้งสองตัวไว้อย่างเหนียวแน่น เพื่อรักษาเสถียรภาพและจำนวนมือในสภาฯ ของพรรคไว้ให้ได้มากที่สุดนั่นเอง