ส่อง 5 อันดับสินค้าส่งออกไทยไปตะวันออกกลาง เสี่ยงรับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน อาจเจอน่านฟ้าปิด-ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน กำลังสั่นคลอนเส้นทางการค้าสำคัญของโลก เมื่อการขนส่งผ่านอ่าวเปอร์เซียเผชิญความไม่แน่นอน ส่งผลให้ 5 อันดับสินค้าส่งออกหลักของไทย เสี่ยงได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้นและการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง
ในปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าไปยังตลาดตะวันออกกลางรวมมูลค่ากว่า 12,475.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 4 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.67% ของมูลค่าการส่งออกรวมของประเทศ แม้สัดส่วนจะไม่สูงมากแต่ภูมิภาคนี้เป็นตลาดที่มีความสำคัญต่อสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรของไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องพึ่งพาการขนส่งทางเรือผ่านอ่าวเปอร์เซีย เข้าออก “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้ง
5 กลุ่มสินค้าไทยที่มีมูลค่าสูงและเสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุด อ้างอิงจากมูลค่าการส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ปี 2568 ได้แก่
- ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่าการส่งออก 139,820.04 ล้านบาท
- เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ มูลค่า 43,826.79 ล้านบาท
- อัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่า 36,552.11 ล้านบาท
- ข้าว มูลค่า 20,005.10 ล้านบาท
- ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ มูลค่า 19,540.31 ล้านบาท
สินค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่พึ่งพาการขนส่งทางทะเลไปยังประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของต้นทุนโลจิสติกส์ หากสถานการณ์ความขัดแย้งยกระดับขึ้น ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยทางทะเลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทันที ขณะที่การเดินเรืออาจต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยหรือหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีความเสี่ยง ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น
...
หนึ่งในจุดเสี่ยงสำคัญคือ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของการค้าพลังงานโลก โดยน้ำมันมากกว่า 20% ของปริมาณการค้าน้ำมันโลกลำเลียงผ่านเส้นทางนี้ทุกวัน รวมถึงเป็นเส้นทางสำคัญในการส่งออกปุ๋ยรายใหญ่ หากความขัดแย้งบานปลายจนไม่อาจเดินเรือได้เป็นเวลานาน หรือในกรณีรุนแรงถึงขั้นอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ การส่งออกน้ำมันจากประเทศผู้ผลิตสำคัญอย่างซาอุดีอาระเบีย คูเวต กาตาร์ บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะได้รับผลกระทบทันที ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงและกระทบต้นทุนขนส่งทั่วโลก รวมถึงกระทบความมั่นคงทางอาหารโลกด้วย
ขณะที่ การขนส่งทางอากาศก็มีความเสี่ยงเช่นกัน โดยสนามบินดูไบถือเป็นศูนย์กลางสำคัญในการกระจายสินค้าไทย โดยเฉพาะอาหารสดและสินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว หากเกิดการปิดน่านฟ้าหรือเที่ยวบินล่าช้าจากสถานการณ์โจมตี สินค้าจากไทยที่มุ่งหน้าไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงสินค้าที่ใช้ดูไบเป็นจุดต่อไปยังยุโรปและแอฟริกา อาจเผชิญความล่าช้า สายการบินจำเป็นต้องปรับเส้นทางบินหรือแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดย่อมสะท้อนกลับมายังต้นทุนและราคาสินค้าไทยในตลาดปลายทาง
ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการขนส่งเท่านั้น แต่อาจสะเทือนต้นทุนการผลิตของไทยด้วย เนื่องจากความผันผวนของราคาน้ำมันอาจทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบปิโตรเคมี เช่น พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ก็มีความเสี่ยงเผชิญต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวนตามไปด้วย
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาจทำให้คำสั่งซื้อจากประเทศในกลุ่ม GCC ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน ชะลอตัวลง ซึ่งจะกระทบต่อสินค้าไทยที่พึ่งพาตลาดดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ตลาดตะวันออกกลางยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับไทย เนื่องจากหลายประเทศในภูมิภาคมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่เพาะปลูกทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง บางประเทศต้องนำเข้าสินค้าอาหารมากกว่า 70% ของความต้องการภายในประเทศ
แม้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการค้า แต่ตลาดดังกล่าวก็ยังคงมีความสำคัญต่อโครงสร้างการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ยังมีความต้องการสูงในภูมิภาคนี้
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ