กลิ่นอายของการเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะระเบิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เริ่มทวีความร้อนแรงขึ้นทุกขณะ ท่ามกลางการช่วงชิงความได้เปรียบของพรรคการเมืองใหญ่ ทั้งขั้วอำนาจเดิมและขั้วอำนาจใหม่ แต่อีกหนึ่งสมรภูมิที่มองข้ามไม่ได้ คือสมรภูมิแย่งชิงคะแนนเสียงจากกลุ่ม "First Time Voter" หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก
แม้ตัวเลขสถิติจากกรมการปกครองจะระบุชัดเจนว่า ในการเลือกตั้งปี 2569 นี้ มีจำนวน First Time Voter อยู่ที่ประมาณ 2.3 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนเพียง 4.5% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ "ลดน้อยถอยลง" เมื่อเทียบกับมหกรรมการเลือกตั้งใหญ่ 2 ครั้งก่อนหน้า จากโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์
แต่ในทางการเมือง... "ปริมาณ" อาจไม่สำคัญเท่า "คุณภาพ" และ "พลังในการส่งเสียง"
โตมากับความขัดแย้ง: DNA ของคนรุ่นใหม่หากเราเจาะลึกเข้าไปใน DNA ของกลุ่ม First Time Voter รอบนี้ พวกเขาคือเยาวชนที่เกิดในช่วงปี 2548-2551 ช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกแห่งความขัดแย้งทางการเมือง การแบ่งแยกสีเสื้อ และวาทกรรมแห่งความเกลียดชัง
...
พวกเขาเติบโตขึ้นมาโดยมีความทรงจำทางการเมืองที่เด่นชัด คือการรัฐประหารปี 2557 การเห็นรุ่นพี่ออกมาประท้วง และภาพจำของการ "ยุบพรรคอนาคตใหม่" ซึ่งเป็นเสมือนไอดอลทางการเมืองของคนรุ่นพวกเขา ประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมให้คนกลุ่มนี้มีความตื่นตัวทางการเมืองสูง (Hyper-Political) และมีภูมิต้านทานต่อการโฆษณาชวนเชื่อแบบเก่าๆ
จุดจบของระบบอุปถัมภ์? : สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับนักเลือกตั้งสไตล์ "บ้านใหญ่" หรือ "ระบบหัวคะแนน" คือ พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ ผลการศึกษาและโพลสำนักต่างๆ ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า สำหรับเด็กกลุ่มนี้ "ระบบอุปถัมภ์ทำงานไม่ได้ผล"
บุญคุณ การฝากลูกเข้าโรงเรียน หรืองานบวชงานแต่ง แทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจกากบาทของพวกเขา คนรุ่นใหม่เลือกจาก "ตัวบุคคล" (Persona) ที่พวกเขารู้สึกเชื่อมโยง และ "พรรคการเมือง" ที่นำเสนอภาพอนาคตที่พวกเขาอยากจะมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ภาพอดีตที่พวกเขาวิ่งหนี
นี่คือกลุ่มคะแนนเสียงที่ "ซื้อไม่ได้" ด้วยเงิน แต่ซื้อได้ด้วย "อุดมการณ์และความหวัง" ซึ่งจากผลโพลหลายสำนักที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า คะแนนเสียงส่วนใหญ่ของกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะเทไปทาง "พรรคประชาชน" (อดีตพรรคก้าวไกล) หรือพรรคปีกเสรีนิยมค่อนข้างมาก หากพรรคขั้วอื่นยังไม่สามารถปรับภาพลักษณ์ให้โดนใจได้ทันเวลา
พลัง Multiplier: เสียงเดียวที่เปลี่ยนทั้งบ้านความน่าสนใจของ 2.3 ล้านเสียงนี้ ไม่ได้จบแค่ที่คูหาเลือกตั้ง แต่พวกเขาคือ "Influencer ประจำบ้าน" ในยุคที่ข่าวสารการเมืองถูกเสพผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน ทั้ง TikTok, X และ Instagram คนกลุ่มนี้คือผู้ถือรีโมตคอนโทรลทางความคิดในครอบครัว
เราจึงมักเห็นปรากฏการณ์ "ลูกหลานกล่อมพ่อแม่" หรือการถกเถียงบนโต๊ะกินข้าวที่นำไปสู่การเปลี่ยนใจคนรุ่น Gen X หรือ Baby Boomer ในบ้าน ให้หันมาลองเลือกพรรคทางเลือกใหม่ๆ ตามลูกหลาน ดังนั้น ตัวเลข 4.5% จึงเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง แต่พลังแฝงที่อยู่ใต้น้ำอาจส่งผลกระทบกินวงกว้างกว่าที่นักคณิตศาสตร์การเมืองประเมินไว้
บทสรุปสู่ 8 กุมภาฯ การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง จึงไม่ใช่แค่การต่อสู้ของพรรคการเมือง แต่เป็นการปะทะกันของ "ชุดความคิด" คะแนนเสียง 2.3 ล้านเสียงของคนรุ่นใหม่ อาจดูเป็นเม็ดทรายเล็กๆ ในมหาสมุทรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่เม็ดทรายเหล่านี้แหละ ที่พร้อมจะรวมตัวกันเป็นคลื่นสึนามิ กวาดล้างสิ่งเก่า และกำหนดทิศทางว่า... ประเทศไทยในวันที่พวกเขาต้องเป็นผู้รับไม้ต่อ จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร
จับตาดูให้ดี พลังบริสุทธิ์นี้อาจเป็น "Game Changer" ที่หักปากกาเซียนทุกสำนัก!