กลิ่นอายของการเลือกตั้งปี 2569 เริ่มโชยมาตามลม แม้รัฐบาลชุดปัจจุบันจะยังบริหารงานอยู่ แต่การขยับตัวของ "ขุนพล" และ "ไพร่พล" ในสมรภูมิการเมืองไทยไม่เคยหลับใหล การจัดทัพใหม่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อแย่งชิงเก้าอี้ สส. แต่คือการเดิมพันด้วย "อนาคต" ของขั้วอำนาจเก่าและอำนาจใหม่
จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุด เราสามารถแบ่งกองกำลังทางการเมืองออกเป็น 4 กลุ่มยุทธศาสตร์ ที่จะมีผลโดยตรงต่อหน้าตาของรัฐบาลชุดหน้า
กลุ่ม "3 ก๊กชิงบัลลังก์"
เป้าหมาย: อันดับ 1 ของการเลือกตั้ง และเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
พรรคเพื่อไทย, ภูมิใจไทย, ประชาชน
นี่คือกลุ่ม "เฮฟวี่เวต" ที่มีทรัพยากรพร้อมที่สุด ทั้งกระแส กระสุน และบ้านใหญ่ การต่อสู้ในกลุ่มนี้คือการชิงธงนำในการจัดตั้งรัฐบาล ใครเข้าวินอันดับ 1 จะมีความชอบธรรมสูงสุด
• พรรคประชาชน
ยังคงขี่พายุ "กระแส" ที่แข็งแกร่งที่สุด หากกติกายังเป็นบัตร 2 ใบ พรรคประชาชนจะได้เปรียบมหาศาลในระบบบัญชีรายชื่อ (Party List) ยุทธศาสตร์ของพวกเขาคือการกวาด สส. เขตในหัวเมืองใหญ่และเจาะฐานบ้านใหญ่ที่อ่อนแอ หากพวกเขาทำได้เกิน 160-180 ที่นั่ง สมการการเมืองจะเปลี่ยนทันที แต่จุดตายคือ "พันธมิตร" หากแลนด์สไลด์ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง (250+) โอกาสถูกโดดเดี่ยวเป็นฝ่ายค้านยังคงมีสูง
...
• พรรคเพื่อไทย
แชมป์เก่าที่เสียแชมป์ไปเมื่อปี '66 แต่การเลือกตั้งปี '69 คือ เดิมพันศักดิ์ศรีของ "ตระกูลชินวัตร" โจทย์ใหญ่คือการกู้ศรัทธาจากผลงานเศรษฐกิจ (ดิจิทัลวอลเล็ตและค่าแรง) หากทำสำเร็จ "กระแส" จะตีตื้นกลับมา ผนวกกับ "บ้านใหญ่" ในมือที่ยังแน่นปึ้ก เพื่อไทยมีโอกาสสูงที่จะกลับมาเป็นที่ 1 แต่ต้องระวังการถูกเจาะฐานที่มั่นในอีสานและเหนือจากพรรคประชาชน
• พรรคภูมิใจไทย
"พรรคครูใหญ่" ที่วันนี้เติบใหญ่จนกลายเป็น "พรรคบ้านใหญ่แห่งชาติ" ยุทธศาสตร์ "ตอกเสาเข็ม" ของภูมิใจไทยน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่เน้นกระแสโซเชียล แต่เน้น "เนื้องานในพื้นที่" และ "เครือข่ายหัวคะแนน" หากเพื่อไทยและประชาชนตัดคะแนนกันเองในเขตเมือง ภูมิใจไทยอาจเป็น "ตาอยู่" ที่กวาด สส. เขตมากที่สุด และส่ง "อนุทิน ชาญวีรกูล" นั่งเก้าอี้นายกฯ ต่ออีกสมัย และอาจจะอยู่ไปยาวๆ ถึง 4 ปีเต็มด้วย
กลุ่ม "ตัวแปรชี้ชะตา"
เป้าหมาย: อันดับ 4 และ การกำหนดทิศทางขั้วรัฐบาล
พรรคกล้าธรรม, ประชาธิปัตย์
ในสมการคณิตศาสตร์การเมืองที่ไม่มีใครครองเสียงข้างมากเด็ดขาด พรรคที่ได้อันดับ 4 จะกลายเป็น "สาวเนื้อหอม" ที่สุด เพราะจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ
• พรรคกล้าธรรม
พรรคที่ถูกจับตามองว่าเป็นร่างทรงใหม่ของขั้วอำนาจ "ผู้กอง" ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือกลุ่มบ้านใหญ่ที่แตกตัวออกมา การรีแบรนด์และดึงตัว สส. เกรดเอเข้าสังกัด ทำให้พรรคนี้มีโอกาสเป็น "พรรคขนาดกลางที่ทรงพลัง" หากกวาดที่นั่งได้ 20-30 ที่นั่ง หรือหลายสำนักก็คาดว่าจะได้มากกว่านั้น พรรคกล้าธรรมจะมีอำนาจต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ "เกรดเอ" สูงกว่าจำนวน สส. ที่มี เพราะสามารถเลือกข้างได้ทั้งซ้ายและขวา
• พรรคประชาธิปัตย์
สถาบันการเมืองเก่าแก่ที่กำลังอยู่ในช่วง "Rebuild" ภายใต้การนำชุดใหม่ โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โจทย์หินคือการทวงคืนปักษ์ใต้จากภูมิใจไทยและรวมไทยสร้างชาติ หาก ปชป. สามารถรักษารูปมวย ยืนระยะที่ 25-30 ที่นั่งได้ พวกเขาจะกลับมาเป็นตัวแปรสำคัญ การตัดสินใจของ ปชป. ในปี '69 จะไม่ใช่แค่เรื่องอุดมการณ์ แต่เป็นเรื่องความอยู่รอดที่จะเลือกจับมือกับใครเพื่อฟื้นคืนชีพพรรค
กลุ่ม "ประคองตัวและรอเสียบ"
เป้าหมาย: สส. มากกว่า 10 ที่นั่ง, โอกาสร่วมรัฐบาลสูง
พรรคประชาชาติ, รวมไทยสร้างชาติ, พลังประชารัฐ, ไทยสร้างไทย, เศรษฐกิจ, ไทยก้าวใหม่, โอกาสใหม่
กลุ่มนี้คือกลุ่มที่มีความหลากหลายสูงสุด มีทั้ง "ดาวรุ่งภูธร" และ "ดาวร่วงระดับชาติ"
• กลุ่มกราฟดิ่ง (ขาลง)
พลังประชารัฐ (พปชร.) และ รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กำลังเผชิญวิกฤติศรัทธาเมื่อ "มนต์ขลังลุง" จางหายไป การไม่มี "ลุงตู่-ลุงป้อม" เป็นแม่เหล็ก ทำให้ต้องพึ่งพาบารมี สส. รายบุคคลมากกว่ากระแสพรรค มีแนวโน้มสูงที่ตัวเลข สส. จะลดน้อยลงอย่างน่าตกใจ จากพรรคระดับ 40 สส. อาจจะเหลือเพียงแค่หลักสิบหรือน้อยกว่านั้น
• กลุ่มเฉพาะทาง (Niche Market)
พรรคประชาชาติ คือตัวอย่างที่แข็งแกร่งที่สุดในการยึดครองพื้นที่ "3 จังหวัดชายแดนใต้" การันตีเก้าอี้ 10+ ได้แน่นอน ทำให้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ใครก็อยากได้เพราะมีฐานเสียงนิ่งและแช่แข็ง
ส่วน พรรคไทยสร้างไทย ของคุณหญิงสุดารัตน์ ยังต้องเหนื่อยหนักกับการสร้างกระแสเบียดแทรกสองขั้วใหญ่ แต่หากรักษาฐานที่มั่นใน กทม. หรืออีสานบางจุดได้ ก็ยังมีลุ้น
...
• กลุ่มหน้าใหม่ (New Challengers)
พรรคเศรษฐกิจ, ไทยก้าวใหม่, โอกาสใหม่ ต้องอาศัยจังหวะความเบื่อหน่ายการเมืองแบบเก่า หากสามารถนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่โดนใจชนชั้นกลางได้ ก็มีโอกาสสอดแทรกเข้ามาเป็นพรรค 10 ที่นั่งได้เช่นกัน
กลุ่ม "เล็กพริกขี้หนู" (The Fighting Small)
เป้าหมาย: มีที่นั่งในสภา, แสดงพลังเฉพาะกลุ่ม
พรรคเสรีรวมไทย, พลวัต, ไทรวมพลัง, ทางเลือกใหม่, รักชาติ
ภายใต้กติกาบัตร 2 ใบ พรรคเล็กเสียเปรียบอย่างหนัก แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ตัวตน ยุทธศาสตร์ของกลุ่มนี้ต้องเปลี่ยนจาก "หว่านแห" เป็น "เจาะไข่แดง" หรือ "สร้างกระแสเฉพาะกลุ่ม" (Niche Identity)
• พรรคไทรวมพลัง: โมเดลความสำเร็จของพรรคท้องถิ่นนิยม (อุบลราชธานี) ที่พิสูจน์แล้วว่า "บ้านใหญ่ท้องถิ่น" ที่แข็งจริง สามารถล้มช้างได้โดยไม่ต้องสังกัดพรรคใหญ่
• พรรคเสรีรวมไทย: ยังคงต้องพึ่งพาจุดขายความตงฉินของหัวหน้าพรรค แต่อาจต้องปรับกลยุทธ์หนักเพื่อดึงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์กลับมา
นอกจากนี้ ยังมีพรรคพลวัต พรรคใหม่ของ นายกัณวีร์ สืบแสง ที่ถอนตัวจากพรรคเป็นธรรมออกมา หรือจะเป็นพรรครักชาติ ที่ได้กระแส "รศ.ดร.เจษฎ์" ในหลายเวที รวมถึงพรรคทางเลือกใหม่ ที่มีตัวชูโรงเป็น "เต้ มงคลกิตติ์" ก็มีลุ้นจะคว้าเก้าอี้มาโชว์ผลงานสักตัวนึง