เปิด 6 ผลประเมิน-การทดสอบ สะท้อนวิกฤต “การศึกษาไทย” ไม่เท่าเทียม-เสี่ยงก้าวไม่ทันโลก ตามหลังหลายประเทศอาเซียน 

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยรายงาน 5 ข้อค้นพบสำคัญ ในการจัดสรรทรัพยากรของระบบการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ พบผลการศึกษา - การประเมินวัดผลระดับโลก สะท้อนปัญหาการศึกษาไทย เมื่อ “ต้นทุนมนุษย์” ของเด็กไทยไม่เท่ากัน ทำช่องว่างการศึกษาถี่ห่าง ซ้ำยังตามหลัง “เด็กโลก” เสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในกระแสลมแห่งการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง (อ่าน : เปิด 5 ข้อค้นพบ สะท้อนวิกฤต “การศึกษาไทย”) 

ในรายงานดังกล่าว มี 7 สถิติ ผลการประเมินและการวัดผลที่น่าสนใจ ไทยรัฐออนไลน์ ขอยกมาดังนี้ 

1. เด็กโรงเรียนขนาดเล็กคุณภาพการเรียนรู้น้อยกว่า คะแนน O-NET ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (O-NET) ล่าสุดของระดับชั้น ป.6 ปีการศึกษา 2567 พบว่า เด็กในโรงเรียนขนาดเล็ก (นักเรียนไม่เกิน 119 คน) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล และนักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กยากจนหรือด้อยโอกาส มีคะแนน O-NET ใน “ทุกรายวิชา” ต่ำกว่าโรงเรียนขนาดกลาง (120-719 คน) โรงเรียนขนาดใหญ่ (720-1,679 คน) และโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ (1,680 คนขึ้นไป) อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะใน “วิชาภาษาอังกฤษ” ที่โรงเรียนขนาดเล็กเฉลี่ยที่ 27.96 คะแนน ขณะที่โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษเฉลี่ยอยู่ที่ 48.04 คะแนน

...

2. เด็กชนบททักษะ วิทย์-คณิต-การอ่าน ตามหลังเด็กในเมือง 3 ปีการศึกษา

ผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ในปี พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นการสอบในเด็กอายุ 15 ปี พบว่า เด็กในโรงเรียนชนบท (ในชุมชนที่มีประชากรน้อยกว่า 3,000 คน) มีระดับสมรรถนะที่ต่ำกว่าเด็กที่เรียนโรงเรียนในเขตเมืองและเขตกึ่งเมืองทั้งในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน โดยนักเรียนชนบททำคะแนนได้น้อยกว่าโดยเฉลี่ย 53 - 70 คะแนน คะแนนที่แตกต่างกันนี้สามารถเทียบเท่าได้กับ “การเรียนรู้ที่หายไปประมาณ 3 ปีการศึกษา”

3. เด็กยากจนมีโอกาสเรียนต่อมหาวิทยาลัยน้อยกว่า 2.5 เท่า

จากการติดตามชีวิตของนักเรียนจากครัวเรือนยากจนที่สุด 15% ของประเทศ และการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) พบว่า ในปีการศึกษา 2564 มีนักเรียนยากจน จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 167,989 คน แต่มีเพียง 81.5% ที่ศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หรือเทียบเท่า ต่อมาในปีการศึกษา 2568 พบว่านักเรียนกลุ่มนี้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษาเพียง 21,079 คน หรือ 12.5% เท่านั้น ต่ำกว่าอัตราการเรียนต่อผ่านระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) ของนักเรียนทั้งประเทศซึ่งอยู่ 32% กว่า 2.5 เท่า

4. เด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งทักษะการคิดถดถอย

จากงานวิจัยของ กสศ. ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ติดตามกลุ่มตัวอย่างเด็กเล็ก ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยติดตามเด็กคนเดิมตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา พบว่า เด็กกลุ่มดังกล่าว มีระดับเชาวน์ปัญญาที่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่ 100 และที่น่ากังวลคือมีแนวโน้มที่ IQ โดยเฉลี่ยลดลง แม้จะมีอายุและระดับการศึกษาที่เพิ่มมากขึ้น โดยวัดครั้งแรกได้ค่า 92 ขณะที่วัดครั้งสุดท้ายอยู่ที่ 82 ซึ่งเป็นเรื่องไม่ปกติอย่างมาก เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว ค่า IQ ควรคงที่หรือใกล้เคียงค่าเดิมในแต่ละปี การที่ระดับ IQ ของเด็กลดลงย่อมสะท้อนให้เห็นว่า แม้เด็กเข้าเรียน ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการเรียนรู้เสมอไป

เรื่องนี้จะยิ่งเป็นปัญหาเมื่อ “การศึกษาไม่ยืดหยุ่น” ไม่ปรับตัวตามวิถีการเรียนหรือความสนใจของผู้เรียน จนทำให้เด็ก “เบื่อ” ขาดแรงบันดาลใจ หมดไฟ มานั่งในห้องเรียนเฉย ๆ เมื่อผลการสอบออกมาว่าตัวเองไม่ผ่านก็อาจหลุดจากระบบการศึกษาไปในที่สุด

5. การศึกษาไทย “ฟรี” ไม่จริง

แม้ภาครัฐจะมีเงินอุดหนุนผ่านโครงการเรียนฟรี 15 ปี แต่ยังมี “ค่าใช้จ่ายแฝง” ที่ผู้ปกครองต้องจ่ายเองจำนวนมาก โดยครัวเรือนยากจนต้องจ่ายเพิ่มเฉลี่ย 9,420 บาทต่อคนต่อปี ส่วนมากเป็นค่าใช้จ่ายด้านค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง และค่าอาหารเช้าตามลำดับ

ขณะที่เงินอุดหนุนรายหัวอัตราเดียว ฟังผิวเผินอาจดูเท่าเทียม แต่แท้จริงแล้วไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ไม่เป็นไปตามหลัก “ความเสมอภาคแนวดิ่ง” เพราะแต่ละโรงเรียนมีความขาดแคลนและต้นทุนที่ไม่เท่ากัน เช่น โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลบนสันเขา มีค่าใช้จ่ายมากกว่าโรงเรียนปกติ 

ซึ่งในปีงบประมาณ 2564 พบว่า งบประมาณการศึกษา 100 บาท จะแบ่งเป็นงบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 22 บาท และเมื่อมาแบ่งแยกย่อยต่อจะเหลืองบประมาณเพียง 4 บาทสำหรับความเสมอภาคแนวดิ่ง เพื่อลดช่องว่างเด็กด้อยโอกาส ซึ่งไม่เพียงพอต่อการลดความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย

6. เด็กไทยขาดทักษะแห่งอนาคต

วิเคราะห์แนวโน้มของผลการประเมิน PISA ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า ผลการประเมินในรอบปีล่าสุด (พ.ศ. 2565) ประเทศไทยมีคะแนนต่ำที่สุดนับตั้งแต่เข้าร่วมการสอบเมื่อปี พ.ศ. 2543 และเป็นการลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 โดยคะแนนในทักษะพื้นฐาน (คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่าน) อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD และอยู่ต่ำกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมในการรับมือกระแสโลก

...

นอกจากทักษะพื้นฐานแล้ว หากวิเคราะห์ลงลึกลงไปในทักษะเฉพาะด้าน อย่างเช่น สมรรถนะการอยู่ในสังคมโลก (Global Competence) ซึ่งวัดความสามารถในการเข้าใจและเชื่อมโยงกับปัญหาของโลกที่มีความซับซ้อน และความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้คนต่างวัฒนธรรม พบว่าประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 21 จาก 27 ประเทศที่เข้าร่วมการประเมิน

ขณะที่ ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ซึ่งเป็นทักษะที่เป็นรากฐานในการคิดค้นสิ่งใหม่ รากฐานของนวัตกรรมและเศรษฐกิจ ผลการประเมินชี้ว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 51 จากทั้งหมด 61 ประเทศที่เข้าสอบ โดยผลการประเมินต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD อย่างมีนัยสำคัญ และตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน