รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ผ่านไปแล้ว 10 เดือน กำลังจะครบ 1 ปี หลังจากรับไม้ต่อจาก นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ คนก่อนหน้าของพรรคเพื่อไทย กำลังเผชิญกับมรสุมอย่างหนักหน่วงในช่วงนี้ เจอทั้งปัญหาภายในประเทศ และภายนอกที่รุมเร้ามาอย่างพร้อมเพรียงกัน อีกทั้งยังเจอ "คลิปหลุด" เสียงนายกฯ ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อตำแหน่งประมุขของฝ่ายบริหาร จนถึงขั้นเริ่มมีกระแสกดดันให้ประกาศลาออกหรือยุบสภาไปเสียเลย

ศึกภายในประเทศ ปัญหาที่ต้องสะสาง

เริ่มจากปัญหาใหญ่สุดเรื่อง "การปรับ ครม." ที่เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ต้องการยึดเก้าอี้ "มท.1" หรือกระทรวงมหาดไทย คืนจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แม้นักวิเคราะห์หลายคนมั่นใจว่า ถึงอย่างไรพรรคภูมิใจไทยคงต้องยอม เพื่อแลกกับการเป็นรัฐบาลต่อไป แต่นายอนุทินก็ยังยืนยันเสียงแข็งว่า หากถูกยึดเก้าอี้ไป ก็จะยอมถอย 69 สส. มาเป็นพรรคฝ่ายค้านแทน ซึ่งจะส่งผลต่อตัวเลขเก้าอี้ในสภา และเสถียรภาพของรัฐบาลในครึ่งเทอมหลังด้วย

แต่เรื่องที่สอดแทรกร้อนแรงขึ้นมา ณ เวลานี้ หนีไม่พ้น "คลิปหลุด" เสียงนายกฯ แพทองธาร สนทนาทางโทรศัพท์กับ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา พ่อของ ฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชาคนปัจจุบัน พอถูกปล่อยออกมาแล้ว กลายเป็นภาพลบกับนายกฯ เอง เพราะมีทั้งความสนิทสนมกับ "Uncle" ฮุน เซน และเรียกกองทัพว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม เจอกระแสเรียกร้องให้รับผิดชอบเต็มหน้าโซเชียลไปหมดในเวลานี้ ถึงขั้นขอให้ประกาศลาออก หรือยุบสภาไปเสียเลย

อีกทั้งยังมีเรื่อง "ทักษิณ" ผู้เป็นบิดาของนายกฯ ด้วย ที่ยังมีคดีคงค้างที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่สำคัญ คือ การรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ ชั้น 14 หลังเดินทางมากลับไทย โดยที่ไม่ได้รับโทษจำคุกในเรือนจำเลยแม้แต่คืนเดียว ที่ถูกมองว่า หากล้มทักษิณได้ ก็สามารถล้มรัฐบาลได้ด้วยเช่นกัน

...

ศึกนอกประเทศ เพื่อนบ้าน-แดนไกล

แน่นอนว่า ปัญหากับเพื่อนบ้านอย่าง "กัมพูชา" ยืดยาวมากว่าครึ่งเดือนแล้ว เหมือนจะสงบลงบ้าง เพราะคณะกรรมธิการเจรจาเขตแดนร่วม (JBC) ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้คุยเรื่อง 4 พื้นที่พิพาท ที่เพื่อนบ้านยืนยันจะส่งเรื่องไปศาลโลก ซึ่งเราก็ไม่เล่นเกมด้วย เพราะไม่รับเขตอำนาจศาลโลก และทหารกัมพูชาก็ถอนกำลังในพื้นที่พิพาทออกมาอยู่ในแนว แต่ทว่า อุณหภูมิยังร้อนแรงขึ้นจาก "คลิปหลุด" ที่กล่าวไปข้างต้น ส่งผลกระทบโดยวงกว้าง แต่จะหนักไปในทิศทางเข้าหานายกฯ ฝั่งไทยมากกว่า ส่วนการเจรจาพื้นที่นั้น ถ้าไม่มีใครละเมิดเขตแดน หรือก่อความไม่สงบ หรือโพสต์ในโซเชียลของอีกฝั่งที่ยั่วยุ ปลุกปั่นกระแสชาตินิยม ก็คงจะต้องอยู่กับสถานการณ์แบบนี้ไปอีกระยะหนึ่งเลย

นอกจากนี้ ยังมี "สงครามอิสราเอล-อิหร่าน" ที่เริ่มดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่า ผลกระทบกับคนไทยอาจจะไม่มากเท่าประเด็นอื่น เพราะพื้นที่อยู่ห่างกันค่อนข้างมาก แต่ยังมีผลกระทบหลายเรื่อง ทั้งตลาดโลก ราคาน้ำมัน และเรื่องอื่นๆ ที่จะตามมาอยู่เรื่อยๆ ที่ไทยยังคิดติดตามสถานการณ์อยู่อย่างใกล้ชิด โดยกระทรวงต่างประเทศก็อัปเดตเรื่องคนไทยในพื้นที่อยู่เรื่อยๆ ส่วนเรื่อง "ภาษีสหรัฐ" แม้จะเงียบลงไปเยอะแล้ว แต่ก็ยังเดินหน้าอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ท่ามกลางมรสุมต่างๆ นานาที่รัฐบาลต้องเจอนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะจัดการเรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมดได้อย่างไร