จากผลการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) นครศรีธรรมราช เขต 8 แทน น.ส.มุกดาวรรณ เลื่องสีนิล อดีต สส.ภูมิใจไทย โดยพรรคประชาธิปัตย์ส่ง นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีต รมว.ศึกษาธิการ ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ และอดีต สส.นครศรีธรรมราช ถึง 9 สมัย แต่สุดท้ายกลับพ่ายแพ้ไปอย่างราบคาบ ได้เพียงแค่อันดับ 4 จาก 6 พรรคการเมืองที่ลงชิงชัยเท่านั้น
สำหรับชัยชนะในเวทีดังกล่าว ตกเป็นของนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรม ได้ไป 38,680 คะแนน อีกทั้งยังเป็นสนามเลือกตั้งแรกในนามพรรคใหม่ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นการประกาศปักธงอย่างชัดเจนว่า จะเจาะฐานเสียงของภาคใต้ ฐานที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์มายาวนานหลายสิบปี เช่นเดียวกับอีกหลายพรรค
นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ สำหรับ “มนต์ขลัง” ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จากเดิมเคยมีวลีที่ว่า “ส่งเสาไฟลงเลือกตั้งก็ชนะ” แต่แม้ว่าจะส่งผู้สมัครที่มีชื่อเสียง แต่กลับแพ้ไปอย่างสิ้นเชิง จนนำมาสู่การตั้งคำถามว่า พรรคประชาธิปัตย์กับภาคใต้ กำลังจะถึงจุดจบใช่หรือไม่ ?
...
ย้อนสนามเลือกตั้ง ผลลัพธ์ถอยหลังต่อเนื่อง
ย้อนกลับไปการเลือกตั้งใหญ่ หลายสนามก่อนหน้านี้ในช่วง 20 ปีหลังสุด พบว่า การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2550 สนามแรกของหัวหน้าพรรคที่ชื่อ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” พาพรรคประชาธิปัตย์สู่จุดสูงสุด ด้วยการคว้า สส. 164 คน แม้ว่าจะพ่ายแพ้ต่อพรรคพลังประชาชนไป แต่สุดท้ายก็ยังรวมเสียงปรับขั้วรัฐบาลจนได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี “คนสุดท้าย” ของพรรคประชาธิปัตย์
ทว่า หลังจากนั้นเอง การเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2554, 2562 และ 2566 พรรคประชาธิปัตย์เอง กลับมีจำนวน สส.ที่ลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย จาก 159 คน เหลือ 53 คน และ 25 คน ตามลำดับ จากพรรคขนาดใหญ่ กลายเป็นพรรคขนาดกลางในสภาผู้แทนราษฎร ท่ามกลางพรรคทางเลือกที่เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
สูญฐานที่มั่น “แดนใต้” เจอคู่แข่งเร่งเครื่องจ่อแซง
หากแยกมาพิจารณาเฉพาะฐานที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์มาแต่ไหนแต่ไรอย่าง “พื้นที่ภาคใต้” ตัวเลขจำนวน สส. จะพบว่า 3 สนามหลังสุด พรรคประชาธิปัตย์เองก็ได้ สส. ที่ลดน้อยลงเช่นกัน
โดยในปี 2554 พรรคประชาธิปัตย์ ได้ สส. 50 จาก 53 คน, ปี 2562 ได้ สส. 22 จาก 50 คน และล่าสุดในปี 2566 ได้ สส. 17 จาก 60 คน แม้จะยังคงเป็นแชมป์อันดับที่ 1 พรรคที่ได้ สส.มากที่สุดในภาคใต้ แต่ก็มีสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็นที่พึ่งพิงเดียวของประชาชนคนใต้อีกต่อไปแล้ว
หากพิจารณาการเลือกตั้งสนามล่าสุดในปี 2566 มีหลายพรรคที่แย่งชิงเก้าอี้จากพรรคประชาธิปัตย์ไป ได้แก่ พรรครวมไทยสร้างชาติ 14 คน, พรรคภูมิใจไทย 12 คน, พรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาชาติ พรรคละ 7 คน และพรรคก้าวไกล (สมัยนั้น) อีก 3 คน ส่วนใหญ่จะเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมที่เคยจับมือร่วมรัฐบาลสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงปี 2562-2566 มาแข่งขันกันแย่งชิงพื้นที่ภาคใต้ และหลายพรรคก็มีแนวโน้มว่า กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย
นอกจาก 5 พรรคที่กล่าวไปแล้ว ยังคงมี “พรรคกล้าธรรม” เป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนใต้อีก 1 พรรค ที่ส่งลงชิงชัยสนามเลือกตั้งซ่อมล่าสุด ก็ปักธงในแดนใต้ได้เลยทันที กลายเป็นมี 6 พรรคที่จ้องจะดึงฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์ให้ลดน้อยลงไปกว่าเดิมอีกด้วย
...
หัวเรือรุ่นใหม่ยังจืด-ไม่แมส
หลังจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบกับผลการเลือกตั้ง บทเดิมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อนหน้านี้ นำมาสู่การเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ ที่ยื้อยุดกันอยู่หลายครั้ง จนได้หัวเรือคนใหม่คือ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน มานั่งหัวหน้าพรรคฯ และนายเดชอิศม์ ขาวทอง นั่งเลขาธิการพรรคฯ ซึ่งทั้ง 2 คนนี้ ก็เป็นแกนนำหลักในการ “ข้ามขั้ว” สลายความขัดแย้งไปจับมือร่วมรัฐบาลเพื่อไทยในยุคนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร พร้อมกับเก้าอี้รัฐมนตรี 2 ตำแหน่ง
ทว่า ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมานั้น ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของ รมว.ทรัพย์ฯ และ รมช.สาธารณสุข นั้น แม้จะไม่มีภาพเชิงลบออกมาให้วิจารณ์เท่าไหร่นัก แต่ภาพในเชิงบวกก็ไม่ค่อยมีอย่างโดดเด่นด้วยเช่นกัน จนถูกฝ่ายค้านโจมตีว่าเป็น “รัฐมนตรีโลกลืม” แม้จะมีการตอบโต้กลับว่า ที่ผ่านมาทำงานแต่ไม่ได้ทำพีอาร์เท่านั้นเอง
หากเปรียบเทียบกับอดีตแกนนำคนสำคัญที่เป็นที่รู้จักของสังคมเป็นวงกว้างอย่าง “นายหัว” ชวน หลีกภัย และ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 2 อดีตรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องเรียกได้ว่า ห่างไกลกับการจะก้าวไปถึงจุดนั้น ประกอบกับคะแนนนิยมของพรรคที่ถดถอยลงทุกการเลือกตั้งอีกด้วย
นับถอยหลัง 2 ปี สู่สนามเลือกตั้งปี 70
โจทย์ที่หินและยากที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์ ในทุกสนามเลือกตั้งโดยเฉพาะในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา อดีตแกนนำคนสำคัญของพรรคยังพลาดท่าพ่ายแพ้ และคว้า สส.มาได้ไม่ถึงเป้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว เป็นที่น่าสนใจว่า พรรคประชาธิปัตย์ที่เดินเครื่องโดยแกนนำรุ่นใหม่ จะหาอะไรมาเป็นธงนำ แม้จะปรับกลยุทธ์ สลายความขัดแย้งในอดีตกับพรรคเพื่อไทยแล้วก็ตาม จนมีเก้าอี้ 2 ตัวในคณะรัฐมนตรี 36 ตำแหน่ง แต่ก็ยังมองไม่เห็นว่า 25 สส.ที่ได้จากการเลือกตั้งครั้งนี้ ในสมัยต่อไป จะได้เพิ่มขึ้น หรือลดน้อยลง
...
ทั้งนี้ ยังมีเวลาอีก 2 ปีเต็ม สำหรับการพิสูจน์ตัวเอง และสร้างผลงานที่จับต้องได้ ที่จะสร้างความเชื่อมั่น หรือดึงฐานเสียงทั้งที่มั่นในภาคใต้ และพื้นที่อื่นๆ มาครองเหนือพรรคทางเลือกอื่นๆ ได้ มิเช่นนั้น อาจจะเป็นพรรคเก่าแก่ที่ล้มหายตายจากไปกับสภาพการเมืองยุคใหม่นี้ก็เป็นได้