การเปิดประเทศเดือนตุลาคม เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้ามา นับเป็นความหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่หลายฝ่ายยังมีความกังวล เพราะข้อมูลจากกรมควบคุมโรค รายงานว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 โดสในไทย จนถึงวันที่ 14 ก.ย.ทั่วประเทศยังไม่ถึง 20% ของประชากรทั้งหมดกว่า 72 ล้านคน โดยเฉพาะใน 4 จังหวัดเป้าหมาย ที่ยังไม่ถึง 30% และกรุงเทพมหานครยังไม่ถึง 40%
ขณะที่อัตราการฉีดครบ 2 โดส ที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ต้องมีประมาณ 70% หรือคิดเป็นประชากร 50 ล้านคน จึงเสี่ยงไม่มากหากมีการระบาดหนัก ไม่ทำให้มีผู้ป่วยอาการหนัก จนเตียงในโรงพยาบาลไม่พอเหมือนอย่างที่ผ่านมา
สำหรับการเดินหน้าทดลองการเปิดประเทศเดือนตุลาคม ล่าสุดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เสนอเลือกบางพื้นที่นำร่องเปิดท่องเที่ยวในจังหวัด คือ จ.ชลบุรี เฉพาะ พัทยา อ.บางละมุง อ.สัตหีบ จ.เชียงใหม่ อ.เมือง อ.แม่แตง อ.แม่ริม อ.ดอยเต่า จ.เพชรบุรี อ.ชะอำ จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ.หัวหิน ส่วนกทม.มีการเสนอเปิดประเทศ 15 ตุลาคม ในรูปแบบแบงค็อก แซนด์บ็อกซ์ ภายใต้เงื่อนไข เช่น นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวต้องฉีดวัคซีนครบโดสและมีผลตรวจหาเชื้อโควิดด้วยวิธี RT-PCR มีผลเป็นลบ คือไม่ติดเชื้อ และเที่ยวในพื้นที่จำกัด
การปิดประเทศหรือเปิดประเทศ ต่างมีข้อดีและข้อเสีย แต่ที่ชัดเจนคือการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 โดสเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะบอกได้ว่าคนในประเทศไหน หรือพื้นที่ใดสามารถกลับมาเปิดประเทศ เพื่อใช้ชีวิตเกือบปกติ และเปิดท่องเที่ยวดึงเม็ดเงินเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ และคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลับมามีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ในที่สุด