ไลฟ์สไตล์
100 year

จากคริสต์มาสถึงเมษา สหรัฐฯ ผวา สังเวยโควิดอาจแตะถึง 5 แสนศพ

ไทยรัฐออนไลน์
3 ม.ค. 2564 07:00 น.
SHARE
  • ธันวาคม 2020 เพียงเดือนเดียว มีชาวอเมริกันสังเวยชีวิตให้กับโควิด-19 มากถึง 63,000 ศพ ภายในระยะเวลาแค่ 26 วัน
  • นักวิเคราะห์เชื่อว่า หากสถานการณ์การแพร่ระบาดยังคงเป็นไปเช่นนี้ ยอดผู้เสียชีวิตสะสมจาก Covid-19 ในสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 1 เมษายน 2021 จะเป็น 567,195 ศพ
  • รัฐบาลสหรัฐฯ วางเป้าหมายกระจายการฉีดวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) และของบริษัทโมเดอร์นา (Moderna) ให้กับประชาชนทั่วประเทศ 20 ล้านคน ก่อนสิ้นเดือนมกราคม 2021

บันทึกไว้ว่า เดือนธันวาคม ปี 2020 เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาด Covid-19 บนแผ่นดินสหรัฐอเมริกาเป็นต้นมา นั่นเป็นเพราะมีชาวอเมริกันสังเวยชีวิตให้กับโรคร้ายนี้มากถึง 63,000 ศพ ภายในระยะเวลาเพียง 26 วัน และมากกว่าเกือบเท่าตัวเมื่อเปรียบเทียบกับยอดผู้เสียชีวิต 36,964 ศพในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ข่าวแนะนำ

อะไรคือ ปัจจัยที่ทำให้การแพร่ระบาดในสหรัฐฯ เลวร้ายลง ทั้งๆ ที่เพิ่งมีแสงสว่างวาบที่ปลายอุโมงค์จากการเริ่มทยอยฉีดวัคซีนป้องกันให้กับชาวอเมริกันเมื่อช่วงต้นเดือนแห่งความเลวร้ายอย่างแสนสาหัสนี้

"เราอาจจะได้เห็นอัตราผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจาก Covid-19 เพิ่มสูงขึ้นหลังช่วงเทศกาลวันหยุดคริสต์มาสและปีใหม่"

นพ.แอนโทนี ฟอซี ผอ.สถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการควบคุมไวรัสโควิด-19 ของทำเนียบขาว กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาด Covid-19 ในสหรัฐอเมริกา ณ ปัจจุบัน ที่ฤดูหนาวเข้ามาเยือน

เหตุใดช่วงเทศกาลหยุดยาวคริสต์มาสและปีใหม่ จึงน่าวิตก?

ผู้คนมากกว่า 1.1 ล้านคนที่ไปปรากฏตัวตามสนามบินต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเพิกเฉยต่อคำเตือน Stay at home ของหน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ ตามรายงานของหน่วยงานด้านความปลอดภัยในการเดินทางของสหรัฐฯ หรือ TSA เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2020 คือ คำตอบของคำถามที่ว่านั้น

โดยตัวเลข 1.1 ล้านคนนี้ ถือเป็นความคับคั่งในการโดยสารทางอากาศมากที่สุดเป็นลำดับที่ 3 นับตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา และในจำนวนนี้มากกว่า 616,000 คน เป็นการเดินทางในช่วงวันคริสต์มาสเพียงวันเดียวในขณะที่ ส่วนที่เหลืออีกหลายแสนคนออกเดินทางก่อนหน้าเพียงไม่กี่วัน

ซึ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นย่อมหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดในระดับที่วิกฤตหนักขึ้นกว่าเดิมได้ยากยิ่ง

การเคลื่อนตัวและการรวมตัวของกลุ่มคนจำนวนมากนี้ มีขึ้นในขณะที่จำนวนผู้ป่วย Covid-19 อาการวิกฤตจนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลทั่วสหรัฐฯ แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา จำนวนผู้ป่วย Covid-19 ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลถึง 118,720 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นลำดับที่ 4 ในปีนี้ (สถิติจาก Covid Tracking Project)

แต่ที่น่าวิตกไปกว่านั้น คือ ถือเป็นระยะเวลา 26 วันติดต่อกันแล้วที่มีจำนวนผู้ป่วย Covid-19 อาการวิกฤตจนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเกินกว่า 100,000 คน

ซึ่งจากจำนวนผู้ป่วยอาการวิกฤตที่มากมายถึงขนาดนี้ สิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือ จำนวนผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 จะต้องเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยมีจำนวนมากเกินกว่าศักยภาพด้านสาธารณสุขจะสามารถรองรับได้

แปลความง่ายๆ ว่า จะต้องมีคน "เสียสละ" เพื่อเปิดโอกาสให้อีกคนที่มีความหวังมากกว่า "รอด"

"เมื่อคุณต้องรับมือกับผู้ป่วยใหม่ในระดับ 200,000 คนต่อวัน และผู้เสียชีวิตในระดับ 2,000 คนต่อวันไปพร้อมๆ กับจำนวนผู้ป่วยวิกฤตมากกว่า 120,000 คน ที่ยังคงอยู่ในโรงพยาบาล นี่คือ วิกฤตด้านสาธารณสุขอย่างแท้จริง และแน่นอนว่า หากยังคงเป็นไปเช่นนี้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า มันจะยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ" นพ.แอนโทนี ฟอซี แสดงความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด

19,136,158 คน คือ จำนวนผู้ติดเชื้อ Covid-19 ในสหรัฐอเมริกา และ 37,411 ศพ คือ จำนวนผู้เสียชีวิตบนแผ่นดินสหรัฐฯ ภายในระยะเวลาเพียง 11 เดือนนับตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาด อ้างอิงข้อมูลสถิติจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2020 ล่าสุด วันที่ 2 มกราคม 2021 มีจำนวนผู้ติดเชื้อ 20,619,032 คน และเสียชีวิต 356,450 ศพ

โดยหากสถานการณ์ยังดำเนินไปเช่นนี้ รายงานวิจัยของสถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน (University of Washington's Institute for Health Metrics and Evaluation) หรือ IHME

ได้วิเคราะห์เอาไว้ว่า หากสถานการณ์การแพร่ระบาดยังคงเป็นไปเช่นนี้ จากยอดผู้เสียชีวิตสะสมจาก Covid-19 ในสหรัฐอเมริกาที่มีมากกว่า 330,000 ศพ จะเปลี่ยนเป็น 567,195 ศพ ในวันที่ 1 เมษายน ปี 2021

ในขณะที่ ผู้ป่วยอาการวิกฤตอีก 193,000 อาจจะเสียชีวิตภายในอีก 2 เดือนข้างหน้า

วัคซีนแห่งความหวัง จะสามารถหยุดยั้งฝันร้ายที่กำลังเกิดขึ้นกับชาวอเมริกันได้หรือไม่?

ปัจจุบัน ตามรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อสหรัฐฯ หรือ CDC รายงานว่า วัคซีนป้องกัน Covid-19 มากกว่า 2 ล้านโดส ถูกฉีดให้กับชาวอเมริกันทั่วประเทศ และอีกกว่า 9.5 ล้านโดส กำลังจะถูกนำไปแจกจ่ายเพิ่มเติม โดยในจำนวนนี้เป็นวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) และบริษัทโมเดอร์นา (Moderna) อย่างไรก็ดี ความล่าช้าในการรายงานข้อมูล อาจทำให้แผนการที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะสามารถฉีดวัคซีนให้ชาวอเมริกันได้อย่างน้อย 20 ล้านคน ภายในสิ้นเดือนธันวาคมนี้ ไม่บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางเอาไว้

โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดความล่าช้าในโปรเจกต์กู้ชาติจาก Covid-19 นั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ ยอมรับว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในกระบวนการต่างๆ มีปัจจัยที่มีความซับซ้อนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ หรือการจัดหาและการจัดเก็บวัคซีนที่มีความแตกต่างกัน

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่ชาวอเมริกันจะต้องไม่ลืมเลือน คือ แม้จะเริ่มมีการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ไปแล้วก็จริง แต่สิ่งสำคัญคือ "ห้ามการ์ดตก" ทั้งเรื่องการสวมใส่หน้ากากอนามัย การปฏิบัติตัวตามมาตรการ Social distancing หลีกเลี่ยงการไปรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก และต้องหมั่นล้างมือเป็นประจำ นั่นเป็นเพราะยังเหลือระยะเวลาอีกยาวนานกว่าที่จะมีวัคซีนมากพอสำหรับจำนวนประชาชนในประเทศ 70-80% เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย "การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่" (Herd immunity) ได้สำเร็จ

และในช่วงเวลายาวนานที่ต้องรอคอยนี้ สิ่งที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ หรือทั้งโลกจะต้องเฝ้าระวังมากขึ้นยิ่งไปกว่าเดิม คือ ต้องหาทางสกัดกั้นการแพร่ระบาดของ Covid-19 สายพันธ์ุใหม่ ที่มาจากสหราชอาณาจักร ซึ่งว่ากันว่าน่ากลัวและแพร่ระบาดได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม ไม่ให้เข้ามาอาละวาดบนดินแดนแห่งเสรีภาพจนกระทั่งฉุดรั้งให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งไปกว่าเดิม

เหตุใดชาวสหรัฐอเมริกาและชาวโลกจึงต้องกังวลกับไวรัส Covid-19 สายพันธ์ุใหม่?

มี 3 เหตุผลสั้นๆ สำหรับการอธิบายประเด็นนี้

1. มีการแพร่ระบาดแทนที่เชื้อไวรัส Covid-19 อีกชนิดอย่างรวดเร็ว

2. เกิดการกลายพันธุ์ ที่จะมีผลสำคัญต่อไวรัสสายพันธ์ุใหม่นี้

3. การทดลองในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เห็นว่า การกลายพันธุ์ทำให้เชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

ไวรัส Covid-19 สายพันธ์ุใหม่ แพร่ระบาดได้เร็วแค่ไหน?

มีการตรวจพบครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ประมาณถึง 1 ใน 4 ของจำนวนผู้ติดเชื้อในกรุงลอนดอน มาจากไวรัส Covid-19 สายพันธ์ุใหม่นี้ ต่อมาในช่วงกลางเดือนธันวาคม จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 2 ใน 3!

โดยนายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ของอังกฤษ ได้ออกมาระบุว่า ไวรัสชนิดนี้อาจจะสามารถแพร่ระบาดได้มากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 70%

ไวรัส Covid-19 สายพันธ์ุใหม่ แพร่ระบาดไปได้ไกลแค่ไหนแล้ว?

เบื้องต้น พบการแพร่ระบาดทั่วไปในสหราชอาณาจักร ยกเว้นไอร์แลนด์เหนือ แต่พบมากที่สุดคือที่กรุงลอนดอน และบริเวณภาคตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ

และปัจจุบัน มีรายงานพบการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ ในประเทศออสเตรเลีย เดนมาร์ก สเปน สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน นอร์เวย์ ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี จอร์แดน เลบานอน เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ แคนาดา และ ญี่ปุ่น แล้ว

ไวรัส Covid-19 สายพันธ์ุใหม่ มีต้นตอมาจากอะไร?

ไวรัสชนิดนี้ มีการกลายพันธุ์ที่สูงผิดปกติ ด้วยเหตุนี้ คำอธิบายที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด คือ มันไปฝังอยู่ในตัวผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอที่ไม่สามารถเอาชนะมันได้ จนกระทั่งร่างกายของผู้ป่วยกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ให้ไวรัสกลายพันธุ์ในที่สุด

ไวรัส Covid-19 สายพันธ์ุใหม่ จะทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นหรือไม่?

ยังไม่มีหลักฐานมากพอที่จะนำไปสู่บทสรุปเช่นนั้นได้ เนื่องจากยังต้องการข้อมูลมากขึ้นสำหรับการทำการศึกษาเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี การที่ไวรัสชนิดนี้ ทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็มากเพียงพอแล้วที่จะทำให้เกิดปัญหากับระบบสาธารณสุข และอาจนำไปสู่ปัญหาจำนวนผู้ป่วยมากเกินกว่าศักยภาพที่ระบบสาธารณสุขจะรองรับไหว

วัคซีนป้องกัน Covid-19 จะมีผลกับ ไวรัสสายพันธ์ุใหม่หรือไม่?

เนื่องจากวัคซีนทั้ง 3 ชนิด ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ แม้ไวรัสจะกลายพันธุ์ไปแล้ว แต่ในหลักการมันยังควรใช้งานได้ อย่างไรก็ดี หากไวรัสมีการกลายพันธุ์ไปมากๆ มันก็มีความเป็นไปได้ที่วัคซีนจะใช้ไม่ได้ผล แต่กระบวนการนั้นมันจะเริ่มต้นขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมันสามารถหลบเลี่ยงผลลัพธ์ทั้งหมดของวัคซีนได้และสามารถกลับมาแพร่เชื้อให้กับมนุษย์ได้อีกครั้ง

ซึ่งสอดคล้องกับที่ ศาสตราจารย์ เดวิด โรเบิร์ตสัน (David Robertson) ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยา จากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ (University of Glasgow) ได้ออกมายอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่ ไวรัส Covid-19 สายพันธ์ุใหม่นี้จะกลายพันธุ์จนสามารถหลบเลี่ยงวัคซีน Covid-19 ได้ โดยหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงไม่แตกต่างอะไรกับกรณีไข้หวัดใหญ่ที่ต้องมีการอัปเดตวัคซีนอยู่เป็นประจำ

ความคืบหน้าการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ล่าสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2020)

ปัจจุบัน มีวัคซีนจำนวนมากกว่า 4.6 ล้านโดส ถูกกระจายไปใน 16 ประเทศทั่วโลก โดยในประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการฉีดให้กับประชาชน เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา ล่าสุด มีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 2.13 ล้านโดส

รัฐบาลสหรัฐฯ วางเป้าหมายกระจายการฉีดวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) และของบริษัทโมเดอร์นา (Moderna) ให้กับประชาชนทั่วประเทศ 20 ล้านคน ก่อนสิ้นเดือนมกราคม 2021 อย่างไรก็ดี วัคซีนของทั้ง 2 บริษัท จะต้องฉีด 2 เข็มต่อ 1 คน ในช่วงระยะเวลาห่างกันประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือจนกว่าร่างกายจะพร้อม

ความพยายามของชาวโลก ในการหยุดยั้งการแพร่ระบาด Covid-19

หลายประเทศในสหภาพยุโรป หรือ EU เริ่มต้นการฉีดวัคซีนเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยวัคซีนของ บริษัท ไฟเซอร์ ผ่านการอนุมัติของหน่วยงานด้านสาธารณสุข ในหลายประเทศของทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และตะวันออกกลาง

โดยวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์และบริษัทโมเดอร์นาให้ผลลัพธ์ในการป้องกันโรค Covid-19 ได้ในระดับ 95% หลังถูกนำไปทดลองในอาสาสมัครหลายหมื่นคน

หลายประเทศกำลังเร่งเดินหน้าผลิตวัคซีนป้องกัน Covid-19 โดยจีนและรัสเซียได้อนุมัติให้มีการทดลองฉีดในประเทศของตัวเองเมื่อเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมที่ผ่านมา และเมื่อผลการทดสอบสมบูรณ์จึงมีการเริ่มต้นการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนแล้ว

สถานการณ์การแพร่ระบาด Covid-19 ในสหรัฐอเมริกายังคงเลวร้ายลงเรื่อยๆ ล่าสุด อัตราการเสียชีวิต ของชาวอเมริกันที่สังเวยให้กับโรคร้ายนี้ คิดเป็นสัดส่วนต่อประชากร 1 ต่อ 1,000 คน แล้ว นับตั้งแต่มีรายงานการติดเชื้อในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคมเป็นต้นมา

โดยรายงานล่าสุดเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่า จำนวนประชากรสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 330,750,000 คน ขณะที่ จำนวนผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ในสหรัฐฯ ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2020 อยู่ที่ 331,116 ศพ ในขณะที่ จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงถึง 18.7 ล้านคนแล้ว อ้างอิงข้อมูลสถิติจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University)

วันที่ 29 กุมภาพันธ์ คือ วันที่มีชาวอเมริกันสังเวยชีวิตให้กับ Covid-19 เป็นรายแรก โดยเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ที่กรุงวอชิงตัน อย่างไรก็ดี รายงานผลการชันสูตรศพที่ออกมาในเดือนเมษายน พบว่า มีชาวแคลิฟอร์เนียอีก 2 ราย ที่เสียชีวิตจาก Covid-19 เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์เช่นกัน

11 มีนาคม 2020 องค์กรอนามัยโลก หรือ WHO ประกาศให้ Covid-19 เป็นโรคระบาด

ขณะที่เมื่อใกล้ช่วงปลายเดือนมีนาคม พบว่า มีชาวอเมริกัน เสียชีวิตจาก Covid-19 แล้ว 1,000 ศพ ทำให้บางรัฐเริ่มต้นประกาศ Lockdown เพื่อหวังสกัดกั้นการแพร่ระบาด และขณะเดียวกันนั้นเอง หลายๆ ประเทศในยุโรป กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตจาก Covid-19 อย่างหนักหนาสาหัส จำนวนผู้ป่วยเริ่มล้นทะลักโรงพยาบาล และเกินกว่ากำลังระบบสาธารณสุขที่จะสามารถรับมือได้

และอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีชาวอเมริกันต้องเสียชีวิตจาก Covid-19 เกินกว่า 10,000 ราย ต่อมาในวันที่ 4 เมษายน ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนว่า กำลังพบปัญหาเรื่องการตรวจหาผู้ติดเชื้อและการจำแนกผู้ป่วย ซึ่งปัญหาที่พบนี้ อาจทำให้รายงานตัวเลขจำนวนผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 เกิดความผิดพลาดขึ้น

ด้วยค่าเฉลี่ยผู้เสียชีวิตต่อวัน มากกว่า 1,000 ศพ สหรัฐอเมริกาจึงมีจำนวนผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ทะลุ 100,000 ศพ ในวันที่ 23 พฤษภาคม หรือเพียง 4 เดือนนับตั้งแต่มีรายงานยืนยันการติดเชื้อบนแผ่นดินสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ดี เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มดีขึ้นเล็กน้อย จำนวนผู้เสียชีวิตและติดเชื้อเริ่มชะลอตัวลงจากระดับสูงสุดในเดือนเมษายน อย่างไรก็ดี อีกเพียง 4 เดือน นับตั้งแต่ชาวอเมริกันสังเวยชีวิตให้กับ Covid-19 ครบ 100,000 ศพในเดือนพฤษภาคม ชาวอเมริกันก็ต้องพบว่า Covid-19 ได้พรากชีวิตผู้คนรวมกันถึง 200,000 ศพ ในวันที่ 21 กันยายน 2020

และนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา อัตราการเสียชีวิตจาก Covid-19 ในสหรัฐอเมริกาได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จากอัตราการเสียชีวิตเดิมที่ 200,000 ชีวิต ภายในระยะเวลา 4 เดือน สู่จำนวน 300,000 ชีวิต ภายในระยะเวลาเพียง 11 สัปดาห์ จากการประกาศเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา

ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของสหรัฐฯ จึงออกมาเรียกร้องให้ ชาวอเมริกันเพิ่มการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดและปฏิบัติตามมาตรการ Social distancing รวมถึง สวมหน้ากากอนามัยในเวลาออกไปยังสถานที่สาธารณะอย่างเคร่งครัด โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของแคลิฟอร์เนีย ให้ความเห็นถึงอัตราการติดเชื้อและเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนว่าน่าจะเกิดจาก ชาวอเมริกันเริ่ม "การ์ดตก" เรื่องการระวังป้องกันตนเอง รวมถึงเริ่มเหนื่อยล้าจากการต่อสู้กับ Covid-19 มายาวนาน.

ผู้เขียน: นายฮกหลง
กราฟิก: เทพอมร แสงธรรมาพิทักษ์

ข่าวน่าสนใจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สหรัฐอเมริกาโควิด-19special contentรายงานพิเศษทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม 2564 เวลา 15:24 น.