การอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2566 หรือร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2566  จะมีขึ้นช่วงวันที่ 31 พฤษภาคม - 2 มิถุนายน ถือเป็นการพิจารณาวาระแรกของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ความเห็นชอบหรือไม่ โดยรัฐบาลเสนองบขับเคลื่อนฟื้นฟูหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยงบประมาณรวม 3.18 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.5 หมื่นล้านบาท แต่ไม่ทันจะเริ่มวันประชุม ฝ่ายค้านก็ประกาศกร้าวพร้อมจะคว่ำร่าง เพื่อสั่นสะเทือนเก้าอี้นายกฯ ให้มีการยุบสภาหรือลาออก ซึ่งถ้าย้อนดูประวัติศาสตร์เคยมีรัฐบาล ที่ต้องยุติบทบาท เนื่องจากแพ้โหวตฝ่ายค้านมาแล้ว

“พระยาพหลฯ” โหวตร่างแพ้ยุบสภา
เหตุการณ์คว่ำร่างงบประมาณ ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นครั้งแรกสมัย “พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา” ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการยุบสภาฯ เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2481 ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์แรกของการเมืองไทย ที่พรรคฝ่ายค้านชนะโหวตร่างงบประมาณ

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้น มีข้อมูลจากเว็บไซต์ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ระบุไว้ว่า เหตุการณ์เริ่มจาก “ถวิล อุดล” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดร้อยเอ็ดและคณะ โต้แย้งถึงการเสนอพระราชบัญญัติงบประมาณ รัฐบาลต้องมีรายละเอียดการนำเสนออย่างครบถ้วน เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาตัดทอน หรือเพิ่มเนื้อหาการร่างงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ

การอภิปรายครั้งนั้นเริ่มดุเดือดมากขึ้น เมื่อฝั่งรัฐบาลโต้ตอบในสภาว่า พรรคฝ่ายค้านไม่ได้เข้าใจถึงตัวเลขงบประมาณที่รัฐบาลได้นำเสนอมา จนในที่ประชุมเสนอให้ฝ่ายรัฐบาล กลับไปร่างงบประมาณอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะมานำเสนอในที่ประชุมใหม่ครั้งหน้า

แต่ฝั่งรัฐบาลกลับไม่ยินยอมที่จะนำร่างงบประมาณไปแก้ไขใหม่ โดยอ้างว่า ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาจำเป็นต้องเร่งอนุมัติงบประมาณให้ทันกับกรอบที่กำหนดไว้ ขณะเดียวกันการนำร่างกลับไปแก้ไขใหม่ จะต้องมีกระบวนการพิจารณาหลายขั้นตอน ซึ่งข้อมูลบางอย่างเป็นความลับ ไม่สามารถนำเสนอให้สาธารณชนรับรู้ได้ เช่น เทคนิคทางด้านการคลัง การทหาร และนโยบายต่างประเทศ

บทสรุปของการอภิปรายครั้งนั้น ที่ประชุมมีมติไม่รับร่าง ด้วยคะแนนเสียง 45 ต่อ 31 ทำให้ฝั่งรัฐบาลแพ้โหวต จนนายกรัฐมนตรีต้องเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นการด่วน เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามความประสงค์ของสภาได้ จึงเป็นที่มาของการยุบสภาของ “พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา” เจ้าของฉายา "ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชาย ต้องไว้ชื่อ" ที่สร้างหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับการเมืองไทย และกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมาถึงปัจจุบัน

...

“พลเอกเปรม" ยุควิกฤติเศรษฐกิจพาระส่ำ
มีอีกเหตุการณ์ยุบสภาที่มีเงื่อนไขมาจากการอนุมัติกฎหมายด้านการเงินและเศรษฐกิจ คือในสมัยรัฐบาล “พลเอกเปรม ติณสูลานนท์” ที่มีการยุบสภา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2529 เนื่องจากก่อนหน้านั้น ระหว่างปิดสมัยประชุมรัฐสภา รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนด หรือพ.ร.ก.เกี่ยวกับการเงิน และเศรษฐกิจรวมทั้งสิ้น 9 ฉบับ ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจในเวลานั้น โดยรัฐบาลได้นำพ.ร.ก.ดังกล่าวมาเสนอต่อที่ประชุมย้อนหลัง โดยชี้แจงว่า มีความจำเป็นต่อภาวะเศรษฐกิจของประชาชนและประเทศชาติอย่างยิ่ง

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความขัดแย้งในสภาอย่างรุนแรง และมีการลงมติไม่รับพระราชกำหนด ส่งผลให้พรรคการเมืองฝั่งรัฐบาลเกิดความไม่พอใจ จนนายกรัฐมนตรีต้องประกาศยุบสภา

จับตาการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2566 ยุครัฐบาลประยุทธ์
ก่อนการอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2566 ที่อาจส่งผลต่ออนาคตรัฐบาลปัจจุบัน จึงต้องมีแผนสำรอง

“วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นต่อสื่อมวลชนก่อนหน้านี้ว่า ถ้าร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2566 ไม่ผ่าน รัฐบาลจะต้องยุบสภา หรือลาออก โดยระหว่างนั้น เมื่อถึงวันที่ 1 ตุลาคม จะใช้งบประมาณ 2565 ไปก่อน ซึ่งสำนักงบประมาณจะเป็นผู้กำหนดสัดส่วนที่จะใช้ ไม่ได้ให้ใช้เต็มจำนวน และจะสามารถบริหารงานได้จนกว่าจะมีงบประมาณใหม่

จากข้อมูลมีการระบุถึงแผนในการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย พ.ศ.2566 มีการขออนุมัติงบประมาณทั้งสิ้น 3.18 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 78.2% และรายจ่ายลงทุน 21.8% โดยมีการจัดสรรงบประมาณดังนี้

1.ด้านรายได้เพื่อช่วยเหลือประชาชน เพื่อบรรเทาความยากลำบาก และช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นต้น ใช้งบประมาณ 1.73 แสนล้านบาท

2.ด้านการศึกษา ใช้งบประมาณ 1.81 หมื่นล้านบาท

3.ด้านสุขภาพ ใช้งบประมาณ 7.01 หมื่นล้านบาท

4.ด้านความเป็นอยู่ งบประมาณ 7.16 พันล้านบาท

5.การเข้าถึงบริการภาครัฐ 2.16 พันล้านบาท

แม้ยังไม่มีบทสรุป ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2566 แต่ก็เป็นเรื่องที่ภาคประชาชน และหน่วยงานอิสระ ต้องร่วมมือกันตรวจสอบ เพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพ และโปร่งใสให้เข้าถึงการแก้ปัญหาตามเป้าหมายอย่างจริงจัง.