เสียดายแทนคนไทย เมื่อ "ยูเนสโก" ขึ้นบัญชี "วัฒนธรรมหาบเร่แผงลอย" (Hawker Culture) ตามคำยื่นของสิงคโปร์ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2563 ที่ผ่านมา จะเป็นอีกความหวังสร้างดึงดูดให้นักท่องเที่ยวในอนาคต ภายหลังรัฐบาลสิงคโปร์ มีความพยายามในเรื่องนี้มากว่า 2 ปี ให้เป็นมรดกและอัตลักษณ์ประจำชาติ ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเรื่องเหลวไหล
- หาบเร่แผงลอยในสิงคโปร์ คือ ศูนย์อาหารหาบเร่แผงลอยตั้งอยู่ในพื้นที่สาธารณะของชุมชน หรือเรียกว่า “ฮอว์เกอร์ เซ็นเตอร์ (Hawker Center)” เป็นมรดกและอัตลักษณ์ประจำชาติของสิงคโปร์ เปิดให้ประชาชนทุกเชื้อชาติ ศาสนา และชนชั้น เข้าไปรับประทานอาหารในศูนย์อาหารที่รัฐบาลสิงคโปร์ ทยอยสร้างมาตั้งแต่ปี 1970 เริ่มจากการนำร้านค้าหาบเร่แผงลอยริมฟุตปาทของผู้อพยพ เข้ามา
- พร้อมกับมีบริการน้ำประปา ไฟฟ้า ห้องน้ำ และพื้นที่จัดเก็บขยะอย่างเป็นระบบ ให้กับร้านค้าหาบเร่แผงลอยที่มาเช่าศูนย์อาหารโดยตรงกับรัฐ ประเมินว่าทั่วทั้งเกาะสิงคโปร์ มีศูนย์อาหารหาบเร่แผงลอยในลักษณะนี้ ประมาณ 100 แห่ง มีร้านค้าหลากหลาย รวมกันมากกว่า 5,000 ร้านค้า
- ในส่วนของไทยช่วงก่อนโควิดระบาดไปทั่วโลก สตรีทฟู้ด หรืออาหารหาบเร่แผงลอย เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์เมืองกรุง ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติอยากเดินทางเข้ามาสัมผัสลิ้มลองอาหารข้างทางที่มีหลากหลาย ราคาไม่แพง จนเว็บไซต์ท่องเที่ยวระดับโลก อย่าง CNN Travel เลือกให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองอันดับหนึ่งสำหรับสตรีทฟู้ด เมื่อปี 2561
- ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลจะทบทวนรูปแบบและมาตรฐานหาบเร่แผงลอย ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อคงเอกลักษณ์ของเมืองหลวงแห่งร้านอาหารริมถนน หรือสตรีทฟู้ด ควบคู่กับความเป็นเมืองที่มีระเบียบและสวยงาม เพื่อลดข้อจำกัดในการประกอบอาชีพของคนไทยและแก้ไขปัญหาปากท้อง
- นำไปสู่การผ่อนผัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยปิดถนน 3 สายใจกลางกรุงเทพฯ ได้แก่ ถนนสีลม ถนนเยาวราช และถนนข้าวสาร เปลี่ยนโฉมใหม่เป็น “ถนนคนเดิน” เพื่อให้หาบเร่แผงลอยเปิดขายในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. 2562
...
“เรวัตร ชอบธรรม” ประธานเครือข่ายแผงลอยไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวกับ "ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์" ว่า รู้สึกเสียดายที่วันนี้ "หาบเร่แผงลอย" กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของสิงคโปร์ที่ไม่เคยมีประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับหาบเร่แผงลอยเหมือนไทย ซึ่งมีมานานตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัย สมัยพ่อขุนรามคำแหง ที่ใครจักใคร่ค้าอะไรก็ค้าได้ จนมาถึงปัจจุบันที่ผู้เกี่ยวข้องไม่เคยดูดำดูดี มีแต่ขับไล่ ไม่ให้คนมีรายได้ ทำให้คนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวไม่มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือ จากการปล่อยปละละเลยใช้วาทกรรมว่าหาบเร่แผงลอยเป็นคนไม่ดี เป็นโจรของคนเมือง ทั้งๆ ที่เป็นกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประเทศตามที่สภาพัฒน์เคยบอก แต่กลับให้มีร้านสะดวกซื้อจำนวนมากเข้ามาทดแทน
“ตรงกันข้ามกับสิงคโปร์ เคยไล่หาบเร่แผงลอยมาก่อน และต่อมาเห็นความสำคัญจึงทุ่มงบทำฮอว์เกอร์ เซ็นเตอร์ ไม่ได้ปล่อยปละเหมือนไทย โดยรัฐบาลสิงคโปร์ออกงบสร้างพื้นที่ให้กับหาบเร่แผงลอย และเอารถเข็นไปไว้ข้างทาง ทำเป็นสัญลักษณ์ จนได้มรดกโลก ทั้งๆ ที่ไทยเคยถูกยกให้เป็นเมืองสตรีทฟู้ด อันดับหนึ่งของโลกมาหลายสมัย ไม่ต้องยื่นเรื่องกับยูเนสโกเลยก็ได้ เพราะทุกอย่างดีอยู่แล้ว แต่โดนกทม.กล่าวหาว่าหาบเร่แผงลอย ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ทั้งที่ความจริงสามารถทำให้รถเข็นสวยงามได้ ให้นักศึกษาช่วยออกแบบโดยใช้งบไม่มาก ที่ผ่านมาเคยเสนอแล้วแต่ผู้ใหญ่ในกทม.ไม่ให้พบ อาจจะเคยรับปากจะให้พื้นที่ทำหาบเร่แผงลอยขนาด 3 เมตรขึ้น คาดว่าไม่ทำให้ จึงไม่อยากเจอ แต่กลับไปทำถนนคนเดินแทน”
นอกจากนี้รัฐบาลเคยประกาศเป็นนโยบายจะลดข้อจำกัดให้กับหาบเร่แผงลอย เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2562 แต่กลับเงียบหาย และสร้างเงื่อนไขด้วยกฎระเบียบเรื่องความสะอาดของกทม. จำนวนหลายข้อ ทำให้ผู้ที่เคยทำหาบเร่แผงลอยมาก่อนไม่มีโอกาส และกลายเป็นว่าหาบเร่แผงลอย เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเครือญาติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยไม่เปิดทางให้คนต่างจังหวัดได้เข้ามาหารายได้ อีกทั้งลูกค้าส่วนใหญ่มีรายได้ไม่มาก ต้องพึ่งพาร้านหาบเร่แผงลอย ไม่มีเงินมากพอที่จะไปกินตามห้าง
สรุปแล้วปัญหาของหาบเร่แผงลอย เกิดจากเจ้าหน้าที่ระดับล่างเรียกรับเงินกับผู้ค้ารายย่อย แลกกับการปล่อยให้ค้าขาย ทำให้คนลำบากยิ่งลำบากมากขึ้น ทั้งๆ ที่มีการเสนอให้กำหนดกฎระเบียบเรื่องความสะอาด ไม่ให้กีดขวางจราจร ต้องแบ่งพื้นที่ให้ชัดเจน แต่กลายเป็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น ซึ่งแต่ละเดือนน่าจะมีเงินหมุนเวียนไม่น้อย.