ไลฟ์สไตล์
100 year

ทำไม "แรงงานหญิง" เสี่ยงกว่าชาย ตกงาน ลดชั่วโมง แถมควบ 2 กะ

ไทยรัฐออนไลน์5 ธ.ค. 2563 05:30 น.
SHARE

นับถอยหลังเดือนสุดท้ายของปี 2563 กับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 (COVID-19) ที่ดูเหมือนว่าจะหนักหนากว่าช่วงกลางปีเสียอีก หลายๆ ประเทศมียอดผู้ป่วยติดเชื้อรายวันเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย ไม่เว้นแม้แต่ไทยเอง ที่อยู่ๆ ก็พบ "การติดเชื้อภายในประเทศ" ทั้งแบบลักลอบเข้ามา และแบบไม่รู้ว่าติดมาจากไหน...

และอย่างที่เรารู้ๆ กัน... โควิด-19 ไม่ได้ทำลายแค่สุขภาพ

ข่าวแนะนำ

โดยผลกระทบที่ The Answer จะพูดถึงในวันนี้ คือ "ภาวะการตกงาน" ที่น่าสนใจว่า "แรงงานหญิง" มีความเสี่ยงมากกว่า "ผู้ชาย"

ไม่เพียงเท่านั้น ในกลุ่มแรงงานหญิงด้วยกันเอง...ยังพบ "ความไม่เท่าเทียม" ซุกซ่อนอยู่ด้วย

เรื่องราวเป็นอย่างไร...มาไล่เรียงกัน!

ในประเทศไทย ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา แม้ว่า "ผู้หญิง" จะว่างงานน้อยกว่า "ผู้ชาย" แต่กลับพบว่า อัตราการเพิ่มขึ้นสูงถึง 94.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน แถมยังมีความเสี่ยง "ตกงาน" สูงมากอีกด้วย

โดยกลุ่มเสี่ยง "ตกงาน" ที่ว่านี้ คือ แรงงานที่มีงานทำ แต่ไม่ได้ทำงาน... อาจด้วยผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ในบางประเภทธุรกิจ หรือเหตุผลอื่นๆ ที่ไม่สามารถกลับไปทำงานได้ จนเสมือนเป็น "คนว่างงาน" ซึ่งมีจำนวนไม่ใช่น้อย กว่า 1.194 ล้านคนทีเดียว

ที่น่าห่วงอีกอย่าง คือ แรงงานหญิง อีก 1.529 ล้านคน ถูกลดจำนวนชั่วโมงการทำงาน ซึ่งผลกระทบที่ตามมาก็หนีไม่พ้น รายได้ที่ลดลงไปจนถึงขาดรายได้ไปเลย...

แน่นอนว่า เมื่อพวกเขาขาดรายได้...ก็ย่อมกระทบต่อความเป็นอยู่และครอบครัว

จากข้อมูลการศึกษาของ TDRI เห็นได้ว่า อุตสาหกรรมที่ แรงงานหญิง ว่างงานมากที่สุด คือ ผลิตภัณฑ์การกลั่นปิโตรเลียม 20.9% รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก 24.5%, เครื่องหนังรองเท้า 22.7%, ประมง 20.4% และเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม 7.7%

แต่หากมาดู "อาชีพ" ที่ "แรงงานหญิง" ว่างงานมากที่สุด คือ พนักงานบริการและขายของหน้าร้าน เพิ่มขึ้นถึง 283%

ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจจากผลการศึกษานี้ คือ "แรงงานหญิง" ที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 มากที่สุด กลับเป็นช่วงอายุ 15-29 ปี คิดเป็นสัดส่วน 65.5% ของหญิงว่างงานทั้งหมด และนั่นทำให้ไทยสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมากทีเดียว เพราะเป็นกำลังแรงงานที่ยังมีความกระตือรือร้น

โดยภาพรวม "แรงงานหญิง" ของไทย ไม่ได้ต่างจาก "สหรัฐอเมริกา" นัก แต่เหมือนว่าของเขาจะหนักกว่าเราอยู่พอสมควร

เพราะอย่างที่บอกได้ตอนต้นว่า มี "ความไม่เท่าเทียม" ซุกซ่อนอยู่ด้วย...

:: "สีผิว" ความไม่เท่าเทียมใน "ตลาดแรงงาน"

ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนที่ผ่านมา แรงงานสหรัฐฯ ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ตกอยู่ในสถานะว่างงานเกือบ 1.1 ล้านคน และในจำนวนนี้กว่า 865,000 คน เป็น "แรงงานหญิง" สูงกว่าผู้ชายที่มีเพียง 216,000 คน ถึง 4 เท่า!

ซึ่งในบรรดา "แรงงานหญิง" ที่ต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายนี้ พบว่า "ผู้หญิงผิวดำและผู้หญิงละติน" มีสัดส่วนสูงที่สุด เห็นได้ว่า ภายในตลาดแรงงานที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แม้แต่ในเวลาวิกฤตินี้ก็ยัง "ไม่เท่าเทียม!"

จากข้อมูลของ NWLC พบว่า ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา อัตราการว่างงานของผู้หญิงผิวดำและผู้หญิงละตินมีตัวเลข 2 หลัก อยู่ที่ 11.1% และ 11% ตามลำดับ สวนทางกับอัตราการว่างงานของ "ผู้ชายผิวขาว" ที่มีเพียง 6.5% และ "ผู้หญิงผิวขาว" อยู่ที่ 6.9% หรือประมาณ 1 ใน 9 ของผู้หญิงผิวดำและผู้หญิงละตินเท่านั้น

แม้ว่าอัตราการว่างงานของ "ผู้หญิงผิวดำ" จะลดลงจากเดือนสิงหาคม แต่ยังนับว่าสูงเป็น 2 เท่าของอัตราการว่างงานก่อนโควิด-19 ระบาด ส่วน "ผู้หญิงละติน" เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม และมากกว่าก่อนเกิดโควิด-19 ถึง 2 เท่า

แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือ "แรงงานหญิงพิการ" เกือบ 1 ใน 6 หรือ 16.3% ถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้นเกือบ 9% นับจากสิ้นเดือนกุมภาพันธ์

ขณะที่ อีกหนึ่งข้อมูลจาก McKinsey & Company และ LEAN IN ก็พบความน่าสนใจว่า "คุณแม่" ต้องแบกรับภาระงานบ้านและดูแลลูกช่วงโควิด-19 มากกว่าคุณพ่อถึง 3 เท่า ไหนจะต้องกังวลถึงหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ จนกลายเป็นความเหนื่อยล้าสะสม

โดย "เชอริล แซนด์เบิร์ก" ซีโอโอของ Facebook และผู้ก่อตั้ง LEAN IN หนึ่งในคนที่สนับสนุนสิทธิสตรี อธิบายภาพที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ตอนนี้ว่า บรรดาคุณแม่ทั้งหลายต้องทำงานควบ 2 กะ หมายความว่า พอทำงานข้างนอกเสร็จ ก็ต้องกลับมาควบกะที่ 2 ทำงานบ้านและดูแลลูกๆ อีก ดีไม่ดีบางคนอาจควบหลายกะมากกว่านี้ด้วยซ้ำไป... แล้วรู้ไหมว่า คุณแม่เหล่านี้ใช้เวลาทำงานบ้านและดูแลลูกๆ ในช่วงโควิด-19 มากกว่า 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เทียบได้เป็นครึ่งหนึ่งของการทำงานเต็มเวลาเลยทีเดียว

สำหรับหนทางแก้ไขนับจากนี้...

เอมิลี มาร์ติน รองประธานฝ่ายการศึกษาและความยุติธรรมในสถานที่ทำงาน ประจำ NWLC แนะไว้ว่า ภาครัฐต้องเร่งผลักดันนโยบายเพื่อให้ แรงงานภาคสาธารณะ สามารถคงสถานะการทำงานต่อไปได้ และต้องจัดหาบริการที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นมีสุขภาพที่ดี พร้อมกับให้เด็กๆ ได้ไปโรงเรียนหรือสนับสนุนอื่นๆ ที่ทำให้ไปทำงานได้อย่างสบายใจ

ด้าน TDRI เองก็แนะไว้ว่า ภาครัฐควรสนับสนุนให้ แรงงานหญิง เหล่านี้ ได้รับการปรับทักษะหรือสมรรถนะ ทั้ง Up Skill และ Reskill เพื่อให้กลับเข้ามาทำงานได้ใหม่อีกครั้งหรือมีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น ในส่วนของสถานประกอบการ ภาครัฐเองก็อาจสนับสนุนการจ้างงานเป็นรายชั่วโมง เพื่อลดโอกาสการว่างงานและรักษาคนงานเอาไว้

จากผลที่เกิดขึ้นแน่นอนว่า หากปล่อยปัญหาเรื้อรังจะกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ที่อาจทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสที่สำคัญในอนาคต หากถึงวันที่โควิด-19 จางหาย.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

ข่าวน่าสนใจ:

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

The Answerตกงานผู้หญิงรายงานพิเศษทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 19 มกราคม 2564 เวลา 07:12 น.