ไลฟ์สไตล์
100 year

อุบัติเหตุไม่ใช่ดวงซวย! “เมาขับ” ต้องเพิ่มโทษ ชนตายต้องไม่รอลงอาญา

ไทยรัฐออนไลน์1 ธ.ค. 2563 00:03 น.
SHARE

จะว่าไปก็เปรียบเหมือนเรื่อง “ตลกร้าย” ของสังคมไทย ที่ชาวศิวิไลซ์อย่างคนยุโรป มองประเทศไทยว่ายากจนและไร้ระเบียบ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตติดอันดับโลกทุกปี

แต่..พอเจอเหตุการณ์ “โควิด-19” โรคร้ายที่ระบาดหนักไปทั้งดาวสีฟ้า แห่งนี้ จากประเทศไทยที่ถูกดูแคลนในสายตาชาวโลก กลับได้รับยกย่องว่าทำได้ดี ให้ความร่วมมือกับภาครัฐ มีระเบียบวินัยในการดูแลตัวเอง..

ข่าวแนะนำ

สรุปแล้ว.. “คนไทย” มี “ระเบียบ” หรือ “ไร้วินัย” กันแน่ ที่แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากอุบัติเหตุ และสาเหตุอันดับ 1 ที่ทุกคนรู้กันก็คือ “เมาแล้วขับ”

นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ บอกเล่าเรื่องราวที่ “โคตรจะจริง” ของสังคมไทยว่า คนไทยกับแอลกอฮอล์เป็นของคู่กัน ตั้งแต่ในอดีตเรียกได้ว่าทุกงานสังสรรค์ก็จะต้องมีแอลกอฮอล์ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรจนกระทั่งเราเริ่มมีรถขับ แล้วกฎหมายการควบคุมการเมาไม่ขับในไทยยังคงหละหลวมจึงทำให้มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุสูงมาก

นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ
นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ

จากการสอบถามจาก “คนเมาแล้วขับ” ทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่า การเมาแล้วขับมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ รู้ไหม..อันตราย คำตอบ คือ “รู้” แต่เมื่อถามว่าทำไมถึงเอาชีวิตมาเสี่ยง คำตอบคือ “ใครๆ ก็ทำ” จนกลายเป็นเรื่องปกติและประมาท แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นกลับโทษว่ามันคือ คราวเคราะห์!

โยงเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นว่า เป็นเพราะคราวเคราะห์เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วและหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยไม่ได้คิดถึงต้นเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุนั้นว่ามาจากการเมา ขับรถเร็ว หรือโทรศัพท์ขณะขับ อีกทั้งยังโทษว่าเมื่อโดนจับคือคราว "ซวย" ของเขา เพราะปกติแล้วก็สามารถรอดมาได้ทุกครั้งด้วย "สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในกระเป๋า"

เปิดงบ สสส. รณรงค์ “เมาไม่ขับ” แต่ตัวเลขนักดื่มคงที่

จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าคนไทยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ค่อนข้างคงที่ โดยมีแนวโน้มลดลงจาก 32.70% ในปี 2547 เหลือ 28.41% ในปี 2560 สอดคล้องกับข้อมูลค่าใช้จ่ายการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยลดลงต่อเนื่องจาก 147,807 ล้านบาท ในปี 2558 เหลือ 142,230 ล้านบาท ในปี 2560

ขณะที่ ในปี 2562 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ใช้เงินในการรณรงค์แก้ปัญหา “เมาไม่ขับ” และการลดการดื่มแอลกอฮอล์ 307.52 ล้านบาท

คุณหมอแท้จริงบอกว่า สสส. มีการจัดทำโครงการเพื่อส่งเสริมสุขภาพของคนไทยในหลายด้าน เช่น เลิกบุหรี่ ยาเสพติด คอร์รัปชัน และหนึ่งในนั้นคือ โครงการเมาไม่ขับ ซึ่ง สสส. มีการใช้งบประมาณเพื่อทำโฆษณาบนวิทยุและโทรทัศน์เพื่อช่วยให้การรณรงค์เรื่องนี้ส่งไปถึงผู้คนเป็นจำนวนมาก เป็นการเติมเต็มการทำงานของมูลนิธิเมาไม่ขับเพราะตัวมูลนิธิไม่มีเงินสนับสนุนในการทำเรื่องนี้

ที่ผ่านมา ทำมูลนิธิเมาไม่ขับมา 20 กว่าปี พบว่าสถิติผู้เสียชีวิตจากเมาแล้วขับช่วงในช่วง 7 วันอันตรายมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เห็นได้ชัดจากสถิติเมื่อ 20 ปีที่แล้ว สถิติจากเมาแล้วขับ มากถึง 800 คน หรือ 80% จากยอดทั้งหมด แต่ปัจจุบันมีตัวเลขลดลงเหลือกว่า 300 คน ซึ่งเกิดจากการเมาแล้วขับเพียง 30% โดยมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น ความเร็ว การใช้โทรศัพท์

“เชื่อว่าจำนวนผู้เสียชีวิตก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเพิ่มขึ้นอีก เพราะมาตรการป้องกันอุบัติเหตุในตอนนี้ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิม อีกทั้งในช่วง 358 วันที่เหลือกลับไม่มีการควบคุมอุบัติเหตุอย่างจริงจัง”

ทางออกลดคนตายจาก “เมาแล้วขับ”

หมอแท้จริงใช้น้ำเสียงเข้มจริงจังว่า กลุ่มผู้เมาแล้วขับให้ความคิดเห็นว่า ถ้าอยากให้คนดื่มแล้วไม่ขับ “ต้องเพิ่มโทษ” ให้แรงถึงขั้นติดคุกและหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนกับในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย สะท้อนให้เห็นว่าโทษเมาแล้วขับในเมืองไทยคุ้มที่จะกระทำผิด แต่ถ้าไม่คุ้มแล้วจึงไม่ทำ

“โทษเมาแล้วขับในไทยยังคงเบาไปรวมทั้งปัญหาการคอร์รัปชันที่ยังแก้ไม่ได้ การบังคับให้คนเมาแล้วไม่ขับนั้นไม่ได้อยู่ที่จิตสำนึกของคน แต่ขึ้นอยู่กับบทลงโทษที่พวกเขาจะได้รับ”

กฎหมายไทยในตอนนี้พยายามอุดช่องโหว่ไม่ให้ผู้ขับขี่หลีกเลี่ยงการไม่ยอมให้ตรวจระดับแอลกอฮอล์ โดยสามารถยื่นศาลเพื่อจับกุมผู้ที่ปฏิเสธการตรวจได้ แต่ก็ยังไม่สามารถปฏิบัติได้จริงเมื่อยังคงมีการคอร์รัปชันและระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย

เมาชนคนตาย ต้องมีโทษจำคุกมากกว่า 10 ปี เพื่อให้เข้าคุกจริงๆ

"ถ้าเมาแล้วขับ ชนคนตายต้องติดคุก" เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ เน้นย้ำ ที่ผ่านมา คนเมาขับรถชนคนตายมีโอกาสรอดคุก เพราะโทษสูงสุดของคดีนี้คือ จำคุกสูงสุด 10 ปี แต่หากมีการชดเชยฝ่ายคู่กรณีและรับสารภาพผิดเอง ศาลสามารถลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เหลือ 5 ปี ตามกฎหมาย โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จะสามารถ "รอลงอาญา" ได้ ตรงนี้เองคือโอกาสในทางกฎหมายที่ยอมให้ผู้กระทำผิดได้กลับตัว อาจมีการคุมประพฤติภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ถ้าไม่มีการทำผิดอีกก็จะหลุดคดีได้อย่างไร้มลทิน

ดังนั้น ต้องมีการแก้กฎหมายให้มีโทษเมาแล้วขับชนคนตาย ด้วยโทษจำคุกขั้นต่ำ 12 ปี แม้จะมีการลดหย่อนโทษก็จะมีโทษจำคุกอีก 6 ปี ไม่อยู่ในเกณฑ์รอลงอาญา ในกรณีนี้คนขับจะต้องเข้าคุกสถานเดียว

ตัวอย่างขับรถชนคนตายในต่างแดน คนขายเหล้าโดนด้วย!

สำหรับตัวอย่างการบังคับใช้กฎหมายในต่างประเทศที่เข้มงวดเรื่องเมาแล้วขับมีการลงโทษร้านที่ขายแอลกอฮอล์ให้กับผู้กระทำความผิดในคดีขับรถชนคนตาย เพราะถือว่าผู้ขายมีส่วนต้องรับผิดชอบจากการขายอบายมุขที่ทำให้คนขาดสติ เปรียบเทียบกับกรณีเจ้าของโรงงานที่มีกฎหมายควบคุมการปล่อยมลพิษออกสู่สังคม ร้านค้าก็อาจจะต้องมีการตรวจระดับแอลกอฮอล์ของลูกค้าก่อนออกจากร้านเพื่อไม่ให้ออกไปขับรถ ทำให้สังคมมีความรับผิดชอบร่วมกัน ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่นั่งอยู่ในรถที่มีคนเมาแล้วขับก็ต้องรับโทษเหมือนกัน ในฐานะเมาแล้วขับ เพราะผู้นั่งรู้ดีว่าคนขับกำลังกระทำความผิดแต่ไม่ห้ามปราม

ทำไมไทยถึงควบคุมอุบัติเหตุไม่ได้เหมือนควบคุมโควิด-19 นพ.แท้จริง กล่าวว่า ต้องยอมรับว่านิสัยพื้นฐานของคนไทยไม่ใช่คนที่มีระเบียบวินัยเคร่งครัด และยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่ได้ร่ำรวย แต่ทำไมประเทศไทยจึงควบคุมการแพร่เชื้อโควิดได้ดีกว่าต่างประเทศ นั่นเป็นเพราะทัศนคติในการป้องกันโรคระบาดของคนไทยคือ ต้องสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือให้สะอาด แต่ในขณะที่ทัศนคติในการเกิดอุบัติเหตุกลับโทษเรื่อง “เวรกรรม”

ถ้าการป้องกันอุบัติเหตุมีลักษณะเหมือนกับการป้องกันโรคระบาด มีการใช้งบประมาณเพื่อประชาสัมพันธ์ทุกวัน ว่าต้องใส่หน้ากาก ต้องล้างมือ มีผู้ติดเชื้อเท่าไร มีผู้เสียชีวิตเท่าไร ทุกคนจะเริ่มตื่นตัว จนทำให้คนไม่ใส่หน้ากากอนามัยกลับกลายเป็นตัวประหลาดและถูกกีดกันไม่ให้มีส่วนร่วมในสังคม เช่น ห้ามเข้าศูนย์การค้า ต่างกับคนที่ไม่สวมหมวกนิรภัยหรือคาดเข็มขัดทั้งที่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ก็ยังมีให้เห็นจนกลายเป็นเรื่องทั่วไป ต้องทำให้ทุกคนรู้ว่า เมาแล้วไม่ขับ เป็นเรื่องต้องทำ ถ้าเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ได้เป็นเพราะความซวย

แก้ความเชื่อเรื่อง "เวรกรรม" กับอุบัติเหตุ

นพ.แท้จริง กล่าวว่า สิ่งที่ควรทำคือต้องเปลี่ยนทัศนคติ ต้องทำแบบโควิด ด้วยการปฏิบัติอย่างจริงจัง ต้องทำให้ทุกปัจจัยที่มีผลให้เกิดอุบัติเหตุเป็นเรื่องสำคัญไม่ว่าจะเป็น การสวมหมวกนิรภัย การคาดเข็มขัด ห้ามความเร็วเกินกำหนด เมาไม่ขับ ห้ามใช้โทรศัพท์

“ส่วนการลงโทษทางสังคมก็มีส่วนช่วยให้มีผู้กระทำผิดได้รับโทษเร็วขึ้นและรุนแรงยิ่งกว่าการใช้กฎหมาย ด้วยการใช้เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียโดยให้สังคมจับผิดกันเองและควบคุมดูแลกันไม่ให้มีคนใช้ระบบอุปถัมภ์ได้ หรือการแจ้งเบาะแสจากประชาชนได้เงินรางวัล” หมอแท้จริง กล่าวทิ้งท้าย

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เมาแล้วขับแท้จริง ศิริพานิชมูลนิธิเมาไม่ขับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 23 มกราคม 2564 เวลา 05:25 น.