ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    เทียบกลยุทธ์ราคา PlayStation 5 (PS5) VS Xbox ซื้อเครื่องไหนคุ้ม?

    ไทยรัฐออนไลน์23 ก.ย. 2563 05:30 น.
    SHARE

    มหาศึกชิงบัลลังก์ King of The Console Next-Gen ได้เข้าสู่โหมดเปิดหน้าลอยลำลงสู่ท้องมหาสมุทร ก่อนเตรียมเข้าประจัญบาน ราวกับยุทธนาวีที่ Midway แล้ว หลังจักรวรรดิ Sony ยอมเปิดราคาเรือธงของจักรวรรดิอย่าง PlayStation 5 หรือ PS5 ที่มาใน 2 เวอร์ชั่น คือ 1.รุ่น Standard (Blu-Ray Drive) ด้วยราคา 499 เหรียญสหรัฐฯ และ 2.รุ่น Digital Edition ราคา 399 เหรียญสหรัฐฯ

    โดยจะเปิดขายล่วงหน้าก่อนใน 7 ประเทศ ประกอบไปด้วย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น แคนาดา ออสเตรเลีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้ ในวันที่ 12 พฤศจิกายน ส่วนกำหนดวางจำหน่ายทั่วโลกจะเป็นวันที่ 19 พฤศจิกายน

    ในขณะที่ กองทัพ Microsoft เปิดราคา เรือธง Xbox Series X สองรุ่นเช่นเดียวกัน ประกอบด้วย 1.รุ่น Xbox Series X (Blu-Ray Drive) ด้วยราคา 499 เหรียญสหรัฐฯ และ 2.รุ่น Xbox Series S (Digital Download) ราคา 299 เหรียญสหรัฐฯ และมีกำหนดวางจำหน่ายทั่วโลกในวันที่ 10 พฤศจิกายน

    โดยเบื้องต้น หากพิจารณาเพียงสเปกอย่างเป็นทางการบนหน้ากระดาษของ Flag Ship ทั้ง 2 เครื่องแล้ว PS5 ดูจะแรงกว่านิดๆ เนื่องจากอ่านข้อมูลได้ในระดับ 5.5 GB ต่อวินาที ในขณะที่ Xbox Series X ทำได้ในระดับเพียง 2.4 GB ต่อวินาที ส่วนสเปกด้านอื่นๆ นั้นเรียกว่าแทบจะเหมือน Console เครื่องเดียวกันก็ว่าได้ ไม่เว้นแม้แต่การ Support ความคมชัดระดับ 8K ที่ถือว่าเป็นการวางแผนสำหรับอนาคตที่หวังให้เรือธงลำใหม่นี้ สามารถยืนระยะขายยาวๆ ได้ในระดับ 4-5 ปี เหมือนเช่นเครื่อง Gen ก่อนๆ

    : วิเคราะห์สมรภูมิ Console Next-Gen

    นับตั้งแต่ Xbox และ PlayStation เปิดศึกกันมาตั้งแต่ปี 2013 จนถึงปี 2020 PlayStation 4 หรือ PS4 สร้างยอดขายอันน่าตื่นตะลึงไปแล้ว 109 ล้านเครื่อง ในขณะที่ Xbox One เป็นอะไรที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับคู่แข่งตัวแสบเลย โดยล่าสุดเพิ่งทำยอดขายได้เพียง 49 ล้านเครื่องเท่านั้น (อ้างอิงข้อมูลจาก Ampere Analysis) ซึ่งยอดขายตลอด Gen ของ Xbox One นี้ ปัจจุบันได้ถูก Nintendo Switch อีกหนึ่งคู่แข่งสำคัญ ทำยอดขายแซงไปได้แล้ว ด้วยจำนวน 53 ล้านเครื่อง ทั้งๆ ที่เพิ่งวางจำหน่ายได้เพียงปีเศษๆ แถมยังออกขายตามหลังช้ากว่าถึง 4 ปี!

    ทำไม Xbox One จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่ง "หายนะ"?

    Sony และ Nintendo เลือกใช้กลยุทธ์ Content เป็น "อาวุธหนัก" สำหรับการล็อกเป้าโจมตีบรรดาเกมเมอร์ จนต้องจำยอมควักเงินในกระเป๋าซื้อ Console ของตัวเอง จนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยเฉพาะบรรดา Franchise เกมระดับตำนานที่มีฐานสาวกติดตามมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี

    คงไม่ต้องบอกว่า เกมอย่าง "Super Mario" หรือ "Pokemon" มีฐานแฟนคลับหนาแน่นขนาดไหน รวมถึงแน่นอนมันไม่สามารถหาเล่นได้จาก Platform อื่นใด นอกจาก Nintendo Switch หรือกับกรณีของ PS4 ที่ขยันเสียเหลือเกิน สำหรับการดีลและผลิตเกม Exclusive มาป้อน Ecosystem ของตัวเองเกือบตลอด Gen

    แต่กับ Xbox One กลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นเป็นเพราะเกม Big Title จากค่ายเกมต่างๆ ที่เล่นได้กับ Xbox One นั้น ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด สามารถนำไปเล่นกับ Console ของคู่แข่งได้ แล้วแบบนี้เกมเมอร์ที่ไหนจึงจะต้องยอมเสียเงินให้กับ Microsoft กันเล่า?

    ด้วยเหตุนี้ "ปิแอร์ ฮาร์ดิง-โรลส์" (Piers Harding-Rolls) ผู้อำนวยการสำนักวิจัย Ampere Analysis จึงคาดการณ์ว่า Sony จะคว้าชัยชนะเหนือ Microsoft ได้อีกครั้ง พร้อมกับคาดการณ์ตัวเลขสงคราม Console Next-Gen จากการนำข้อมูลสถิติยอดขายของทั้งสองบริษัทก่อนหน้านี้มาประมวล จนได้ผลลัพธ์ว่า PS5 น่าจะทำยอดขายได้ถึง 67 ล้านเครื่อง หลังสิ้นสุดปี 2024 ในขณะที่ Series X น่าจะขายได้มากที่สุดเพียง 44 ล้านเครื่องในช่วงเวลาเดียวกัน

    : สมรภูมิใหม่ แต่ Sony ยังคงยึดกลยุทธ์ Content Exclusive เพื่อบดขยี้คู่แข่ง

    การเปิดตัว PS5 พร้อมอัดเกม Exclusive ระดับ AAA จำนวนมาก เป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า Sony ยังคงโฟกัสการผลักดัน Content Exclusive เพื่อขาย Hardware ต่อไป อะไรคือคำตอบที่ว่านั้นหรือ?

    ไม่เชื่อ...คุณก็ลองดูลิสต์เกมที่ได้รับการยืนยันว่าจะมาลงให้เฉพาะ PS5 กันดูสิ!

    Final Fantasy XVI, Marvel's Spider-Man: Miles Morales, God of War ภาคใหม่, Devil May Cry 5 Hogwarts Legacy, Call of Duty Black Ops: Cold War และการกลับมาอีกครั้งของเกมระดับตำนานอย่าง Ragnarok รายชื่ออภิมหาเกมแค่นี้มากเพียงพอหรือยังสำหรับการยืนยันในกลยุทธ์ที่ว่านั้น?

    และจากทั้งหมดที่ร่ายไปนั้น มันยังมีความเป็นไปได้สูงเสียด้วยว่า PS5 จะสามารถเข็นเกมระดับ AAA Exclusive อย่างน้อย 3 Titles ออกมาได้ก่อน Halo infinite เกม Exclusive ภาคใหม่ สำหรับดันยอดขายของ Xbox Gen ล่าสุด ที่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีกำหนดวางขายที่แน่ชัดแต่อย่างใด

    แต่อย่างไรก็ดี แม้ข้อนี้จะเป็นจุดแข็งในเชิงกลยุทธ์ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ความพยายามขยายฐานลูกค้าผ่านระบบ PlayStation Plus ดูจะก้าวร้าวน้อยกว่า Xbox Game Pass ของ Microsoft เอามากๆ

    : Subscription หมัดเด็ดหวังน็อกแชมป์ของไมโครซอฟท์

    โดยเฉพาะเมื่อ "ไมโครซอฟท์" กำลังจะใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างไปจาก Sony อย่างสิ้นเชิง โดยจะมุ่งเน้นไปที่การขายเกมพ่วงกับการให้บริการออนไลน์ ด้วยความหวังว่า บรรดาเกมเมอร์จะยอมควักเงินจ่ายบริการรายเดือน สำหรับ Xbox Game Pass ที่เต็มไปด้วยข้อเสนออันน่าเย้ายวนอย่างเช่น การให้เล่นเกมได้นับร้อยๆ เกม หากยอมจ่ายเพียง 9.99 เหรียญสหรัฐฯต่อเดือน สำหรับเฉพาะเกม Console แต่หากคุณเลือก Xbox Game Pass Ultimate ที่เล่นเกมได้หลากหลายกว่า ทั้ง Console, PC, และ Android Mobile ด้วยราคาเพียง 1 เหรียญสหรัฐฯในเดือนแรก จากนั้นจะจ่ายเพียง 14.99 เหรียญสหรัฐฯต่อเดือน หรือจะให้พูดเข้าใจง่ายๆ ก็คือ Microsoft กำลังนำโมเดลธุรกิจ Netflix มาเสิร์ฟบรรดาเกมเมอร์นั่นเอง

    ซึ่งเบื้องต้น กลยุทธ์เกมบุฟเฟต์นี้ดูจะได้รับการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจากคู่แข่งตัวฉกาจ โดยล่าสุด "จิม ไรอัน" (Jim Ryan) CEO ของ Sony มองแนวทางดังกล่าวว่า ไม่น่าจะเข้ากันได้กับธุรกิจเกมของบริษัท เนื่องจากเกมระดับ Big Blockbuster ที่พาเหรดมาลงให้กับ PlayStation นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเกมที่ใช้ต้นทุนสูงมาก ฉะนั้น ค่าบริการ Subscription เล็กๆ น้อยๆ จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลต่อการลงทุนทำธุรกิจ

    และอาจจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ (หรือเปล่า?) จึงทำให้ราคาของ PlayStation Plus เพื่อแสวงหา Subscription จึงยังคงไว้ที่ราคา 9.99 เหรียญสหรัฐฯในเดือนแรก และราคา 25 เหรียญสหรัฐฯสำหรับ 3 เดือน และราคา 60 เหรียญสหรัฐฯสำหรับ 1 ปี

    แต่ที่ดูแล้วน่าจะเป็น "หมัดหวังน็อก" กลยุทธ์ Content Exclusive ของ Sony ขั้นสุดก็คือ User ที่จะยอมจ่ายเงินรายเดือนให้กับ Xbox Game Pass เพื่อรับข้อเสนอสุดพิเศษนี้ ไม่จำเป็นต้องอัปเกรดด้วยการซื้อ Box Series X แต่ประการใด! เนื่องจาก Console รุ่นเก่าตระกูล X ทั้งหมดสามารถทำเช่นนั้นได้ หนำซ้ำหาก User ต้องการเล่นเกมเหล่านั้นผ่าน "มือถือ" ก็ยังสามารถทำได้ด้วยเช่นกัน เพราะเจ้าพ่อ Windows มี Project xCloud ให้การสนับสนุน

    "เจสัน โรนัลด์" (Jason Ronald) ผู้อำนวยการโปรเจกต์ Xbox Series X ยืนยันในประเด็นนี้เอาไว้ว่า...

    "เป็นความจริงที่ว่า เราเน้นโฟกัสไปที่กลุ่มเกมเมอร์เป็นหลัก และเราจะไม่พยายามบังคับให้ลูกค้าของเราต้องจ่ายเงินเพื่ออัปเกรด Console ของตัวเอง เพียงเพราะต้องการจะเล่นเกม Exclusive สำหรับบางเครื่องอีกต่อไป นั่นคือสิ่งที่เราจะทำให้แตกต่างไปจากคู่แข่ง!"

    จริงหรือที่กลยุทธ์ Subscription จะสามารถใช้ได้กับ Console War?

    อย่างไรก็ดี กลยุทธ์ Subscription ที่ Microsoft นำมาใช้กับสมรภูมิ Console Next-Gen นั้นกลับถูกตั้งคำถามโตๆ จาก "เดวิด โคล" (David Cole) นักวิเคราะห์กลยุทธ์จากสำนักวิจัย DFC Intelligence เนื่องจาก "เดวิด" มองว่า...

    "เอาล่ะ กลยุทธ์ขายบุฟเฟต์เกมรายเดือนในราคาที่สุดแสนจะถูกของ Microsoft อาจจะฟังดูแล้วดีจริง แต่คำถามคือ มันจะสามารถทำให้เกมเมอร์ได้เห็นคุณค่าของจุดแข็งที่เกิดขึ้นจากกลยุทธ์ที่ว่านี้ได้จริงหรือไม่?

    นอกจากนี้ ในปัจจุบัน Microsoft ยังคงต้องดิ้นรนอย่างหนักสำหรับการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อต่อสู้ในตลาดเพื่อความบันเทิง ซึ่งผิดแผกกับการนำเสนอสเปกสินค้าเทคโนโลยีเพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้าไอทีที่ทำได้ดีมาโดยตลอด ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่กลุ่มคนที่ว่านั้นเป็นเพียงส่วนน้อยในกลุ่มผู้ซื้อ Console"

    ด้าน "นิกกี้ ดานิโน" (Nicky Danino) ผู้เชี่ยวชาญวงการวิดีโอเกม ประจำมหาวิทยาลัย Central Lancashire ให้ความเห็นที่น่าสนใจถึงประเด็นนี้ว่า

    "โดยปกติ เกมเมอร์มักจะยึดติดกับ Console แบรนด์เดิมที่คุ้นชิน เมื่อเวลาที่มีการเปลี่ยน Generation ซึ่งประเด็นนี้ Sony มี Position ที่แข็งแกร่งมาโดยตลอด แต่อย่างไรก็ดี เหตุผลที่มีอิทธิพลและหนักแน่นมากพอที่จะสามารถทำให้เกมเมอร์ยอมเปลี่ยนแบรนด์ Console ในเวลาก้าวผ่าน Gen ได้ นั่นก็คือ ในกลุ่มเพื่อนๆ ของตัวเองกำลังนิยมเล่นแบรนด์ไหนกันอยู่?"

    ส่วนภาวะตลาด Console Next-Gen ในช่วงการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 จะส่งผลต่อยอดขายของ PS5 และ Xbox Series X หรือไม่นั้น "เลน นูนีย์" (Laine Nooney) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์วิดีโอเกม มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า

    "ผู้บริโภคบางคนยังรอดูว่า Console รุ่นใหม่คุ้มค่ามากพอสำหรับการตัดสินใจซื้อหรือไม่ เนื่องจาก Covid-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเงินที่มีในกระเป๋า นอกจากนี้ ยังมีเกมเมอร์จำนวนมากที่ยังคงมีความสุขกับการเล่น Console เครื่องเก่า ไปจนกว่าจะถูกบังคับให้จำเป็นต้องอัปเกรด หากอยากจะเล่นเกมสุดโปรดที่จะออกมาสำหรับเครื่อง Gen ใหม่"

    : จับตากำหนดราคาขายชั้นเชิงทางธุรกิจ ที่อาจนำไปสู่ผู้ชนะในบั้นปลาย

    นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเชื่อมั่นว่า การที่ Microsoft ตั้งราคารุ่น Xbox Series S (Digital Download) เอาไว้ที่เพียงราคา 299 เหรียญสหรัฐฯ แถมเมื่อบวกกับมูลค่า Xbox Game Pass รายเดือนที่ถูกแสนถูก แถมยังปล่อยเกมระดับ Blockbuster ของค่ายตัวเองให้เล่นได้ไม่มีกั๊ก น่าจะทำให้เจ้าพ่อ Windows ได้เปรียบกว่าคู่แข่งอย่าง Sony ที่ปล่อยรุ่น PS5 Digital Download ในราคาที่แพงกว่าถึง 100 เหรียญสหรัฐฯ

    แต่นั่นอาจเป็นเพียงการมองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างที่ว่า แม้ราคา PS5 Digital Download อาจจะแพงกว่าเกือบ 100 เหรียญสหรัฐฯก็จริง แต่ Sony ได้ปรับปรุงข้อเสนอสำหรับสมาชิก PlayStation Plus ที่คิดจะอัปเกรดไปสู่ PS5 ด้วย the PlayStation Plus Collection ที่จะทำให้สามารถ Load อภิมหาเกมฮิตของ PS4 อย่าง Batman Arkham Knight, Bloodborne, Fallout 4, God of War, Monster Hunter: World, Persona 5 และอื่นๆ อีกมากมายไปเล่นกันเพลินๆ ในระหว่างรอเกม Exclusive ใหม่สำหรับ PS5 ที่กำลังจะค่อยๆ ทยอยวางตลาด ซึ่งถือเป็นอะไรที่ "คุ้มค่า" อยู่ไม่ใช่น้อย กับราคาที่จ่ายแพงขึ้นกว่าคู่แข่ง อีกทั้งยังน่าจะเป็นการตอบโจทย์ฐานลูกค้าเดิมที่ชื่นชอบและคุ้นชินกับ Ecosystem ของ Sony ไปแล้ว จนกระทั่งไม่จำเป็นต้องไยดีกับเพียงจุดเด่นเรื่องราคาที่ถูกกว่าของ Xbox Series S

    นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ Xbox Series S ไม่ได้ถอดเพียง Blu-Ray Drive ออกไปเพียงอย่างเดียว แต่สเปกที่ให้มาก็ยังต่ำกว่าตัวท็อปอย่าง Xbox Series X ด้วย ซึ่งผิดกับกรณีของ Sony ที่ PS5 ทั้งรุ่น Standard และรุ่น Digital Edition สเปกเหมือนกันเป๊ะ ต่างกันเพียงมีและไม่มี Blu-Ray Drive เท่านั้น ฉะนั้นแล้ว บางทีราคาที่ถูกกว่าอาจไม่มีผลต่อการตัดสินใจของเกมเมอร์ในกรณีนี้ด้วยเช่นกัน

    ถูกกว่า 100 เหรียญสหรัฐฯ แลกกับสเปกที่ต่ำลง คุณจะเลือกอะไร? มาถึงวันนี้คุณต้องเตรียมตัดสินใจแล้ว!

    หาก "คุณ" อยากจะเล่นเกมแบบเลิกใช้แผ่น 100%

    และบางที...ประเด็นนี้ อาจนำไปสู่ข้อพิสูจน์ที่ว่า การยึดติดกลยุทธ์เดิมๆ ที่เคยใช้จนประสบความสำเร็จอย่างน่าตื่นตะลึงนั้น เมื่อตัดภาพมาในปี 2021 หรือในอนาคตอันใกล้ มันจะยังสามารถตอบโจทย์ใหม่ๆ ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาหรือไม่?

    End Credit

    เพราะอะไรคุณจึงควรประหยัดเงิน 100 เหรียญสหรัฐฯ เพื่อซื้อรุ่น Digital Download

    "แดน แอคเคอร์แมน" (Dan Ackerman) นักวิเคราะห์จากเว็บไอทีชื่อดัง วิเคราะห์ถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ และอาจทำให้คุณได้สังเคราะห์ถึงการที่จะยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินเพิ่มสำหรับ Console ลูกรักที่ต้องมีประดับบ้านในปี 2020 นี้ต่อไป...

    นับตั้งแต่ MacBook Air เริ่มปฏิวัติวงการไอทีด้วยการถอด Optical Drive ที่ "สตีฟ จ็อบส์" เอกบุรุษผู้รักสุนทรียภาพแห่งการออกแบบ เกลียดแสนเกลียดในความไร้รสนิยมตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา จนถึงปี 2020 นี้ คุณยังเห็น Laptop หรือแม้กระทั่งชุด Home Theater ตามบ้านเรือนของใครที่ยังมีเครื่องเล่น Blu-Ray อยู่บ้างหรือไม่? ยิ่งหากคุณคิดจะไปหา Optical Drive ใน PC แล้ว มันน่าจะยิ่งกว่า "งมเข็มในมหาสมุทร" เสียอีก ซึ่งประเด็นนี้มันก็คงยิ่งไม่ต่างอะไรกับแจ็คเสียบหูฟังที่คุณเริ่มจะหาจากโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้แล้วนั่นแหละ

    ฉะนั้น ในเมื่อทั้ง PS5, Xbox Series X และ Xbox Series S ต่างติดตั้ง SSD Storage ที่ทั้งอ่านข้อมูลได้รวดเร็วและไร้ปัญหาเรื่องหัวอ่านเสียเช่นในอดีต เหตุไฉนคุณจึงยังจำเป็นต้องใช้งาน Optical Drive กันอยู่อีกล่ะ!

    แต่เอาล่ะ! เราต้องให้ความยุติธรรมในแง่ที่ว่า หัวอ่าน Blu-Ray ของ PS4 รุ่น Original ที่ออกวางจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งจนถึงทุกวันนี้มันยังคงทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่วันดีคืนดี คุณก็คงเคยเจอประสบการณ์ที่จู่ๆ ดันเกิดมีเสียงเตือนดังสนั่น แล้วเครื่องก็พยายาม Eject แผ่นเกมออกจากเครื่อง ราวกับมีการใช้แผ่นละเมิดลิขสิทธิ์ใส่เข้าไปในเครื่องใช่หรือไม่?

    นอกจากนี้ ราคาที่คุณต้องจ่ายเพิ่มสำหรับ Physical ที่เพียงเพื่อให้คุณสามารถจับต้องมันได้ คืออีกเหตุผลที่คุณควรพิจารณา?

    แผ่นเกมมีต้นทุนจากกล่องพลาสติกบรรจุแผ่น ค่าขนส่งเพื่อไปยังจุดจำหน่าย รวมถึงกำไรจากร้านขายเกม ในขณะที่ หากคุณเลือกการ Download คุณจะประหยัดเงินในกระเป๋าจากต้นทุนเหล่านั้นไปโดยปริยาย

    ส่วนความพยายามคัดค้านที่ว่า การ Download เกมขนาดไฟล์สุดหฤโหดในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องที่น่าอภิรมย์ในการรอคอยอันแสนยาวนานในบางประเทศที่อินเทอร์เน็ตยังไม่เร็วมากนัก แต่สิ่งที่คุณควรจะต้องไม่ลืมเช่นกันคือ แม้ว่าคุณอาจหลีกเลี่ยงข้อจำกัดที่ว่านั้นได้ แต่เกมในยุคปัจจุบันที่มักมีการให้อัปเดต Patch คราวละหลายๆ GB และอาจจะหลายๆ ครั้ง หลายๆ เวลา คุณก็หลีกเลี่ยงมันไม่ได้เช่นกันไม่ใช่หรือ?

    นอกจากนี้ หากคุณยังเป็นอีกคนหนึ่งที่ยังคงอยากประหยัดเงินในประเป๋า ด้วยการยอมใจเย็นลงอีกนิด เพื่อรอหาทางซื้อเกมแผ่นมือสองที่ราคามักถูกลงเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ สิ่งที่คุณควรคำนึงต่อไปในอนาคตหลังจากนี้คือ บรรดาผู้ผลิตเกมทั้งหลายไม่สบอารมณ์กับวิธีการนี้เลยสักนิด และพยายามจะหาทางปิดกั้นวิธีการดังกล่าวมานานหนักหนาแล้ว นั่นเป็นเพราะพวกเขาสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาลที่ควรจะได้จากยอดขายแผ่นที่ควรเพิ่มขึ้นไปจากวิธีการรอสอยแผ่นมือสองที่ว่านี้อยู่ ซึ่งผิดกับวิธีขาย Digital Download ที่พวกเขาได้ประโยชน์ (เกือบ) เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากการที่ไม่สามารถส่งต่อเกมในหมู่เกมเมอร์ Console ได้

    แต่เอาเถอะ เรายังคงมีเหตุผลดีๆ ให้กับคุณหากยังคิดจะซื้อ PS5 และ Xbox Series X ที่ยังติดตั้ง Optical Drive อยู่ เช่น 1.คุณยังเป็นคนที่ดูภาพยนตร์จากแผ่น Blu-Ray อยู่ใช่หรือไม่? 2.คุณยังฟังเพลงจากแผ่น CD อยู่ใช่ไหม? 3.คุณยังสะสมแผ่นเกมอยู่ในบ้านมากมายเกลื่อนกลาดใช่ไหม? 4.คุณยังซื้อแผ่นเกมมือสองอยู่ใช่ไหม?

    ซึ่งหากคุณอ่านบรรทัดข้างบนนั้นแล้ว มันยังคงตอบโจทย์ของคุณอยู่ เราก็สนับสนุนให้คุณจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อรุ่นที่มี Optical Drive อยู่ต่อไป..

    ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน
    กราฟิก: เทพอมร แสงธรรมาพิทักษ์

    ข่าวน่าสนใจ:

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    PlayStationPS5PlayStation 5Xboxเกมเกมคอนโซลทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563 เวลา 19:08 น.