ไวรัสโคโรนาก็ต้องระวัง ฝุ่นก็ต้องเผชิญ ปัจจัยที่ 6 อย่าง ‘หน้ากากอนามัย’ ก็หาซื้อยากแสนยาก เท่าที่มีวางขายก็โก่งราคาแพงลิบลิ่ว กลายเป็นสินค้าที่ทั่วโลกต้องการ มูลค่านำเข้า-ส่งออกไทยเพิ่มขึ้นเกิน 100%
ณ วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 สถานการณ์การแพร่ระบาดของ ‘ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019’ หรือ 2019-nCoV ยังคงไม่สามารถควบคุมได้ ลุกลามแล้วกว่า 25 ประเทศ มียอดผู้ติดเชื้อทั่วโลก 37,558 คน เพิ่มขึ้นจากวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 มากถึง 2,676 คน หรือคิดเป็น 7.66% และเพิ่มขึ้นจากวันที่ 31 มกราคม 2563 มากถึง 282.23% โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อภายในประเทศจีน 37,251 คน และประเทศไทย 32 คน ส่วนยอดผู้เสียชีวิตก็พุ่งสูงเป็น 813 รายแล้ว
ขณะที่ ดัชนีคุณภาพอากาศ (US AQI) ที่ย่ำแย่ที่สุดของประเทศไทย ณ เวลา 17.00 น. ของวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 อยู่ที่ จ.ระยอง เฉลี่ย 161 ส่วนกรุงเทพมหานครก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน เฉลี่ยที่ 120 และความเข้มข้น PM 2.5 เฉลี่ยอยู่ที่ 43.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
จากสถานการณ์ 2 ภัยร้ายที่เกริ่นมาข้างต้น ทำให้ประชากรทั่วโลกต้องสรรหาอุปกรณ์ปกป้องตัวเอง และหนึ่งในนั้น คือ ‘หน้ากากอนามัย’ ที่ ณ ขณะนี้ กลายเป็นสิ่งของที่หายากมากเหลือเกิน ที่มีวางขายก็โก่งราคาและบางอันก็ไม่ได้มาตรฐาน แต่หลายคนก็จำยอมจ่ายเพื่อให้ได้มาใช้แก้ขัด ส่งผลให้อุตสาหกรรม ‘หน้ากากอนามัย’ หรือ Surgical Masks มีอัตราการขยายตัวมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2561 มีมูลค่าตลาดทั่วโลกสูงถึง 753.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2.4 หมื่นล้านบาท* และคาดการณ์ว่า ปี 2563 จะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3.34% (เทียบกับปีก่อนหน้า)
ย้อนกลับไปดูการนำเข้าและส่งออก ‘หน้ากากอนามัย’ ของประเทศไทย ในปี 2560 มีมูลค่าการนำเข้าสูงถึง 620.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 114% (เทียบปีก่อนหน้า) และมูลค่าการส่งออกสูงถึง 817.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 140% (เทียบกับปีก่อนหน้า) โดยมีประเทศสิงคโปร์, ญี่ปุ่น, จีน และลาว เป็นคู่ค้าหลักที่สำคัญ
และในปี 2562 ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกรวมทั่วโลกของ ‘หน้ากากอนามัย’ ประเภทหน้ากากกรองฝุ่น หมอกควันหรือสารพิษ สูงถึง 300 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17.97% (เทียบกับปีก่อนหน้า) โดยประเทศที่ไทยมีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุด คือ ญี่ปุ่น อยู่ที่ 128 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 42.75% รองลงมา คือ สหรัฐอเมริกา มูลค่า 75 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 25% ส่วนประเทศจีนมีมูลค่า 1.3 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.44% สวนทางกับ ‘หน้ากากอนามัย’ ประเภทหน้ากากชนิดที่ใช้ในห้องผ่าตัด ที่มีมูลค่าการส่งออกรวมทั่วโลกลดลง 8.57% หรือ 1.39 ล้านบาท โดยประเทศที่ไทยมีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุด คือ กัมพูชา อยู่ที่ 6.87 แสนบาท คิดเป็นสัดส่วน 49.50%
ด้านมูลค่าการนำเข้า ‘หน้ากากอนามัย’ ประเภทหน้ากากกรองฝุ่น หมอกควันหรือสารพิษ ของประเทศไทย ก็สูงถึง 232 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 129.93% (เทียบกับปีก่อนหน้า) โดยประเทศที่ไทยมีมูลค่าการนำเข้าสูงที่สุด คือ จีน อยู่ที่ 108 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 46.72% รองลงมา คือ สิงคโปร์ มูลค่า 56.29 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 24.28% ส่วน ‘หน้ากากอนามัย’ ประเภทหน้ากากชนิดที่ใช้ในห้องผ่าตัด มีมูลค่าการนำเข้า 19.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.39% (เทียบกับปีก่อนหน้า) ซึ่งกว่า 94.16% ของมูลค่าการนำเข้ามาจากประเทศจีน สูงถึง 18.16 ล้านบาท
จากมูลค่าการส่งออกและนำเข้าของไทย เห็นชัดเลยว่า ความต้องการ ‘หน้ากากอนามัย’ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะชนิดที่ใช้กรองฝุ่น หมอกควันหรือสารพิษ ที่มีอัตราการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นกว่า 129.93% สะท้อนให้เห็นถึงความวิตกกังวลด้านสุขภาพจาก PM 2.5 และไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ของคนไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
• ทำความรู้จัก ‘หน้ากากอนามัย’ ปราการป้องกันพิษร้าย
จากมูลค่าการนำเข้าและส่งออกของไทยเห็นแล้วว่า ‘หน้ากากอนามัย’ ไม่ได้มีเพียงแบบเดียว นอกจาก 2 ประเภทที่เกริ่นข้างต้นนั้น ยังมีแบบผ้าธรรมดาที่วางขายกันทั่วไปตามท้องตลาด โดย นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบายแบบเข้าใจง่ายกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า ‘หน้ากาก’ มีคุณสมบัติ มีคุณภาพ ที่นำไปสู่การใช้งานที่แตกต่างกัน ถ้าเป็น ‘หน้ากากอนามัย’ โครงสร้าง วัสดุที่นำมาทำ หรือเส้นใย ไม่ว่าจะทำจากวัสดุใดก็ตาม จะทำไม่หนาแน่นมาก เวลาสวมใส่จะไม่อึดอัด โครงสร้างหน้ากากจะไม่เล็กหรือกดรัดใบหน้ามากจนเกินไป ส่วนหน้ากากอีกประเภท วัสดุจะเกิดจากการถักทอที่หนาแน่น ทำให้รูเล็ก เป็นหน้ากากที่มีความสามารถในการกรองที่สูงขึ้น ตัวที่คุ้นเคยกันดี คือ N95 พอรูเล็กลง การกรองก็จะมากขึ้น เวลาสวมใส่การระบายก็น้อยลง ประกอบกับโครงสร้างของ N95 เป็นโครงแข็ง เพื่อให้หน้ากากไม่สัมผัสกับจมูกและปาก เวลาใส่จะโป่งๆ ครอบหน้า ผู้สวมใส่จะต้องไม่ให้มีช่องว่างระหว่างใบหน้ากับหน้ากาก
“เวลาใส่ N95 เราต้องรู้ว่าใส่เพื่อใช้งานอะไร อาทิ ไข้หวัดหรือโรคติดเชื้อจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 จะเหมาะกับบุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข หรือคนที่จำเป็นต้องใกล้ชิดผู้ป่วย จะไม่ใส่ทั่วๆ ไป แล้วยังต้องใส่วัสดุอื่นๆ ป้องกันร่วมด้วย เช่น เสื้อกาวน์ ถุงมือ แว่นตา”
นพ.สุวรรณชัย ยังเน้นย้ำกับทีมข่าวเฉพาะกิจฯ ถึงข้อพึงระวังการสวมใส่ ‘หน้ากาก N95’ ด้วยว่า N95 มีการออกแบบให้กรองและระบายอากาศน้อย จึงไม่เหมาะกับการใส่แล้วไปทำกิจกรรมที่ต้องออกแรง ออกกำลัง หรือหายใจแรงๆ เพราะจะยิ่งทำให้การหายใจที่ออกมาเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะเกิดการคั่ง ยิ่งทำให้อึดอัด ร้อน ใส่แล้วไม่สบาย ฉะนั้น หน้ากาก N95 จึงต้องเลือกใช้ให้ถูกประเภทการใช้งาน
อย่างช่วงนี้ที่มีข่าวเรื่อง PM 2.5 ก็ไม่ได้หมายความว่า ให้ใส่เพื่อป้องกันฝุ่นขนาดเล็กตลอดเวลา เวลาไปเจอพื้นที่ที่มี PM 2.5 จึงแนะนำว่า ถ้าเลี่ยงได้ให้เลี่ยงพื้นที่ดังกล่าว ถ้ามีกิจกรรมหนักๆ หรือออกแรงมากๆ ในพื้นที่ดังกล่าว ขอให้ลดหรืองด ถ้าจำเป็นเลี่ยงไม่ได้ แนะนำว่า ให้ใส่หน้ากากเฉพาะช่วงเวลาที่ลงไปในพื้นที่
“ขณะนี้ ยังไม่มีรายงานชัดเจนว่ามีผู้ที่เป็นลมเพราะหายใจไม่ออกจากการใส่หน้ากาก N95 หรือหน้ากากอนามัย แต่ในทางทฤษฎี บางคนที่ไม่แข็งแรงหรือมีโรคประจำตัว การที่เกิดภาวะอึดอัด หรือเกิดภาวะที่อากาศไม่ระบายจากการที่เราใส่หน้ากากโครงแข็ง ทำให้การไหลเวียนของอากาศในกรอบหน้ากากที่ใส่เกิดคาร์บอนไดออกไซด์คั่งมากๆ ก็สามารถทำให้เกิดการหมดสติได้ แต่กลไกร่างกาย ธรรมชาติของมนุษย์ เวลาเราอึดอัดจากการใส่อะไรครอบหน้า โดยปกติเราต้องเอาออกเพื่อให้เราสบายขึ้น ฉะนั้น คนที่ถึงขั้นเป็นลมอาจเกิดจากความประมาทของตัวเอง เช่น ในพื้นที่ที่มี PM 2.5 มากๆ เขาแนะนำว่าไม่ควรไปออกกำลังกาย บางคนที่ฝืนไปทำ ไปออกกำลังหนักๆ เหนื่อย ต้องหายใจเข้าออกแรงๆ แล้วยังใส่ N95 พวกนี้จะเป็นอันตรายต่อร่างกายกว่าพวกที่ไม่ใส่ซะด้วยซ้ำ”
ส่วนกรณีที่มีการแนะนำกันว่า ให้ใส่ผ้าชุบน้ำรองไว้ข้างในหน้ากากอนามัย เพื่อช่วยให้หายใจสะดวกขึ้นหรือเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันนั้น นพ.สุวรรณชัย ยืนยันว่า "ทำได้ แต่ขึ้นอยู่กับการใช้งาน"
“ถ้าเอาไว้กันฝุ่นเฉยๆ การชุบน้ำอาจเพิ่มประสิทธิภาพในการกรองมากขึ้น แต่ไม่สูงมาก แต่ถ้าเอาป้องกันไข้หวัดหรือการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ไม่แนะนำให้ทำ หากมีการไอหรือจามจะทำให้หน้ากากเปียก การที่เอาผ้าชุบน้ำมาใส่ก็ไม่เหมาะสม เพราะทำให้เปียกมากขึ้น”
ฉะนั้นแล้ว การจะเลือกใช้หน้ากากอะไร ข้อแรกคือ ต้องรู้จักประเภทของหน้ากากว่าคุณสมบัติไว้ใช้ป้องกันอะไรได้แค่ไหน ตัวคุณภาพมาจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานหรือไม่ ข้อสองคือ เราต้องรู้ว่าเราใช้เพื่อกิจกรรมอะไร และเราก็ต้องปฏิบัติตามวิธีใช้นั้นให้ถูกต้องเหมาะสม
สุดท้าย จากการนำเข้าที่มหาศาลบวกกับการผลิตภายในประเทศ ทำให้ฉุกคิดว่า "ขยะหน้ากากอนามัยใช้แล้วทิ้ง" จะมีปริมาณมากเท่าใด? และถูกกำจัดด้วยวิธีใด?.
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน
ข่าวอื่นๆ :
- บุกโลก "นิยายแชต" เปิดเคล็ดลับ ปั้นรายได้สูงสุดเหยียบแสน
- ถูกงับหน้าเย็บ 300 กว่าเข็ม ไม่หยุดล่าฝัน คำดูถูกผลักดันสู่ "โค้ชชิ่งจระเข้"
- จำลอง 3 เคสแย่สุด "ท่องเที่ยว" ฝันสลาย สูญหมื่นล้าน เซ่นพิษ "ไวรัสโคโรนา"
- PPE ชุดพิทักษ์แพทย์ 20 ขั้นตอนสุดพิถีพิถัน สวมถอดรอด "ไวรัสโคโรนา"
- คนไทยอู่ฮั่น กลับไทยไร้ป่วย วอนอย่ารังเกียจ 3 สิ่งสำคัญ หลังกลับมาตุภูมิ
ข้อมูลอ้างอิง :
- สถิติการค้า : กระทรวงพาณิชย์
- ฐานข้อมูลโครสร้างอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์; โครงสร้างอุตสาหกรรมหน้ากากอนามัย : สถาบันพลาสติก
- Disposable Face Masks Market Size, Share & Trends Analysis Report By Product (Protective, Dust, Non-woven), By Application (Industrial, Personal), By Distribution Channel, And Segment Forecasts, 2019-2025
*หมายเหตุ : อัตราแลกเปลี่ยน ณ 10 กุมภาพันธ์ 2563 : 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับ 31.26 บาท