ข่าว
100 year

โลกสีเทา "เบียร์ 0%" ดีต่อสุขภาพ จุดสตาร์ตเพิ่มดีกรี ปั้นนักดื่มหน้าใหม่

ไทยรัฐออนไลน์8 ต.ค. 2562 05:30 น.
SHARE

ช่วง 2-3 ปีนี้ เรียกได้ว่ากระแสการรักสุขภาพมาแรง แบรนด์ดังต่างๆ แห่แหนแตกไลน์สินค้าหวังเจาะกลุ่มเป้าหมาย ไม่เว้นแม้แต่ "ธุรกิจน้ำเมา" ที่ก็เอาใจเทรนด์รักสุขภาพกับเขาด้วย ผุดผลิตภัณฑ์ใหม่ "เบียร์ไม่มีแอลกอฮอล์" หรือ "เบียร์ 0%" ผลตอบรับก็เป็นไปตามคาด ยอดขายทะยานพุ่งปรี๊ด แถมเจาะกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น

ก่อนหน้าที่ "เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์" ที่มีการโฆษณากันว่า "เบียร์ไม่มีแอลกอฮอล์" หรือ "เบียร์ 0%" จะเข้ามาบูมในบ้านเรา ในต่างประเทศเขามีกันมาสักระยะแล้ว และมีผลการศึกษาวิจัยกันมากมายที่ฮือฮาจนเป็นตัวชูโรงก็คือ ผลการศึกษาที่บอกว่า "เบียร์ 0%" เป็นแหล่งรวมวิตามินและแร่ธาตุ มีคุณประโยชน์ของสารอาหารโดยปราศจากผลกระทบด้านลบจากแอลกอฮอล์ ทั้งช่วยให้ลดคอเลสเตอรอล บำรุงผิวพรรณ ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง และยังช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

แต่อย่าเพิ่งดีใจเกินไป ไม่ใช่ว่า "เบียร์ 0%" จะไม่มีผลเสียอะไรเลย เพราะผลการศึกษาก็มีออกมาเช่นกันว่า "เบียร์ 0%" ก็สามารถทำร้ายร่างกายเราได้เช่นกัน หากมี 3 ปัจจัยนี้ คือ

1.เสพติดแอลกอฮอล์ : อาจจะคิดว่า "เบียร์ 0%" มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์เพียงน้อยนิด แต่ถ้าหากเสพติดแอลกอฮอล์การที่คุณจะหันมาดื่ม "เบียร์ 0%" แทน เพื่อหวังจะเลิก ไม่ใช่หนทางที่ดีนัก ที่ดีที่สุดคือการที่คุณไปเข้ารับการรักษากับผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งผลการศึกษานี้สอดคล้องกับที่ผลสำรวจของศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ที่พบว่า หลังจากดื่ม "เบียร์ 0%" นักดื่มทั้งหลายยังคงดื่มเบียร์ปกติเท่าเดิม 69% แต่คิดจะหันมาดื่ม "เบียร์ 0%" แทนเบียร์ปกติแค่ 4% เท่านั้น

2.ดื่มแบบไม่พอประมาณ : แอลกอฮอล์มีปริมาณแคลอรีต่อยูนิตอยู่ที่ 56 แคลอรี ดังนั้นเบียร์ปกติจึงมีปริมาณแคลอรีสูงกว่าเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ประเภทไหน มีแอลกอฮอล์หรือไม่มี ล้วนมีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน ในสัดส่วน 4 แคลอรีต่อกรัม และคาร์โบไฮเดรตบางชนิดก็เป็นน้ำตาลด้วย หากว่าดื่มมากจนเกินไปก็มีสิทธิ์ที่จะมีแคลอรีและน้ำตาลสูงเช่นกัน ที่สำคัญ น้ำตาลในเบียร์สามารถทำลายฟันของคุณได้

3.หากว่ามีโรคประจำตัว : โรคบางโรคอาจต้องหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ดังนั้นเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดตามมาจากการดื่ม "เบียร์ 0%" ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนจะดีที่สุด

ขณะที่ ประเด็น "เบียร์ 0%" ช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระนั้น ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ได้สอบถามไปยัง ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว นักวิชาการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยระบบสุขภาพและการแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยระบุว่า สารต้านอนุมูลอิสระที่พบและช่วยร่างกายได้จริงๆ คือ สารต้านอนุมูลอิสระที่พบในกาแฟ นอกจากนี้ยังพบได้ทั่วไปทั้งในเปลือกผลไม้ อย่างเช่น มังคุด เป็นต้น แต่ก็ยังไม่มีตัวไหนที่ช่วยได้จริงๆ บางตัวยังทำให้เกิดโรคได้ เหมือนกับวิตามิน ที่ถ้าคนขาดกินไปก็ได้ประโยชน์ แต่ถ้าคนไม่ขาดวิตามินกินไปก็ไม่เกิดอะไรขึ้น ซึ่ง "เบียร์ 0%" ก็เหมือนกับซอฟต์ดริงก์ เช่น น้ำอัดลม แต่ที่ในวงการวิชาการกังวลกันจริงๆ จะเป็นเรื่องของการใช้ "เบียร์ 0%" หรือ "เบียร์ไร้แอลกอฮอล์" เป็นตัวกลางการโฆษณามากกว่า เป็นการใช้เพื่อหากำไร

| "เบียร์ 0%" กระตุ้นดื่มเบียร์ปกติเพิ่มขึ้น

"เบียร์ 0%" หรือ "เบียร์ไร้แอลกอฮอล์" หรือที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เรียกว่า เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ เพราะว่านิยามแอลกอฮอล์ตามกฎหมายสรรพสามิต ถ้ามีแอลกอฮอล์ต่ำกว่า 0.5% ถือว่าไม่เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

แล้วการดื่ม "เบียร์ 0%" ช่วยลดการดื่มเบียร์ปกติหรือไม่?

ในส่วนนี้ ผศ.ดร.บุญอยู่ ขอพรประเสริฐ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก ให้ข้อมูลกับทีมข่าวฯ ว่า ผู้ผลิตเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ใช้แบรนด์เดียวกันกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ใช้ชื่อเดียวกัน โดยหลักแล้วมันก็จะกลายเป็นการกระตุ้นคนดื่มเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ตามปกติด้วย

"อิทธิพลของเบียร์ไร้แอลกอฮอล์สู่การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ มีทฤษฎีตัวหนึ่งคือเรื่องของการสร้างการเรียนรู้ทางสังคม การปลูกฝัง คือ เบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ กลายเป็นว่าคนทั่วไปนึกว่าให้ลูกดื่มได้ ให้เด็กดื่มได้ เพราะไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่ใช่เบียร์ ทีนี้กลายเป็นการปลูกฝังให้รู้จักเบียร์มากขึ้น พอโตขึ้นนำไปสู่การดื่มเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ได้ง่ายขึ้น"

ผศ.ดร.บุญอยู่ อธิบายให้เห็นภาพเพิ่มว่า คนจะหันมาสนใจเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงแรกๆ เด็กและเยาวชนจะถูกห้ามว่า "ห้ามไปดื่มเบียร์นะ" เพราะจะขายเบียร์ให้ได้ คือ ตามกฎหมายเด็กที่อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี ทีนี้พอเป็นเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ก็ไม่อยู่ในกฎหมายนี้ เพราะถือเป็นเครื่องดื่มมอลต์ แต่ทีนี้พอดื่ม ทั้งสี ทั้งรสชาติ และกลิ่นเหมือนกับเครื่องดื่มเบียร์ทุกประการ เพียงแต่ถูกสกัดเอาแอลกอฮอล์ออกเท่านั้นเอง

ฉะนั้น กลายเป็นการปลูกฝังให้รู้จักการดื่มเบียร์ พอดื่มมากขึ้นก็ชิน พอโตขึ้นก็อยากดื่มแบบมีแอลกอฮอล์ ในแง่จิตวิทยาวัยรุ่น มองว่าสิ่งนี้เป็น "จุดสตาร์ต" ให้นำไปสู่การดื่มเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ในอนาคตได้ง่ายขึ้น

| โฆษณา "เบียร์ 0%" ในโลกสีเทา

"ภาษานิเทศน์" เรียกว่า "ใช้แบรนด์ดีเอ็นเอเดียวกัน" ... หมายความว่าอย่างไร?

ผศ.ดร.บุญอยู่ ไขข้อข้องใจให้ฟังดังนี้ "จากการศึกษาพบว่า เบียร์ที่บอกว่า "ไร้แอลกอฮอล์" ใช้ชื่อยี่ห้อและลักษณะแบรนด์มีความเหมือนหรือคล้ายคลึง อาจจะปรับสีเล็กน้อย แต่ว่ายังคงสัญลักษณ์ โลโก ที่ไม่ต่างจากเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เดิม ฉะนั้น เมื่อนำมาโฆษณามันก็ทำให้คนนึกถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กลายเป็นโฆษณาเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ไปด้วยในตัว เพราะเป็นยี่ห้อเดียวกัน ใช้ลักษณะเฉพาะของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาจดทะเบียนในเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และเอาไปโฆษณาเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย มันก็มีผลต่อการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั่นเอง"

ผิดกฎหมายหรือไม่? ผศ.ดร.บุญอยู่ บอกกับทีมข่าวฯ ว่า "มันเป็นสีเทา"

ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กำลังนำประเด็นดังกล่าวไปเข้าอนุกรรมการพิจารณาความผิดโฆษณาตาม พ.ร.บ. เพื่อพิจารณาว่าเป็นการโฆษณาแฝงหรือไม่ ฉะนั้นจะบอกว่าผิดหรือไม่ผิดตอนนี้อาจยังไม่ชัดเจน แต่ถ้าถามว่า "เข้าข่ายไหม?" ... มันก็ "เทาๆ"

จากการวิจัยของศูนย์วิจัยปัญหาสุรา พบว่า คนส่วนใหญ่เมื่อเห็นโฆษณาเครื่องดื่ม "เบียร์ 0%" คนจะนึกถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า ฉะนั้นมันเป็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปในตัว จริงๆ แล้วหลายประเทศไม่ให้จดทะเบียน ถ้าเครื่องดื่มคนละประเภทกัน เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์กับไม่มีแอลกอฮอล์จะไม่ให้จดแบรนด์หรือยี่ห้อเดียวกัน เพราะจะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญของสินค้า

"กฎหมายไทยขาดการบูรณาการระหว่างกระทรวงต่างๆ คือ กระทรวงที่ควบคุมเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การลดการบริโภค ก็กลายเป็นกระทรวงสาธารณสุข แต่กระทรวงที่ให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก็เป็นกระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา 2 กระทรวงนี้มองไม่เห็นกัน แล้วก็ไม่ได้บูรณาการแนวคิดให้ไปในทิศทางเดียวกัน มันก็เลยทำให้มีการจดทะเบียนซ้ำชื่อเดียวกันกับเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ มันทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญ"

| "เบียร์ 0%" สร้างนักดื่มหน้าใหม่

ในปี 2560 ที่ผ่านมา ต้องบอกว่ามูลค่าตลาดเครื่องดื่มในไทยสูงมากทีเดียว ประมาณ 5.7 แสนล้านบาท และมีปริมาณการบริโภครวมกันกว่า 7.5 พันล้านลิตร อีกทั้งเมื่อคิดแยกเป็นสัดส่วนประเภทตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็อยู่ที่ 72:28 ในเชิงปริมาณการบริโภค และคิดเป็นสัดส่วน 35:65 ในเชิงมูลค่า ซึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีปริมาณการบริโภคและมูลค่าตลาดสูงที่สุดคงหนีไม่พ้น "เบียร์" สัดส่วนอยู่ที่ 72.2% ของปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมด และหากคิดในเชิงมูลค่า ตลาดเบียร์มีสัดส่วนถึง 54% จากมูลค่าตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รวม

"สังคมบอกว่า ถ้าสนุกสนานต้องมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต้องมีเบียร์ ฉะนั้นการสร้างภาพให้คนรับรู้ว่าความสนุกสนานมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้คนเป็นเพื่อน เหมือนที่โฆษณาบอกว่า "ทำให้มีมิตรภาพ" คิดว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดมายาคติ ทำให้เด็กและเยาวชนถูกชักจูงให้รู้สึกอย่างนั้น ฉะนั้นจึงเริ่มด้วยการดื่มแบบไม่มีก่อน แล้วเขาจะปลูกฝังว่า มันมีความสนุกสนานอยู่ ถ้าเพิ่มดีกรีความเมา เพิ่มความสนุกสนานด้วยการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็จะถูกนำพาไปในทิศทางนั้นได้ง่ายกว่า"

ผศ.ดร.บุญอยู่ ฝากถึงประเด็นสำคัญกับทีมข่าวฯ ทิ้งท้ายว่า บริษัทที่ผลิตเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์นำผลิตภัณฑ์ไปวางคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เวลาขายก็วางรวมกัน ไม่ได้แยกไปอยู่เครื่องดื่ม Non-Alcohol พอวางอยู่รวมกันบางทีแยกไม่ออก การหยิบเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ก็จะเห็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ด้วย ส่วนผลกระทบเชิงสังคม เด็กจะชิน ฝึกฝนการดื่ม พูดง่ายๆ เพิ่มดีกรีในการดื่มง่ายขึ้น.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

ข้อมูลอ้างอิง :

  • แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2562-64 | อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม โดย Krungsri Research
  • Nonalcoholic Beer Reduce Inflammation and Incidence of Respiratory Tract Illness ; PMID : 21659904
อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เบียร์เบียร์ 0%แอลกอฮอล์สุราทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ข่าวเด่น

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้