ข่าว
100 year

ถอดบทเรียนตะลุมพุก คลื่นเท่าต้นสน ลมกลืนชีวิต 7 สิ่งสำคัญเผชิญวาตภัย

ไทยรัฐออนไลน์4 ม.ค. 2562 05:30 น.
SHARE

เป็นพายุที่น่ากลัวลูกแรกรับปีหมูทอง สำหรับ “ปาบึก” พายุโซนร้อน ที่ถือว่ามีความแรงระดับกลาง รองจาก “ไต้ฝุ่น”

ทั้งนี้ พายุ “ปาบึก” ได้ถูกเปรียบเทียบความแรงกับพายุ “แฮเรียต” หรือพายุที่ถล่มแหลมตะลุมพุก เมื่อปี 2505 มหาวาตภัยที่พัดถล่ม 9 จังหวัดภาคใต้ บ้านเรือนหลายหมื่นหลังคาเรือนพังราบ มีคนเสียชีวิตในครั้งนั้นสูงถึง 900 ราย สูญหายอีกเป็นร้อยคน

คลื่นสูงเทียมต้นสน ลมพายุกลืนกินชีวิตชาวบ้าน

“พอตกค่ำ ท้องฟ้าแดงฉาน แล้วก็เกิดเสียงอะไรบอกไม่ถูก ครู่เดียวคลื่นสูงเทียมต้นสน (ประมาณ 20 เมตร) พัดเข้าหมู่บ้านของเราตอนหัวค่ำถึง 3 ชั่วโมงเต็ม บ้านเรือนเริ่มพัง ขณะที่ฝนก็ตกลงมาเป็นบ้าเป็นหลัง ทั้งเด็กเล็ก ผู้ใหญ่วัยชราเริ่มร้องไห้ ไหนจะไฟมืดดับ ไหนจะกลัว พอล่วงเข้าสี่ทุ่มคลื่นลมก็หยุดเป็นปลิดทิ้งพอเราจะเบาใจ พอครึ่งชั่วโมงเท่านั้นแหละ คลื่นลมอีกลูกสวนทางกับลูกแรก คราวนี้แหละ บ้านช่อง ผู้คน ถูกกวาดลงทะเลเหี้ยนเตียน ลูกเมียผมตายเพราะลมลูกนี้เอง”

นี่คือ ปากคำของ นายพงษ์ แซ่ลิ้ม ผู้รอดชีวิตจากมหาวาตภัยที่เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ หลังเกิดเหตุ

บ้านเรือนประชาชนที่แหลมตะลุมพุก (ภาพถ่าย ปี 2529)

ถอดบทเรียนตะลุมพุก ตั้งอยู่ในจุดเสี่ยง ขาดเทคโนโลยีสื่อสาร

นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ถอดบทเรียนเหตุการณ์ตะลุมพุก โดยเปิดเผยว่า “สาเหตุแห่งการสูญเสียตอนเหตุการณ์ พายุแฮเรียตพัดถล่มแหลมตะลุมพุก เมื่อปี 2505 นั้น คือ ปัญหาการแจ้งข่าวสารกับประชาชน เพราะไม่สามารถแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชนได้รับทราบ เมื่อพายุขึ้นฝั่งที่แหลมตะลุมพุก จึงทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก

นายวันชัย กล่าวต่อว่า พายุแฮเรียต ก็เป็นพายุโซนร้อนเหมือนกับพายุปาบึก ความรุนแรงคาดว่า น่าจะทะลุ 70-85 กม./ชั่วโมง แต่แฮเรียตความเร็วประมาณ 95 กม./ชั่วโมง ตอนนั้นที่ทำให้ผู้คนเสียชีวิตจำนวนมากเพราะการสื่อสารไม่ดี ชาวบ้านทั่วไปไม่มีแม้กระทั่งวิทยุ

“อีก 1 จุดสำคัญคือ ตรงนั้นเป็นหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอยู่แล้ว ชาวบ้านใช้ชีวิตติดริมน้ำ แต่พอเกิดเหตุพายุมา ทำให้ลมทะเลกวาดทั้งบ้านและชาวบ้านลงทะเลไป และตอนนั้นชาวบ้านอาจจะมีความรู้สึกห่วงทรัพย์สิน เขารู้เพียงว่าพายุก็คือฝนตกหนัก คลื่นลมแรงเท่านั้น”

นายวันชัย กล่าวต่อว่า ทุกครั้งที่เกิดพายุและได้รับผลกระทบกับแหลมตะลุมพุก คนที่นั่นจะมีความกระตือรือร้นในการอพยพมากที่สุด เพราะเขาเจอกับเหตุการณ์เมื่อปี 2505 ถึงแม้พายุครั้งนี้ (ปาบึก) จะไม่ขึ้นฝั่งตรงนั้น แต่ก็ได้รับอิทธิพล ก็คือ มีลมแรง หากทางการให้อพยพ เขาก็จะอพยพทันที เพราะถือว่าอยู่ในจุดที่เสี่ยงมากกว่าจุดอื่นๆ

ภาพจากหนังสือกรุข่าวดัง
ภาพจากหนังสือกรุข่าวดัง

ไขที่มาบ่อเกิดพายุ และวิธีตั้งชื่อของพายุหมุนเขตร้อน

นอกจากเรื่องแหลมตะลุมพุกแล้ว นายวันชัย ยังได้ให้ความรู้เรื่องการก่อตัวพายุ และการตั้งชื่อพายุ รวมไปถึงวิธีการรับมือกับวาตภัยด้วย โดยกล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้มีพายุก่อตัวนั้น เกิดมาจากกระแสลมที่แปรปรวน ถ้าเป็นช่วงเดือนตุลาคม หรือพฤศจิกายน ตอนนั้นถือว่าอยู่ในช่วงมรสุม ส่วนกรณี พายุปาบึก มาจากกระแสลมที่พัดลงมา มาเจอกระแสน้ำอุ่นในทะเลจีนใต้ ทำให้ก่อตัวพายุลูกนี้ขึ้นมา

ส่วนหลักการตั้งชื่อพายุนั้น อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้อธิบายว่า ปัจจุบันเรามีวิธีการตั้งชื่อคือ ให้ทุกประเทศที่อยู่ในสมาชิก หรือได้รับความเสี่ยงจากพายุร่วมกันตั้งชื่อ โดยแต่ละประเทศจะมีการส่งชื่อพายุให้ประเทศละ 10 ชื่อ โดยใช้ชื่อตัวหนังสือของประเทศเป็นตัวตั้ง เช่น ในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชื่อประเทศแรกคือ CAMBODIA จากนั้นก็ไล่ไปยังประเทศถัดไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นชุดๆ รวม 1 ชุด ดังนั้นเมื่อมีพายุเกิดใหม่เราก็จะทราบทันทีว่าพายุชื่ออะไร..

“อย่างชื่อ “ปาบึก” นี่มาตรงกับชื่อที่ประเทศลาวเป็นคนตั้ง ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนแปลงชื่อได้ ต่อเมื่อมีการร้องขอให้เปลี่ยน”

7 สิ่งสำคัญในการรับมือวาตภัย

สำหรับการรับมือวาตภัยที่ดี นายวันชัย แนะนำว่า..

1.ควรตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างบ้านเรือนให้มีความแข็งแรง เช่น บ้านที่เป็นกระจก ก็อาจจะต้องหาเทปกาวมาแปะไว้ เช่น แปะแบบกากบาท เพื่อไม่ให้กระจกแตกง่าย หรือหาไม้อัดมาทับอีกชั้นหนึ่ง
2.หลังคาควรยึดให้แข็งแรง
3.ห้ามเปิดหน้าต่างเด็ดขาด เพราะหากลมเข้ามาได้ ก็จะยกหลังคาขึ้นทันที
4.ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณาใหญ่ๆ ใกล้บ้านควรเอาออกให้หมด (ต้นไม้ใหญ่ตัดกิ่งออกเพื่อลดแรงปะทะจากลม) ระมัดระวังเสาไฟฟ้า
5.หลบเลี่ยงลมพายุ เพราะถ้าอยู่ตรงนั้นเราอาจจะเจอสิ่งของปลิวมากับลม ซึ่งที่ผ่านมาเคยเห็นไม้หน้าสามทะลุต้นไม้ได้
6.ออกห่างจากชายทะเล
7.ระวังเรื่องฟ้าผ่า ไม่ควรอยู่กลางแจ้ง

ปาบึกคือผลพวงจากปีเก่า คาดปีนี้มีพายุไม่มาก

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ถามนายวันชัยว่า เหตุใดเราถึงโดนพายุตั้งแต่ต้นปี อดีตอธิบดีกรมอุตุฯ กล่าวว่า พายุลูกนี้นับว่าเป็นผลจากปีที่แล้ว เพราะมีการสะสมพลังงานมาตั้งแต่ก่อน

ส่วนข้อถามว่า ปีนี้จะมีพายุมากน้อยเพียงไร อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาที่เพิ่งเกษียณไปหมาดๆ กล่าวว่า น่าจะมีไม่มาก เพราะปีนี้น่าจะมีปัญหาเรื่อง เอลนีโญ ซึ่งจะน้อยกว่า ลานีญา ซึ่งมักมีผลกับประเทศไทย ทำให้มีฝนตกมากกว่าปกติ

นายวันชัย ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เป็นบทเรียนจากเหตุการณ์ตะลุมพุก เมื่อปี 2505 ที่ได้นั้น คือ เราได้เรียนรู้ความเร็วของลมพายุ และคลื่นซัดฝั่ง ที่จะรุนแรงและชัดเจนกว่าที่อื่นๆ เพราะที่ตะลุมพุกอยู่ริมทะเล เราได้เรียนรู้ว่าการเตือนภัยเป็นสิ่งสำคัญ คนตะลุมพุกถึงได้อพยพได้เร็วที่สุด เพราะเขาสูญเสียมาแล้ว ส่วนประชาชนอื่นๆ ชาวประมง หรือการท่องเที่ยวก็ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะเกาะสมุย เกาะเต่า เกาะพะงัน ต้องรับมือกับลมพัดแรง

แหลม​ตะลุมพุก จ.​นครศรีธรรมราช (ภาพถ่ายปี พ.ศ.2539)

สำหรับเหตุการณ์พายุแฮเรียตถล่มแหลมตะลุมพุก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ต.ค.2505 ถือเป็นเหตุวาตภัยที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งที่คนไทยเคยพบ ครอบคลุม 9 จังหวัดภาคใต้ ส่งผลให้เกิดลมแรง น้ำท่วม มีคนเสียชีวิตทั้งสิ้น 911 คน สูญหาย 142 คน บาดเจ็บสาหัส 252 คน ไม่มีที่อยู่อาศัย 10,314 คน บ้านพังเสียหาย 43,409 หลัง โรงเรียน 435 หลัง รวมค่าเสียหาย 377,045,188 ล้านบาท 

ภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มนุษย์สามารถหาวิธีรับมือได้ ข้อดีของการเกิดเป็นมนุษย์ คือ การรู้จักถอดบทเรียนที่พบเจอมาใช้ป้องกันภัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ปาบึกตะลุมพุกแฮเรียตพายุทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED