การถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและกระทบต่อความรู้สึกอย่างมาก กรณีของ น.ส.จอมเทียน จันสมรัก อายุ 24 ปี สุภาพสตรีผู้มีหัวใจเข้มแข็งคนหนึ่ง เธอบอกว่า เธอเป็นคนที่รอดพ้นจากชะตากรรมของเหยื่อความรุนแรงทางเพศ
และวันนี้ เธอแข็งแกร่งพอที่จะก้าวข้ามอคติทั้งหลายที่มีต่อเหยื่อ เพื่อออกมาเล่ามุมมองอีกมิติหนึ่ง โดยหวังเป็น “กระบอกเสียง” ให้เหยื่อคดีล่วงละเมิดทางเพศ “กล้า” ออกมาเล่าเรื่องราว เพื่อให้ปัญหาได้ถูกแก้ไข
ทั้งนี้ รายงานพิเศษชิ้นนี้ ได้ผ่านสายตาของเจ้าของเรื่องก่อนเผยแพร่แล้ว และทางเจ้าของเรื่องอนุญาตให้แชร์เรื่องราว รวมทั้งเปิดหน้าในการถ่ายรูปด้วย
ตั้งคำถามกับตัวเองนับ 10 ปี ทำไมต้องเงียบ เมื่อเป็นฝ่ายถูกกระทำ?
คุณจอม ถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า เราเคยถูกล่วงเกินทางเพศ ตอนเด็กๆ อายุประมาณ 7-8 ขวบ จากคนใกล้ตัว เป็นเด็กผู้ชายที่อายุมากกว่าเรา 2 ปี ถึง 2 คน แล้วเขาก็ขู่เราว่า ถ้าเราไม่ยอมจะไม่มีใครเล่นกับเรา และถ้าเราไปบอกคนอื่นก็จะโดนดุ หาว่าเราโกหก เหมือนเขาขู่เด็ก เราเชื่อ เรากลัว
...
จากหลายสื่อที่เคยได้ยินมา เขาจะบอกว่าเป็นเรื่องแย่ เป็นตราบาปไปตลอดชีวิต เราไม่อยากให้คนมองว่าเป็นตราบาป เรากลัวไปหมดก็เลยไม่กล้าบอกใคร เราคิดว่าปล่อยให้มันจบๆ ไปแล้วเราจะลืมมันได้
พอเราอายุ 11 พี่คนเดิมที่อายุมากกว่าเรา 2 ปี ชวนเราเข้าไปในห้องเพื่อที่จะล่วงเกินเรา ซึ่งเราตอนนั้น พอจะปฏิเสธเป็นแล้ว เราก็เลยไปบอกครูว่า พี่คนนี้ใกล้ๆ บ้านเขาจะทำแบบนี้กับหนู หนูกลัวมาก ครูเลยนำเรื่องนี้ไปปรึกษาที่บ้าน โดยที่บ้านก็ปลอบเราว่า เขาอาจจะแค่เล่นกับเรา เขาหวังจะให้เราผ่านมันไปได้ แต่มันเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง เพราะเด็กก็รู้ดีว่าเขาไม่ได้เล่น
และผู้ใหญ่มักจะบอกว่า เงียบๆ ไว้เถอะ เพราะเขากลัวว่า ถ้าไปเอาเรื่อง ตัวเราต่างหากที่จะเป็นฝ่ายเสียหาย ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข
เราตั้งคำถามกับตัวเองนับ 10 ปี ว่า “ทำไมเราต้องเงียบ” คนที่ต้องเงียบกลัวว่าปัญหาจะเกิดกับตัวเอง คือ คนที่ทำ ไม่ใช่เรา!
ตอนนั้น เราลองทุกทาง โกรธ ดุด่า การดำเนินคดีต่างๆ ก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะมันผ่านมานานแล้ว ถามว่าเคยคิดอยากฆ่าคนที่ทำเราไหม ไม่เคย เพราะเขาไม่ได้ฆ่าเรา เราต้องการคำขอโทษ ซึ่งคนที่กระทำได้ขอโทษแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาเลย มันกลายเป็นว่า เราอยู่ในจุดที่ต้องเลือกว่าจะเก็บความทุกข์ไว้แบบนี้ หรือจะปล่อยความทุกข์นั้นไป แล้วเดินหน้าต่ออย่างมีความสุข
เราเคยคุยกับคนในเฟซบุ๊กที่เขาเคยข่มขืนผู้หญิงมาก่อน เขาถามเราว่า “ทำไมเราถึงไม่เศร้า แทนที่มันควรจะต้องเศร้า เขารู้สึกแปลกใจ” แต่ไม่เลย เราไม่เศร้า พอเราผ่านมันไปได้ เรามีความสุข กลับกลายเป็นว่า ตัวคนกระทำต่างหากที่รู้สึกแย่ มีหลายคนรู้สึกผิดก็มี
ถามว่า ยังจำวันนั้นได้อยู่ไหม ก็ยังจำได้อยู่ แต่ไม่แย่แล้ว เหมือนมันจบไปแล้ว มันยากนะการที่คนจะมาจบในจุดของเรา ที่เมื่อมองย้อนกลับไปแล้วไม่แคร์อะไร มันยากมาก
เปลี่ยนความคิดใหม่ “ถูกข่มขืน” ไม่ใช่ “ตราบาป”
สาววัย 24 ปี เผยว่า ความเชื่อของสังคมมองว่า “การถูกข่มขืน” คือ “ตราบาป” ซึ่งเราผ่านจุดนี้มาได้สัก 3 ปีแล้ว ตอนนั้น มันแย่ขนาดที่ว่า เรามานั่งคิดว่าเราเหลือคุณค่าอะไรกับเขาบ้าง เราสมควรจะถูกรัก เราสมควรจะมีแฟนหรือเปล่า ถ้าเรามีแฟนเราจะกล้าบอกเขามั้ย ว่า เราเคยถูกข่มขืนมาก่อน ถ้าเราบอกเขาจะมองเราต่างจากเดิมหรือเปล่า
...
คุณจอม แสดงท่าทางสมมติขึ้นมาก่อนพูดว่า “สวัสดี เราเคยถูกข่มขืนมานะ” เมื่อได้ยินคำนี้ ทุกคนจะมีความคิดที่แตกต่างกัน
เราต้องผ่านจุดนั้นมาให้ได้ เราต้องเชื่อมั่นในตัวเองมากๆ ว่า ต่อให้เขามองเราเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ตัวเราไม่เคยเปลี่ยน การถูกข่มขืนเป็นแค่ประสบการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น และมันจบไปแล้ว
จริงๆ มันก็มีแผลเป็นนะ และแผลใหญ่ด้วย เพราะมันเป็นเรื่องแย่ แต่คำว่า “แผลเป็น” แสดงว่า “แผลมันหายไปแล้ว” มันอาจจะคันบ้าง เวลาเรากลับไปมองมันอาจจะแย่ แต่มันเป็นเรื่องที่จบไปแล้ว และชีวิตเราต้องดำเนินต่อไปอย่างมีความสุขให้ได้
เหยื่อทุกคนควรจะ “เชื่อมั่น” ในตัวเองว่า มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจบไปจริงๆ และ “กล้า” ที่จะออกมาบอกกับสังคมว่า
“คุณไม่ต้องบอกให้เรามีตราบาปไปตลอดชีวิตนะ เพราะว่าการถูกข่มขืน มันไม่ใช่ตราบาป!” คุณจอม ย้ำด้วยสายตาเข้มแข็ง
...
แย่กว่าถูกข่มขืน คือ คนรอบข้างทำเหมือน “ไม่เคยเกิดขึ้น”
การที่ถูกกระทำไม่ดี ทำให้รู้สึกแย่ แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกแย่ที่สุด คือ การที่ทุกคนบอกว่า “มันไม่เคยเกิดขึ้น” การที่ทุกคนละเลยปัญหา เราไม่ได้มานั่งร้องไห้ หรือพร่ำเพ้อว่า ชีวิตเราต้องตายแน่ๆ ไม่เหลืออะไรแล้ว เราไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะเรารู้ตัวว่าเรายังมีอะไรอยู่ แต่กลายเป็นว่า ทุกคนทำเหมือนว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น
สาวลูกครึ่งวัย 24 นิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อว่า...ครูที่เราเอาปัญหาไปปรึกษา พยายามจะถามเราว่า เราชอบคนที่กระทำกับเราหรือเปล่า เรามีใจให้ผู้ชายคนนั้นหรือเปล่า เพราะเห็นว่าเราไม่ได้โกรธเขามากขนาดนั้น แต่เพราะเรื่องมันผ่านมานานแล้วต่างหาก
และด้วยเราที่เป็นลูกครึ่งอยู่แล้วด้วย คนมักจะมองว่า “ลูกครึ่ง” เปิดเผยเรื่องนี้อยู่แล้ว อาจจะ “ง่าย” คนไทยมีอคติเต็มไปหมด และยิ่งตัวเองก็ไม่ได้อยู่กับพ่อ คนก็จะมองว่า “ลูกไม่มีพ่อ” หรือเปล่า
...
พอเราเป็นฝ่ายพูดออกไป สังคมก็จะถามว่า ไปทำอะไร ตรงไหน ทำพลาดหรือเปล่า แต่งตัวโป๊หรือเปล่า หรือว่ามีใจให้พี่เขา แต่ทำไมถึงไม่มีใครไปรุมถามคนทำเลย มันกลายเป็น Victim Blaming การโทษเหยื่อ พยายามจับผิดเหยื่อให้ได้ว่าทำอะไรพลาดไป ซึ่งมันไม่ควรจะมี
สังคมไทยกับการโบ้ยความผิดให้เหยื่อ
สังคมไทยที่มี “อคติ” กับคดีข่มขืนเยอะมาก เริ่มต้นจะดูก่อนว่า “ใครข่มขืนใคร” ถ้าเป็น “เด็กผู้หญิง” ถูกข่มขืน สังคมจะ “เห็นใจ” เด็กผู้หญิง ถ้าเป็น “ผู้ชาย” ถูกข่มขืน สังคมจะ “ไม่ค่อยเห็นใจ” เป็นผู้ชายไม่ต้องแคร์เรื่องนี้ก็ได้ ถ้าเป็น “ผู้หญิง” ที่โตแล้วก็จะถูกมองแตกต่างไปจากเด็ก คุณแต่งตัวโป๊หรือเปล่า ถ้าเป็น “ครู” คนก็จะมองอีกอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเป็น “นางแบบ” เซ็กซี่ คนก็จะมองอีกแบบหนึ่ง
คนไทยมีอคติในเรื่องข่มขืนเยอะ จนบางครั้งหากพูดออกไป “เหยื่อ” อาจถูก “ข่มขืนซ้ำ” จาก “สังคม”
เราอยากให้ตัดเรื่องเพศออกให้หมด แต่ให้มองที่การกระทำแทน คนคน หนึ่ง ข่มขืน คนคนหนึ่ง มองแค่ด้วยความเป็น “มนุษย์” อย่างเดียว
คนที่ข่มขืน ไม่ใช่แค่อาชญากร แต่รวมถึงสังคม
หลังจากออกมาเปิดเผยตัวว่าเป็นผู้รอดพ้นจากชะตากรรมของเหยื่อความรุนแรงทางเพศ และได้ “ให้อภัย” คนที่กระทำแล้ว ก็มีสังคมในโซเชียลบางส่วนกลับซ้ำเติมอีกระลอก
คุณจอม เล่าว่า มีคนในโซเชียลถามกลับมาเหมือนกันว่า “แบบนี้ ถ้าคุณโดนข่มขืนอีก คุณก็จะไม่รู้สึกอะไรแล้วสิ”
สาววัย 24 นิ่งครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อว่า มันเหมือนกับ เขาถามเราว่า ถ้าเคยโดนตัดนิ้วไปนิ้วหนึ่ง พอแผลหายดีแล้ว โดนตัดนิ้วอีกนิ้วมันก็จะไม่เจ็บหรือเปล่า มันไม่ใช่นะ ถ้าโดนอีกรอบมันก็แย่ดิ แย่มากด้วย ทำไมคุณถึงมาถามแบบนี้ คุณคิดอะไรอยู่ มันแสดงให้เห็นว่าที่จริง “คนที่ข่มขืนเรา ไม่ใช่แค่อาชญากร แต่รวมไปถึงสังคมก็ได้” แม้แต่คำถามที่ถูกถามมา เหมือนเขาข่มขืนเราซ้ำอีกรอบ ไม่โอเคมากๆ
ต้องกล้าพูด! คนที่ “ควรอับอาย” ไม่ใช่เหยื่อ แต่คืออาชญากร
สำหรับ “เหยื่อ” แล้ว การถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากพูดถึง ไม่มีใครอยากนึกถึง และปล่อยให้มันถูกลืมเลือนไป หากแต่อดีตมันยังคงฝังอยู่ในใจ
“Make It Visible ถ้าไม่ทำปัญหาให้มองเห็น ปัญหาจะไม่ถูกแก้”
สาวหัวใจแกร่ง เผยถึงเหตุผลที่ออกมาเปิดหน้าแชร์ประสบการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวเอง โดยปัญหาของคดีข่มขืน คือ เหยื่อไม่กล้าออกมาพูด ไม่กล้าเอาผิด ทำให้ปัญหาถูก “ซุกใต้พรม” ซึ่งเหตุที่ไม่กล้าพูด เพราะถูกมองเป็นเรื่องที่ “น่าอาย” แล้วเหตุใดจึงน่าอายในเมื่อเหยื่อไม่ได้ทำอะไรผิดเลย
ยิ่งเราเงียบ อาชญากรยิ่งได้ใจ เพราะทำให้เห็นว่า เมื่อเขาข่มขืน เขาก็จะไม่ถูกดำเนินคดี เพราะเหยื่อจะอายและเงียบ มันจะยิ่งส่งให้คนรุ่นต่อๆ ไป ถูกข่มขืนมากขึ้น ถ้าเราไม่อยากให้อนาคตรุ่นลูก รุ่นหลาน โดนเหมือนกับที่เราเคยโดนมาก่อน คือ ถูกข่มขืนแล้วเงียบ เรื่องก็จะผ่านพ้นไป ผู้กระทำผิดไม่ได้รับการลงโทษ คือ เหยื่อออกมาพูด คนจะกล้าดำเนินคดีมากขึ้น ปมปัญหาจะไม่ถูกซุกอยู่ใต้จิตใจจนทำให้คนป่วยเป็นโรคจิตเวชต่อๆ ไป
แฮชแท็ก #hearMeToo โครงการของ UN Woman เป็นการแชร์ประสบการณ์บนโลกออนไลน์อย่างห้าวหาญ เพื่อเป็นฐานข้อมูลไว้ให้เหยื่อที่ยังเจ็บปวดมาอ่าน และพบว่า มีเพื่อนอยู่ข้างๆ อีกมากมาย หลังจากอ่านแล้วลองเล่าให้คนข้างๆ ฟัง ค่อยๆ เยียวยารักษาแผลในใจ เพื่อที่วันหนึ่งจะได้มีพลังออกมาบอกต่อ ให้เพื่อนๆ มีกำลังใจและให้โลกได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ การที่ทำให้ไม่เงียบ ปัญหาจะถูกแก้ไข และคนรุ่นต่อไปจะได้ไม่เจอแบบเรา
ส่วนใครที่ต้องการคำปรึกษา สามารถเข้าไปที่เว็บ www.hearmetoo.or.th จะมีเบอร์ติดต่อของหน่วยงานต่างๆ คอยให้ความช่วยเหลืออยู่ โดยไม่ต้องเปิดเผยชื่อ ซึ่งในเมืองไทยมีสิ่งที่ช่วยเหลืออยู่มากมาย แต่ไม่ถูกพูดถึงมากเท่าไร
“หวังว่า สิ่งที่เราเริ่มทำในวันนี้ จะทำให้เหยื่อกล้าออกมาเล่ากับคนใกล้ตัว เพื่อพาไปหาตำรวจให้ดำเนินคดีได้ทัน พาไปพบจิตแพทย์ เราหวังว่า สังคมจะมีอคติต่อเหยื่อน้อยลง ทำให้เหยื่อกล้าที่จะเล่ามากขึ้น เพื่อจะได้มีความช่วยเหลือไปถึงเหยื่ออย่างทันท่วงที” ผู้รอดพ้นจากชะตากรรมของเหยื่อความรุนแรงทางเพศ ฝากทิ้งท้าย.
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน