สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองไทยและอาหารไทยมาเกือบ 10 เดือน หลัง “มิชลิน ไกด์” หนังสือแนะนำร้านอาหารชื่อดังของโลก เปิดตัวหนังสือ “มิชลิน ไกด์ กรุงเทพ 2018” (Michelin Guide Bangkok 2018) เป็นครั้งแรก เมื่อ ธ.ค. 60 และมอบรางวัล “มิชลิน สตาร์” หรือ รางวัลดาวมิชลิน จำนวน 17 ร้าน แบ่งเป็นระดับ 2 ดาว คือ ร้านอาหารที่อร่อยเป็นพิเศษ คุ้มค่ากับการขับรถออกนอกเส้นทางเพื่อแวะชิม จำนวน 3 ร้าน
และ 1 ดาว คือ ร้านอาหารคุณภาพสูงที่น่าลิ้มลอง จำนวน 14 ร้าน นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารที่ได้รับรางวัล Bib Gourmand หรือร้านที่มีรสชาติอาหารอันยอดเยี่ยม และราคาคุ้มค่าไม่เกินพันบาท อีก 35 ร้าน และร้านอาหารริมทางอีก 28 ร้าน
จากร้านที่เคยโด่งดังอยู่แล้วในไทย กลายเป็นที่รู้จักทั่วโลกและมาอุดหนุนอย่างคับคั่ง หลายคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อ หรือยังไม่เคยไปลิ้มลองรสชาติร้านต่างๆ ที่ได้รับรางวัล คงเกิดคำถามว่าการได้รางวัลนั้นเป็นดาบสองคมหรือไม่ จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงาน หรือมีวิธีรักษามาตรฐานรสชาติอย่างไร เจอเหตุการณ์สุข ทุกข์ ลำบาก หรือจะเป็นทุกขลาภหรือไม่
วันนี้ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พาไปอัพเดต 3 ร้านรสเด็ดที่ได้รับรางวัล พร้อมไขข้อสงสัยสำคัญที่สังคมเพ่งเล็ง ได้รางวัล แล้วทำให้ขายดีจริงไหม แล้วหากขายดีจริง ต้องเสียภาษีหรือไม่
...
รางวัลเหมือนดาบสองคม ไข่วันละ 15 ถาด กลับดึก สรรพากรบุกตรวจสอบ
คุณกมลกรณ์ สมบัติถาวรวงศ์ ผู้จัดการร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่สวนมะลิ สี่แยก รพ. กลาง ซึ่งเป็นร้านดังในย่านนี้ จะไปทานตอนไหนลูกค้าก็เเน่นร้านตลอด เล่าประวัติร้านที่เปิดมากว่า 60 ปี กับทีมข่าวฯ ก่อนได้รับรางวัลจากมิชลิน ทางร้านมีชื่อเสียงอยู่แล้วจากการบอกปากต่อปากของคนที่มากินแล้วชอบรสชาติ ไม่ได้มีการโปรโมตในโลกออนไลน์ใดๆ
วันแรกหลังได้รับรางวัลคนมาอุดหนุนเนืองแน่นจนล้นร้าน โดยเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ต้องยืนเข้าแถวยาวเหยียด เพื่อรอนั่งโต๊ะ เพราะเป็นร้านเล็กๆ อยู่ในซอย และมีลูกค้าทั่วโลกมาอุดหนุน ทั้งเยอรมนี บราซิล สเปน ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ มีทั้งมากันเอง 2-3 คน หรือเป็นกรุ๊ปทัวร์ 10-20 คน เมื่อลูกค้าเยอะก็ยุ่งและวุ่นวายมากขึ้น คนผัด 3 คนก็มีปวดเมื่อย แขนล้ากันบ้าง แต่มั่นใจในคุณภาพว่ายังคงเดิม
“ได้รับก็ดีใจ เพราะเป็นร้านเล็ก อยู่ในซอย เรารักษามาตรฐานเดิมทุกอย่าง คงรสชาติดั้งเดิม ที่มีแต่ไก่กับหมึกกรอบ หมักสูตรเก่าแก่จากแม่ของเฮียเจ้าของร้านที่ลงมือหมักเองทุกวัน ไม่ขายสูตรให้ใคร ลูกน้องในร้านก็ไม่มีใครรู้ ร้านเราไม่มีกุ้ง ไม่มีหมึกสด ไม่มีแฮม ของสดวันต่อวัน ไม่มีเก็บค้าง
...
น้ำมัน ซอส ใช้อย่างดี มีคุณภาพ ขายทุกวันตั้งแต่สี่โมงเย็นจนถึงสี่ทุ่ม แต่บางวันขายหมดสามทุ่มกว่า บางวันขายดีจนไข่หมด 15 ถาด คนมาก็คิดว่าไม่ขาย แต่จริงๆ ของหมดแล้ว ไม่เครียด ไม่กดดัน สบายๆ เวลาฝรั่งจะกลับ ก็จะถามว่ารสชาติเป็นอย่างไร เขาก็ยกนิ้วโป้งให้” ผู้จัดการร้านการันตีความอร่อยจากปากนักชิม พร้อมแนะเคล็ดลับกินคู่กับพริกเหลือง ยิ่งอร่อยเด็ด
เมื่อมีลูกค้าเยอะขึ้น ส่งผลให้ต้องรอคิวนานขั้นต่ำ 20 นาทีจนถึงเกือบ 1 ชั่วโมง ทางร้านฯ มีวิธีแก้ไขปัญหาโดยการดูตามบิลที่รับไว้ ในกรณีโต๊ะเต็มก็เสริมเก้าอี้ให้ลูกค้านั่งรอ แม้จะรอนานก็ไม่เสียลูกค้าเก่า สำหรับลูกค้าใหม่บางคนเห็นคนมารอเยอะ ต้องรอเป็นชั่วโมงก็จะไม่รอก็มี แต่ลูกค้าส่วนมากจะมาจากที่ไกลๆ เช่น เชียงใหม่บินมากิน และซื้อขึ้นเครื่องกลับไปฝากคนที่บ้านด้วย
“การได้รางวัลก็เหมือนดาบสองคม กลับบ้านดึกขึ้น จากสี่ทุ่มก็เป็นสี่ทุ่มกว่า เพราะลูกค้าบางคนมาตอนจะเก็บร้านก็ต้องรับลูกค้า สรรพากรก็มาตรวจตอนกลางคืนที่คนเยอะๆ เห็นจะจะ ก็แจ้งว่าขอประเมินเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ เพราะพอได้ป้ายรางวัล สรรพากรถือว่า คนเยอะและอร่อย" ผู้จัดการร้านกล่าวถึงผลกระทบจากการได้รับรางวัล
ฝรั่งเปลี่ยนไป ถือว่าทำเต็มที่ หากวันหนึ่งลูกค้าไม่ชอบ
ร้านต่อมา เป็นร้านดังประจำเยาวราช เปิดบริการมากว่า 50 ปี มีลูกค้ายืนต่อคิวยาวเหยียดทุกวันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ก่อนได้รับรางวัล ด้วยเส้นกวยจั๊บนุ่มหนึบ น้ำซุปหอมที่มีรสเผ็ดร้อนจากพริกไทย และหมูกรอบที่อร่อยนุ่มชุ่มลิ้นนั่นคือ ร้านกวยจั๊บอ้วนโภชนา
...
น.ส.จิตราพัชร ตั้งทรัพย์มณี หรือ พัช ลูกสาวเจ้าของร้าน เผย ก่อนได้รับรางวัลไม่รู้ตัวมาก่อน มารู้หลังได้รับรางวัลแล้ว ซึ่งในวันนั้นเห็นข่าวก็ไม่คิดว่าร้านจะติดหนึ่งในมิชลิน ไกด์ หลังรับรางวัล ลูกค้าเพิ่มมากขึ้นจากหลายปัจจัยอยู่แล้ว ไม่ได้มีเฉพาะมาจากการได้รางวัลมิชลิน ไกด์อย่างเดียว ลูกค้าที่เพิ่มขึ้นมีทั้งคนต่างชาติที่รู้ และคนไทยที่ไม่รู้ว่าได้รางวัล แต่จะรู้เมื่อมาเห็นหน้าร้านมากกว่า หรืออาจจะมีไกด์บอกต่อ แต่ลูกค้าส่วนมากจะไม่รู้ว่าร้านได้รางวัลมิชลินไกด์
“ไม่ว่าเราจะได้หรือไม่ได้ เราก็รักษาคุณภาพของเราอยู่ เพื่อลูกค้า เพื่ออาชีพที่เราทำ อาหารต้องรักษารสชาติเผ็ดร้อนจากพริกไทยแบบนี้ตลอดไปอย่างที่ลูกค้าต้องการ คัดสรรเครื่องใน หมูกรอบมาให้ลูกค้าได้กิน ทำสะอาดและทำใหม่ทุกวัน ถ้าวันหนึ่งลูกค้าไม่ชอบ ก็ไม่เป็นไร เราทำเต็มที่แล้ว” น.ส.จิตราพัชรเผยวิธีรักษามาตรฐาน
...
สำหรับลูกค้าที่มารอชิมนั้นยังใช้ระบบเดิมก่อนได้รับรางวัล คือ ไม่มีการแจกบัตรคิว เพราะหากมีการแจกบัตรคิว ถือว่าเป็นภาระงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งโดยส่วนตัวจดจำคิวลูกค้าแต่ละคนได้ และมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาคนเยอะก็ต้องรอและตามคิว ส่วนมากลูกค้าเข้าใจอยู่แล้วว่าต้องต่อคิว หลังได้รับรางวัลปฏิบัติทุกอย่างตามหน้าที่ปกติที่เคยทำก่อนได้รับรางวัล และก็ไม่เพิ่มปริมาณการขาย เคยทำอย่างไรก็ทำแบบเดิม
“ดีใจที่ได้มิชลินไกด์ เพราะว่าเราทำมานานแล้ว ลูกค้าคนต่างชาติบอกอร่อยมาก เราดีใจที่เขาชอบรสชาติที่เราทำออกมา สมัยนี้คนต่างชาติ ฝรั่งกินเผ็ดขึ้น แต่ต้องเป็นประเทศที่กินเผ็ดได้บ้างนะ มาก่อนได้ก่อน มาหลังได้หลัง ร้านเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย ถามว่าเสียปีละเท่าไร ไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่ได้เป็นคนดูแล มาดูแลร้านเท่านั้น แต่เสียถูกต้องตามกฎหมายแน่นอน เพราะขายได้สบายใจกว่า" ลูกสาวเจ้าของร้านเด็ด มิชลินไกด์ อธิบาย
ฟีดแบ็ก คนไทย VS ต่างชาติ เห็นปุ๊บต่อแถวก่อนถาม มันคืออะไร
สำหรับร้านแห่งที่ 3 คือ ร้าน ปาท่องโก๋เสวย ที่มีทั้งปาท่องโก๋ทอดร้อนๆ กรอบๆ แบบดั้งเดิม หรือปาท่องโก๋ทอด นำมาย่างบนเตาถ่าน แล้วเลือกจิ้มกับท็อปปิ้งหลากรส เช่น สังขยาใบเตย หรือนมข้นหวาน ซึ่งเปิดขายมา 24 ปี เป็นร้านรถเข็นเล็กๆ ในรูปแบบธุรกิจครอบครัว ตั้งอยู่ริมถนนหน้าร้านสะดวกซื้อใกล้ซุ้มประตูจีน โดยมีนายธนกร เจริญพิมลกุล เจ้าของร้าน ยืนนวดแป้ง หั่นแป้ง และทอดให้เห็นว่าทำกันสดใหม่จริงๆ
สำหรับเคล็ดลับความอร่อยจนได้รับรางวัล นายธนากร ยิ้มกว้าง ตอบอย่างอารมณ์ดี บอกแป้ง 21 กิโลฯ ต่อวัน ซึ่งเป็นจำนวนเยอะเท่าตัวก่อนได้รับรางวัล จะนวดเองและส่วนผสมของแป้งที่ไม่เหมือนใคร ทำขายวันละ 3 กะละมังเท่านั้น วันศุกร์ เสาร์ ตั้งขายหกโมงเย็น พอสามชั่วโมงครึ่งก็ขายหมดแล้ว คนมาหลังเวลาดังกล่าวก็อดกิน หมดคือหมด ไม่ทำเพิ่ม ซึ่งทำแบบนี้ทุกวันเป็นมาตรฐานทั้งก่อนและหลังได้รางวัลมิชลิน
“ขายดีขึ้นมาก เมื่อก่อนว่าขายดีแล้ว แต่พอได้มิชลินแล้ว ขายหมดไวขึ้น คนมองผ่าน เห็นแวบก็หันกลับมาซื้อ แต่ก็ขายเท่าเดิม เพราะร่างกายทำไม่ไหว ฝรั่งเห็นมิชลินแล้วเดินเข้าใส่ เหมือนทั่วโลกยอมรับ ขายดีมากเลย หมดไวขึ้น คนเดินผ่าน มองเห็นป้ายก็หันกลับมาซื้อ” นายธนกรเล่าฟีดแบ็ก
นางวิจิตรพร เจริญพิมลกุล ภรรยาที่ทำหน้าที่ปิ้งปาท่องโก๋ที่อยู่ใกล้ๆ กล่าวเพิ่มเติมถึงคนไทย ไม่ค่อยเห็นฟีดแบ็ก แต่ต่างชาติทั้งจีน เกาหลีใต้ เห็นชัด เดินผ่านร้าน แต่ก่อนต้องสอบถามว่าคืออะไร หลังติดป้ายรางวัล ไม่มีการถามราคา เห็นปุ๊บต่อแถวก่อนถาม มันคืออะไร
ขายดี ได้พักผ่อนมากขึ้น หวังมิชลิน 2019
การรักษามาตรฐานยากหรือไม่ หลังคนแห่มาซื้อกินเยอะๆ นางวิจิตรพรตอบคำถามนี้อย่างไร้กังวล พร้อมเอ่ยถึงมาตรฐานที่ทำได้คงที่เสมอมา ไม่ว่าก่อนหรือหลังได้รับรางวัล เหตุเป็นธุรกิจครอบครัว ไม่มีจ้างลูกน้อง โดยยึดมาตรฐานเดิมๆ น้ำมันทอดเปลี่ยนทุกวัน วันละ 2 รอบ ไม่เพิ่มปริมาณขายเพราะเสี่ยงด้อยคุณภาพ ขายดี ทำให้ได้พักผ่อนมากขึ้นเพราะหมดไว จากเมื่อก่อนอาจจะขายถึงเที่ยงคืน ปัจจุบัน 4-5 ทุ่มก็ขายหมดแล้ว
และทำขายแค่วันละ 3 กะละมัง กะละมังละ 6-7 ร้อยตัว ยืนยันไม่ทำมากกว่านี้ เพราะคุณภาพด้อยลงแน่นอน เนื่องจากยืนทอดนานทำให้เมื่อย ร้อน ล้า พลิกปาท่องโก๋ไม่บ่อย ตักปาท่องโก๋ขึ้นไว ทำให้กรอบได้ไม่นาน ปกติจะใช้ร่างกายยืนทำเต็มที่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น หากยืนนานๆ ร่างกายไม่ไหว เอาแค่พอทำได้ดีที่สุด
“ใช้ความสม่ำเสมอ ใช้ความชำนาญจากการทำงานของเรา รักษามาตรฐานแบบนี้ให้ได้ตลอด หากวันไหนเฮียเจ็บไข้ได้ป่วย หรือไม่ไหว เราจะไม่มีการใช้มือสองมาทำ จะหยุดและแจ้งลูกค้าทางไลน์ จริงๆ ตั้งความหวังไว้ว่าอยากได้มิชลิน 2019 ด้วย พยายามพัฒนาตัวสินค้าให้หลากหลายมากขึ้น” นางวิจิตรพรกล่าว
ส่วนในการจัดการคิวลูกค้าที่มายืนรอนั้นจะไม่มีบัตรคิวให้ เนื่องจากปาท่องโก๋กระทะหนึ่งใช้เวลาประมาณ 7-8 นาที ต่อ 1 กระทะ กระทะหนึ่ง ก็ประมาณ 50-60 ตัว คนก็เข้าแถวยืนรอเต็มที่ไม่เกิน 20 นาที ลูกค้ามีทั้งซื้อ 4 ตัว 8 ตัว แต่มีบางคนที่รอคิวนานก็จะมีบ่นบ้าง แต่หากเป็นลูกค้าประจำจะรู้ว่าศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ คิวยาวก็จะมากินวันธรรมดามากกว่า หรืออีกทางเลือกก็สั่งแบบเดลิเวอรี่
“ได้รางวัลก็ดี เพราะอย่างน้อยก็เป็นการการันตี สรรพากรไม่มีลงมาตรวจ เพราะยอดขายไม่ได้พุ่งปรี๊ดปร๊าด ก่อนได้รางวัลก็เสียภาษีอยู่แล้ว เป็นภาษีรายครึ่งปี กับรายปี แล้วในฐานภาษีอยู่ในเกณฑ์โอเคอยู่แล้ว เปรียบเทียบกับร้านอื่นๆ ถือว่าเสียเยอะ” นางวิจิตรพรชี้แจงการเสียภาษี
ขอบอกต่อ! นักท่องเที่ยว มาเอง และตามรอยโดยไร้ข้อกังขา
ทั้ง 3 ร้านเด็ดที่ได้รับรางวัล ทีมข่าวฯ พบ นักท่องเที่ยวทยอยมาชิมกันไม่ขาดสาย แม้จะมีฝนโปรยปรายก็ไม่หวั่น จากการสอบถามทราบว่ามีมาทั่วโลก ทั้งยุโรป เอเชีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย บางคนมาชิมเป็นครั้งแรกจากการแนะนำในหนังสือ มิชลิน ไกด์ บางคนกินไป ไลฟ์สดเฟซบุ๊กแนะนำอีกด้วย
ชาวฮ่องกงรายหนึ่ง หลังซื้อปาท่องโก๋เผา ก็บอกว่า ในประเทศของตนนั้นก็มีขายเช่นกัน แต่ของไทยรสชาติอร่อย นุ่มลิ้น และชอบมาก ส่วนหนุ่มมาเลเซีย ตั้งใจมาเยาวราชเพื่อมาชิมกวยจั๊บ และไม่ผิดหวังที่แม้จะรอคิวนั่งเกือบชั่วโมง แต่รสชาติถูกใจ ซดน้ำซุปคล่องคอ อร่อยจนต้องบอกต่อเพื่อนแน่นอน
แต่ก็มีนักท่องเที่ยวบางคนที่มากิน 3 ร้านเด็ดโดยไม่ได้รู้จักจากมิชลินไกด์เช่นกัน สาวญี่ปุ่นที่มาพร้อมเพื่อนคนไทยตั้งใจมากินกวยจั๊บเพราะเพื่อนแนะนำ และเป็นร้านดังจึงอยากมาลอง พอมารู้ทีหลังว่าเป็นร้านที่เพิ่งถูกแนะนำโดยมิชลินไกด์ รู้สึกตื่นเต้น โดยหากมีโอกาสมาไทย จะกลับมากินอีกแน่นอน
เปิดตัวเลขรายได้ ต้องยื่นรายการเงินได้ ปีละ 2 ครั้ง
การได้รับรางวัลมิชลินไกด์ สิ่งที่ได้รับนอกจากชื่อเสียงดังไกลทั่วโลกแล้ว สิ่งที่ตามมาคือรายได้ที่ดี ที่ต้องแลกกับความล้าของร่างกาย และไม่ว่าจะอาชีพใด เมื่อมีรายได้เข้ามามาก สิ่งต้องทำตามหน้าที่ตามกฎหมาย คือ การเสียภาษี ซึ่งกรมสรรพากรซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่ต้องทำหน้าที่เก็บภาษี สร้างรายได้จากการมอบหมายของรัฐบาลตามเป้าหมายแต่ละปีเพื่อนำไปเป็นรายจ่ายเพื่อสาธารณประโยชน์กับสังคม อาทิ ถนน รพ.ต่างๆ อินเทอร์เน็ต วงจรปิด
ฝ่ายกฎหมาย กรมสรรพากรระบุกับทีมข่าวฯ ตามมาตรา 56 ให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้งข้อความอื่นๆ ภายในเดือนมีนาคม ทุกๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ถ้าบุคคลนั้น
(1) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 60,000 บาท
(2) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน 120,000 บาท
(3) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 120,000 บาท หรือ
(4) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน 220,000 บาท
ทั้งนี้การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของผู้มีรายได้ตามกฎหมายต้องชำระ หากไม่ได้รับยกเว้น ซึ่งเป็นจิตสำนึกเบื้องต้นที่ควรปฏิบัติ ถือว่าเป็น เงินได้จากการประกอบธุรกิจพาณิชย์ ตามมาตรา 40 (8) ปีหนึ่งต้องยื่นแบบ 2 ครั้ง กลางปี ยื่นภาษี ภ.ง.ด.94 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี สำหรับผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40 (5) (6) (7) (8) แห่งประมวลรัษฎากร) สิ้นปี ภ.ง.ด.90 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้กรณีทั่วไป)
สรรพากรแจงวิธีตรวจสอบ ร้านไหน ขายดี หรือ หมกเม็ด
สำหรับวิธีตรวจสอบ กรณีไม่ยื่นเสียภาษี ฝ่ายกฎหมาย กรมสรรพากร ชี้แจงว่า จะมีการตรวจสอบโดยเดินสำรวจสุ่มตรวจ ซึ่งแล้วแต่นโยบายของกรมว่าแต่ละปีให้ดูภาษีประเภทไหน ผู้ประกอบการใด หลังสุ่มตรวจ จะมีการออกหมายเรียก และกรณีโทรร้องเรียนก็ต้องลงไปตรวจสอบ ว่ามีรายได้จริงหรือไม่ มิเช่นนั้นจะถูกร้องเรียนว่ากลั่นแกล้งได้
หากตรวจสอบพบ ไม่เสียภาษี จะมีโทษเป็นเบี้ยปรับภาษี 1 เท่า กรณีจงใจไม่เสียภาษีจะโดนปรับสามเท่า มีเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน เป็นโทษพื้นฐานที่ ย้อนหลังได้ 10 ปี สมมติบอกขายไม่ดี แต่ปีที่แล้วมีลูกจ้าง 5 ปีนี้มี 10 คน เหตุผลมันย้อนแย้งจะใช้หลักความสัมพันธ์กับรายได้มาตรวจสอบกัน สำหรับกรณีร้านที่ได้รับรางวัลการันตี ทางกรมสรรพากรก็จะมีการลงพื้นที่ตรวจสอบให้ถูกต้องตามกฎหมายไทย ส่วนร้านอาหารอื่นๆ ที่ขายดี แต่ไม่เข้าระบบการเสียภาษีให้กับรัฐก็จะมีกระบวนการตรวจสอบ และดำเนินการตามกระบวนการที่แจ้งไว้ข้างต้น.
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน
สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราว หรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ