คำค้นหา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ข่าว

พรรคพลังประชารัฐ ชู 3 เหตุผลสำคัญ หนุน บิ๊กตู่ เข้าชิงเก้าอี้นายกฯ

คลิปวีดีโอ

กีฬา

มืดมิด ไร้ทางออก หนี้ครูดั่งหมูป่าติดถ้ำ กู้ ช.พ.ค. 1 ล้านล้าน หละหลวมจริงหรือ?

ไทยรัฐออนไลน์24 ก.ค. 2561 05:30 น.

“หนี้สินของครูในปัจจุบัน มันไม่ต่างอะไรจากระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจลูกใหญ่ หากไม่รีบแก้ไขโดยเร่งด่วน อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ต่อไปได้ในอนาคต”

คุณกัลยาณี รุทระกาญจน์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ ให้คำจำกัดความ ปัญหาหนี้สินครู จากโครงการ กองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ที่กำลังกลายเป็นประเด็นเผ็ดร้อน จนทำให้คนในสังคมกำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่ ณ​ เวลานี้ 

โดยที่ฝ่ายคุณครูเอง ก็พยายามจะอธิบายกับสังคมได้เข้าใจว่า สาเหตุที่ต้องออกมาเรียกร้องให้ ชะลอการจ่ายหนี้ลงชั่วคราว นั้น เป็นเพราะสัญญาเงินกู้ ช.พ.ค.ไม่เป็นธรรมและเอารัดเอาเปรียบมากจนเกินไป ซึ่งในสกู๊ปชิ้นนี้ ทีมข่าวฯ จะได้นำข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย มาให้ แฟนๆไทยรัฐออนไลน์ ได้มาร่วมสังเคราะห์กัน 

เชิญเหวี่ยงสายตา พร้อมกับ พิจารณาชุดข้อมูลเหล่านี้ ไปพร้อมๆกัน นับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป

คุณกัลยาณี รุทระกาญจน์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ

“คิดภาพตามนะ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อย่างที่ใครๆ คิด เพราะหากครู ถูกตัดสินให้ล้มละลาย จะดึงผู้ค้ำประกัน ที่ปัจจุบันก็เป็นครูด้วยกันไปด้วย และต้องไม่ลืมด้วยนะว่า ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น เป็นลูกหนี้เงินกู้ ของ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ทั้งหมด หรือ เกือบทั้งหมด (ตามหลักเกณฑ์ทั่วไป การกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จะต้องมีผู้ค้ำประกันเงินกู้ 3-10 คน ขึ้นไป)

ฉะนั้น เมื่อทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการศาลแล้ว จะทำให้เงินเดือน ถูกส่งไปอยู่ในการกำกับ ของ พนักงานบังคับคดี

ซึ่งพอเป็นแบบนี้ จะทำให้ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งปกติจะมีบุริมสิทธิ ในการหักเงินเดือนครูเป็นที่แรกในการชำระหนี้นั้น ไม่สามารถหักเงินเดือนครู เพื่อชำระหนี้ ได้ตามใจชอบอีกต่อไป

ฉะนั้น เมื่อสหกรณ์ออมทรัพย์ หักเงินเดือนครูไม่ได้ สหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ลูกหนี้ของธนาคาร เนื่องจากไปกู้เงินมา เพื่อปล่อยกู้ต่อให้กับครูอีกที ก็จะไม่มีเงินไปส่งให้ธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้ได้ ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนี้ ก็คือ เมื่อสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไม่ชำระหนี้ ก็จะถูกธนาคารเรียกหนี้คืน

เมื่อ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูล้ม ธนาคารที่ปล่อยกู้ให้ ก็ย่อมได้รับผลกระทบตามไปเป็น โดมิโน ใช่หรือไม่...? เลขาธิการศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักใจ 

ทั้งนี้ หากใครยังไม่ทราบ สหกรณ์ส่วนใหญ่ มักไม่นิยมเก็บเงินสดเอาไว้ เพราะโดยมากมักจะนำเงินไปลงทุน ซื้อหุ้นกู้ของบริษัททั้งที่อยู่ในและนอกตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหากลองไปไล่ดูงบดุลในบัญชี ของสหกรณ์โดยทั่วไป จะพบว่า มีเงินสดเก็บไว้น้อยมาก 

ชำแหละสัญญาเงินกู้ ช.พ.ค. เป็นธรรม หรือ ไม่เป็นธรรม

คุณกัลยาณี วิเคราะห์ในประเด็นนี้ ให้ทีมข่าวฯ ฟัง ด้วยน้ำเสียงจริงจัง ว่า "ส่วนตัวอยากตั้งข้อสังเกตไว้ 3 ประเด็น และอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ออกมาไขความกระจ่างให้กับสังคมและพี่น้องครูทั่วประเทศด้วย" 

ประเด็นที่ 1 ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ระบุเอาไว้ว่า เงินทำศพครู จาก โครงการ ช.พ.ค. ไม่สามารถบังคับคดีได้ แต่แล้วเหตุไฉน เงินก้อนดังกล่าว จึงถูกทำให้กลายเป็นเงินค้ำประกัน ซึ่งการที่ เงินทำศพกลายเป็นเงินค้ำประกัน ระบุถูกอยู่ในสัญญากู้เงิน จึงทำให้สามารถยึดเงินจำนวนดังกล่าวได้ ซึ่งผิดไปจากเจตนารมณ์เดิมที่ต้องการให้ลูกหลานหรือญาติของครู ได้ประโยชน์จากเงินจำนวนนี้เท่านั้น

หรือนั่นเป็นเพราะ มองออกว่า ครูมีแหล่งเงินประจำแถมยังมีเงินจาก กองทุน ช.พ.ค. อีกก้อนหนึ่ง จำนวนหลายแสนล้านบาทรองรับ ใช่หรือไม่...?

ประเด็นที่ 2 สัญญาเงินกู้ ช.พ.ค. มีการระบุให้แบ่งจ่ายดอกเบี้ยออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.ชำระให้กับออมสิน และ 2.เงินจ่ายกลับคืนให้ กับ สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค.คิดเป็นจำนวน 1%

ปัจจุบัน บุคลากรทางการศึกษาทั่วทั้งประเทศ มีอยู่ประมาณ 9 แสนกว่าคน และเกือบทั้งหมด จ่ายเงินเข้า ช.พ.ค. โดยจำนวนเงินในแต่ละเดือนที่ครูจ่าย เข้า 2 โครงการนี้ มีมากถึงประมาณ 650 กว่าล้านบาท และทบสะสมกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ปัจจุบัน มียอดเงินสะสมประมาณ 22,000 ล้านบาทแล้ว

คำถามที่สำคัญที่ตามมาในประเด็นนี้ ก็คือ 1.มันมีสัญญาเงินกู้ประเภทไหน ที่คนให้กู้ สามารถคืนกลับเงินคืน ไปให้กับหน่วยงานของผู้กู้ได้ 2.เงินจำนวนนี้ ธนาคารออมสิน สามารถเอาไปใช้ได้ตามใจชอบได้หรือไม่...?

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คือ เงินจำนวนนี้ ที่มีมากถึง 22,000 ล้านบาท ปัจจุบันยังคงเก็บอยู่ที่ ธนาคารออมสินเสียด้วย ซึ่งพอเป็นเช่นนี้ เงินจำนวนดังกล่าว ธนาคารออมสินจึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ให้กับธนาคารได้ เช่น นำไปปล่อยกู้ต่อ สร้างผลกำไรให้กับธนาคาร

ทั้งๆที่ หากเงินจำนวนนี้ไปอยู่ในกำกับการดูแล ของ สกสค. ตามที่สัญญาระบุ สกสค. ในฐานะต้นสังกัด อาจนำเงินจำนวนดังกล่าว ไปทำประโยชน์ให้กับ ครู ทั่วประเทศได้มากกว่า หรือไม่...?

และหากใครยังจำได้ ประมาณปี พ.ศ.2558-2559 สกสค. พยายามทวงเงินจำนวนดังกล่าว คืนจาก ธนาคารออมสิน แต่กลับได้คำตอบว่า ธนาคารออมสิน ได้นำเงินส่วนหนึ่งไปจ่ายดอกเบี้ยค้างชำระ ของ กลุ่มครู ที่ค้างชำระเกิน 3 เดือน ไปแล้วประมาณ​ 1 หมื่นกว่าล้านบาท!

ซึ่งประเด็นนี้ ยังคงเป็นคำถามที่ยังต้องการคำตอบ จาก ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มาจนถึง ณ วันนี้ ว่า ในทางกฎหมายแล้ว ธนาคารออมสิน สามารถดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ได้หรือไม่...? อย่างไร...?

หรือนั่นเป็นเพราะว่า...ที่ธนาคารออมสิน ดำเนินการลงไปเช่นนั้น เพราะต้องการทำให้บัญชี ของ ธนาคารออมสิน ดูดี ไม่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL สูงมากเกินไป...?

เหมือนที่ ทาง ธนาคารออมสิน พยายามออกมาชี้แจง ว่า โครงการดังกล่าว มี NPL เพียง 1% เท่านั้น 

ขอตั้งคำถาม ธนาคารออมสิน เหตุใดไม่ยอมขายหนี้ NPL ครู 

นักวิเคราะห์ทางการเงินสาว กล่าวต่อไปว่า ในความเห็นส่วนตัว สำหรับประเด็นนี้ หากถามว่า เพราะเหตุใด จึงต้องทำให้บัญชีของธนาคารออมสินดูดี นั่นก็เป็นเพราะ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ มีข้อกำหนดเอาไว้ว่า สถาบันการเงินที่มี NPL เกิน 3 เดือน จะต้องขายหนี้ก้อนนั้น ออกไปให้กับ บริษัทบริหารสินทรัพย์ (ปัจจุบันหนี้ NPL 100 บาท มีตัวอย่างให้เห็นได้ว่า บางแห่งขายในราคาต่ำเพียง 3.75 บาท หรือ 1.25 บาทเท่านั้น)

ฉะนั้น คำถามสำคัญของเรื่องนี้ คือ แล้วทำไม ธนาคารออมสิน จึงไม่ยอมขายหนี้ครูออกไป เหมือนกับก้อนหนี้ของเอกชนทั่วๆ ไป หรือ นั่นเป็นเพราะ ครู มีแหล่งรายได้ประจำ ซึ่งสามารถตัดเงินได้ทุกเดือน! และช่วงเวลานี้ ก็ใกล้ระยะเวลาประกันชีวิต 9 ปีหมดลง ต้องได้เงินค่าประกันก้อนใหญ่อีกครั้ง ใช่หรือไม่...?

ทำประกันชีวิตโครงการ ช.พ.ค. ใครได้ประโยชน์ ครู หรือ ใคร...?

ประเด็นที่ 3 โครงการเงินกู้ ช.พ.ค. ครูที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องซื้อประกันชีวิตร่วมด้วย ซึ่งประเด็นนี้ ก็อยากตั้งข้อสังเกตให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจง ให้สังคมเกิดความกระจ่างเช่นกัน ว่า เป็นประกันประเภทใดกันแน่ เหตุใด กรมธรรม์จึงมีอายุคุ้มครองคราวละ 9 ปี ไม่ใช่ 10 ปี เพราะหาก เป็น 10 ปี ครูที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับประโยชน์ ในแง่ที่ว่า สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้

เหตุใดมันจึงเป็นเช่นนั้น...?

วิเคราะห์มาถึงตรงนี้ คุณกัลยาณี กล่าวกับ ทีมข่าวฯ ด้วยใบหน้าเคร่งเครียดว่า เราลองมาคำนวณคณิตคิดในใจแบบเร็วๆ กันดู เบี้ยประกันชีวิตในโครงการนี้ คิดเป็นเลขกลมๆ อยู่ที่ประมาณ 60,000 บาท ต่อ ยอดเงิน 1 ล้านบาท ภายในระยะเวลากรมธรรม์ 9 ปี ขณะที่ปัจจุบัน ครูมีหนี้สินจากโครงการ ช.พ.ค. ตั้งแต่ 1.2 ล้าน-3 ล้านบาท ต่อคน

ฉะนั้น หากลองคิดเป็นตัวเลขกลมๆ เฉลี่ยเอาไว้ที่ ครูหนึ่งคน มีหนี้สิน 1.5 ล้านบาท นั่นแปลว่า ครู 1 คน จะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต 9 หมื่นบาท ภายในระยะเวลากรมธรรม์ 9 ปี

ปัจจุบัน มีครู ซื้อเบี้ยประกันนี้ 85% ของ จำนวนครูทั้งหมดที่เข้าร่วมโครงการเงินกู้ ช.พ.ค. 465,000 คน นั่นก็เท่ากับว่ามีลูกหนี้ครู ซื้อประกันชีวิต 430,000 กว่าบัญชี

ลองประเมินดูกันไหม ว่า เงินจำนวนนี้ทั้งหมด เท่ากับเท่าไร...? และใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ ครู หรือ ใคร ?

นอกจากนี้ อยากตั้งข้อสังเกตไว้สักนิด ก็คือ เหตุไฉนอายุกรมธรรม์ จึงมีระยะคุ้มครองเวลา 9 ปี แทนที่ ควรจะเป็น 10 ปี ดั่งที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งจะทำให้ ครู ที่ทำกรมธรรม์ สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้

หรือนั่น เป็นเพราะ...หากเป็นเช่นนั้น ตัวเลขที่ครูนำไปแสดงสำหรับการลดหย่อนภาษี อาจไปปรากฏอยู่ในระบบสรรพากร ซึ่งจะทำให้สามารถตรวจสอบกับงบการเงิน ของบริษัทบางบริษัท หรือไม่... อย่างไร...?

ตกลงแล้ว ประเด็นนี้ ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ ครู หรือ ใคร ?

เปรียบครูทั่วประเทศ ไม่ต่าง ทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง 

ครูกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย ณ เวลานี้ ไม่ได้ต่างอะไรจาก เหตุการณ์สมาชิกทีมหมูป่าติดอยู่ในถ้ำหลวง ที่ทั้งอยู่ในความมืดมิดและไม่มีทางออก คุณกัลยาณี กล่าวด้วยน้ำเสียงขมขื่น 

ครูเหล่านี้ กำลังต้องการ คนที่มีภาวะผู้นำ เหมือน นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ในการระดม ทีมนักการบัญชี ทีมนักการเงิน ทีมนักเศรษฐศาสตร์ ทีมนักกฎหมาย ระดับรวมดาราโลก มาทำงานร่วมกัน เพื่อนำ ครู เหล่านั้นออกมาจากภาวะวิกฤติ เช่น ขยายวัตถุประสงค์ของกองทุนที่มีอยู่แล้ว แล้วให้ธนาคารออมสิน ขายหนี้เน่าออกมาอย่าแสวงหากำไรเป็นกอบเป็นกำกับครู ซึ่งหากทำกันจริงๆ จังๆ อย่างเป็นระบบ เชื่อว่า ปัญหาหนี้ครูทั่วประเทศจะหมดไป ครูก็จะเป็นอิสระ เราก็ได้ครูที่ยิ้มแย้ม แจ่มใส สอนหนังสือให้ลูกหลานเรา

ตอนนี้ อยากให้สังคมคิดว่า ช่วยพวกเขา ก็เหมือนช่วยสังคมของเรา ด้วย ไม่อยากให้ต่อว่าต่อขานครูกัน จนละเลยข้อมูลในบางส่วนไป! 

ครูส่วนใหญ่ติดหนี้นอกระบบ จ่ายดอกเบี้ย 400% ต่อปี 

เท่าที่ติดตามสถานการณ์ หนี้ครู มาหลายปี พบว่า ปัจจุบัน มีครูส่วนหนึ่ง จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยให้กับเงินกู้นอกระบบสูงถึงเดือนละ 25% หรือ เท่ากับปีหนึ่งจ่ายดอกเบี้ย 400%!

ฉะนั้น หากลองนำเงินเดือนครู ไปหารกับจำนวนหนี้สินที่มี เราอาจพบว่า ต่อให้ครูผ่อนไป 120 ปี ก็ยังจ่ายหนี้ได้ไม่หมดเลย คำถามคือ...

ก่อนที่จะเปิดให้ ครู กู้เงินในโครงการ ช.พ.ค. ได้มีการตรวจสอบหนี้สิน ครู เป็นรายบุคคลอย่างจริงจังหรือไม่...ว่าเป็นหนี้สุจริต หรือ หนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือ ได้ลองไปเสาะหาข้อเท็จจริงก่อน สักนิดหรือไม่ ว่า เจ้าหนี้นอกระบบที่ปล่อยกู้ให้กับ ครู นั้น แท้ที่จริงแล้ว คือใคร คนใน หรือ คนนอก...?

เพราะสิ่งเหล่านี้ พนักงานสืบสวนสอบสวนทำแผนประทุษกรรมได้ไม่ยาก เมื่อนั้น สังคมจะได้ทราบชัดเจนว่าเหตุใดครูจึงใช้หนี้ไม่ได้ ครูเข้าไปติดถ้ำเองหรือใครมีส่วน “ต้อน” ครูให้เป็น “หมู” ติดถ้ำกันแน่ เลขาธิการศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ ทิ้งคำถามตัวโตๆ ให้สังคมช่วยกันสังเคราะห์ 

หนี้ครู พุ่งสูง 10 เท่า หลัง เริ่มโครงการเงินกู้ ช.พ.ค.6

ตัวเลขรวมหนี้สินครูทั้งประเทศเดิม เคยมีอยู่เพียงประมาณ 1.2 แสนล้านบาท แต่เมื่อ โครงการ ช.พ.ค.6 เริ่มต้น ปัจจุบันยอดหนี้ครู พุ่งขึ้นมาเป็น 1.2 ล้านล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้นจากเดิม 10 เท่า! แล้ว  

และที่สำคัญ ไม่เพียงแต่เฉพาะครู ที่ปัจจุบันมีอยู่ 483,578 ราย เท่านั้น หากไปรวมเข้ากับบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ ที่อยู่ในโครงการ ช.พ.ค. นี้ด้วย ตัวเลขมันจะเพิ่มสูงขึ้น ถึงประมาณ 9.97 แสนราย

ฉะนั้น ตัวเลขหนี้นี้ มันจะพุ่งสูงถึงขนาดไหน ก็ลองไปคิดกัน...?  

และ โครงการ ช.พ.ค. นี้ ในความเห็นส่วนตัว มีหลายประเด็นที่อยากขอตั้งข้อสังเกต เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปตรวจสอบ เพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป อาจารย์ปรีชา เมืองพรหม นายกสมาคมพัฒนาครูไทย ให้ข้อมูลกับทีมข่าวฯ​ ทันที ที่ถูกตั้งคำถามเรื่อง ปัญหาหนี้สินครู จาก โครงการ ช.พ.ค.

อาจารย์ปรีชา เมืองพรหม นายกสมาคมพัฒนาครูไทย

จี้ ตรวจสอบ ครูร่วมโครงการ ช.พ.ค. เหลือเงินเดือน 30% ตามหลักเกณฑ์ก่อนปล่อยกู้หรือไม่?

ประเด็นที่ 1 ตามหลักเกณฑ์ ครู ที่จะสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ มีข้อแม้สำคัญคือ ต้องมีเงินเดือนเหลือ หลังจากถูกหักเงินต่างๆ แล้ว 30% แต่เท่าที่ส่วนตัวมีข้อมูล พบว่า ครูส่วนใหญ่ ที่เข้าร่วมโครงการนี้ มีเงินเดือนหลังถูกหัก ไม่ถึง 30%

ซึ่งหากไปตรวจสอบแล้วพบว่า ครู ที่เข้าร่วมโครงการนี้ เหลือเงินเดือนไม่ถึง 30% คนที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นคนในกระทรวงศึกษาธิการ หรือ สถาบันการเงิน จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหรือไม่ แล้วจะต้องอธิบายกับสังคมหรือไม่ ว่า เหตุไฉน...จึงปล่อยให้เกิดกรณีเช่นนี้ ขึ้นมาได้

ประเด็นที่ 2 เท่าที่ส่วนตัวมีข้อมูล โครงการ ช.พ.ค.นี้ ไม่ว่าครู จะมีอายุเท่าไหร่ ก็สามารถกู้เงินได้ และจะได้รับระยะเวลาในการผ่อนชำระ 30 ปี เท่าๆ กัน ฉะนั้น ครูบางคน ที่มีอายุ 50 ปี เมื่อบวกระยะเวลาในการชำระ อีก 30 ปี นั่นแปลว่า ครู คนนั้น จะต้องจ่ายเงินกู้ก้อนนี้ ถึงตอนอายุ 80 ปี

ซึ่งในทางปฏิบัติ จึงเกิดคำถามตามมาว่า แล้ว หลังเกษียณอายุราชการไปแล้ว ครู คนนั้น จะหาเงินที่ไหนมาผ่อนต่อ...? ทั้งๆ ที่ ในช่วงแรกที่มีการตกลงกัน มีการให้ข้อเสนอว่า ในกรณีครูที่เกษียณอายุราชการแล้ว เงินที่ต้องชำระในแต่ละเดือน ควรจะลดลง แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

ประเด็นนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งว่า เหตุไฉน การปล่อยกู้ในโครงการดังกล่าว มันจึงมีความหละหลวม ได้ถึงขนาดนี้ และมันเป็นไปได้หรือไม่ว่า ต้องการเน้นไปที่ปริมาณ มากกว่า คุณภาพ ของ ผู้กู้

ซึ่งหากเป็นจริง มันย่อมเกิดคำถามตามมาแน่ๆ ว่า ที่ต้องการเน้นไปที่ปริมาณคนกู้ให้มีจำนวนมากๆ เข้าไว้ นั้น มันมีเหตุผลอะไรหรือไม่ อย่างไร...?  นายกสมาคมพัฒนาครูไทย ทิ้งคำถามให้สังคม ช่วยกันพิจารณา 

เป็นไปได้ มีคนพยายามแสวงหาประโยชน์ จาก เงินเดือนครูทั่วประเทศ 2 หมื่นล้านบาท

"บางที รัฐบาลอาจกำลังถูกปิดบังข้อมูลสำคัญบางเรื่องในประเด็นนี้ นั่นเป็นเพราะ ตัวเลขสำหรับการจ่ายเงินเดือนครู ในแต่ละเดือน มันสูงถึง 2 หมื่นล้านบาท จึงอาจทำให้มี บางคน รวมหัว กับ คนนอก พยายามเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ จากเงินจำนวนนั้นก็ได้ จนทำให้ข้อมูลสำคัญบางอย่าง ไม่หลุดไปถึงหูถึงตา ผู้ที่รับผิดชอบ 

โดยเท่าที่ส่วนตัวมีข้อมูล ในจำนวนเงิน 2 หมื่นกว่าล้านบาทนี้ เมื่อ ครูถูกหักไปหักมา จากสารพัดโครงการกู้เงินต่างๆ แล้ว เงินจริงๆ ที่ตกถึงมือ ครู ทั่วประเทศ มันเหลือเพียงแค่ประมาณ 700 ล้านบาท เท่านั้น!

แล้วแบบนี้ ครูจะไม่เป็นหนี้ ในแบบที่เรียกว่า เป็นหนี้ตลอดไป ได้อย่างไร...?

เตรียมร้องรัฐบาล ยกเลิกสัญญาเงินกู้ ช.พ.ค. ชี้ 17 ข้อ ครูเสียเปรียบทุกประตู 

และเท่าที่กำลังศึกษา สัญญาเงินกู้ในโครงการ ช.พ.ค. ทั้ง 17 ข้อ พบว่า ครู เสียเปรียบในทุกข้อสัญญา ด้วยเหตุนี้ ผมจึงกำลังอยู่ในระหว่างให้ทีมกฎหมาย ศึกษาเรื่องนี้อยู่ โดยหากพบว่า สัญญานี้ไม่เป็นธรรม เราก็จะเสนอให้ รัฐบาลยกเลิกสัญญา แล้วไปทำสัญญาฉบับใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม กับครูทั่วประเทศทันที! นายกสมาคมพัฒนาครูไทย กล่าวปิดท้ายด้วยน้ำเสียงจริงจัง 

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้ชี้แจงถึง โครงการเงินกู้โครงการ ช.พ.ค. ตามสื่อต่างๆ ก่อนหน้านี้ โดยยืนยัน ว่า โครงการดังกล่าว ไม่ได้มีการคิดอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ เพียง 3% อย่างที่ ครูบางส่วนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะในสัญญาระบุไว้อย่างชัดเจน ว่า คิดอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ที่ 6-6.5% โดยมีระยะเวลาในการผ่อน ยาวนาน 30 ปี ไม่ต่างจาก การปล่อยสินเชื่อเพื่อการซื้อบ้าน

นอกจากนี้ ธนาคารออมสิน และ สกสค. ยังได้ร่วมกันตรวจสอบสถานะทางการเงินของผู้กู้ทุกคนแล้วว่า มีเงินในบัญชีมากพอ สำหรับการชำระหนี้ จึงได้ปล่อยเงินกู้จำนวนนี้ให้ โดยมี สกสค.ทำหน้าที่ หักเงินในบัญชี ส่งให้กับ ธนาคารออมสิน นอกจากนี้ ผู้กู้ยังมีเงินสำรอง ในโครงการ ชพค. สำรองไว้ ในกรณีเกิดเสียชีวิต ก่อนที่จะชำระหนี้ได้หมดอีกด้วย

และเพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้ ธนาคารออมสิน ยังมีโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ชั้นดี โดยการลดดอกเบี้ย 0.5-1% โดยเริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมาอีกด้วย

ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการเงินกู้ ช.พ.ค. มีลูกหนี้ทั้งสิ้นรวม 480,000 ราย วงเงินปล่อยกู้ 410,000 ล้านบาท และมี NPL เพียง ไม่ถึง 1%

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง รัก เมตตา กล้าหาญ ต้นตอหนี้ครูไทย กู้ง่ายพอกไว้..ก็ไม่เป็นไรหนิ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หนี้ครูช.พ.ค.ปฏิญาณมหาสารคามกัลยาณี รุทระกาญจน์ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED