"เราได้กลิ่นเด็กก่อนที่จะพบตัว หรือได้ยินเสียงเด็กเสียอีก" 

จอห์น โวลันเธน หนึ่งในสมาชิกทีมดำน้ำนานาชาติ ในภารกิจกู้ภัยช่วยนำ 13 ชีวิตทีมฟุตบอลหมูป่า ออกมาจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ให้สัมภาษณ์สื่อถึงเหตุผล ที่ทำให้เขาพบ 13 หมูป่าได้อย่างมหัศจรรย์ 

"ได้กลิ่นเด็กในถ้ำ" สำหรับ นักดำน้ำในถ้ำ มันมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพา แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ไปร่วมถอดรหัสกัน จาก ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการดำน้ำเบอร์ต้นๆ ของประเทศไทย ซึ่งผ่านการอบรมหลักสูตรการดำน้ำภายในถ้ำ และหลักสูตรการดำน้ำอื่นๆ เกือบครบทุกหลักสูตรในโลก มาให้ความกระจ่าง รวมไปจนกระทั่งถึง การวิเคราะห์เรื่องการปฏิบัติการดำน้ำช่วยชีวิตบันลือโลกในครั้งนี้ร่วมกัน   

นายเอิบเปรม วัชรางกูร อดีต ผอ.กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร และผู้เชี่ยวชาญด้านการดำน้ำของประเทศไทย 

...

"ผมเชื่อว่า มันเกิดจากความสามารถเฉพาะตัว ด้วยเพราะดำน้ำในถ้ำมาเนิ่นนาน จึงอาจทำให้ประสาทสัมผัส โดยเฉพาะการดมกลิ่น โดยเฉพาะในถ้ำ ดีกว่าคนปกติทั่วๆ ไป" ผู้ผ่านการดำน้ำมาอย่างช่ำชองของประเทศไทย ให้ความเห็น กับ ทีมข่าวฯ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย   

ได้กลิ่นเด็ก ความสามารถเฉพาะตัว ไม่ต่างทักษะ นายพราน 

ภายในถ้ำมันมืด เมื่อมันมืดมองอะไรแทบไม่เห็น นักดำน้ำจึงต้องใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆ ช่วยในการนำทางมากกว่าปกติ ด้วยเหตุนี้ จึงอาจทำให้มีทักษะถึงขนาดสามารถแยกแยะกลิ่นที่เกิดขึ้นภายในถ้ำได้ หรือ พูดง่ายๆ คงจะคุ้นเคยกับกลิ่นต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในถ้ำเป็นอย่างดี

มันคงคล้ายๆ ลักษณะของพวกพรานป่า หรือ นักเดินไพรทั้งหลาย ที่คุ้นชินกับการเดินป่า หรือ ล่าสัตว์ เสียจนกระทั่งแยกแยะอะไรต่อมิอะไรในป่าได้ ซึ่งคนที่อาศัยอยู่เมือง คงยากที่จะจินตนาการ หรือ เข้าใจได้ว่า คนเหล่านั้น สามารถรับรู้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวได้อย่างไร

อย่างประสบการณ์ที่ ผมเคยเจอมา พรานป่าคนหนึ่ง บอกกับผมว่า ได้กลิ่น “น้ำ” ผมก็ยังนึกสงสัย “น้ำ” มันมีกลิ่นด้วยหรือ แต่ก็น่าเหลือเชื่อ ที่พรานป่าคนนั้น สามารถพาไปยังแหล่งน้ำในป่าได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกมากๆ

วิเคราะห์การปฏิบัติการ ให้หมูป่าเป็นไข่ในหิน ในมือนักดำน้ำ 

สำหรับ ปฏิบัติการดำน้ำพาทีมหมูป่าออกจากถ้ำ ที่ พลเรือตรีอาภากร อยู่คงแก้ว ผบ.หน่วยซีล เปรียบเทียบว่า เป็นการปฏิบัติการ ที่ทีมนักดำน้ำ ดูแลสมาชิกทีมหมูป่าแต่ละคน ราวกับไข่ในหิน นั้น นายเอิบเปรม วิเคราะห์ทุกขั้นตอนให้ทีมข่าวฟังแบบละเอียดว่า...

ผมเองก็ฟังจากที่มีการรายงานตามสื่อต่างๆ ซึ่งเท่าที่ประมวลได้ คาดว่า น่าจะเป็นไปในลักษณะ หากกรณีที่เป็นพื้นที่กว้าง ก็คงว่ายประคองไปด้านข้างกับเด็กๆ แต่หากเป็นพื้นที่แคบ ก็คงให้เด็กๆ มาอยู่ในระหว่างอ้อมแขน และหัวเข่า เพื่อใช้ร่างกายของนักดำน้ำประคองเด็กๆ เอาไว้ในที่คุ้มกัน เพื่อไม่ให้ไปกระแทกเข้ากับ หิน หรือ เพดานถ้ำ

ซึ่งลักษณะท่าทางแบบนี้ เป็นท่าทางที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด เพราะ เข่าของนักดำน้ำ จะสามารถป้องกันเด็กจากพื้นด้านล่าง ส่วนหลังของนักดำน้ำ จะป้องกันเด็ก จากเพดานถ้ำได้นั่นเอง ส่วนอีกมือก็สาวเชือกที่ทำเป็น BASE LINE เอาไว้ เพื่อพาทั้งตัวเองและเด็กออกมาจากถ้ำ

...

เด็กต้องคว่ำหน้า ป้องกันน้ำรั่วเข้าหน้ากาก จนเกิดอาการ ตื่นตระหนกในระหว่างดำน้ำ 

ส่วนเด็กๆ ที่ถูกพาตัวออกมา จะอยู่ในลักษณะคว่ำหน้ากับพื้นถ้ำเกือบตลอดเวลา ซึ่งคงเผื่อเอาไว้ว่า หากเกิดกรณี น้ำรั่วเข้าไปภายในหน้ากาก เด็กๆ ที่สวมหน้ากากแบบ FULL FACE MASK นั้น น้ำ มันจะไปกองอยู่ที่หน้ากาก ซึ่งด้วยตัวหน้ากากแบบ FULL FACE MASK นี้ สามารถกดปุ่มเพื่อไล่น้ำออกจากหน้ากากได้

แต่หากให้เด็กแหงนหน้าตามปกติเวลาดำน้ำ หากเกิดกรณีน้ำรั่วเข้าไปภายในหน้ากาก อาจทำให้น้ำไหลเข้าปาก หรือ จมูก แล้วทำให้เด็กๆ เกิดอาการสำลัก จนกระทั่งทำให้เกิดอาการ PANIC (ตื่นตระหนก) ในระหว่างปฏิบัติการ มันย่อมเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายขึ้นได้แน่นอน โดยเฉพาะกับปริมาณอากาศที่ใช้

"เท่าที่ทราบจากการรายงานของสื่อมวลชน ก่อนที่จะให้ทีมหมูป่าดำน้ำ มีการให้ยาสงบประสาทกับเด็กๆ เพื่อไม่ให้เกิดความเครียด แต่หากในระหว่างทาง เด็กๆ เกิด สำลักน้ำ ขึ้นมา ยาที่ใช้นี่ ก็คงเอาไม่อยู่ ฉะนั้นโอกาสที่จะบานปลายไปมีสูงมาก เพราะพอสำลักน้ำ ประสาทการรับรู้ มันก็จะตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง แล้วคราวนี้ อาการ PANIC (ตื่นตระหนก) ในระหว่างการดำน้ำ ที่หลายฝ่ายๆ เป็นกังวลกัน มันอาจเกิดขึ้นได้

เพราะการที่น้ำจะรั่วเข้าไปภายในหน้ากากดำน้ำ ถึงมันจะเป็นแบบ FULL FACE MASK มันก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ นักดำน้ำที่ประกบเด็ก อาจจะต้องสังเกตอาการเด็กไปเกือบตลอดทาง โดยการใช้ไฟฉายส่องดูที่หน้ากาก หากพบว่ามีน้ำเริ่มเจิ่งๆ อยู่ จะต้องรีบกดปุ่มเพื่อไล่น้ำออกทันที" อดีต ผอ.กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร เลกเชอร์แบบกระชับ 

...

วิเคราะห์ยุทธวิธีพาทีมหมูป่า มุดผ่านช่องแคบสุดแสนอันตราย 

ส่วนการพาเด็กๆ รอดผ่านช่องแคบๆ สุดอันตรายภายในถ้ำ นั้น นายเอิบเปรม ใช้เวลาครุ่นคิดสักครู่ ก่อนตอบคำถามนี้ว่า

"ส่วนตัวผม คิดว่าน่าจะใช้วิธี ใช้นักดำน้ำ 2 คน ต่อ เด็ก 1 คน โดยนักดำน้ำคนแรกจะนำหน้า เด็กอยู่ตรงกลาง ส่วนนักดำน้ำคนที่สอง จะอยู่รั้งท้าย คนแรกจะว่ายน้ำนำ และลากทั้งเด็กและถังอากาศ ค่อยๆ ทยอยผ่านเข้าไปในช่องแคบ ส่วนคนที่ 2 จะคอยดันหลัง และสังเกตดูว่ามีอะไร ขัดขวางหรือไม่ หากพบว่ามี ก็จะเข้าไปแก้ไข

และแน่นอน ว่า นักดำน้ำทั้งสองคนที่ว่านี้ ต้องเป็นนักดำน้ำที่เรียนการดำน้ำในถ้ำ และผ่านการฝึกฝน การหลับตาปลดถังอากาศ หรือ เกี่ยวถังอากาศกับเชือกนำทาง มาแล้วอย่างช่ำชอง"

...

วิเคราะห์ทุกขั้นตอน การเตรียมพร้อมปฏิบัติการ พาหมูป่าดำน้ำกลับบ้าน 

มันต้องเริ่มตั้งแต่ การคำนวณการใช้อากาศ และอัตราเผาผลาญอากาศ ของ 13 สมาชิกทีมหมู่ปาแต่ละคน เช่น หายใจหนึ่งครั้ง ใช้อากาศกี่ลิตร ระยะทางเท่านี้ ใช้อากาศกี่ลิตร ระยะเวลาครึ่งชั่วโมง ใช้กี่ลิตร หนึ่งชั่วโมงใช้กี่ลิตร

โดยการให้เด็ก ทดลองดำน้ำซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำลึก เอาแค่ระดับเอวก็ได้ จากนั้น วัดอัตราบริโภคอากาศ ซึ่งแต่ละคนจะไม่เท่ากัน เพราะปริมาณปอดของแต่ละคน มีขนาดไม่เท่ากัน

โดยเมื่อคำนวณตัวเลขในส่วนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว การเตรียมความพร้อมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดเฉพาะในส่วนนี้ ปริมาณถังอากาศที่เตรียมไว้ ควรจะมากกว่าที่คำนวณไว้ 3 เท่า ในแต่ละคน

ยากแค่ไหน...? ปฏิบัติการดำน้ำถ้ำหลวง ช่วยทีมหมูป่า  

อยากให้ทำความเข้าใจในประเด็นนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อน เพราะสิ่งแรกที่ควรต้องรู้ คือ

1.การดำน้ำในถ้ำ เป็นการดำน้ำที่ยากที่สุดในโลก นั่นเป็นเพราะมันเป็นการดำน้ำที่มีเพดานปิดอยู่ด้านบน ซึ่งแตกต่างจากการดำน้ำทั่วๆ ไป ที่ นักดำน้ำ สามารถโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำได้ ฉะนั้น นักดำน้ำต้องใช้ความละเอียดและรอบคอบมากกว่าปกติ อุปกรณ์ทุกอย่างที่ใช้ จะต้องเผื่อเอาไว้ 2-3 เท่า จากการดำน้ำปกติ

เช่น หน้ากากดำน้ำ อาจจะต้องติดตัวไป 2-3 อัน เพื่อเผื่อเอาไว้กรณีหน้ากากเกิดไปกระแทกเข้ากับหิน จนกระจกแตก เพราะการดำน้ำในถ้ำ หากไม่มีหน้ากาก ก็ไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด หรือ เหมือนเหมือนคนสายตาสั้นถอดแว่นเดิน หรือ นาฬิกาก็ต้องสวม 2 เรือน เพราะหากเอาไปเรือนเดียวแล้วเกิดพัง คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า ถังอากาศที่ใช้เหลือเวลาอีกกี่นาที ที่ออกซิเจน จะหมดลง ฉะนั้น ทุกอย่างต้องมีติดสำรองไว้เสมอ

2.สภาพจิตใจของนักดำน้ำต้องแข็งแกร่ง เพราะต้องดำน้ำในที่มืดและแคบ มองอะไรแทบไม่เห็นในบางจุด ที่สำคัญต้องมีสติอยู่เสมอ เมื่อต้องเผชิญภาวะวิกฤติต่างๆ เช่น หลงถ้ำ หรือ ตัวหลุดจากเชือกนำทาง เพราะหากควบคุมสติไม่ได้ เกิดอาการตื่นตกใจ มันจะไปส่งผลต่อปริมาณอากาศที่ใช้ เพราะมันจะลดลงเร็วกว่าปกติ

3.เส้นทางการเคลื่อนที่ในถ้ำ นักดำน้ำจะไม่ว่ายไปเรื่อยๆ เพราะมันมองอะไรไม่เห็น ฉะนั้น การว่ายไปในแต่ละจุด จะต้องมีการลากสาย นำไปตลอดเวลา เพราะการดำน้ำในถ้ำ สำคัญที่สุด คือ เชือกนำทาง เพราะไม่เช่นนั้น คุณเข้าไปแล้ว คุณจะรู้ได้อย่างไร ว่าจะออกมาทางไหน เพราะมันไม่รู้ทิศทาง และมืดสนิทไปหมดมองอะไรแทบไม่เห็น

นอกจากนี้ การวางมาร์กจุดลงบนเชือก ก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะไม่เช่นนั้น นักดำน้ำ จะไม่ทราบเลยว่า เชือกที่เกาะอยู่นี้ คือ เชือกสำหรับทางเข้า หรือ ทางออกจากถ้ำ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่จะต้องใช้ทักษะความชำนาญ ในการดำน้ำขั้นสูงทั้งสิ้น

พอเข้าใจเบื้องต้นแล้วใช่ไหมว่า....การดำน้ำในถ้ำที่บอกว่า “ยาก” มัน “ทั้งยากและเสี่ยงตาย” ขนาดไหน

สภาพแวดล้อมสุดขั้ว คดเคี้ยว มืดมิด น้ำขุ่นคลั่กไหลแรง ถ้ำหลวง อุปสรรคสำคัญช่วยเหลือทีมหมูป่า

ง่ายๆ เลย หากไม่เคยเข้าไปในถ้ำมาก่อน วิธีก็คือ ดำน้ำพาเชือกไปเรื่อยๆ พอเชือกหมด ก็ผูกเอาไว้ แล้วก็กลับมาทางเก่า แล้วก็มาวางแผนกันใหม่ ว่า จะไปต่อทิศทางเดิม หรือ ทิศทางใหม่

แล้วการพาเชือกไปต่อเรื่อยๆ ในแบบที่ว่านี้ มันไม่ใช่การดำน้ำเคลื่อนที่ไปข้างหน้า “แบบปกติ” เพราะมันมีอุปสรรคมากมายขวางหน้าอยู่ นั่นก็คือ ความมืดมิด  และความขุ่นของน้ำภายในถ้ำ ที่ว่ากันว่า แม้แต่มือของตัวเองก็ยังมองไม่เห็น ซึ่งต้องอาศัยการใช้มือคลำทาง และการสังเกตเฉพาะตัวล้วนๆ

ประเด็นแรก ความขุ่นของน้ำภายในน้ำ เรื่องนี้มีผลกระทบต่อการดำน้ำมาก เพราะจะทำให้นักดำน้ำ มองไม่เห็นเส้นทาง จนกระทั่งไม่รู้ว่าจะไปทิศทางไหน นอกจากนี้ เมื่อนักดำน้ำใช้ขาตีน้ำ มันก็จะไปตีเอาตะกอนที่อยู่ใต้น้ำพุ่งขึ้นมาให้น้ำที่ขุ่นอยู่แล้ว ยิ่งขุ่นมากขึ้นไปอีก

ด้วยเหตุนี้ การคืบหน้าไปในแต่ละครั้ง นักดำน้ำ จึงต้องอาศัยการใช้มือ ค่อยๆคลำหาทางไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ดี นักดำน้ำบางรายที่มีทักษะและความชำนาญ อาจสังเกตเอาจากกระแสน้ำที่พุ่งออกมาตามช่องต่างๆ ภายในถ้ำ เพราะเมื่อมีทางน้ำไหลออกมา ก็แสดงว่ามันมีทางที่น่าจะไปได้

แล้วหากถามว่า ไฟฉาย ช่วยให้มองเห็นในน้ำขุ่นได้มากแค่ไหน จากประสบการณ์ส่วนตัว บอกได้เลยว่า ปิดไฟฉายแล้วคลำหาทางเอง ได้ผลดีกว่า เพราะการเปิดไฟฉาย มันจะยิ่งไปสะท้อนตะกอนเหล่านั้น จนมองหาทางได้ลำบากมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

ประเด็นที่สอง เส้นทางคดเคี้ยว เต็มไปด้วยซอกหลืบ ประเด็นนี้ นอกจากซอกหลืบของหินที่แหลมคม อาจไปทำให้เชือกนำทางขาดระหว่างการนำตัวหมูป่าออกจากถ้ำจนเกิดอันตรายได้แล้ว

ในเชิงของการค้นหา หากไม่มีทักษะความชำนาญมากพอ อาจสังเกตไม่เห็นเส้นทางสำคัญๆ ภายในถ้ำ นั่นเป็นเพราะ ภายในถ้ำเวลาดำลงไป พอทางมันแคบ มันไม่ใช่แค่ว่า มีรูให้เห็นว่ามันแคบ แต่มันจะแคบแบบเป็นหลืบอยู่ ซึ่งจะไม่รู้เลยว่า ไอ้หลืบนั้น สามารถไปต่อได้หรือไม่ ซึ่งหากไม่ใช้นักดำน้ำในถ้ำที่เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์จริงๆ จะไม่มีทางรู้ได้เลย

เพราะนักดำน้ำที่เชี่ยวชาญเรื่องการดำถ้ำ สามารถ มองรูปถ้ำออกเลยว่า หินงอกหินย้อยลักษณะแบบนี้ มีเส้นทางที่ซ่อนอยู่หรือไม่ หรือ เส้นทางข้างหน้ามันควรจะเป็นไปในลักษณะใด!

ด้วยเหตุนี้ การที่เราได้นักดำน้ำในถ้ำ ในระดับที่เรียกกันว่า ทีมรวมดาราโลก มารวมตัวกันได้ สำหรับปฏิบัติการช่วยทีมหมูป่าครั้งนี้ ถือเป็นอะไรที่มหัศจรรย์มาก เพราะมันช่วยย่อระยะเวลา ในค้นหาเด็กๆ ทีมหมูป่า ลงไปได้มากกว่าครึ่งเลย!

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน