“ไม่มีวันไหน พร้อมไปกว่าวันนี้อีกแล้ว!”
วาทะที่แสดงออกถึงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมของ นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย (ศอร.) ผู้นำสูงสุด สำหรับวันแห่งการเริ่มปฏิบัติการนำตัว 13 ชีวิตทีมหมูป่าออกมาจากถ้ำหลวง
ปฏิบัติการที่ทำให้ชาวไทยและชาวโลก ร่วมลุ้นและเอาใจช่วยทั้งทีมหมูป่าและทีมกู้ภัย ในระดับที่เรียกว่า ปรากฏการณ์ระดับโลก
นานมากแล้วที่เราแทบไม่เคยพบเห็น ชาวโลกร่วมส่งแรงใจมายังจุดๆเดียว เพื่อให้การปฏิบัติการครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และทุกคนปลอดภัย
“เราจะพาพวกเขาออกมา ดีเดย์เริ่มปฏิบัติการ 10.00 น. และ 21.00 น. คือเวลาที่คาดว่าปฏิบัติการนี้จะเสร็จสิ้น” คำพูดที่เป็นเหมือนการประกาศสัตย์ปฏิญาณต่อชาวไทยและชาวโลก ว่ามันจะต้องสำเร็จ และท้ายที่สุด ในการปฏิบัติการต่อเนื่องในอีก 2 วันต่อมา มันก็สำเร็จลงได้จริงๆ ส่งคืน 13 ชีวิต ทีมหมูป่ากลับสู่อ้อมอกของครอบครัวได้ในที่สุด
...
อะไรคือปัจจัยสำคัญ ที่นำไปสู่การตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ในวันที่ 8 ก.ค.61 วันแห่งประวัติศาสตร์ที่ชาวโลกต้องจดจำ
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะค่อยๆ ถอดรหัส ชุดข้อมูล ซึ่งเป็นเบื้องหลังแห่งความมั่นใจอันเต็มเปี่ยมนั้น มาให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ร่วมละเลียดวิเคราะห์สถานการณ์ไปพร้อมๆ กัน จากบุคคลที่ร่วมเกาะติดอยู่ในปฏิบัติการครั้งนี้ นายชัยพร ศิริพรไพบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านประสานงานระหว่างประเทศ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการสำรวจถ้ำลำดับต้นๆ ของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนของประเทศนี้ที่เคยคลานเข้าไปสำรวจถ้ำหลวงมาแล้ว
ปัจจัยสำคัญ ไม่มีทางลดน้ำในถ้ำ ต่ำไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
“เราไม่มีทางสูบน้ำออกจากถ้ำ ให้ลดลงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าในวันเริ่มปฏิบัติการอีกแล้ว ไม่มีทางเลย!” อ.ชัยพร พูดเสียงดังฟังชัดกับทีมข่าวฯ ทันทีที่ถูกยิงคำถามว่า เพราะเหตุใด วันดีเดย์ ถึงต้องเป็นวันที่ 8 ก.ค.
เราสูบน้ำกันเต็มกำลัง ตัดทางน้ำ เบี่ยงทางน้ำ จนทำให้น้ำในถ้ำลดลงได้มากที่สุด แต่ทั้งหมดนั้น มันเกิดขึ้นในช่วงที่ฝนตกน้อย หรือ ไม่ตกเลย
แต่พอถึงวันสุดท้ายของการปฏิบัติการ ซึ่งเริ่มมีฝนระลอกใหม่ตกลงมาบ้างแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่คนสุดท้ายออกมา และหยุดการสูบน้ำเพียงไม่เกิน 15 นาที น้ำก็ไหลบ่าเข้าไปท่วมภายในถ้ำ จนบริเวณโถง 3 ถูกน้ำท่วมมิดเพดานถ้ำแล้ว!
พอจินตนาการกันออกแล้วใช่ไหม ว่า เรากำลังสู้กับธรรมชาติ และปริมาณน้ำ มากมายมหาศาลขนาดไหน?
ฝนมาเร็วกว่าปกติ ทำปริมาณน้ำสะสมถ้ำหลวง มีมหาศาลมากกว่าล้านคิว!
ทำความเข้าใจปัญหาสำคัญในเรื่องนี้กันก่อน นั่นก็คือ ปัญหาเรื่องปริมาณน้ำที่ไหลเข้าไปในถ้ำ ซึ่งปีนี้แปลกกว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมา ด้วยเพราะฝนมาเร็วกว่าทุกปี 2-3 อาทิตย์ ทำให้น้ำที่อุ้มอยู่ด้านบนภูเขา ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ 13 ชีวิตทีมหมูป่าต้องติดอยู่ภายในถ้ำ จึงมีปริมาณสูงมากๆ
...
โดยเท่าที่มีการคำนวณปริมาณน้ำ นับตั้งแต่ฝนเริ่มตกบริเวณถ้ำหลวง ระหว่างวันที่ 20 มิ.ย. จนกระทั่งถึงช่วงที่เริ่มปฏิบัติการในวันที่ 8 ก.ค.
ปริมาณน้ำที่สะสมอยู่ในพื้นที่ 15 ตารางกิโลเมตร ของถ้ำหลวง มันมีมหาศาลมากกว่าล้านคิว!
สุดกลุ้ม พระพิรุณไม่เป็นใจ สูบยังไงน้ำก็ไม่ลด แม้กระทั่งวันเจอทีมหมูป่า
โดยในระหว่างวันที่ 28-29-30 มิ.ย. และย่างเข้าวันที่ 1 ก.ค. ช่วงต้นๆ ตอนนั้นแม้จะช่วยกันทำอย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่ก็ทำให้ระดับน้ำ มันลดได้แค่ 1-2 ซม. และหนำซ้ำบางครั้งน้ำกำลังลดอยู่ดีๆ ก็มีน้ำที่ไหนไม่รู้ ไหลเข้ามาเติมจนระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นกลับมาอีก
ตอนนั้น พวกเราดูตารางการสูบน้ำในแต่ละวันแล้ว... บอกตรงๆ กลุ้มใจมาก!
หรือแม้กระทั่งในช่วง ที่นักดำน้ำ ไปพบทีมหมูป่า รู้ไหม...พวกเราดีใจกันได้แค่แป๊บเดียว แล้วก็ต้องมานั่งกลุ้มกันต่อ
เพราะยังไม่มีวิธีที่จะเอาพวกเขาออกมา ด้วยเหตุเพราะไม่สามารถทำให้ระดับน้ำในถ้ำมันลดลงได้ ก็วันหนึ่งๆ มันลดๆ ขึ้นๆ อยู่ในระดับ 1-2 เซนติเมตร อยู่แบบนั้น!
...
ที่บอกว่ากลุ้ม! ก็เพราะ...เรารู้ดีว่า หากพร่องน้ำออกมาจากถ้ำไม่สำเร็จ แล้วพา 13 ชีวิตออกมาทางปากถ้ำ...
โอกาสที่จะเข้าไปช่วยนำตัวเด็กๆ ออกมาในทางเลือกอื่นๆ มันเป็นไปได้ยากมากๆ โดยเฉพาะความพยายามในการหาโพรงเพื่อเข้าไปภายในถ้ำจากจุดต่างๆ นั้น ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะโพรงที่เจอมันไม่ต่อเนื่อง จนกระทั่งไปถึงโถงที่เด็กหลบภัยอยู่ได้
แต่ในที่สุด...การเฝ้ารออย่างอดทน เพื่อรอจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึง...
นั่นก็คือ...ในช่วงใกล้วันดีเดย์ ฝนที่เคยตกหนักลงมาอย่างต่อเนื่อง ก็เริ่มตกน้อยลง หรือบางวันไม่ตกเลย การสูบน้ำจึงสามารถทำให้ระดับน้ำในถ้ำมันลดลงได้อย่างชัดเจน
ชัดเจนที่ว่า ก็คือ มันลดลงในระดับ 10-20 เซนติเมตร จนกระทั่งสามารถเดินลุยน้ำไปถึงโถง 3 ซึ่งต่อมาถูกตั้งเป็นฐานปฏิบัติการสำหรับนักดำน้ำได้เป็นผลสำเร็จ
ซึ่งจุดนี้นี่เอง คือ จุดเปลี่ยนสำคัญในการปฏิบัติการกู้ภัยอย่างแท้จริง เพราะที่ผ่านมา การพร่องน้ำออกจากถ้ำในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ไม่เคยประสบความสำเร็จ ขนาดนี้ได้มาก่อน
...
ซึ่งพอสถานการณ์เริ่มดีขึ้นแบบนี้ มันจึงไปถึงจุดที่ว่า ควรจะต้องมีการตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดลงไปแล้ว เพราะโจทย์ยากที่ไล่หลังมากระชั้นชิด ณ เวลานั้นก็คือ คำเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ว่า พายุฝนลอตใหม่กำลังจะมา
"ลองคิดกันดูนะ ขนาดช่วงแรกๆ เรายังมีปัญหาเรื่องการระบายน้ำเลย หากไม่ตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป ณ จุดที่เห็นชัดเจนแล้วว่าน้ำในถ้ำลดระดับลงไปอย่างชนิดไม่เคยมีมาก่อน แล้วเกิดฝนลอตใหม่ตกลงมาเติม ทุกอย่างที่ทำมา มันก็จะสูญเปล่า แล้วสถานการณ์มันก็ต้องลากยาวออกไปแน่นอน ซึ่งที่บอกว่ายาวนี้ มันอาจหมายถึง การต้องให้เด็กๆอยู่ในถ้ำ นานถึง 4 เดือนเพื่อรอให้หมดฤดูฝน เหมือนที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศบางส่วนแนะนำ"
แล้วแบบนี้ จะไม่เรียกว่ามันคือ โอกาสที่ดีที่สุด ไปได้อย่างไร?
ข้อเสนอต่างชาติให้ 13 หมูป่าอยู่ในถ้ำต่อจนหมดฤดูฝน อาจปลอดภัยมากกว่า...?
“ผมเชื่อว่าข้อเสนอนี้ มันน่าจะเกิดจากเพราะช่วงนั้น เราเผชิญข้อจำกัดหลายประการ คือ 1.เรายังไม่สามารถทำให้ระดับน้ำในถ้ำลดลงในระดับที่น่าพอใจ 2.ในสายตาชาวต่างชาติ การดำน้ำในถ้ำ มันคือการดำน้ำที่ยากที่สุด
ก็ขนาดทีมดำน้ำต่างชาติผู้มากประสบการณ์การดำน้ำในถ้ำ เมื่อมาเจอสถานการณ์ในถ้ำหลวงที่น้ำไหลแรง แถมขุ่นคลั่ก หนำซ้ำมีช่องเล็กๆ ที่แคบมากๆ ซึ่งต้องเสี่ยงมุดเข้าไป นักดำน้ำที่เชี่ยวชาญขนาดนั้นยังต้องถอยออกมาก่อนเพื่อวางแผนกันใหม่เลย
แล้วแบบนี้...ใครจะไม่นึกถึงความปลอดภัยของเด็กๆ
ฉะนั้น ในเมื่อเจอโจทย์ยากๆ แบบนี้ ณ เวลานั้น ใครๆ ก็คงต้องมองไปถึงทางเลือกที่น่าจะปลอดภัยที่สุด นั่นก็คือ ควรให้เด็กอยู่ในถ้ำต่อไปก่อน อย่างน้อย 4 เดือน เพื่อรอให้น้ำในถ้ำลดลงเสียก่อน ซึ่ง ณ ชั่วโมงนั้น มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย
แต่ในเวลาต่อมา เมื่อเราสามารถสูบน้ำในถ้ำให้มันลดลงได้อย่างชัดเจน นักดำน้ำรวมดาราโลก และสุดยอดฝีมือหน่วยซีลของเรา สามารถออกปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อม สำหรับขั้นตอนต่างๆ ในการนำตัวเด็กออกมา ได้อย่างต่อเนื่อง
ความเสี่ยงที่ว่า มันจึงค่อยๆ ลดระดับลง จนนำไปสู่ความมั่นใจ กล้าตัดสินใจ และประสบความสำเร็จในที่สุด!
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน