จากเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ที่ จ.ภูเก็ต เรือนำเที่ยวขนาดใหญ่ล่มกลางทะเล ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 47 คน สร้างความสะเทือนใจและความหวาดกลัวให้กับนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ซึ่งสาเหตุที่คนคาดเดากันนั้น มุ่งไปที่ความประมาทของคนขับเรือดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงนั้นจะเป็นอย่างไร ก็ยังไม่ทราบแน่ชัด

แหล่งข่าวผู้ท่องทะเลอันดามันและอ่าวไทยมาหลายสิบปี กล่าวกับ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า การที่เรือขนาดใหญ่อย่างเรือฟีนิกซ์ล่มลงสู่ใต้ท้องทะเล นั้นมีความเป็นไปได้หลายอย่าง โดยสิ่งสำคัญอยู่ที่ CG ของเรือ หรือที่เรียกว่า จุดศูนย์ถ่วง

“เรือจะล่มหรือไม่ล่ม ให้สังเกตได้จากจุด CG หาก CG อยู่ตํ่า การโคลงของเรือจะมีน้อยกว่าจุด CG ที่อยู่สูง โครงสร้างเรือที่ต่อขึ้นมาเหนือผิวน้ำที่เป็นชั้นที่พัก ผดส.และดาดฟ้าเปิด มีความสูงมากขนาดไหน หากยิ่งสูง CG จะสูงตาม และจะเป็นจุดที่ต้านกระเเสลมค่อนข้างมาก การโคลงของเรือก็จะมีมากขึ้นถ้าเรือมี 2-3 ชั้น เวลาหันเลี้ยวก็จะน่ากลัว ไม่ต่างอะไรกับรถโดยสารแบบ 2 ชั้นที่เข้าโค้ง"

...

นอกจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว แหล่งข่าวที่เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือ ยังบอกว่า มีข้อที่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เรือฟีนิกซ์จมดิ่งลึกลงกลางทะเลอย่างรวดเร็ว

1.เกิดจากการจัดวางสิ่งของบนเรือและการออกแบบเรือ จากคลิปที่มีการเผยแพร่กันออกมา จะเห็นว่าโต๊ะและเก้าอี้ที่ใช้ในเรือไม่มีการยึดตรึงให้ติดกับพื้นเรือ ทำให้เวลาเกิดคลื่นลม สิ่งของเหล่านั้นจะเทไปฝั่งใดฝั่งหนึ่งที่เรือเอียงและการคืนตัวของเรือจะกลับคืนได้ช้า เพราะนํ้าหนักทั้งคนและของถูกเทไปยังด้านที่เรือเอียง และระบบถังเก็บ น้ำมัน/เก็บนํ้า ภายในเรือ ต้องมีการแบ่งซอยเป็นช่องๆ เพื่อป้องกันของเหลวพวกนี้เทไปยังจุดที่เรือเอียงพร้อมๆ กัน ทำให้สมดุลเรือเสียได้เช่นกัน เหมือนกับเรือเซวอล ของเกาหลีใต้ที่ล่ม ที่เกิดจากตู้คอนเทนเนอร์เอียงไปข้างหนึ่ง เลยทำให้เรือเอียงไปและกลับคืนยังจุดสมดุลไม่ทัน พอมีคลื่นซัดมาอีกลูกหนึ่ง ก็ทำให้เรือล่ม

2.เกิดจากเครื่องสูบน้ำออกจากเรือไม่ทัน ซึ่งไม่แน่ใจว่าห้องเครื่องที่อยู่ใต้ดาดฟ้า มีประตูปิด-เปิด กันน้ำเข้าเวลาที่มีคลื่นนํ้าทะเลเข้าไปในท้องเรือได้หรือไม่ หรือระบบเครื่องสูบน้ำออกจากตัวเรืออาจจะสูบน้ำออกไม่ทัน หากนํ้าเข้าท้องเรือจำนวนมาก

3.ประสบการณ์ของกัปตัน มีการชี้แจงให้ ผดส.ปฏิบัติตัวอย่างไรบ้างหรือไม่ ก่อนออกเรือ ที่ต้องรับมือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และมีการแจ้งเตือน ผดส.ก่อนหรือเปล่าในการสละเรือ

4.วิธีการนำเรือเมื่อเจอสถานการณ์คลื่นลมแรง ผู้ควบคุมเรือ อาจขาดประสบการณ์ หรือมีการหันเลี้ยวเรือเพื่อหลบคลื่นขนาดใหญ่ และเกิดกระแสลมแรงมาก มีส่วนที่ทำให้เรือเอียงมากขึ้น และอับปางลงได้

...

5.การไม่ตรวจดูเรื่องข่าวอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาให้ดี อาจเกิดจากความประมาท หรือความเคยชิน แม้ว่าตอนเช้าจะอากาศดี แต่ตกเย็นมีเมฆฝนลงมา ต้องตรวจเช็กข่าวอากาศตลอดเวลา ซึ่งในวันนั้นเรือที่ออกไปจากเกาะราชาทุกลำหันหัวเรือกลับมาที่เกาะราชาหมด เพื่อรอคลื่นลมสงบ ไม่มีใครกล้าเสี่ยง แต่เรือลำดังกล่าวเห็นว่าอยู่ไม่ไกลมาก และคงต้องทำเวลาตามแผน จึงละเลยซึ่งความปลอดภัยบางประการ

6.เรือฟีนิกซ์มีความยาว 29.13 เมตร กว้าง 6.5 เมตร กินนํ้าลึก 3.5 เมตร ขนาด 287 ตันกรอส เครื่องยนต์ฮีโน่ 2 เครื่อง ดูแล้วไม่น่าจะจมดิ่งสู่ท้องทะเลได้ง่ายๆ แต่กลายเป็นว่า จมในระยะเวลาอันรวดเร็ว เป็นเพราะระบบประตูกั้นน้ำที่มีอาจจะไม่เหมือนกับของเรือรบ ที่ทุกห้องจะมีประตูปิดกั้นน้ำ เวลาโดนยิง ต่อให้ท้ายเรือจมบางส่วน แต่หัวเรือยังลอยนํ้าอยู่ หากเครื่องยนต์ไม่เสียหายมากนัก ก็ยังสามารถแล่นต่อไปได้

แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือทั้งทะเลอันดามันและอ่าวไทย กล่าวต่อว่า สำหรับข้อกฎหมายห้ามไม่ให้ออกเรือ ที่ให้อำนาจหน่วยราชการต่างๆ นั้น ปัจจุบันยังไม่มีข้อกฎหมายใดที่ให้อำนาจ มีแต่กรมอุตุนิยมวิทยาเป็นผู้ประกาศเตือนเรื่องการเดินเรือ แต่ทราบมาว่า ขณะนี้กำลังพิจารณาเรื่องกฎหมายนี้กันอยู่ ว่าจะให้อำนาจหน้าที่หน่วยงานไหนเป็นผู้รับผิดชอบ 

...

การห้ามออกเรือในปัจจุบัน อาจมีได้ 2 รูปแบบ คือ

1.กรมขนส่งทางน้ำ ห้ามในเรื่องความปลอดภัยของเรือ เมื่อเข้าตรวจเรือแล้วเห็นว่าไม่มีความปลอดภัยในตัวเรือ ซึ่งต้องไปตรวจเรือก่อนว่ามีปัญหาอย่างไร จึงจะสั่งห้ามออกเรือได้

2.ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเป็นเขตภัยพิบัติในพื้นที่เรือจอดอยู่ ก็จะสั่งห้ามออกเรือได้ แต่กรณีดังกล่าวไม่เคยเจอในยามปกติ

ส่วนในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกรณีเรือฟีนิกซ์ สามารถออกเรือในตอนเช้าได้โดยไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ที่เป็นอุปสรรค จนท.ขนส่งทางนํ้า จึงมิได้มีข้อห้ามใดๆ ที่ไม่ให้เรือออกจากท่าขากลับ จึงเดินเรือกลับตามปกติ

เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยที่นักท่องเที่ยวเหล่านั้นใส่เสื้อชูชีพที่มีอยู่  ซึ่งแหล่งข่าวคนเดิมระบุว่า แม้เสื้อชูชีพที่เห็นนั้นเป็นเสื้อพยุงตัว เหมาะกับการใช้ดำน้ำ ดูปะการัง เนื่องจากเสื้อดังกล่าวจะมีน้ำหนักเบา ตัวเล็กกว่าเสื้อชูชีพของจริง ผู้ใช้ต้องมีสติ เพราะหากตกใจเวลาเกิดอุบัติเหตุ หรือดิ้น ก็อาจจมลงได้ ต่างจากเสื้อชูชีพจริงๆ จะมีหมอนรองใต้คอ เวลาจมน้ำ ตัวพยุงคอจะช่วยพยุงให้หัวพ้นจากน้ำ และไม่เกิดการสำลัก

...

“เสื้อชูชีพตัวนี้ไม่มีแสงไฟ ไม่มีที่พยุงคอ ตอนกลางคืนมืดมาก ผู้ช่วยเหลือจะมองไม่เห็นผู้ประสบภัยในทะเล ขนาดตอนกลางวันระยะทาง 100 เมตรยังอาจมองไม่เห็นผู้ประสบภัย เพราะคลื่นลมแรงมาก"

ส่วนอีกสาเหตุ อาจเกิดจากการที่ต้องอยู่ในนํ้าทะเลที่มีอุณหภูมิตํ่าเวลากลางคืน และวันนั้นเป็นวันที่มีลมแรง ยิ่งร่างกายอยู่ในน้ำนานๆ อุณหภูมิของร่างกายมันสูญเสียความร้อนไปเยอะ ความหนาวเย็นจะมาก หัวใจอาจจะวายได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของคน ถ้าออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ก็อยู่ได้มากกว่า 24 ชั่วโมง

"จากประสบการณ์ที่เคยช่วยเหลือชาวประมงที่เรืออับปางลอยคออยู่ในทะเล โดยเกาะกับถังนํ้าหรือขอนไม้อยู่ได้ถึง 3 วัน แต่นักท่องเที่ยวเขาอาจจะไม่มีประสบการณ์ บางคนอาจว่ายน้ำไม่เป็นด้วยซ้ำไป พวกเขาอยู่ได้ 24 ชั่วโมงก็ถือว่าเก่งมากแล้ว"

นอกจากนี้ ในเรื่องของการเยียวยาญาติของนักท่องเที่ยวที่เสียชีวิต และนักท่องเที่ยวที่ได้รับบาดเจ็บ คาดว่าจะได้รับการประกันภัยภาคบังคับ และที่ทางบริษัททัวร์อาจจะซื้อไว้ให้ด้วย บางคนก็อาจจะทำประกันไว้ด้วยเป็นส่วนตัว ประกอบกับประเทศไทยเรามีกองทุนช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวแล้วเกิดอุบัติเหตุในกรณีที่นักท่องเที่ยวเสียชีวิตจำนวนมาก รัฐบาลจะพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ

นี่คือบทเรียนครั้งสำคัญที่เกิดขึ้น ถึงแม้ผู้สูญเสียส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีน แต่ทุกชีวิตก็มีค่า เขานำเงินตราเข้ามาเที่ยวประเทศเรา หวังจะได้รับความปลอดภัย ประสบการณ์ที่น่าประทับใจกลับไป แต่..สุดท้ายกลับเป็นฝันร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากมาย ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ผู้ประกอบการต้องระมัดระวัง กำชับระมัดระวังเรื่องความประมาท เพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้น อาจจะมากมายจนประเมินค่าไม่ได้.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน