การประหารชีวิตนักโทษครั้งแรกในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนออกมาประณามถึงความโหดร้ายและมองว่าเป็นความถดถอยครั้งยิ่งใหญ่ในด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย
แต่ในขณะที่ชาวไทยอีกกลุ่มหนึ่งกลับเห็นต่าง มองว่า หากรักษาสิทธิมนุษยชนของอาชญากรไว้ ราคาของการรักษาอาจจะต้องแลกมาด้วยชีวิตของคนอีกหลายคนก็ได้
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จับเข่าพูดคุยกับ คุณณัฏฐา มหัทธนา หรือ คุณโบว์ อายุ 40 ปี โดยเธอเป็นวิทยากรและนักกิจกรรมอิสระ ซึ่งออกมาคัดค้านการ "ฆ่า" ในทุกกรณี
...
สุภาพสตรีท่านนี้ เป็นคนหนึ่งที่ถูกสังคมลากออกมากลางแจ้ง เพื่อให้คนทั้งประเทศขว้างปาก้อนหินใส่ จากการที่ออกมาแสดงจุดยืน “คัดค้านโทษประหาร” ในครั้งนี้ ถึงขั้นที่ชาวเน็ตออกมาโพสต์ว่า “คนที่สมควรถูกประหารควรจะเป็นเธอกับลูกมากกว่า!”
และในวันนี้ เธอให้เหตุผลในการตัดสินใจก้าวเข้ามานั่งให้สัมภาษณ์ถึงออฟฟิศไทยรัฐออนไลน์ ว่า เธอกังวลเรื่องการบิดเบือนข้อความที่เธอสื่อสาร แต่ยังไว้วางใจในชื่อของไทยรัฐ และจะเป็นที่เดียวที่จะมาพูดถึงเรื่องนี้ เพื่อหวังให้สังคมไทยได้ใช้เหตุผลในการสื่อสารกันมากขึ้น
ถามถึงความรู้สึกหลังโดน Bully มาเมื่อไม่กี่วันนี้? ทีมข่าวเปิดเรื่องพูดคุย
คุณณัฏฐา เผยถึงความรู้สึกว่า จากอาชีพที่เป็นทั้งครู และเป็นทั้งแม่ ทำให้มีพื้นฐานเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ สามารถเข้าใจ และรับมือกับมันได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้มีพื้นฐาน หรือไม่ได้มีประสบการณ์ด้านนี้เลย
ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อภาพ ใส่ข้อมูลบิดเบือน ทำภาพกราฟิกใส่ข้อความที่ไม่เคยพูดเลย แต่แพร่ขยายไปเยอะมาก จนกระทั่งที่แรงสุดก็คงเป็นการเอารูปลูกมาโพสต์ในเฟซบุ๊ก แล้วบอกว่า “เขาสมควรจะโดน...” ซึ่งหากคนที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ก็คงจะเป็นเรื่องหนัก และมองว่าโชคดีที่เกิดกับเรา ถ้าเกิดกับคนอื่นก็อาจจะเครียดได้
“ตอนนี้มีคนเตือนว่า ไปไหนมาไหนให้ระวัง แต่ก่อนหน้านี้เราก็มีชีวิตที่อยู่บนความเสี่ยงรูปแบบหนึ่ง ในเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองก็เลยไม่ได้กลัวเพิ่ม และคิดว่าคนที่แอทแทคอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่งไม่เคยรู้จักเรามาก่อน ไม่เคยเจอเรา ถ้าอยู่กันต่อหน้าก็คิดว่า เราน่าจะรอด น่าจะคุยกันได้ เพราะที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เกิดจากการที่เราไม่เคยคุยกันเลยต่างหาก” นักกิจกรรมอิสระ ระบุ
จับแพะ ลดโทษ กลั่นแกล้ง! โทษประหารแค่ปลายทาง ชี้ ต้องแก้ไขทั้งกระบวนการ
คุณณัฏฐา กล่าวว่า ตราบใดที่ประเทศไทยยังมีการจับแพะ หรือการปล่อยออกมาเร็วกว่าเวลาอันควร หรือนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งคน ซึ่งในประวัติศาสตร์มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้ว ส่วนโทษประหารเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมที่เป็นปลายทาง และเป็นความผิดพลาดที่ไปโฟกัสกันที่โทษประหาร ทั้งที่จริงแล้วเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมของไทยที่ยังไม่ได้พัฒนาต่างหาก
ดังนั้นมองว่า มนุษย์ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรดีพอที่จะ “ฆ่า” กัน แม้แต่ความกลัวว่า เขาจะถูกปล่อยออกมาอยู่ร่วมกับคนในสังคม มันจึงไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอที่จะเห็นชอบกับการฆ่า เพราะในเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว จะต้องมีศักยภาพพอที่จะคิดวิธีอื่นได้ ในเมื่อมีตัวอย่างให้เห็นในโลก จะลองพิจารณาดูหรือไม่ หากลองพิจารณาแล้วเห็นว่าเหตุผลแย่ก็ปัดทิ้งไป แต่ถ้าพิจารณาแล้วน่าลองก็อาจจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ลองทำแล้วอาจจะเกิดความสำเร็จก็ได้
...
“วันนี้ตัวเราเองไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่คนออกมาสนับสนุนโทษประหาร เพราะหากมองย้อนกลับไปในสังคมไทย ในประวัติศาสตร์มีคนเห็นชอบการฆ่าในรูปแบบต่างๆ เสมอ เราจะเห็นความสะใจที่มีการฆ่าฝ่ายตรงข้าม นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อยกเหตุผลที่ว่ามัน “สมเหตุสมผล” แล้ว เราก็รู้สึกเสียใจว่า เมืองไทยที่เห็นไม่เหมือนภาพในอุดมคติของเราเลย” คุณโบว์ อธิบาย
ใครสมควรประหาร? อะไรคือ “บรรทัดฐาน” กังวล อนาคตอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้
คุณณัฏฐา กล่าวต่อว่า หากสังคมใดมองว่าการฆ่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ก็จะหาวิธีการอื่นๆ จัดการ ขณะที่ ถ้าคิดว่าการฆ่ามี “เหตุผล” ที่เพียงพอเป็นเรื่องที่รับได้ แต่คำว่าเหตุผลที่ดีพอของแต่ละคนบรรทัดฐานไม่เหมือนกัน เช่น ข่มขืนแล้วฆ่าต้องประหาร โกงแชร์ควรถูกประหาร นักการเมืองคดีทุจริตควรถูกประหาร ทั้งที่ก็รู้ว่าคดีการเมืองมีเรื่องกลั่นแกล้งกันได้
ดังนั้น ถ้าเรายอมรับว่า การฆ่าที่มีเหตุผลที่ดีพอที่สามารถยอมรับได้ แต่อาจจะต้องทดไว้ด้วยว่า สำหรับ “เหตุผล” ที่ดีพอ อาจจะไม่ตรงกันกับคนใดคนหนึ่งก็ได้ และบรรทัดฐานมันอยู่ตรงไหน
...
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าโทษประหารจะผ่านกระบวนการตัดสินทั้ง 3 ศาล และมีหลายขั้นตอนกว่าที่จะลงโทษประหารนักโทษสักคน แต่มองว่าในแง่ของ “ทัศนคติ” เมื่อเปิดทางไว้แล้ว อนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า บ้านเมืองมีความขัดแย้งรุนแรง มีบางคนรู้สึกว่า คนบางกลุ่มสมควรถูกฆ่า เพราะเป็นเหตุผลที่ดีพอ เมื่อสังคมมีค่านิยมที่ว่า “สามารถฆ่าได้” ดังนั้น ความเป็นไปได้ในการทำได้ จะมีมากกว่าแค่เรื่องผู้ร้ายอุกฉกรรจ์ และสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้
คุกตลอดชีวิต ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม แนะมีวิธีที่ดีกว่าการประหาร?
นักกิจกรรมอิสระ ยังแนะนำถึงวิธีที่ดีกว่าการประหาร นั่นก็คือ สิ่งที่ทำมาตลอด 9 ปี และมีนักโทษถูกจำคุกตลอดชีวิต แต่วิธีที่ดีกว่าในระยะยาว คือ ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ไม่ให้มีคนที่สมควรถูกเก็บไว้ในคุก ถูกปล่อยออกมาก่อนเวลาอันควร และไม่ให้มีแพะที่ไม่ควรอยู่ในนั้นเลยแม้แต่วันเดียว แต่กลับถูกเก็บไว้ในนั้น
...
รวมทั้งให้สภาพแวดล้อมในคุกเป็นไปเพื่อการเปลี่ยนคนให้พร้อมกลับมาเป็นคนที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ปล่อยออกมาพร้อมสำหรับการประกอบอาชญากรรม เพราะตอนอยู่ในคุกได้ไปเรียนรู้เทคนิคต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะทุกวันนี้ คนที่อยู่ในคุกก็อยู่ในสภาพที่ไม่ใช่สำหรับมนุษย์อยู่ สภาพจิตใจจะเป็นอย่างไรเมื่อออกมา ความพร้อมในการใช้ชีวิต ออกมาตัวเปล่า ไม่มีเงิน ไม่มีอะไรนอกจากเสื้อผ้าที่ติดตัวออกมา ฉะนั้นจึงต้องค่อยๆ แก้ไขกันอีกหลายเรื่อง
“มีคำกล่าวว่า สังคมใดมีคุณภาพแค่ไหนให้ไปดูวิธีที่เขาปฏิบัติต่อคนที่แย่ที่สุดในสังคม ถ้าคนที่แย่ที่สุดในสังคมเขาถูกปฏิบัติด้วยทัศนคติที่เห็นว่าเขายังเป็นมนุษย์อยู่ สังคมนั้นเป็นสังคมที่พร้อมจะพัฒนาได้อีกหลายเรื่อง แต่ถ้าคนที่แย่ที่สุดในสังคมถูกปฏิบัติราวกับไม่ใช่มนุษย์ ไม่มีทางที่ผลลัพธ์ออกมาจะเป็นคนดี เพราะเป็นเหมือนกับการเตรียมพร้อมให้เขากลับเข้าไปอีก ไม่สามารถเริ่มต้นชีวิตได้” นักกิจกรรมอิสระ อธิบาย
ไร้โทษประหาร บำบัดกล่อมเกลา อะไรการันตีว่าไม่ก่ออาชญากรรมซ้ำ?
มีสิ่งใดการันตีว่า หากไม่มีโทษประหาร และใช้วิธีการกล่อมเกลา บำบัดพฤติกรรม เมื่อออกมาจากคุกแล้วจะไม่กลับไปก่ออาชญากรรมอีก? ทีมข่าวตั้งคำถาม
คุณณัฏฐา ยกตัวอย่างว่า หากดูเคสของประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย จะมีประเทศที่คุกว่างจนต้องปล่อยเช่า และคุกดูน่าอยู่มาก เพราะว่าทัศนคติของการจับคนเข้าคุก คือ การเอาเข้าไปเพื่อให้นักโทษได้มีโอกาสทบทวน ศึกษาเรียนรู้ แก้ไขตัวเอง และการถูกกักบริเวณสำหรับทุกคนเป็นเรื่องที่แย่ ไม่มีอิสรภาพ เมื่อมีโทษตามสมควร และมีโปรแกรมที่พร้อมจะเอาเขาออกมาจริงๆ ดังนั้นเขาก็ออกมาแล้วไม่กลับเข้าไป คุกมันเลยว่าง นี่ก็คือตัวอย่างที่ดีที่สุด
“แต่แน่นอนว่าอาจมีบางคนที่ยังเปลี่ยนไม่ได้จริงๆ หากเป็นบุคคลอันตราย เขาก็จะต้องยังคงอยู่ในคุกต่อไป เราอาจจะมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ประเมินแนวโน้มการก่อเหตุซ้ำก่อนปล่อยคืนสู่สังคมหลังครบโทษ” คุณโบว์ อธิบายเสริม
แต่ว่าอาจจะต้องหาข้อมูลอีกเยอะ ถึงจะรู้ว่าก่อนจะถึงวันนั้นคืออะไร มันไม่ใช่แค่คุกอยู่สบาย ผู้พิพากษาตัดสินดี แต่คือทุกๆ อย่างประกอบกัน แต่จุดเริ่มต้นคือ “การเชื่อว่าเป็นไปได้”
นอกจากนี้ คุณโบว์ ยังได้ตอบปมขังนักโทษตลอดชีวิตหวั่นคนล้นคุกด้วยว่า “คนไม่ได้ล้นคุกเพราะว่าประหารหรือไม่ประหาร แต่คนล้นคุก เพราะมีการฝากขัง เก็บผู้ต้องหาที่คดียังไม่ถึงที่สุดและไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์อยู่ในคุกมากเกินไป และมีระบบการประกันตัวที่ต้องใช้เงิน ขณะที่คนจำนวนมากยากจนเกินกว่าที่จะประกันตัวออกมาได้ คนจึงล้นคุก”
แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีโทษประหารมา 9 ปี ขณะที่สถิติคนก่ออาชญากรรมกลับมีสูงขึ้น? ทีมข่าวถามกลับ
“เป็นเพราะว่าเราไม่เคยเตรียมเขาให้ออกมาแล้วไม่ก่อเหตุซ้ำ ซึ่งรวมทุกๆ คดีไม่ว่าจะเป็นลักวิ่งชิงปล้น ยาเสพติด ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดจากความยากจน เมื่อไปอยู่ในคุกที่ไม่ได้ขัดเกลา และอยู่ในสภาพที่อาจทำให้เกลียดชีวิต เกลียดสังคม วันที่ออกมาตัวเปล่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อก็ต้องกลับไปแน่นอน กลับไปใช้ชีวิตข้างนอกครอบครัวทิ้ง ล่มสลาย บ้านยากจน ย่อมทำให้เกิดการก่ออาชญากรรมซ้ำได้ง่าย” นักกิจกรรมอิสระ ตอบ
ถ้าคุกน่าอยู่ มีความพร้อม ไม่รู้สึกว่าเป็นคนที่แย่ในสังคม คนอื่นๆ ที่คิดจะเป็นอาชญากรก็ไม่เกรงกลัวที่จะต้องเข้าไปอยู่ในคุกอย่างนั้นหรือ? ทีมข่าวถามต่อ
คุณณัฏฐา อธิบายว่า จากผลวิจัยแรงจูงใจในการก่ออาชญากรรมไม่ได้เป็นแบบนั้น คนที่ก่ออาชญากรรมไม่ได้คิดว่าทำอย่างนี้แล้วจะติดคุกกี่ปี แต่เฉพาะหน้าเขา เขารู้สึกว่าเขาจะต้องทำ แน่นอนว่าเหตุผลแต่ละคนก็ร้อยแปด คนที่เลวโดยสันดานก็มี แต่คนที่ทำไปเพราะถูกสภาพสิ่งต่างๆ ในชีวิตบีบคั้น เช่น ความยากจน คิดไม่ออกว่าถ้าไม่ขโมยจะทำอย่างไรดี ศักยภาพคนไม่ได้เท่ากัน หรือการที่คุกมีสภาพดีก็ไม่ได้ทำให้คนที่อยู่ข้างนอกอยากไปอยู่ในคุก ไม่มีใครอยากถูกกักบริเวณ
เผยงานวิจัย “การมีโทษประหารไม่ได้ลดการก่ออาชญากรรม”
ข้อมูลจากแอมเนสตี้ ได้มีการเปรียบเทียบระหว่าง “ประเทศที่มีโทษประหาร” และ “ประเทศที่ไม่มีโทษประหาร” พบว่า อัตราการก่ออาชญากรรมของประเทศที่ไม่มีโทษประหารนั้น “ต่ำกว่า” แต่แน่นอนว่า เรื่องมีโทษประหารอาจไม่ใช่ปัจจัยหลัก เพราะคือกระบวนการทั้งระบบ แต่ประเทศที่ไม่มีโทษประหารนั้น ย่อมคิดว่า จะทำอย่างไรให้สังคมอยู่ได้ ทำให้อัตราอาชญากรรมลดลง
มีการเปรียบเทียบรัฐในอเมริกา ระหว่างรัฐที่มีโทษประหารและรัฐที่ไม่มีโทษประหาร ผลก็คือ รัฐที่ไม่มีโทษประหารอาชญากรรมต่ำกว่า หรือในเมืองไทยตลอด 9 ปีที่ผ่านมากับช่วงก่อนหน้านี้พบว่า ระดับของอาชญากรรมไม่ได้เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยทุกอย่างมีความเป็นไปได้เหมือนกันที่คนที่สนับสนุนให้ทุนทำงานวิจัยอาจจะต้องการข้อมูลเพื่อไปสนับสนุนไอเดียบางอย่าง ซึ่งต้องนำงานวิจัยทั้ง 2 ฝั่งมาเทียบกันดู เพียงแต่งานวิจัยอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่เคยเห็น
ไทย ไม่ใช่ประเทศที่แย่ที่สุด! ชี้ บริบทสังคมต่าง แต่ความเป็นมนุษย์ไม่ต่างกัน
นอกจากนี้ ข้อมูลแอมเนสตี้ยังพบว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ของประเทศที่ยังมีการใช้โทษประหารอยู่ ส่วนอีก 70 กว่าเปอร์เซ็นต์นั้น ได้ยกเลิกโทษประหารไปแล้ว และคิดว่าไทยไม่น่าใช่ประเทศที่แย่ที่สุดในโลก และไม่น่าจะผิดปกติมากจากประเทศอื่น จนถึงขั้นที่ในอนาคตจะยกเลิกโทษประหารไม่ได้ อาจจะยังไม่ใช่วันนี้ แต่คิดว่าอนาคตไกลๆ ก็ไม่แน่ อาจจะมีกระบวนการยุติธรรมที่ดีกว่านี้ที่ทำให้อาชญากรรมลดลงได้จริงๆ
“ไม่คิดว่า ในความเป็นมนุษย์คนยุโรป คนไทย จะแตกต่างกัน ไม่คิดว่าคนไทยเลวร้ายถึงขั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ถ้าเขาได้รับโอกาส เราได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ในห้องขัง 2 คืน เมื่อตอนคดีคนอยากเลือกตั้ง เราได้พบกับคนอื่นๆ ที่ถูกจับ ที่ไม่ใช่คดีการเมือง เช่น คนต่างด้าวเข้าเมืองไม่มีใบอนุญาต คนที่เสพยาบ้าเพราะขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างเขาใช้ยาเพื่อมีแรงทำงาน เขาก็เหมือนคนปกติ
แต่ทัศนคติคนไทยต่อคนคุกไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ใช่คนคุกทุกคนเป็นภาพอยู่ในหนัง แต่คนที่อยู่ในคุกจำนวนมากเป็นคนที่เกิดมาโชคร้าย บางอย่างทำให้ชีวิตเลี้ยวเข้าไปในนั้น ซึ่งก็น่าสงสารมาก” คุณโบว์ เล่าประสบการณ์
ยัน มี-ไม่มี โทษประหาร ไม่ใช่ปัจจัยลดการก่ออาชญากรรม
มีงานวิจัยว่า การมีโทษประหารไม่ได้ลดการก่ออาชญากรรม แล้วมีงานวิจัยไหนบ้างที่บอกว่า ถ้าไม่มีโทษประหารแล้ว อาชญากรรมจะลดลง? ทีมข่าวถามด้วยความสงสัย
คุณณัฏฐา ตอบว่า วิจัยอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่าปัจจัยของอาชญากรรมไม่ได้อยู่ที่มีหรือไม่มีโทษประหาร จึงไม่มีงานวิจัยแบบนั้นแน่ๆ ดังนั้น มีหรือไม่มีโทษประหาร ไม่ใช่ปัจจัยของการเพิ่มหรือลดอาชญากรรม แต่เป็นปัจจัยอื่นๆ ในกระบวนการยุติธรรม และการที่ยกสถิติมาอ้างอิง เพื่อจะตอบโต้คำกล่าวของคนในสังคมที่มองว่า “การมีโทษประหารอาชญากรรมจะลด” เท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นการบอกว่า เมื่อไม่มีโทษประหารแล้วอาชญากรรมจะลด
สำหรับประเทศที่มีโทษประหารอาชญากรรม อย่างสิงคโปร์ที่มีโทษประหาร เทียบกับ ฮ่องกงที่ไม่มีโทษประหาร ข้อมูลของแอมเนสตี้ระบุว่า อาชญากรรมในสิงคโปร์มีมากกว่าฮ่องกง อย่างอินเดียที่มีโทษประหาร อาชญากรรมเยอะมาก จีนก็มีเยอะจนไม่เปิดเผยตัวเลข ซึ่งประเทศที่มีโทษประหารอย่าง จีน ซาอุดีอาระเบีย อิรัก อิหร่าน ปากีสถาน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีอาชญากรรมสูงทั้งสิ้น
โต้กลับคำครหา งานวิจัยโลกสวย ไม่สัมภาษณ์ญาติเหยื่อ
จากที่คนในสังคมมองว่า งานวิจัยดังกล่าวที่ยกขึ้นมากล่าวอ้างนั้น คนทำวิจัยไม่เคยไปสัมภาษณ์ญาติเหยื่อที่ถูกกระทำมาก่อน นักกิจกรรมอิสระด้านสิทธิมนุษยชน ตอบชัดเจนว่า หัวข้องานวิจัยเรื่อง “ผลกระทบของโทษประหารต่อสถิติอาชญากรรม” จึงย่อมไม่สัมภาษณ์สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัย แต่หากตั้งหัวข้อว่า “การประหารชีวิตมีส่วนช่วยเยียวยาผลกระทบที่เกิดกับญาติของเหยื่อหรือไม่” นั่นจึงเป็นสิ่งที่ควรไปสัมภาษณ์ญาติเหยื่อ ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่น่าทำวิจัยเช่นกัน
แต่ประเด็นสำคัญก็คือ สังคมไทยมีความคิดที่หลากหลาย และไม่ใช่ทุกคนที่โดนสิ่งเดียวกัน จะต้องรู้สึกแบบเดียวกัน การที่ว่าทุกคนจะต้องรู้สึกแบบเดียวกัน เป็นความคิดที่ขัดต่อธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อเกิดความคิดแบบนี้เราจะทะเลาะกันไม่จบจนนำไปสู่ความรุนแรง แต่หากเข้าใจว่าทุกคนคิดได้ร้อยแปดก็สามารถนั่งคุยโต้ตอบกันได้
“การสัมภาษณ์ผลกระทบที่เกิดกับญาติเหยื่อเป็นหัวข้อวิจัยที่น่าสนใจมาก คิดว่าน่าจะมีความเห็นที่หลากหลาย และเคยเห็นญาติเหยื่ออาชญากรรมมากมายที่ขออโหสิกรรมให้กับผู้ต้องหา ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะมีญาติเหยื่ออีกมากมายที่บอกว่า ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต คนเรามีปฏิกิริยาต่อเรื่องที่กระทบได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าเราเรียนรู้อะไรมา หรือได้รับฟังแนวคิดอะไรมาบ้าง จากนั้นเรามีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร” คุณโบว์กล่าว
ประเทศไทย พร้อมหรือยังที่จะคุยกันในเรื่องยากด้วยเหตุผล?
อย่างไรก็ตาม คุณณัฏฐา ตั้งคำถามถึงคนในสังคมไทยว่า ในที่สุดแล้วเรื่องหลักไม่ใช่จะยกเลิกโทษประหารหรือไม่ แต่คือ สังคมไทยพร้อมที่จะคุยกันในเรื่องยากๆ ที่รู้สึกรุนแรงด้วยเหตุผลหรือไม่ และหาทางพิสูจน์กันด้วยการลงมติ ซึ่งในวันนี้สังคมเห็นชัดแล้วว่า เรื่องนี้คงไม่ถึงสภา เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย จึงจบลงที่มีคนกลุ่มหนึ่งมีความเชื่อว่าควรยกเลิก ขณะที่คนกลุ่มใหญ่กว่าไม่เชื่อ และเมื่ออยู่ในสังคมประชาธิปไตยก็ต้องทำตามคนกลุ่มใหญ่กว่า ส่วนคนกลุ่มเล็กก็สื่อสารไปจนกว่าจะหมดแรง
“อยากให้สังคมใจเย็นๆ แล้วกลับมาคุยกันใหม่ ในตอนที่ความรู้สึกโกรธ เศร้า แค้น เสียใจ เจือจางลง เพราะการคุยเรื่องนี้น่าจะคุยในเชิงหลักการมากกว่าจะมีภาพเลวร้าย 1 ภาพอยู่ในหัว เพราะเป็นเรื่องระยะยาว และหวังว่าในอนาคตเราจะสร้างสังคมที่เราถกเถียงกันบนเหตุผลได้ โดยที่ความคิดต่างเป็นเรื่องปกติ หวังว่าวันหนึ่งจะมีการดีเบตเรื่องนี้กันโดยที่ไม่ต้องมีใครอยากฆ่าคู่สนทนา” นักกิจกรรมอิสระ ฝากทิ้งท้าย
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน
ข้อมูลงานวิจัยจากแอมเนสตี้ ประเทศไทย
Deterrence: States Without the Death Penalty Have Had Consistently Lower Murder Rates
Does The Death Penalty Reduce The Murder Rate?
Five death penalty myths debunked
Time to end the myth that the death penalty reduces crime
Moving Away from the Death Lessons from National Experiences Penalty