ศาสนาพุทธมีวันเสื่อมไหม? หลายคนตั้งคำถาม

บางคนเชื่อว่า “อาจจะมีถดถอย...เพราะภาพที่เกิดขึ้นถูกบั่นทอน”

แต่หลายคนที่ศรัทธาแรงกล้าตอบฉะฉาน “ไม่มีทางเสื่อม มนุษย์นั่นแหละที่เสื่อมทราม”

ไม่ว่าจะเชื่อแบบไหน ล้วนมาจากทัศนคติส่วนตัวทั้งสิ้น แต่ที่จริงแท้ คือ พุทธศาสนา ถูกส่งต่อมากว่า 2,500 ปีแล้ว และยังมีการส่งต่อกันต่อไป...

ช่วงที่ผ่านมา เราเห็นข่าวใหญ่ปมผ้าเหลืองร้อน “ทุจริตเงินทอนวัด” ในข่าวได้เห็นพระชั้นผู้ใหญ่หลายท่านถูกจับสึก หากเทียบกับทางโลกแล้ว พระผู้ใหญ่เหล่านี้เปรียบได้ดัง “รัฐมนตรี” ที่ปกครองคณะสงฆ์

สิ่งที่เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของคำถามว่า เพราะเหตุใด พุทธศาสนาจึงเดินทางมาถึงจุดนี้?

...

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาส พูดคุยกับนักวิชาการด้านพุทธศาสนาท่านหนึ่ง ซึ่งได้คลุกคลีมาอย่างยาวนาน ได้สะท้อนมุมมอง “เรื่องที่เกิดขึ้น” อย่าง “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือ “ทางสายกลาง” มีหลายประเด็นที่มีมุมมองที่น่าสนใจ โดยทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์จะไล่เรียง ดังนี้...

วงการสงฆ์ในประเทศไทย ได้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ประกอบด้วย ฝ่ายสงฆ์ ฝ่ายฆราวาส และฝ่ายปกครอง

ต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นมาจาก “ทุกฝ่าย” ไปโฟกัสกับเรื่อง “ศีลธรรม” และ “จรรยาบรรณ”​ มากเกินไป แต่กลับ “หย่อน” ในด้านความรู้เกี่ยวกับหลักพระธรรมคำสอนของพุทธศาสนา เรียกว่า “ทุศีล” หรือ “ขาดความเคร่งครัดในศีล”

เดิมที องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงมอบศีลให้กับพุทธบริษัททั้ง 4 ได้ยึดถือ ประกอบด้วย

ภิกษุ ถือศีล 227 ข้อ ภิกษุณี 311 ข้อ แม่ชี ถือศีล 8 ข้อ ประชาชนหรืออุบาสกอุบาสิกา ถือศีล 5 ข้อ

พระเมธีสุทธิกร อดีต พระราชอุปเสณาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ
พระเมธีสุทธิกร อดีต พระราชอุปเสณาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ

หากทุกฝ่ายถือการไม่ละเมิดศีล ก็เชื่อว่าสังคมบ้านเมืองเราจะเกิดระเบียบวินัย ดังเช่นพุทธกาล...

แต่..ปัจจุบันนั้นเราใช้ชีวิตแตกต่างจากสมัยก่อน เนื่องจากต้องแข่งกับเวลาและโอกาสที่จะเข้ามา ดังนั้น ทุกคนจึงพยายามช่วงชิงความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองให้มากขึ้น และมากจนเกินไป จนหลงลืมตัวเองว่าเราเป็นใคร ทำอะไร มีหน้าที่อะไร ปัญหาต่างๆ จึงเกิดขึ้น...กลายเป็นขาดสิ่งที่เรียกว่า “เจตคติเชิงพุทธ” คือ ขาดความรู้เนื้อรู้ตัว (เป็นใคร มาจากไหน กำลังทำอะไร เพื่อใคร และจะไปไหน)

หากสงฆ์รู้หน้าที่ ฆราวาสอยู่ในหน้าที่อุบาสก อุบาสิกา ทุกคนรู้ตัว ก็จะไม่เกิดปัญหา

กฎหมายบังคับใช้...เพราะแต่ละฝ่าย “หย่อน” หน้าที่ตัวเอง หากจับสึกโดยที่ไม่ผิด ก่อบาปหนัก

เมื่อเรื่องราวเลยเถิดมาถึงปัจจุบัน...สิ่งท่ีต้องเข้ามาเกี่ยวข้องก็คือเรื่องของ “กฎหมาย” เป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครองบ้านเมือง

ความเป็นจริงแล้ว ตัวบทกฎหมายได้ลอกเลียนมาจากขนบธรรมเนียมประเพณีและศีลธรรม แต่ที่แตกต่างคือ กฎหมาย มีบริบทของการลงโทษ​ มีกระบวนการทำงานที่ชัดเจน แต่...ตัวบทกฎหมายสำหรับภิกษุนั้น ไม่ได้เตรียมการมาอย่างเพียบพร้อม

...

อดีตพระพรหมเมธี ตอนนี้มีกระแสข่าวว่าอยู่ประเทศเยอรมนี
อดีตพระพรหมเมธี ตอนนี้มีกระแสข่าวว่าอยู่ประเทศเยอรมนี

เรื่องบางเรื่อง ควรเป็นหน้าที่สงฆ์ดำเนินการกันเป็นการภายในและบางกรณี ยังไม่มีข้อมูลกระจ่าง จำเป็นต้องไปถามไถ่ฝ่ายสงฆ์เสียก่อน โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับพระสงฆ์ หากยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนดีพอ ไม่ควรจะบีบให้ต้องลาสิกขา เรื่องแบบนี้ ชาวพุทธเองได้ยินได้เห็นย่อมรู้สึก “สะเทือนใจ”

การครองเพศบรรพชิตนั้น ถือเรื่องพรรษาเป็นสำคัญ ในวงการสงฆ์ได้มีการแบ่งระดับอาวุโสมาจากพรรษาที่ถือครอง ดังนั้น เมื่อถูกดำเนินคดี ผ้าเหลืองนำออกจากร่างของท่าน ทำให้พระสงฆ์รูปนั้นขาดพรรษาไป นี่ก็เหมือน “ชีวิตของสงฆ์” ได้สิ้นสุดลงแล้ว เมื่อเรื่องทั้งหมดลงเอยเช่นนั้น ถามว่า ท่านจะรู้สึกอย่างไร ชีวิตจะมีความสุขหรือไม่ แต่เมื่อวันหนึ่งเกิดพิสูจน์กันแล้ว ปรากฏว่าท่านบริสุทธิ์ จะสามารถคืนความรู้สึก หรือสมณเพศให้ท่านเหล่านี้ได้หรือไม่...

...

อดีตพระพรหมดิลก อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา
อดีตพระพรหมดิลก อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา

ทางออกที่ดีสำหรับเรื่องนี้ คิดว่าควรจะมีพื้นที่สำหรับดูแลท่าน หรือเรียกภาษาบ้านๆ ว่า “เซฟเฮาส์” หากเราดูแลท่านแบบละมุนละม่อม ส่งท่านไปที่นั่น ดูแลอย่างดี ก็เชื่อว่าท่านก็คงไม่หนีไปไหน..

...

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความรุนแรง แต่เป็นเพียงแนวคิดที่แต่ละฝ่ายมองว่าเหมาะสม แต่ในฐานะชาวพุทธ หากคดีนั้นๆ ยังไม่มีการชี้ชัดอะไร ก็ควรดูแลโดยให้ท่านเหล่านั้นครองสมณเพศอยู่ ไม่ควรจับสึกท่าน เพราะหากวันหนึ่งพิสูจน์แล้วว่าท่านไม่ผิด แม้จะคืนพรรษาให้กับท่าน คืนสมณศักดิ์ให้กับท่าน แต่พรรษาที่ขาดไประหว่างถูกดำเนินคดี ก็จะส่งผลให้พระรูปนั้นดูไม่งดงาม ที่สำคัญยังส่งผลต่อจิตของท่านด้วย เพราะถือว่าเป็นการทำลายศีลที่ถือมาอย่างบริบูรณ์แล้ว เป็นการสร้างกรรมที่หนักหน่วง เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจฝ่ายสงฆ์อย่างมาก

การเมืองกับวงการสงฆ์ สังคมควรเรียนรู้และช่วยกันหาทางออก 

สำหรับเรื่องการเมืองและวงการสงฆ์นั้น แท้จริงบริบทแบบนี้มีตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว แต่ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านไม่อยากให้สงฆ์เข้าไปยุ่งกับทางการเมือง กลับกันหากพระสงฆ์มาสร้างปัญหาและมีบทบาททางการเมือง เรื่องนี้ถือเป็นความชอบส่วนตัวซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันพุทธศาสนาเลย

ในอดีต พระพุทธเจ้า ทรงได้ตักเตือนพระภิกษุสงฆ์ว่า เรื่องการเมือง ควรเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์ และอาณาจักร ที่จะต้องดูแล พระภิกษุ มีหน้าที่ส่งเสริมคุณงามความดี ให้ประชาชนมีจริยวัตรที่ดีมีความสุขทั่วหน้า ดังนั้น จะเห็นว่าศาสนาเผยแผ่ไปที่ไหนก็ได้ เพราะศาสนาไม่มีกำแพง สามารถเผยแผ่ไปไหนก็ได้ หากประชาชนในที่นั้นๆ รับได้

พ.ต.ท.พงศธร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ
พ.ต.ท.พงศธร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ

สำหรับ บริบทสังคมไทย จะเห็นว่าศาสนาพุทธศาสนาถูกฝังรากมาช้านาน เห็นได้จากวัฒนธรรมประเพณี เช่น งานศพ งานบุญต่างๆ ดังนั้นจะเห็นว่า พระพุทธศาสนาได้ฝังอยู่ในบริบทของสังคม และถูกสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างลงตัวแล้ว

ปัญหาที่เกิดขึ้น เชื่อว่าชาวพุทธส่วนใหญ่ (ที่บอกว่ามีคนนับถือพุทธ 90%) นั้น มีความพร้อมที่จะตอบว่าควรแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร และเชื่อว่ามีชาวพุทธจำนวนมากที่รู้ซึ้งถึงหลักธรรม และเข้าใจอย่างถ่องแท้พร้อมที่จะตอบคำถาม แต่...ถามว่าทำไมถึงไม่ตอบหรือออกมาแก้ไข เพราะลักษณะนิสัยของชาวพุทธนั้น จะไม่เอะอะโวยวาย จะเป็นคนนิ่งเงียบ ค่อยๆ คิดว่าปัญหามาจากอะไรแล้วค่อยหาทางแก้ไขไป ซึ่งถือเป็นแนวทางปฏิบัติมายาวนานแล้ว

ดั่งคำสอนของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) “ปัญหามา...ปัญญามี” ทุกปัญหามีทางออก สังคมต้องช่วยกันคิด ช่วยกันหาทางแก้ไข

พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.)
พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.)

สังคายนา พ.ร.บ.สงฆ์ ไม่แก้ปัญหา ซื้อขายตำแหน่ง 

มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาซื้อขายสมณศักดิ์ มาจาก พ.ร.บ.สงฆ์ ที่ให้อำนาจในการแต่งตั้งสมณศักดิ์...

แต่ในความเป็นจริงนั้น พ.ร.บ.สงฆ์ เป็นสิ่งที่ฝ่ายปกครองบัญญัติขึ้นเพื่อกำหนดกรอบการปฏิบัติ เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายปกครอง หรืออาณาจักร กับฝ่ายสงฆ์ คือ ศาสนจักร

ในสมัยพุทธกาล หากจะบัญญัติสิ่งใดก็ต้องมีการประชุมสงฆ์ เช่น เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ เป็นเรื่องถูกหรือผิด พระพุทธเจ้าจึงเรียกประชุมสงฆ์ ก่อนจะมีมติออกมา ว่า “ใครไปอวดตน ว่าเหาะเหิน เดินอากาศได้ ถือว่าอวดอุตริ”

ดังนั้น สำหรับปัญหาของ พ.ร.บ.สงฆ์ นั้น มันจึงยังไม่มีใครถูกหรือผิด เมื่อฝ่ายปกครองออกกฎระเบียบมา สิ่งที่จะใช้จึงจำเป็นต้องมาพูดคุยกับสงฆ์ เพื่อให้พระสงฆ์มาประชุมเพื่อหาแนวทางสังคายนา เพราะทุกเรื่องต้องมีทางออก

เช่นเดียวกับเรื่อง การซื้อขาย “สมณศักดิ์” เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องส่วนบุคคล การจะเหมารวมเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวงการสงฆ์ทั้งหมดก็ไม่ใช่เรื่องถูกนัก เพราะแท้ที่จริงคือเรื่องส่วนตัว

การมียศถาบรรดาศักดิ์ เป็นสิ่งที่ดีสำหรับการบริหารงาน เพื่อให้ผู้มีสมณศักดิ์ได้บริหารงานสงฆ์ได้สะดวกขึ้น แต่หากมีพระบางรูปบางองค์ได้ทำการซื้อขายสมณศักดิ์ พระรูปนั้นก็ถือว่าเป็นการละเมิดศีล ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องตัวบุคคล ดังนั้น การแก้ปัญหาเรื่องนี้ จึงถูกมองย้อนกลับไปที่ เจตคติเชิงพุทธ หากมีศีลธรรมในตัว จะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ ซึ่งเรื่องแนวนี้พระพุทธศาสนาสอนไว้ทั้งหมดแล้ว

ทั้งหมดทั้งมวล การที่พระบางรูปต้องการเป็นใหญ่ ไขว่คว้าอำนาจ จึงถือเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่สิ่งสำคัญคือ พระผู้ใหญ่ต้องมองเห็น ว่าท่านนั้นๆ มีศีลธรรมหรือไม่

ปฏิรูปในวงการสงฆ์ ต้องไม่ล้ำเส้น พุทธแท้ คือ ข้อจริง โปร่งใสมาตลอด 2,500 ปี 

การ “ปฏิรูปวงการสงฆ์” ถูกถามไถ่อย่างหนักในช่วงนี้ หากสังเกตก็จะพบว่า คนที่เริ่มต้นเดินเกมปฏิรูปสงฆ์กลับเป็นฝ่ายปกครอง การปฏิรูปวงการสงฆ์ที่ถูกต้องนั้น จำเป็นต้องเริ่มต้นจากทั้ง 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายศาสนจักร ทั้ง 2 ฝ่ายต้องไม่ล้ำเส้นกัน กระบวนการที่เกิดขึ้นต้องทำให้ถูกต้อง อย่างไรก็ดี พระพุทธศาสนา ถือว่า โปร่งใสอยู่แล้ว และโปร่งใสมาโดยตลอด ตั้งแต่พุทธศาสนาอุบัติขึ้น “คำสอนของพระพุทธเจ้า” ล้วนแต่เป็น “ข้อจริง” (ไม่ใช่ข้อเท็จจริง มีแต่สิ่งที่จริง) สิ่งที่เป็นปัญหาคือ “พวกเราปฏิบัติตามวิถีแห่งพุทธได้ถึงไหม” หากปฏิบัติได้ถึงก็ไม่จำเป็นต้องสังคายนา

เช่นเดียวกับเรื่อง พุทธพาณิชย์ ที่ผ่านมา มีการพูดถึงการห้ามขายวัตถุมงคล การมีวัตถุมงคลเข้ามาในพุทธศาสนานั้น ถือเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง ซึ่งสมัยก่อนถูกทำขึ้นเพื่อขวัญและกำลังใจ เมื่อวันหนึ่งบอกว่าไม่ควรมีสิ่งเหล่านี้ ก็เชื่อว่าสามารถทำได้เพราะวัตถุมงคลไม่ใช่เรื่องจำเป็น หากออกจากวัดได้ก็เป็นสิ่งดี พระภิกษุไม่จำเป็นต้องเอาวัตถุมงคลเหล่านี้มาเพื่อแสวงหาปัจจัย เพราะคนที่จะบริจาคปัจจัยนั้นมาจากความศรัทธา พระสงฆ์สามารถเทศน์ สอนธรรมให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนเข้าวัดได้อยู่แล้ว

ทางที่ดีในการแก้ปัญหา คือ...

พระ - ควรจะยึดหลักคำสอนของพระพุทธองค์นำมาปฏิบัติ ด้วยการนำศีลที่ตนเองมีทั้งหมดมาใช้
สังคม - จงใช้สติปัญญาในการยับยั้งในการได้ยิน เพราะสิ่งที่ได้ยิน...เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้คิด และจะส่งผลต่อการกระทำ ซึ่งก่อนจะทำนั้นต้องใช้ปัญญา รับฟังมา วิเคราะห์ เราจะได้คำตอบว่า ควรหรือไม่ควร
มนุษย์ - ประเทศไทยมีอิสระในการนับถือศาสนา ที่ผ่านมามนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ไม่ควรนำความเชื่อมาทำลายกันและกัน เพราะมนุษย์ต้องอยู่อย่างมีสติ เพื่อให้เกิดปัญญา
ฝ่ายปกครอง - ต้องดูตัวเองว่าเป็นผู้ปกครองที่ดี มีคุณธรรมหรือไม่ ยึดถือหลักธรรมาภิบาลหรือเปล่า หากท่านถือครบตามหลักธรรมาภิบาล ก็เชื่อว่าจากวิกฤติจะเป็นโอกาสที่ดีให้กับสังคม


ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน