โอละพ่อ! ฉาวเหม็นหึ่ง นาวาเอกพิเศษในหน่วยชื่อดัง (ปัจจุบันพลเรือตรี) โดนลูกน้องในสังกัดแฉหนักว่า “นายพลโกงตังค์จ่า” หลังทำทีเป็นชวนทำธุรกิจ แต่บิดพลิ้วไปมาไม่มีธุรกิจอยู่จริง ส่วนจ่ากอดหมอนนอนน้ำตาซึม สูญเงินรวมกันหลัก 10 ล้าน
ทีมข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจาก อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของนายพลคนดังกล่าว ถึงเรื่องราวสุดแสนจะปวดใจ หนี้ท่วมหัว อดมื้อกินมื้อ สุดแสนตรอมใจ ทำไมหนอ คนมากบารมี พร้อมด้วยยศศักดิ์ต้องมาหลอกกัน...
(อดีตจ่าเอก) สมพงศ์ แท่นนาค อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของนาวาเอกพิเศษ ชัชพล (นามสมมติ) ปัจจุบันครองยศพลเรือตรี ไล่เรียงเรื่องราวให้ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยประกอบอาชีพรับราชการทหาร และประจำอยู่ที่หน่วยอันมีชื่อเสียงบนเกาะแห่งหนึ่ง
...
อยู่มาวันหนึ่ง(กุมภาพันธ์ 2558) เรือเอกนิกร นายทหารรุ่นพี่ได้โทรติดต่อมาหาตน พร้อมกับแนะนำให้ตนไปหาที่ดินในเขตพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และให้ตนเป็นนายหน้า โดยมีข้อเสนอว่า หากหาที่ดินได้ ตนจะได้รับเงินค่านายหน้า 1.5% ของราคาขายที่ดิน และยังได้รับเงินค่าส่วนต่างของที่ดินแต่ละแปลงเพิ่มอีก ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท
นายพลจับมือหญิงสาวคนสนิท ชวนจ่าทำธุรกิจ หลักสิบล้าน
ต่อมาไม่นาน นางกุ้ง หญิงคนสนิทของนาวาเอกพิเศษ ชัชพล ได้โทรศัพท์มาหาตน และบอกกับตนว่า เรื่องที่ เรือเอกนิกร ให้ตนหาที่ดินจำนวนหลายพันไร่ เพื่อไปขายให้กับนายทุนนั้น เป็นความจริง เนื่องจากว่า ตัวนางกุ้ง รู้จักนายทุนที่ต้องการซื้อที่ดินเป็นจำนวนมาก และยังขอร้องให้นายสมพงศ์ช่วยหาที่ดินให้เพิ่มเติม
“ด้วยความที่เจ๊กุ้งเป็นภรรยาของนาวาเอกพิเศษ และทางนาวาเอกพิเศษก็เดินทางมาดูที่ดินแปลงต่างๆ ด้วยตัวเอง จุดนี้จึงทำให้ผมเกิดความเชื่อถือ และตอบตกลงในที่สุด ซึ่งหลังจากนั้นอีกไม่นาน ผมก็ได้ติดต่อเจ้าของที่ดิน จนผมสามารถหาที่ดินได้ 7 แปลง รวมเป็นจำนวนที่ดินนับหมื่นไร่” อดีตจ่าเอก สมพงศ์ เล่าไปตามลำดับเรื่องราว
หลังจากนั้น นายสมพงศ์ ได้นำสำเนาโฉนดที่ดินแต่ละแปลงไปมอบให้กับ นางกุ้ง หญิงคนสนิทของนาวาเอกพิเศษ ชัชพล ตรวจสอบ เมื่อนางกุ้ง ได้รับสำเนาโฉนดที่ดินจากนายสมพงศ์ไปแล้ว ได้แจ้งกลับมาว่า ต้องนำสำเนาโฉนดแต่ละแปลงไปให้ นาวาเอกพิเศษ ชัชพล ดูอีกครั้ง เนื่องจากนาวาเอกพิเศษ ท่านนี้ จะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจว่าจะซื้อที่ดินผืนนั้นๆ หรือไม่ และ นาวาเอกพิเศษ ชัชพล จะเป็นผู้เดินทางมาดูที่ดินด้วยตนเองอีกด้วย
“สุดท้าย นาวาเอกพิเศษ หรือผู้บังคับบัญชาของผมท่านนี้ ตอบตกลงซื้อที่ดินทุกแปลง และผมเห็นว่า ผู้บังคับบัญชาและรุ่นพี่คงไม่มีวันโกงเงินผมแน่นอน เพราะหน่วยของผมนั้น ใจแลกใจ ชีวิตแลกชีวิต ไม่มีวันหักหลังกันแน่นอน ผมจึงไม่ลังเลใดๆ ที่จะโอนเงินครั้งแรกจำนวน 480,000 บาท เข้าไปที่บัญชีเรือเอกนิกร ตามที่เขาแจ้งว่า เป็นค่ารังวัดที่ดินและเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ”
...
เงินโอน 53 ครั้ง จ่าน้ำตาขัง หยิบยืมหามาให้สารพัด
...
“ต่อจากนั้น เรือเอกนิกรและเจ๊กุ้งยังให้ผมโอนเงินไปให้อีกเรื่อยๆ เพื่อเป็นการจบเรื่อง และให้ผมได้กำไรคืนไวๆ ผมโอนเงินไปมากถึง 53 ครั้ง เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 11,788,400 บาท แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีการซื้อขายที่ดินสักที ผมจึงพยายามติดต่อเรือเอกนิกรหลายครั้ง เพื่อขอเงินคืน แต่ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา โดยที่เขาอ้างนู่นนั่นนี่สารพัด”
...
ด้วยความไม่ชอบมาพากลต่างๆ นายสมพงศ์ จึงตัดสินใจทำหนังสือไปยังต้นสังกัดของ เรือเอกนิกร เพื่อรายงานถึงการกระทำดังกล่าวโดยละเอียด ซึ่งต่อมามีการนัดหมายเจรจาหาความชัดเจน ในสถานที่ราชการแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยมีนาวาเอกพิเศษ ชัชพล, นางกุ้ง, เรือเอกนิกร และผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการทหารเป็นสักขีพยานในการเจรจาครั้งนี้
“ผลสรุปของการเจรจาคือ นาวาเอกพิเศษ ชัชพล และเจ๊กุ้ง ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า การทำธุรกิจครั้งนี้ เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่การหลอกลวงใดๆ แต่ขอเวลาดำเนินการสักระยะหนึ่ง และมีการทำสัญญาระบุกำหนดวันเวลาคืนเงินให้กับผม พร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นเงินทั้งหมด 15 ล้านบาท ลงบันทึกวันที่ 17 มิ.ย.2559” นายสมพงศ์ บอกเล่าโดยละเอียด
4 เดือนถัดมา นายสมพงศ์ ติดต่อไปทวงถามความคืบหน้ากับนางกุ้งอีกครั้ง ซึ่งสมพงศ์ ยอมรับว่า “เงินก้อนใหญ่ก้อนนี้ เป็นเงินที่หยิบยืมมาจากเพื่อนๆ ทหารร่วมรุ่นที่ไว้เนื้อเชื่อใจกันมาตลอด เรากิน นอน อด เจ็บด้วยกันมา ใจแลกใจตายแทนกันได้”
แต่เมื่อเขาทวงถามไปที่ นางกุ้ง คำตอบที่ได้รับประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงมากลางใจ!
ทุกข์สาหัส ธุรกิจนายพล-สาวคนสนิทไม่มีจริง!
“ผมโทรไปถามเจ๊กุ้งว่า เราจะได้รับเงินคืนเมื่อไหร่ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมา คือ เรื่องที่นายทุนจะซื้อที่ดินหลายพันไร่ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ไม่มีการทำธุรกิจใดๆ และตอนนี้นี่แหละที่ผมรู้แน่ชัดแล้วว่า ผมโดนหลอก”
“เงินหลักสิบล้านที่สูญไป มีทั้งเงินผม เงินแฟน เงินเพื่อน มันไม่ใช่เงินผมคนเดียว เพราะฉะนั้น ผมต้องนำเงินที่หยิบยืมมาไปคืนเขา แต่ปัญหาคือ ผมจะเอาเงินจากไหนไปคืน” นายสมพงศ์ กล่าวอย่างทอดอาลัย
ผู้สื่อข่าว มีโอกาสได้พูดคุยกับเพื่อนทหารร่วมรุ่นของสมพงศ์อีกหลายคน พบว่า ชะตากรรมของพวกเขา หลังจากให้สมพงศ์หยิบยืมเงินไปลงทุน ภายหลังจากที่ได้รับคำเชิญชวนจากหญิงคนสนิทของ(อดีต)ผู้บังคับบัญชานั้น เรียกได้ว่า “ตกทุกข์ ได้ยากอย่างแท้จริง”...
ความไว้ใจแลกเงินแสนหก จ่าเอกน้ำตาตก เงินเดือนหมด ไม่พอจ่ายหนี้
จ่าเอก บุญทรง(นามสมมติ) วัย 31 ปี ชาวอุบลราชธานี ยอมเปิดใจกับทีมข่าวอย่างหมดเปลือกว่า “ผมตัดสินใจให้สมพงศ์ยืมเงิน เป็นเพราะหลายปีที่ผ่านมา 1.เราฟันฝ่าสมรภูมิชีวิตด้วยกันมามาก เจ็บ เหนื่อย ท้อ อดอยาก เรากอดคอฟันฝ่าความเหนื่อยยากด้วยกันมา 2.เพื่อนผมเป็นคนมีสัจจะ และ 3.วันที่เพื่อนโทรมายืมเงิน เพื่อนบอกว่า อยากให้ผมมีชีวิตที่ดีขึ้น เขาขอยืม 1 แสน ผมจะได้รับเงินคืนกลับมา 10 เท่า นั่นคือ 1 ล้าน แล้วเราจะมีชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน ขอให้มึงเชื่อกู”
“ตอนนั้น ผมมีเงินก้อนหนึ่งอยู่ในมือ 160,000 บาท เพิ่งได้มาจากการกู้เงินสหกรณ์ออมทรัพย์ หวังว่าจะนำไปลงทุนธุรกิจขายไม้กวาดให้กับที่บ้าน แต่ก็ยังไม่ทันได้เอาไปใช้สักบาท สมพงศ์ก็โทรเข้ามายืมเงินไปลงทุน พร้อมกับบอกว่า ยืมวันนี้(ศุกร์) คืนวันจันทร์ ผมตัดสินใจโอนให้เพื่อนตอนนั้นเลย โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เขาจะเอาไปทำธุรกิจอะไร เพราะเรามั่นใจ และไว้ใจในตัวเพื่อนคนนี้มาก”
“จากยืมวันศุกร์ คืนวันจันทร์ กลายเป็น 3 เดือนก็แล้ว 9 เดือนก็แล้ว 1 ปีก็แล้ว 2 ปีก็แล้ว ก็ยังไม่ได้เงินคืน จากวันนั้น จนถึงวันนี้ เงิน 160,000 บาท ทำชีวิตผมพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ชีวิตที่เคยมีเงินเหลือๆ อยากกินอะไรกิน อยากได้อะไรซื้อ ไม่เคยอดอยาก ไม่เคยเป็นหนี้ใคร แต่มาวันนี้กลับกลายเป็นเงินเดือนทั้งหมดถูกใช้จ่ายไปกับการใช้หนี้”
“เพราะเมื่อเงินแสนหกหมดไปแล้ว แต่เวลาที่ต้องคืนเงินแสนหกเดินทางมาถึง ผมต้องไปหากู้เงินจากแหล่งปล่อยเงินกู้แห่งต่างๆ ร้อยละ 3, 5, 7 หรือแม้กระทั่งร้อยละ 10 เพื่อมาชดใช้เงินแสนหกที่กู้มาตอนแรก จากหนี้แสนหกมันงอกเงยไป 2 แสน 3 แสน หลายแสน สวนทางกับรายได้ที่มีเท่าเดิม เงินเดือนไม่เหลือสักสลึงเดียว ต้องเอาไปใช้หนี้ทุกเดือน แถมยังใช้ไม่พออีก ความลำบากไม่ต้องบรรยายมาก ทำงานแทบตาย ไม่เหลือเงินให้ใช้สักบาทเดียว” จ่าเอก บุญทรง น้ำตาคลอเบ้า
จ่ากู้เงินนอกระบบ 6 แสน คืน 1.5 ล้าน หวั่นเจ้าหนี้ตามทวงชีวิต
จ่าเอกต่อศักดิ์ (นามสมมติ) ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว ประหนึ่งนั่งระบายความทุกข์ให้เราฟังว่า “สมพงศ์ เป็นทหารรุ่นน้องที่มีความสนิทสนมกันมาก อยู่มาวันหนึ่งน้องโทรเข้ามาบอกว่า พี่ผมขอยืมเงินไปทำธุรกิจเกี่ยวกับที่ดิน ตอนนี้ผมเงินขาดอยู่ 2 ล้าน พี่พอจะมีมั้ย ถ้าพี่ให้ยืม 1 แสน ผมจะคืน 1 ล้าน”
“ผมตัดสินใจเอาเงินเก็บที่จะใช้ในงานแต่งงาน 2 แสนให้น้องยืม แต่สุดท้ายก็ยังไม่พอ น้องโทรมาอีกว่า พอจะหาเงินให้ผมได้อีกมั้ย ฟังน้องทุกข์ใจอย่างนี้ ผมจึงตัดสินใจไปกู้เงินมาให้ โดยใช้ปืนและรถค้ำประกัน แต่สุดท้ายเงินก็ยังไม่พออีก”
“ผมเลยไปกู้เงินนอกระบบมาให้น้อง แต่ดูท่าว่า เจ้าหนี้เงินนอกระบบจะไม่ให้ตังค์แน่ๆ ผมเลยปรึกษากับสมพงศ์ว่าจะทำอย่างไรดี ซึ่งน้องมั่นใจว่าธุรกิจนี้กำไรจะดีมาก เลยให้ผมบอกกับเจ้าหนี้ไปว่า ขอยืม 6 แสน แล้วจะคืนให้ 1.5 ล้านบาท พอเจ้าหนี้ได้ยินอย่างนั้น ก็ไม่ลังเล ตัดสินใจควักตังค์ออกมาให้เดี๋ยวนั้นเลย”
“แต่เงินนอกระบบเจ้านี้ คือเป็นที่รู้กันว่า ถ้าไม่เอาเงินมาคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด นั่นย่อมหมายความว่า ชีวิตของคุณจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรไม่มีใครทราบได้ หรือวันหนึ่งคุณอาจหายสาบสูญไปจากโลกนี้โดยที่ไม่มีใครรู้” จ่าเอกต่อศักดิ์ กล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“3 เดือนก็แล้ว 6 เดือนก็แล้ว เงินที่สมพงศ์ยืมไป ไม่มีท่าทีว่าจะได้คืน แต่กำหนดเวลาคืนเงินกำลังใกล้เข้ามาทุกที ผมเห็นท่าไม่ดี เลยกู้เงินจากสหกรณ์มา 1.6 ล้านบาท เอาไปใช้หนี้เงินนอกระบบก่อน เพราะผมกลัวลูกเมียของผมไม่ปลอดภัย เพราะบทเรียนมันมีให้เห็นกันมานักต่อนัก”
“กู้เงิน 1.6 ล้าน ใช้หนี้ไป 1.5 ล้าน เหลือใช้ 1 แสน และก็ยังมีหนี้ที่เอารถและปืนไปค้ำประกันคาอยู่ ทุกวันนี้ก็ต้องหาเงินมาชดใช้หนี้ในส่วนนี้อีก กลายเป็นว่า ทุกวันนี้เราจะกินแบบดีๆ ก็ไม่ได้ ต้องห่วงหน้าพะวงหลังว่าเงินจะใช้พอมั้ย และถึงแม้ว่า มันจะถูๆ ไถๆ ไปในแต่ละเดือนได้ แต่ก็ไม่มีความสุขอย่างที่มันควรจะเป็น” จ่าเอกต่อศักดิ์ ตัดพ้อ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากรู้ว่าสมพงศ์จะนำเงินไปทำธุรกิจกับ พลเรือตรีชัชพล คุณในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรง จะยอมให้สมพงศ์ ยืมเงินก้อนนี้หรือไม่?
"ถ้ารู้ตั้งแต่แรกว่า เป็นนาย(นายในที่นี้หมายถึง ผู้บังคับบัญชา)คนนี้ ผมไม่มีวันให้น้องยืมตังค์แน่ๆ" แววตาของจ่าเอกต่อศักดิ์แข็งกร้าว
เบื้องต้น นายสมพงศ์ ได้เดินทางไปที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ 1.พลเรือตรีชัชพล 2.นางกุ้ง และ 3.เรือเอกนิกร ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง แต่คดียังไม่คืบหน้า ไม่มีผู้ใดได้รับเงินคืนทั้งสิ้น แม้จะผ่านมากว่า 2 ปีแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมีข้าราชการทหารอีกหลายชีวิตที่ได้รับความทุกข์ร้อนเช่นเดียวกับหลายๆ ท่านที่ได้ไล่เรียงมาแล้วข้างต้น บางคนยังไม่มีเงินแต่งงานสร้างครอบครัว บางคนต้องขายบ้านขายรถ บางคนต้องอดมื้อกินมื้อ ส่วนคนที่นำเงินของคนเหล่านี้ไป ตอนนี้ พวกเขามีชีวิตอย่างไร อยู่ดีมีสุขหรือไม่? ติดตามความคืบหน้าของคดีดังกล่าว ได้ที่นี่เร็วๆ นี้...
และที่สำคัญ ยังมีบุคคลระดับนายพล นายพันที่ถูกตุ๋นจนเปื่อย
เช่นเดียวกับจ่าเช่นกัน ตื้นลึกหนาบาง ฉาวโฉ่อย่างไร ติดตามได้ที่นี่ที่เดียว!