สตรี กับ สตางค์ คือ กิเลส บ่อนทำลายภิกษุสงฆ์

จริงหรือไม่..ก็มีหลายตัวอย่างให้เห็นในสังคม พระบางรูป ญาติโยมศรัทธา สีกาเข้าหาใกล้ชิด... บางทีเข้ามาใกล้จนเกินไปกลายเป็น “ผ้าเหลืองร้อน” จนไม่สามารถอยู่ในเพศบรรพชิตได้ ผิดหรือถูก คงยากจะตอบ..?

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้รับเรื่องร้องเรียนไม่ชอบมาพากลกับวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งวัดดังกล่าวเป็นหนึ่งในวัดดังที่กลายเป็นข่าวใหญ่คดี “เงินทอนวัด” เรื่องราวที่เกิดขึ้นจะจริงหรือไม่ จะใช่หรือมั่ว ก็คงต้องลงพื้นที่พิสูจน์ และสอบถามกับชาวบ้านใกล้เคียง ที่อาจจะรู้เรื่องอะไรบ้าง ชาวบ้านจะรู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับวัด...

และก็เป็นดั่งที่คาดกัน..ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ทีมข่าวฯ เข้าพูดคุยด้วย ต่างสะท้อนความรู้สึก “กระอักกระอ่วน” หัวใจ และไม่ค่อยอยากกล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะบุคคลที่กล่าวนั้นคือ “สมภาร” ที่ทุกคนล้วนให้ความศรัทธาและกราบไหว้มาโดยตลอด แต่เมื่อทีมข่าวฯ บอกว่าจะไม่เปิดเผยตัว อุบาสกและอุบาสิกาจึงยอมพูดคุยด้วย

เสียงสะท้อน..จากใจ ท่านเป็นคนดีมากๆ ใส่ใจเรื่องการเรียน และช่วยเหลือด้านการศึกษา

จากการพูดคุยกับชาวบ้านหลายคนล้วนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกเสียใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับท่าน และยังเชื่อว่าท่านเป็นคนดีมากๆ เพราะที่ผ่านมา ท่านมีความเมตตากับชาวบ้านทุกคนมาโดยตลอด แม้ที่ผ่านมาจะไม่ค่อยได้เจอกับท่านโดยตรงก็ตาม แต่ก็รับรู้ว่าท่านเป็นคนดี ช่วยเหลือคนในชุมชนมาโดยตลอด

...

ส่วนเรื่องเงินทอนวัดนั้น ชาวบ้านรายหนึ่ง ซึ่งยอมรับว่าเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิ กล่าวอย่างหดหู่ใจว่า เรื่องนี้เราก็ไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่เงินที่เข้ามานั้นเป็นเงินไม่มาก ส่วนตัวคิดว่า เรื่องนี้ควรจะดำเนินการกับข้าราชการที่เอาเงินมาให้ท่านมากกว่า เพราะคนเป็นพระใครให้เงินมาท่านก็นำมาใช้ ส่วนจะใช้ทำอะไรนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับทางวัดขาดแคลนสิ่งใด ก็นำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“สิ่งที่เกิดขึ้นกับท่าน ผมว่ามันรุนแรงเกินไป เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นี่แค่สงสัยก็ไปไล่จับพระ จับสึกพระ แบบนี้มันไม่ถูก ส่วนตัวคิดว่า ที่เป็นแบบนี้เพราะอาจจะเกี่ยวข้องกับทางการเมืองก็เป็นได้ เรียกว่าท่านเจ้าอาวาส นั้นตกกระไดพลอยโจน ที่บังเอิญท่านไปคบหาสมาคมกับวัดวัดหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ถูกกับรัฐบาล เมื่อเขาไล่จัดการ ท่านก็พลอยได้รับความเดือดร้อนไปด้วย”

เมื่อถามว่า วัดวัดนั้น เข้ามามีส่วนภายในวัดแห่งนี้จริงหรือไม่ ศิษย์ก้นกุฏิ ยอมรับว่า เขาเข้ามาดำเนินการช่วยเหลืออะไรหลายอย่างในวัดจริงๆ ที่ผ่านมาได้มีการส่งพระมาบวชเรียนที่วัดแห่งนี้เป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนโรงเรียนของสงฆ์ ทำให้มีพระสงฆ์จำวัดเป็นจำนวนมาก ส่วนที่ท่านจะไปคบหาสมาคมกับวัดแห่งนั้นหรือไม่ ก็คงเป็นเรื่องจริง เพราะที่ผ่านมาได้มีการติดต่อกันมาโดยตลอด

แล้วที่ผ่านมา มีเรื่องเสื่อมเสียอะไร นอกจากกรณี “เงินทอนวัด” บ้าง... ศิษย์ก้นกุฏิรายดังกล่าว นิ่งเล็กน้อย...ก่อนตอบว่า ก็มีบ้างที่พระแตกแถว แอบหนีเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นพระใหม่ ที่มาเรียน (หนีเที่ยวนี่หนีแบบไหน.?) ศิษย์คนเดิม กล่าวว่า ก็หนีเที่ยวทั่วไป เพราะที่นี่นั้นหากเป็นกลางวันก็จะดูเงียบๆ ปกติดี แต่พอเป็นเวลากลางคืน ที่นี่จะแตกต่างไปมาก เนื่องจากอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว ดังนั้นจึงมีผับ บาร์ ค่อนข้างเยอะ ซึ่งเมื่อทางพระท่านจับได้ก็มีบ้างที่ถูกจับสึก ส่งกลับบ้าน

แล้วพระผู้ใหญ่ล่ะ มีบ้างไหม... ทีมข่าวยิงคำถามไป แต่ศิษย์คนเดิมยืนยันว่า “ไม่มี..”

ขณะที่ ชาวบ้านอีกรายหนึ่ง ซึ่งอาศัยในชุมชนวัด กล่าวว่า ไม่เชื่อว่าท่านจะทุจริต เพราะท่านเป็นคนดีมากๆ ช่วยเหลือชุมชน แต่ละปีก็มีการมอบทุนช่วยเหลือชาวบ้าน เด็กๆ ในชุมชน หากดูแล้วมีแววเป็นคนดี ตั้งใจเรียน ท่านก็ช่วยเหลือมอบทุนการศึกษา ส่งเรียนจนจบ เรียกว่าท่านดีมากๆ แต่...คนอื่นนั้น ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร จะทุจริตดั่งที่เขากล่าวหาหรือไม่ เรื่องนี้ไม่รู้

...

“ตอนนี้รู้สึกสงสารท่าน ไม่น่ามาเจออะไรแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นเพราะคนรอบข้าง ข้างตัวท่านก็ได้” นี่คือความรู้สึกของหญิงสาวรายหนึ่ง ที่กล่าวถึงเจ้าอาวาสวัด

“อาซ้อ” เหนือ “สมภาร” ท่านเป็นคนดีมากๆ แต่มาเสียชื่อเสียงทั้งหมด เพราะ “คนคนเดียว”

“ท่านเป็นคนใจดี...มีเมตตามาก แต่มาเสียเพราะคนคนเดียว”

นี่คือเสียงของชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่กำลังจับกลุ่มคุยกันอยู่ เมื่อทีมข่าวเข้าไปทักทายแล้วพูดคุยด้วย วลีดังกล่าวจึงหลุดออกมาจากปาก..

เริ่มแรกนั้น ชาวบ้านก็ยังไม่ค่อยกล้าพูดถึงเรื่องนี้นัก เมื่อเริ่มพูดคุยกับสารพัดเรื่องราวจึงพรั่งพรูออกมา โดยเฉพาะจากปากคนที่เกิดและโต ณ ชุมชนแห่งนั้น

....เรื่องของเรื่องคือ มีผู้หญิงคนหนึ่ง ได้ติดตามพระผู้ใหญ่มารูปหนึ่ง และได้พามารู้จักกับท่านเจ้าอาวาส ผู้หญิงคนนี้เป็นเจ้าของกิจการ “สังฆภัณฑ์”

โดยสีกาคนนี้ อายุห่างจากเจ้าอาวาสเป็นสิบปี โดยเธอคนนี้เริ่มเข้ามามีบทบาทในวัดมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ 10 กว่าปีก่อน จากเดิมที่เป็นเจ้าของกิจการสังฆภัณฑ์ กลายเป็นผู้รับเหมาดูแลทุกเรื่องในวัด ซึ่งคนในวัดทุกคนรู้ดี และจะเรียกสีกาคนนี้ว่า “อาซ้อ”

อาซ้อ ผู้นี้ ชาวบ้านเขารู้กันดีว่า “ยิ่งใหญ่กว่าเจ้าอาวาส” แต่เป็นเรื่องที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่มีใครกล้าพูด เธอสามารถเข้าออกกุฏิพระได้อย่างสบาย

...

ถามว่า “อาซ้อ” ผู้นี้มีสัมพันธ์อย่างไรกับเจ้าอาวาส ชาวบ้านตอบว่า “เรื่องนี้ตอบยาก...ก็ลองนึกคิดเอาแล้วกัน ว่าสามารถเข้านอกออกในได้จะมีความสัมพันธ์อย่างไร แต่ถามว่าเป็นอะไรนั้นไม่รู้จริงๆ”

เดิมที เขามีแค่รถเก่าๆ คันเดียว แต่พอเข้ามามีบทบาทแล้ว เขาก็มีบ้านหลังใหญ่โต ขับรถยุโรปโก้หรู

ต่อมา เขาได้ให้ญาติๆ ของเขาเข้ามาปรนิบัติหลวงพ่อ ช่วยดูแลทุกๆ อย่าง อยากกินอะไรก็สั่งพระเลขาฯ ซึ่งท่านก็ให้ลูกศิษย์ไปหาซื้อมาให้ ของที่ฉันแต่ละอย่างก็เป็นของดี กาแฟ “สตาร์บัคส์” แก้วหนึ่งเกือบ 200 บาท ก็ไปหาซื้อมา อยากกินอะไรก็ได้หมด

ตึกบางตึกที่ถูกสร้างขึ้นมา บางทีแทบไม่ได้ใช้งานอะไร แต่ในตึกนั้นเป็นตึกอย่างดี มีลิฟต์ มีแอร์เกือบทุกห้อง ใช้เป็นเพียงห้องรับรอง...

ญาติพี่น้องของ “อาซ้อ” ได้มาสร้างอาณาจักรภายในวัด หลายคนเข้ามากินนอนในวัด เมื่อก่อนจะมีสถานที่ให้เช่าวัตถุมงคล ซึ่ง...ต่อมาได้ถูกทุบทิ้ง กลายเป็น “ร้านกาแฟ” ของญาติๆ นอกจากนี้ บางคนยังได้เอารถของหลวงพ่อไปใช้

ลึกๆ แล้ว ก็อยากให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบจัดการให้เรียบร้อย เพราะเราก็รู้สึกอึดอัดใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ “อาซ้อ” ผู้นี้อยากจะชี้นิ้วสั่งใครก็สั่ง คนงานในวัดก็เอาไปใช้งานที่บ้าน ต่อเติมบ้าน ทำงานบ้าน เอาคนของวัดไปใช้? แบบนี้ใช้ได้หรือ... ยิ่งในช่วงหลังๆ นี้เชื่อว่าเธอได้คุมเงินของวัดเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะก่อสร้างอะไร อาซ้อ ก็จะมีบทบาทในการดูแล

“หากไปดูศาลาแห่งหนึ่งในวัด จะเห็นพื้นไม้ขนาดใหญ่ หากมองดูผิวเผินก็อาจจะไม่รู้ แต่พอมาดูใกล้ๆ แล้วจะเห็นว่า เป็นไม้ขนาดใหญ่ เรียกว่ามาเป็นต้นเลย เราก็ไม่รู้ว่าเป็นไม้อะไร แต่ที่แน่ๆ คือ “อาซ้อ” ผู้นี้เป็นคนเอามาใช้”

...

มีอยู่ช่วงหนึ่งวัดนี้เฟื่องฟูมาก ตั้งแต่มี “หมอดูชื่อดัง” คนหนึ่งเข้ามาทำกิจกรรมภายในวัด ต่อมาได้ข่าวว่าได้มีปัญหาบางอย่างกับ “อาซ้อ” หมอดูคนนี้ได้กระเด็นออกจากวัด กระทั่งมีการติดต่อ “หมอดูคนใหม่” เข้ามาแทน นอกจากนี้ เวลาไปต่างประเทศ​อาซ้อคนนี้ก็จะไปด้วย อ้างว่าไปฝังเข็ม ที่ประเทศจีน ซึ่งจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่ามีการเข้าออกประเทศพร้อมกันแล้วนับสิบครั้ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชาวบ้านเล่ามาทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่ชาวบ้านต่างรู้และเห็นเนื่องจากอาศัยอยู่ใกล้เคียงกับวัด แต่ทั้งหมดจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ นั้น คงต้องให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้ามาพิสูจน์ เพราะหากว่าเป็นจริง คงต้องหาวิธีจัดการกับ “เหลือบไร” ศาสนาให้หมดไปเสียที

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ทางลับ ร้อยล้าน แพะรับบาป? เจาะปมลึกวัดสระเกศ 'หมอมโน'โยงวัดดังให้ที่หลบ

ทองคำ1ตัน รถหรู เงินอื้อซ่า เปิดเรตสินบนสมณศักดิ์ มลทินวงการผ้าเหลือง

คุ้ยทางลับ หาประตูล่องหนพระพรหมสิทธิ เปิด 10 เส้นทางเข้า-ออกวัดสระเกศ (คลิป​)

3 นาทีคดีดัง : เงินทอนวัด เงินบุญ ตราบาป 3 เกมโกง (คลิป)