ผ่านมาแล้ว 2 วัน สำหรับเทศกาลสงกรานต์ 2561 เมื่อหันไปทางไหน ก็เห็นสาวๆ ห่มสไบ แต่งตัวชม้อยชม้ายละลานตาไปเสียหมด..
มีการคาดการณ์กันว่า สงกรานต์ปีนี้ จะมีเงินสะพัดกว่า 1.32 แสนล้านบาท!!
ถือว่ามากที่สุดในรอบ 13 ปี เลยทีเดียว จะสะพัดดังที่คาดการณ์เอาไว้หรือไม่ คงต้องรอลุ้นตัวเลขกันอีกครา
แต่ที่แน่ๆ หนา ใครที่เล่นสงกรานต์ปีนี้ก็อย่าลืมดูแลร่างกาย เพื่อเตรียมตัวกลับมาทำงานด้วยนะ..ที่สำคัญดูแลสุขภาพกระเป๋าตังค์ให้ดีด้วย ระวัง "กระเป๋าฉีก" โดนพ่อค้าแม่ค้าหัวใส “โขกราคา” กันด้วย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ และ กรมการค้าภายใน ได้ออกมาตรการควบคุมป้องกันพ่อค้าแม่ค้าหัวใสมาเอาเปรียบลูกค้า โดย นายฉัตรชัย ศักดิ์ศิลปชัย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยกับ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่า การควบคุมดูแลราคาสินค้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้น จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก
1. การกวดขันการขายสินค้าบริเวณสถานีขนส่งต่างๆ เช่น อาหารปรุงสำเร็จ มีการติดป้ายแสดงราคาหรือไม่ มีการปรับราคาขึ้นจากเดิมหรือไม่ ราคาแพงเกินจริงหรือเปล่า
...
2. ตรวจสอบการขายสินค้าตามราคาทั่วไป รวมไปถึงร้านสะดวกซื้อที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง โดยเราจะเข้าไปดูสินค้าที่จำเป็นต้องบริโภค เช่น น้ำดื่ม อาหารสำเร็จรูป ขนม และอื่นๆ
“สิ่งที่เราทำนั้น ไม่ได้เฉพาะเจาะจงแต่ในกรุงเทพฯ แต่เราได้ประสานพาณิชย์จังหวัด ให้ร่วมมือดูแลสถานีขนส่ง หรือร้านค้าส่ง-ปลีก ในจังหวัดนั้นๆ ด้วย”
ลุยตรวจสถานีบริการน้ำมัน ป้องกันปัญหา “เติมไม่เต็มลิตร”
นอกจากสินค้าและบริการแล้ว กรมการค้าภายในยังดูแลครอบคลุมไปถึงสถานีบริการน้ำมันด้วย โดย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เผยว่า เรามีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน หรือ พลังงาน เช่น LPG หรือ NGV ว่ามีการเติมให้กับประชาชนครบตามจำนวนที่ซื้อหรือไม่ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในของเรา มีสำนักงานกลางชั่งตวงวัด โดยมีหน้าที่ตรวจสอบปริมาณ ปริมาตร ความยาว ในส่วนของพลังงานน้ำมันก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราได้ร่วมตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อคุ้มครองประชาชนป้องกันการฉวยโอกาส..
อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ รมว.พาณิชย์ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบสถานีบริการใน 5 เส้นทางหลักแล้ว โดยหากสถานีน้ำมันแห่งใดที่ผ่านการตรวจจากกรมการค้าภายในแล้ว ที่หน้าปั๊มจะมีเขียนคำว่า “สถานีบริการน้ำมันเต็มลิตร” โดยทุกลิตรที่เราเติมจะได้ครบตามจำนวน
2 ข้อร้องเรียนมากสุด “ไม่ติดป้ายแสดงราคา” กับ ของแพงเกินสมควร ชี้ผิดจริงโทษปรับหนัก
เมื่อถามว่าสิ่งที่ประชาชนร้องเรียนมากที่สุด คืออะไร นายฉัตรชัย กล่าวว่า เท่าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนมากที่สุด คือ การไม่ติดป้ายแสดงราคา รองลงมา คือ สินค้าและบริการ ราคาสูงเกินสมควร และเครื่องชั่งไม่ได้มาตรฐาน
เมื่อถามว่า บทลงโทษนั้นเป็นอย่างไร รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า มีความแตกต่างกัน อาทิ การไม่ติดป้ายแสดงราคา จะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท กรณีเครื่องชั่ง บทลงโทษแล้วแต่ประเภทของเครื่องชั่ง อาทิ เครื่องชั่งที่ใช้ในตลาดสดทั่วไป หากเราพบว่าใช้เครื่องชั่งที่ค่อนข้างเก่า ที่ดูแล้วน่าจะชำรุด เราก็จะยึดแล้วนำไปทำลาย
...
แต่..ถ้าเราตรวจสอบได้ว่า มีการดัดแปลงเครื่องชั่ง มีเจตนาในการโกงประชาชน ตรงนี้มีโทษหนัก จำคุก 6 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 20,000 ซึ่งที่ผ่านมา เราเคยจับได้แล้ว มีเจตนา เราจึงนำตัวส่งดำเนินคดี..
ปืนฉีดน้ำ...คุมยาก เหตุมีหลายสเปก แต่ก็เดินหน้าตรวจสอบ
สินค้าสำหรับเทศกาลสงกรานต์ เช่น ปืนฉีดน้ำ ได้มีการตรวจสอบบ้างหรือไม่ นายฉัตรชัย ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ตรวจสอบยาก เพราะปืนฉีดน้ำที่นำมาเล่นกันนั้นมีหลายสเปก หลายแบบ ดังนั้น ราคาปืนฉีดน้ำจึงแตกต่างกันไป แต่เราก็ได้ประสานไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด และพื้นที่ส่วนกลาง ลงพื้นที่ตรวจสอบเช่นกัน แต่หลักๆ เราจะเน้นดูเรื่องการแสดงป้ายราคามากกว่า เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสในการตัดสินใจเลือกซื้อหรือไม่ซื้อ
ทั้งนี้ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ได้ฝากถึงประชาชน ว่า หากจะซื้อสินค้าประเภทใดก็แล้วแต่ ก็อยากให้เปรียบเทียบราคากันก่อน เพื่อป้องกันการโก่งราคา หรือ ขายแพงเกินจริง เพื่อดูแลตนเองไม่ให้เสียเปรียบเสียก่อน แต่...หากพบเห็นการกระทำผิด เช่นไม่ติดป้ายราคา หรือ ฉวยโอกาสขึ้นราคา หรือ ปฏิเสธการจำหน่าย สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ได้ โดยจะมีสายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบตามคำร้องเรียนจากประชาชน
...
ลุยถนนข้าวสาร พบ เข้าห้องน้ำ ครั้งละ 10 บาท! เติมน้ำ 5-10 บาท ข้าวไข่เจียว 20
อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวฯ ได้ลงพื้นที่ ถนนข้าวสาร เพื่อตรวจสอบราคาขายสินค้า และบริการ พบว่า ผู้ค้าขายส่วนใหญ่ก็ได้ติดป้ายแสดงราคา เช่น ข้าวไข่เจียว ในราคา 20 บาท เครื่องดื่ม โดยเฉลี่ยจะเริ่มต้นที่ 10-30 บาท ยกเว้นเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ ปืนฉีดน้ำ ก็มีหลายราคาแต่เท่าที่สังเกต บางร้านเลือกที่จะไม่ติดป้ายแสดงราคา
นอกจากของที่นำมาขายกันแล้ว ยังมีบริการเติมน้ำปืนฉีดน้ำด้วย โดยมีการติดป้ายราคาไว้อย่างชัดเจน 5-10 บาท ซึ่งตรงนี้...ถามว่าใครจะเป็นคนดูแลควบคุม ราคานี้เหมาะสมหรือไม่...
...
แต่ที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการฉวยโอกาสหรือไม่ คือ ราคาเข้าห้องน้ำ ทีมข่าวฯ เดินไปพบเจอแบบจังๆ คือ หากใครจำเป็นต้องปลดทุกข์ ก็จะโดนหนักในราคา 10 บาท แบบนี้เป็นธรรมหรือไม่ แต่ๆ ถ้าทนไหวก็ลองหาห้องน้ำใช้ฟรี ที่ สน.ชนะสงคราม ดูก็แล้วกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ อาจจะเป็น มุมมืดมุมหนึ่งในเทศกาลงดงาม ภาครัฐน่าจะใส่ใจกำกับดูแลให้ครอบคลุมมากขึ้น หากทำได้ เชื่อว่า เทศกาลสงกรานต์ของไทยจะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลั่งไหลมามากขึ้น