ฉาวโฉ่ ฉ้อฉล ประพฤติชั่ว!

ข้าราชการ “ทุจริต” แผลเน่าลึกกัดกินสังคมไทยจนฟอนเฟะ เละเทะ และสลับซับซ้อน เพราะยิ่งขุดยิ่งเจอโกง ยิ่งแหวกลึกยิ่งพบข้าราชการระดับสูงมีเอี่ยว...

แม้ว่า "ข้าราชการ" จะหมายถึง ผู้ทำงานรับใช้แผ่นดิน และเป็นผู้ที่ถวายสัตย์เอาไว้โดยพร้อมเพรียงว่า พวกเขาจะซื่อสัตย์สุจริต แก้ปัญหาประเทศชาติ และสร้างคุณประโยชน์ให้แก่แผ่นดิน!

แต่วันนี้ “ข้าราชการ” ของแผ่นดิน ปฏิบัติตนดั่งคำปฏิญาณข้างต้นแล้วหรือไม่?...

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ไล่เรียงเรื่องราวข้าราชการโกง โดยเฟ้นเอาเฉพาะประเด็นใหญ่ๆ ที่อึกทึกครึกโครมในช่วงนี้(ถ้าเลือกมาทั้งหมด คงเขียนเป็นหนังสือได้เป็นเล่มๆ)

...

แต่คุณอย่าเพิ่งละเหี่ยเพลียใจกันไปก่อน ลองพิจารณาและตั้งคำถามดู เราเชื่อว่า คุณต้องสงสัยว่า เรื่องอัปยศเช่นนี้ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และคุณจะยอมให้มันเกิดขึ้นซ้ำรอย เช่นนั้นหรือ?

เด็กฝึกงาน จับโกง ข้าราชการปล้นเงินคนจน โกงแล้ว 53 จังหวัด เด้งฟ้าผ่า บิ๊ก พม.!

“งาบเงินคนจน” เรื่องนี้คงจะใจเย็นกันอยู่ไม่ได้ เพราะนี่ไม่ต่างอะไรจากอาชญากรรมของคนใจคอโหดเหี้ยมที่กล้าโกงแม้แต่เงินของคนที่มีฐานะลำบากยากแค้นที่สุดในสังคม หรือยิ่งไปกว่านั้น เงินจำนวนหลักพันที่เขาควรจะได้รับ อาจเป็นเงินก้อนสุดท้ายของบั้นปลายชีวิตใครคนหนึ่งก็ได้!

เริ่มจาก “น้องแบม-ปณิดา ยศปัญญา” นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) มีโอกาสได้ฝึกงาน ณ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น ซึ่งการฝึกงานของเธอในช่วงแรก ดูเหมือนจะเป็นไปอย่างราบรื่น แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น!

น้องแบม-ปณิดา ยศปัญญา
น้องแบม-ปณิดา ยศปัญญา

ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการฝึกงานและเงินกองทุน สั่งให้ น้องแบม ปลอมลายเซ็นชาวบ้าน เพื่อรับเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย ผู้ติดเชื้อเอดส์ และกลุ่มส่งเสริมอาชีพ โดยคิดเป็นยอดเงินรวมกว่า 6,900,000 บาท!

แต่สุดท้าย เงินจำนวนดังกล่าว กลับไปไม่ถึงมือชาวบ้านที่ปรากฏในรายชื่อเหล่านี้แต่อย่างใด!

เมื่อ น้องแบม เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลนี้ เธอจึงนำเรื่องไปแจ้งกับอาจารย์ที่ปรึกษา แต่อาจารย์กลับบอกว่า นิสิตที่ไปฝึกงานเป็นเด็กเลี้ยงแกะ และสั่งให้กราบเท้าเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น เพื่อให้เรื่องจบ

...

แต่ด้วยความที่น้องแบมคิดว่า เธอได้รับการสอนสั่งมาโดยตลอดว่า การจะเป็นนักพัฒนาชุมชนที่ดีได้นั้น ต้องต่อสู้เพื่อคนยากจน และต้องยืนหยัดบนความถูกต้อง เธอจึงเดินหน้าร้องเรียนไปยัง คสช.

เมื่อเจ้าหน้าที่ คสช. และ ป.ป.ท. เริ่มลงพื้นที่แสวงหาข้อเท็จจริง หัวหน้าภาควิชาฯ จึงเรียกน้องแบมเข้าไปในห้องเพื่อสอบถาม และบอกกับน้องแบมว่า “ถ้าจะร้องเรียนทำไมไม่ให้เรียนจบก่อน ทำแบบนี้ทำไม หน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบทำอะไรไม่ได้หรอก” จากนั้นหัวหน้าภาควิชา ได้ใช้มือทุบหลัง 2 ครั้ง

กระทั่งเรื่องดังกล่าว กลายเป็นข่าวโด่งดังและผู้คนในสังคมให้ความสนใจเป็นวงกว้าง จึงมีการตรวจสอบขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ จนพบว่า นอกจากศูนย์คุ้มครองคนไร่ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น แล้ว ป.ป.ท.ยังพบการทุจริตในจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศรวม 53 จังหวัด วงเงินงบประมาณ 107 ล้านบาท (ข้อมูล วันที่ 26 มี.ค.2561)

...

ขณะที่ 53 จังหวัดที่พบการทุจริตงบศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ประกอบด้วย ขอนแก่น เชียงใหม่ บึงกาฬ หนองคาย สุราษฎร์ธานี ตราด น่าน สระแก้ว อุดรธานี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา กระบี่ ตรัง ร้อยเอ็ด ยะลา พัทลุง ชุมพร สุรินทร์ อ่างทอง พิษณุโลก ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สงขลา นราธิวาส มหาสารคาม ลำพูน นครราชสีมา อำนาจเจริญ ยโสธร อุบลราชธานี นครพนม กาฬสินธุ์ พิจิตร ราชบุรี นครปฐม มุกดาหาร ลำปาง เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก อุทัยธานี สตูล ลพบุรี หนองบัวลำภู ศรีสะเกษ กำแพงเพชร พังงา สกลนคร จันทบุรี เลย ชลบุรี ภูเก็ต และปัตตานี

เมื่อเรื่องแดงขึ้น ก็วุ่นกันไปทั้งบาง เพราะดันไปเกี่ยวพันถึงข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จนต้องมีคำสั่งฟ้าผ่าจากบิ๊กตู่ เด้งผู้ใหญ่ในกระทรวง พม. เพื่อเปิดทางตรวจสอบการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้!

นายกรัฐมนตรี ได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัด พม.และ นายณรงค์ คงคำ รองปลัดพม. ปฏิบัติราชการสำนักนายกฯ
นายกรัฐมนตรี ได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัด พม.และ นายณรงค์ คงคำ รองปลัดพม. ปฏิบัติราชการสำนักนายกฯ

...

ข้าราชการซี 8 โกงคนเดียว 10 ปี อมไป 88 ล้าน!

ถึงคิวกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตรวจพบทุจริตเงินในโครงการเสมาพัฒนาชีวิต อันเป็นเงินช่วยเหลือเด็กที่ตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ากาม ซึ่งคนโกงเขาจะรู้บ้างหรือไม่ว่า เงินที่ไปไม่ถึงเด็กเหล่านี้ อาจทำให้ชีวิตเด็กสาวตาดำๆ มีจุดจบอยู่ในซ่องแห่งใดแห่งหนึ่งก็เป็นได้...

“ยักยอกเงินเด็ก 88 ล้าน” ประเด็นคาวของ ศธ. ที่ถูกพูดถึงกันช่วงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มตรวจสอบภายในสำนักงานปลัด ศธ. ขุดพบการทุจริต โดย “รจนา สินที” ข้าราชการหญิงรายหนึ่ง ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ (ซี 8) สำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา ของ สป.ศธ. กระทำการยักยอกเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ตั้งแต่ปี 2551-2561 ไปจำนวน 88 ล้านบาท

 พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี คณะกรรมการ ป.ป.ท.
พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี คณะกรรมการ ป.ป.ท.

ในส่วนกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต “รจนา” ถือได้ว่าร่วมทำงานมาตั้งแต่ริเริ่มโครงการเสมาพัฒนาชีวิต ในปี 2538 จนถึงปัจจุบัน และรับผิดชอบในการจัดทำข้อมูลรายละเอียดเสนอการขออนุมัติทุน โดยเจ้าตัวให้การสารภาพ ต่อ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ.ว่ากระทำจริง

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบการโอนเงินของกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2551 ถึงเดือนมี.ค. 2561 พบว่า มีการอนุมัติเงิน 166,347,721 บาท เป็นการโอนเงินเข้าบัญชีหน่วยงาน 77,531,072 บาท และเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีญาติพี่น้องและคนรู้จัก 88,816,640 บาท จำนวน 19 บัญชี โดยยอดล่าสุดในปี 2561 โอนเข้าบัญชีบุคคลอื่นกว่า 3 ล้านบาท แต่ไม่มีการโอนเข้าบัญชีหน่วยงานหรือผู้ที่ได้รับทุนดังกล่าวเลย

ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า กองทุนนี้เป็นกองทุนแก้ปัญหาตกเขียวเด็กหญิงที่ถูกล่อลวงไปค้าประเวณี โดยเฉพาะภาคเหนือ สมัยนายอาทร จันทวิมล เป็นรองปลัด ศธ. เป็นผู้ประสานงานขอเงินจากกองสลากกินแบ่งรัฐบาลมาช่วยเด็กตกเขียว โดยให้สำนักงานปลัด ศธ.บริหารจัดการ แต่ระยะหลังๆ ค่อนข้างเงียบไม่มีใครทำอะไรเลยทำให้ไม่มีใครสนใจ นายอาทรยังสอบถามเลยว่ากองทุนนี้ยังอยู่หรือไม่ และ ศธ.เอาไปทำอะไรบ้าง ก็ไม่มีคำตอบเพราะไม่มีใครรู้ว่ายังมีอยู่หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทุนเสมาพัฒนาชีวิตเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2542 สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นกองทุนสำหรับสนับสนุนเด็กที่อยู่ในสภาวะยากลำบากให้มีทุนการศึกษาต่อระดับวิชาชีพ โดยใช้เงินจากการออกสลากกินแบ่งฯการกุศลงวดพิเศษ เงินอุดหนุนจากงบประมาณ เงินบริจาค และเงินดอกผลของกองทุน บริหารกองทุนโดยคณะกรรมการกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตมีปลัด ศธ.เป็นประธาน

ตกเขียว หมายถึง พ่อแม่รับเงินจากนายทุนซึ่งจ่ายเป็น “ค่าตัวเด็กผู้หญิง” ไว้ล่วงหน้า แล้วนายทุนจะมารับตัวเด็กเพื่อไปค้าประเวณีเป็นการใช้หนี้แก่นายทุน
ตกเขียว หมายถึง พ่อแม่รับเงินจากนายทุนซึ่งจ่ายเป็น “ค่าตัวเด็กผู้หญิง” ไว้ล่วงหน้า แล้วนายทุนจะมารับตัวเด็กเพื่อไปค้าประเวณีเป็นการใช้หนี้แก่นายทุน

งามไส้! พนง.ประกันสังคม อมเงินคนชรา

เรื่องนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน ถึงกับควันออกหู!

เมื่อข้าราชการกระทรวงแรงงานคนหนึ่ง ร้องเรียนว่า สามี ซึ่งเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 40 ทางเลือกที่ 3 ของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ออมเงินชราภาพได้ประมาณ 1 หมื่นบาท แต่เมื่อยื่นลาออกจากการเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 40 ดังกล่าวและขอเงินคืน ปรากฏว่าเงินส่งไม่ถึงมือ จนสืบพบว่า พนักงานประกันสังคม พื้นที่ 3 กทม. เขตดินแดง ยักยอกเงินไปใช้เอง พร้อมกับยอมรับว่าทำมาแล้ว 4 ราย

อดุลย์ แสงสิงแก้ว
อดุลย์ แสงสิงแก้ว

เมื่อเรื่องไปถึงหู พล.ต.อ.อดุลย์ ก็ถึงกับควันออกหู เพราะเจ้าหน้าที่ในสังกัดที่ตัวเองดูแล ดันทำเรื่องเสียชื่อ เสียเกียรติอย่างไม่น่าให้อภัย จึงสั่งให้ สปส.เร่งดำเนินการ 4 ข้อ คือ 1.ไล่ออก 2.ให้ดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง และอาญา เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง 3.หามาตรการเยียวยาผู้เสียหาย และ 4.สั่งตรวจสอบทั้งระบบว่ามีปัญหาลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นใน สำนักงานอื่น ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัดอีกหรือไม่

ทั้งนี้ นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาฯ สปส. ก็ออกมายอมรับว่า ทราบเรื่องมา 3 เดือนแล้ว แต่เพิ่งตั้งกรรมการสอบประมาณ 1 เดือน และยังไม่ได้สรุปผลสอบ คนผิดยังนั่งทำงานทุกวันเพียงเปลี่ยนหน้าที่เท่านั้น จนตกเป็นข่าวจึงถูก พล.ต.อ.อดุลย์ บี้ให้ สปส.ไล่ออก และขยายผลตรวจสอบทั่วประเทศ

คำสั่งขยายผลของ พล.ต.อ.อดุลย์ ยังไม่ทันได้ขาดคำ ก็มีรายการว่า พบการทุจริตลักษณะเดียวกัน ที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐม เมื่อปี 2558-2559 โดยพนักงาน สปส.รายหนึ่ง ปลอมแปลงเอกสารยักยอกเงินออมชราภาพ ของผู้ประกันตน มาตรา 33 ที่เสียชีวิตไปแล้ว รวมกว่าแสนบาท ความมาแตกหลังญาติผู้ตายติดตามทวงถามสิทธิประโยชน์ จนพนักงานรายนี้ถูกไล่ออก เมื่อสอบถามไปยังนางเพียงพิศ วิภานันท์ ประกันสังคมจังหวัดนครปฐม ก็ไม่ได้ปฏิเสธถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

5 ข้อสำคัญ สะท้อนปรากฏการณ์โกง กระหน่ำชาติ!

ก่อนที่เราจะกุมขมับ เพราะเรื่องราวชวนเอือมระอาที่ทีมข่าวได้ไล่เรียงมาแล้วข้างต้น ทีมข่าวมีโอกาสได้พูดคุยกับ รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ให้ความเห็นอันน่าสนใจหลายประการ ดังต่อไปนี้...

1.ในช่วงที่ผ่านมา ปรากฏข่าวข้าราชการทุจริตอยู่ทั่วทุกหัวระแหงของประเทศไทย ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ประชาชนมีความตื่นตัวกับเรื่องทุจริตค่อนข้างมาก

“โดยส่วนตัว ผมมองว่า การโกงไม่ได้มีแค่บางหน่วยงานที่ปรากฏเป็นข่าว แต่การโกงนั้น มีทุกหน่วยงาน เพียงแต่ว่า ยังไม่ได้ถูกเปิดเผย และตรวจไม่เจอ”

สังศิต พิริยะรังสรรค์
สังศิต พิริยะรังสรรค์

2.ระบบการตรวจสอบของรัฐ ไม่สามารถตรวจพบการโกง เนื่องจากผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ขึ้นมามีอำนาจ มักมาจากการแต่งตั้งที่ไม่สุจริต และเลือกเอาเฉพาะพรรคพวกของตัวเองขึ้นมารับตำแหน่งต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น การใช้เส้นสาย, การรับเอาเฉพาะบุคคลที่จบจากสถาบันเดียวกัน เป็นต้น ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ระบบการตรวจสอบภายในหน่วยงานนั้นๆ ไม่สามารถกระทำได้

3.รัฐบาลกำลังตกอยู่ในสภาวะ “ตกใจ” เพราะการทุจริตปรากฏอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย จนนายกรัฐมนตรีต้องออกมาพูดว่า “อย่าพูดถึงเรื่องทุจริตกันมาก เพราะจะกระทบกระเทือนการลงทุนจากต่างประเทศ” ซึ่งนายกรัฐมนตรีอาจจะลืมไปเสียแล้วว่า รัฐบาลของท่านได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนในเรื่องของนโยบายปราบโกงมากที่สุด

“ตอนนี้มีคนที่กล้าจะลุกขึ้นมาคัดค้าน และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการทุจริต แต่คนในรัฐบาลแทนที่จะดีใจ กลับตกใจ ฉะนั้น รัฐบาลอย่าตกใจ เพราะนี่คือ ปรากฏการณ์ที่ดี”

“แต่ในขณะเดียวกัน ผู้นำประเทศของเราก็ออกมาป้องรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลเรื่องนาฬิกา ซึ่งจุดนี้ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด และทำให้ผู้นำประเทศของเราตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะถ้าผู้นำประเทศจะออกมากวาดล้างการทุจริต เดี๋ยวก็จะมีคนออกมาตั้งคำถามกับท่านว่า อ้าว แล้วคนใกล้ตัวของท่านล่ะ ท่านจะจัดการอย่างไร ท่านจะปราบโกงเฉพาะคนที่ไม่ใช่พวกท่านเช่นนั้นหรือ

4.เมื่อมีเปิดโปงการทุจริต และรัฐบาลเข้าไปจัดการกวาดล้างอย่างจริงจัง จุดนี้จะช่วยให้รัฐบาลได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศได้อย่างมาก แต่ในทางกลับกัน หากรัฐบาลนิ่งเฉย หรือไม่จริงจังในการปราบปรามทุจริต จุดนี้จะกระทบความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศอย่างแน่นอน

“หากรัฐบาลไม่จัดการปัญหาการทุจริต นี่จะเป็นวิกฤติของประเทศไทย แต่ถ้ารัฐบาลกวาดล้างการทุจริตอย่างจริงจัง นี่จะถือว่าเป็นโอกาสของประเทศไทย”

5.การแก้ปัญหาทุจริตในมุมมองของ รศ.ดร.สังศิต คือ เมื่อใดก็ตามที่พบผู้ทุจริต รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงโทษผู้ทุจริตโดยใช้มาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่ากับคนสนิท คนใกล้ชิด หรือใครก็ตาม และต้องใช้ยาแรงที่สุดกับผู้ทุจริต

“แต่ถ้ารัฐบาลใช้การลงโทษแบบสองมาตรฐาน ลงโทษคนสนิทอีกอย่าง ลงโทษคนไม่สนิทอีกอย่าง รัฐบาลจะไม่สามารถเดินหน้าปราบปรามทุจริตได้ และถ้านายกรัฐมนตรี ใช้วิธีการนี้ ผมมองว่า จะช่วยหยุดวิกฤติของรัฐบาลที่กำลังอยู่ในช่วงขาลงได้

“ไม่มีหน่วยงานไหนในประเทศไม่โกง
เพียงแต่ว่า เรายังไม่รู้เท่านั้นเอง”
รศ.ดร.สังศิต ทิ้งท้ายเจ็บลึก.