ไม่กลัวอิทธิพล ไม่สนถูกเด้ง ล้วงใจ ดุษฎี หวิดตาย เคยท้อ แต่ถอยไม่เป็น! (ตอน 2)

ข่าว

    ไม่กลัวอิทธิพล ไม่สนถูกเด้ง ล้วงใจ ดุษฎี หวิดตาย เคยท้อ แต่ถอยไม่เป็น! (ตอน 2)

    ไทยรัฐออนไลน์

    22 มี.ค. 2561 05:30 น.

    หลังจากอ่านตอนแรกไปแล้ว สำหรับเรื่องราวในวัยเด็กจนถึงเรียนจบโรงเรียนนายร้อยของ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ต้องเจอเรื่องพลิกผันมากมาย

    มาถึงตอนนี้ คือเรื่องราวชีวิตหลังรั้วโรงเรียนที่ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายรับใช้ชาติ

    พ.ต.อ.ดุษฎี เล่าเรื่องราวหลังจากออกจากโรงเรียนนายร้อยว่า.. หลังจากเรียนจบเข้าช่วงฝึกงาน เนื่องจากคะแนนสอบดี จึงมีโอกาสเลือก ตำรวจใหม่ นาม ดุษฎี ได้เลือกฝึกงาน สภ.อ.เมืองแม่ปิง ซึ่งไม่ไกลจากบ้านเกิดมากนัก

    บรรยากาศการทำงานที่นั่นเหมือนพี่เหมือนน้อง เพราะเป็นคนเชียงใหม่เหมือนกัน รู้จักกันดี นอกจากนี้เรายังได้ครูฝึกที่ดีมีคุณธรรม ชื่อ ธีรพล อิทรฤทธิ์ แกเป็นคนสอนหลักการ...แต่ปล่อยให้ทำงานเต็มที่

    ตอนฝึกงานตนพยายามเก็บประสบการณ์ให้มากที่สุด...ด้านข้อกฎหมาย แม้จะจำได้ไม่หมด แต่จะจดมาตราที่สำคัญไว้ เช่น ลักทรัพย์ ยาเสพติด เกี่ยวกับชีวิต มีอะไรบ้าง.. ซึ่งเราได้แบ่งหมวดหมู่รวมแฟ้มไว้ เวลาเกิดเหตุหรือมีใครมาแจ้งจะได้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เพราะแต่ละคดีนั้นจะต้องพึ่งบันทึกประจำวันเป็นหลัก

    … 1 ปีผ่านไป หัวหน้าขอให้ตนมาเป็น “หัวหน้าสายสืบ” เพราะคนเก่ามีปัญหาเรื่องส่วนตัว ขณะที่รุ่นพี่ที่ทำงานด้วยกัน ขอให้มาเป็น “หัวหน้าสายตรวจ” ก็เลยต้องทำงานร่วมกันทั้งสายสืบและสายตรวจ

    ทุ่มเทการทำงาน นอนโรงพัก ผลงานเด่น เลื่อนขั้นอย่างรวดเร็ว

    “ที่สำคัญคือ ตอนนั้นผมทำงานหนักมาก เรียกว่านอนที่โรงพักกันเลย (ทำไมนอนโรงพัก..เพราะบ้านอยู่ห่างจากโรงพักแค่ 1 กม. ทีมข่าวฯ ถามสวนทันควัน) สาเหตุเพราะเวลามีเหตุ..เราก็ต้องแต่งตัวออกจากบ้าน ตอนนั้นเรายังหนุ่ม ไม่อยากพ่อแม่เป็นห่วงที่ต้องเข้า-ออกบ้านบ่อยๆ ก็เลยนอนโรงพักเลย..ตั้งแต่ร้อยตรีถึงร้อยเอก”

    รองดุษฎี อธิบายว่า เขาเข้าเวรตอนเช้าเลิก 5 โมงเย็น แล้วกลับบ้านไปกินข้าวกับพ่อแม่ที่บ้าน จากนั้นก็อาจจะนอนพักสักนิด จากนั้น 2 ทุ่มออกมาประชุมสายตรวจ ออกตรวจ ซึ่งช่วงนั้นเราสามารถจับคดียาเสพติด ลักทรัพย์ การพนัน ได้เยอะ พอเที่ยงคืนก็ให้ลูกน้องกลับบ้าน จะเหลืออยู่กับตน 2 คน ซึ่งช่วงนี้เวลามีเหตุจะทำให้ถึงพื้นที่ได้เร็ว แต่ถ้าหากไม่มีเหตุอะไร เราก็นอนที่โรงพัก 6 โมงเช้าตื่น กลับมากินข้าวเช้ากับพ่อแม่ ทำแบบนี้เขาก็รู้สึกว่าเราไม่ได้ออกจากบ้าน เพราะยังได้กินข้าวด้วยกันเช้าเย็น...

    การทุ่มเททำงานของเราแบบนี้ ทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ฟังวิทยุอยู่ได้ยินด้วย ด้วยเหตุนี้ทำให้ช่วงนั้นก้าวหน้าในอาชีพตำรวจอย่างรวดเร็วจนนำหน้าคนอื่นในรุ่นเดียวกัน เพียง 3-4 ปี ก็เป็นร้อยเอกแล้ว

    “ผมเป็นสายสืบอยู่ปีเดียว จับคดีอุกฉกรรจ์ได้นับ 10 คดี คดีทั่วไปได้หลายร้อยคดี..คดีอุกฉกรรจ์ตอนนั้น ผมจำได้เลยว่าหัวหน้าแก๊งมันชื่อ “ไมค์ พรมเมือง” ระหว่างที่ตระเวนหาตัวนั้น ก็พบว่ากำลังมั่วสุมกันอยู่ 5-6 คน เราจึงจะตามเข้าไปจับ จับลูกน้องมันได้ 5 คน ปรากฏว่ามันยิงลูกน้องผมบาดเจ็บ มันก็โดนยิงด้วย ผู้บังคับบัญชามาที่เกิดเหตุ มีคำสั่งว่า “ยังไงก็ต้องจับให้ได้” ยังดีที่ลูกน้องบาดเจ็บไม่มาก แล้วก็ยิงสวนไปหมดโม่เลย จากนั้นก็ขอกำลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษ มาร่วมล้อมพื้นที่ไว้จนเช้า..."

    บทเรียนครั้งแรกชีวิตตำรวจ ทำให้ต้องจำไปจนตาย..

    หลังจากล้อมจับคนร้ายอุกฉกรรจ์รายนี้ นายตำรวจผู้อ่อนประสบการณ์ก็ได้บทเรียนสำคัญในชีวิต จนต้องถูกตั้งกรรมการสอบสวน

    รองปลัดยุติธรรม เล่าว่า พอรุ่งสางเราตามรอยเลือดไปจนถึงใกล้สถานีรถไฟก็เจอตัว เรารวบตัวไว้ได้ ก็พบว่านายไมค์ ถูกยิงที่เท้า เราก็รวบตัวเขาขึ้นรถ เพื่อที่จะนำตัวไปส่งโรงพยาบาล

    ระหว่างนั้นเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น นายไมค์ แย่งปืนตำรวจ จึงเกิดเหตุยิงกันสนั่น...นายไมค์เสียชีวิต

    คำถามคือ แย่งปืนได้ยังไง.. รองดุษฎี เล่าข้อบกพร่องสำคัญในชีวิตให้ฟังว่า เหตุเพราะคืนนั้นเราจับคนร้ายไว้ได้หลายคน กุญแจมือถูกใช้ไปหมด เมื่อจับนายไมค์ได้ จึงไม่ได้ใส่กุญแจมือ

    ครั้งนั้นผมถูกตั้งกรรมการสอบสวน กรณีวิสามัญคนร้าย ศาลไม่ติดใจเพราะเป็นการตายระหว่างเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ แต่กรณีถูกแย่งปืนเพราะไม่มีการพันธนาการคนร้าย เรื่องนี้สอนเราว่า “อย่าประมาท”

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ในปีนั้นจะไม่มีการพิจารณาเลื่อนขั้นให้กับตำรวจเชียงใหม่ เพราะต้องรอให้พิจารณาแล้วเสร็จ แต่แล้วเรื่องนี้จบลง ที่มีบทลงโทษคือการว่ากล่าวตักเตือน แม้ตอนแรกจะถูกสั่งภาคทัณฑ์ แต่เมื่อเรื่องเข้าไปที่กองบัญชาการแล้วส่งเรื่องมาที่กองวินัยตำรวจ กระทั่งมีคำสั่งว่ากล่าวตักเตือน แต่มีเขียนข้อความห้อยท้ายไว้ว่า “ควรพันธนาการผู้ต้องหา..แม้แต่เชือกรองเท้าก็สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องพันธนาการได้” นี่เป็นสิ่งที่สอนเรามาตลอด เรื่องนี้ทำให้เราเริ่มเป็นที่รู้จัก และบวกกับตลอดปีที่ผ่านมาสามารถจับคดีอุกฉกรรจ์ได้นับสิบคดี  ทำให้เรายังได้เลื่อนอีก 2 ขั้น

    ยิงสนั่นป่า ไล่ล่าแก๊งยาเสพติด หวิดถูกกับดักสังหาร

    จากการทำงานในฐานะตำรวจปราบปรามยาเสพติด หลายครั้งชีวิตต้องเสี่ยงตาย แต่มี 2 ครั้งสำคัญในชีวิต ที่ทำให้เกือบสิ้นชื่อ...

    เรื่องราวของดุษฎี เป็นที่ถูกกล่าวถึงในแวดวงสีกากี ทำให้เขาถูกดึงตัวมาช่วยในการปราบปรามยาเสพติดในเวลาอีก 1 ปี

    “ไม่นานได้รับคำสั่งให้ติดตามคนร้ายขนยาเสพติด ขับรถโตโยต้า ไมตี้เอ็กซ์ ตอนนั้นไม่ค่อยรู้เรื่อง ตามใครเขาก็รู้ตัวหมด แต่คดีนี้มีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้น เมื่อมีลูกน้องคนหนึ่งตื่นสาย บ้านอยู่ที่ อ.แม่แตง ระหว่างนั้นก็ฟังวิทยุไปด้วย แล้วขับรถเข้าเมืองเพื่อร่วมทีม แต่ทีมในเมืองกลับทำให้เป้าหมายหาย ตามไม่ทัน เพราะการสะกดรอยตอนนั้นถือว่ายังเป็นมือใหม่มาก แต่ตำรวจคนนี้ขับรถสวนมา ปรากฏว่าเจอรถอีกคัน แต่มีลักษณะคล้ายกัน จึงนำมาค้นที่ สภ. ปรากฏว่าเจอสิงโตคู่เหยียบลูกโลก (เฮโรอีน) 6 ถุง ถือเป็นเรื่องบังเอิญ ซึ่งถือว่าเยอะมาก ถือว่าโชคดีมาก ทำให้ชุดที่ทำงานได้ผลงานไปด้วย”

    ความโชคดีไม่เพียงพอ รองโด่ง เริ่มทำการบ้านอย่างจริงจัง ศึกษาข้อมูลแก๊งยาเสพติด ลงพื้นที่ติดตามเส้นทางลำเลียง จนกระทั่ง..วันหนึ่ง ได้มาเป็นหัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติดในกองบัญชาการ ตอนนั้นได้มีการส่งสายลับ 2 คนไปล่อซื้อยาเสพติด แต่ปรากฏว่าทั้ง 2 คนถูกจับได้ และถูกกักตัวไว้

    “ผมสามารถต่อรองช่วยชีวิตลูกน้องได้ทั้ง 2 คน แต่ยาเสพติดหลุดไป แต่ก็ตามจับได้ท้ายที่สุดในตัวเมือง มีตำรวจจราจร และหน่วยปฏิบัติการพิเศษ​ได้รับบาดเจ็บรวม 2 คน ที่ช่วยกันตามจับ กระทั่งตามยึดยาเสพติดได้ทั้งหมด แล้วก็มีการปะทะกัน ซึ่งคนร้ายลูกน้องขุนส่าถูกยิงตาย...”

    ต่อมา..มีการใช้วิธีเดิมล่อซื้อยาเสพติด ซึ่งวิธีนี้ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะการล่อซื้อขึ้นอยู่กับสายลับ หากสายลับไม่มาแจ้ง เราก็ไม่มีงาน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับการล่อซื้อ คือ การที่อาจถูกคนร้ายลวงเพื่อที่จะ “เข้าซอง” (ถูกหลอกไปฆ่า)

    คดีล่อซื้อที่ อำเภอแม่อาย ตอนนั้นตนลงพื้นที่ไปจับคนร้ายด้วย แม้จะยศเป็น พ.ต.อ.แล้วก็ตาม

    คดีนี้ลูกน้องมาบอกว่าจะเอารถไปใส่ยาเสพติด แล้วก็จอดทิ้งไว้บริเวณชายป่า คาราวานจะมาคุ้มกันรถ หากคนร้ายออกมา ก็จะเข้าชาร์จคนที่มาเอาเงิน... แผนนี้จะได้คนหรือไม่ ไม่แน่ใจ แต่ของต้องได้แน่ๆ

    ตอนวางแผนกันนึกว่าเป็นคดีไม่ยาก แต่เมื่อผมดูพื้นที่แล้ว จึงเตือนว่า “ต้องระวัง” ถูกซุ่ม เนื่องจากพวกนี้ส่งคนมารับเงินที่ อ.ฝาง ซึ่งไกลจากจุดรับยาที่ อ.แม่อาย มาก เมื่อถึงเวลาเราจับอดีตทหารพิการได้ โดยมารับเงินที่ อ.ฝาง แต่เมื่อจะไปแม่อายรับยา..ซึ่งเส้นทางน่ากลัวมาก และเป็นถิ่นของเขา จึงต้องระวัง

    เมื่อเข้าไปสักพัก เราก็เชื่อว่าคนร้ายน่าจะรู้ตัว เพราะเห็นมีการวางกำลังคนเป็นจุดๆ

    วันนั้นผมนั่งรถเก๋งเข้าไป โดยมีลูกน้องขับให้..ด้วยความโชคดีของตน ลูกน้องขับรถเข้าซอยผิด ก็เลยถอยหลังออก รถก็ตกถนน ก็เลยเอาอาวุธออกมา มาไว้ที่รถปิกอัพข้างหลัง แล้วนำมาไว้เป็นคันแรก..

    ระหว่างที่ขับเข้ามา เป็นป่า..มีหมอกนิดหน่อย ผมมองไปที่ชายคนหนึ่งยืนอยู่ ใส่เสื้อกันฝน..แต่ฝนไม่ตก ผมจ้องมอง เห็นสายตาลอกแลก มีพิรุธมาก

    รถค่อยๆ วิ่งไปช้าๆ.. “จัดการเลย..” ผมปากไวมาก สั่งลูกน้องที่สะพาย ปืน MP5 อยู่

    ลูกน้องกระโจนไปล็อกคอ คนร้ายยิงปืนทะลุเสื้อกันฝนออกมา กระสุนพุ่งเข้าไปบริเวณไหล่ ซึ่งเป็นส่วนที่เสื้อเกราะไม่ได้ป้องกัน

    ทั้งคู่ปล้ำกัน ลูกน้องอีกคนลงไปช่วย คนร้ายก็ยิงปืนออกมาอีกหลายนัด แต่ไม่โดนใคร เพราะตอนนี้รุม 2 ต่อ 1 แล้ว ผมกระโดดลงจากรถ ยิงใส่บาดเจ็บ

    ไอ้คนที่โดนยิงก็ห่วงว่าผมถูกยิงหรือเปล่า “ไม่มีๆ” แต่พอลูกน้องตนหันดูตัวเอง ถูกยิงทะลุไหล่ ก็ทรุด เลยพาส่งไปโรงพยาบาล

    เสียงปืนดังขึ้นแล้ว 4 นัด จากนั้นได้จับตัวคนร้ายที่ใส่เสื้อกันฝน บังคับให้มันนำทางไป มันก็ยึกยัก.. ก็เลยเอาตัวมันนำหน้าเดินนำไป ปรากฏว่ามีการดักซุ่มยิงระหว่างทาง ลูกน้องผม 2 คนก็ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ตัวคนร้ายที่ใช้เดินนำหน้าถูกยิงเสียชีวิต ส่วนสายลับที่ล่อซื้อถูกคุมตัวไป สุดท้ายไปเจอศพ ขณะที่ของกลางที่ยึดได้ บางส่วนถูกนำออกไป ส่วนลูกน้อง 3 คนบาดเจ็บไม่มาก

    วันรุ่งขึ้น โดยเป็นสถานีของตำรวจ มาถามผมถึงการทำงานอย่างนั้นอย่างนี้..

    ถูกโจมตีหรือไม่.. รองดุษฎีตอบเสียงเรียบ “ผมไม่เคยเอาลูกน้องไปตาย..”

    การวางแผนจับกุมนั้น เราไม่ได้เป็นคนวางแผนเอง ถ้าผมวางแผนเองผมจะไม่ให้ใช้วิธีนี้ เพราะที่ผ่านมาครั้งแรก ก็เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน

    “เรื่องครั้งนั้นเกิดขึ้น ทำให้ผมถูกสัมภาษณ์จากผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติดในสมัยนั้น จากนั้นก็ถูกดึงตัวเข้ามา จากนั้นก็ไต่เต้าจากร้อยเอกมาเป็นสารวัตร รองผู้กำกับ ผู้กำกับ กระทั่งเป็นหัวหน้าชุดคุม 17 จังหวัดภาคเหนือ หลังจากทำงานตรงนี้ ผมก็ได้ถูกสัมภาษณ์จากหน่วยงานหนึ่งของสหรัฐฯ ที่จะมาสนับสนุนเรื่องการปราบปรามยาเสพติด เขาจะมีการสนับสนุนทุกอย่าง รวมไปถึงการใช้เครื่องจับเท็จกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งผมก็โดนมาก่อน แล้วเขาจะไม่บอกว่าเขาจะจับเท็จเมื่อไหร่ ผมถึงนำเครื่องจับเท็จมาใช้” พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวและว่า

    ในเครื่องจับเท็จ..จะหาข้อมูลว่าคุณไม่เคยทำผิดกฎหมายอาญามาก่อน คุณไม่เสพยาเสพติด คุณไม่ขายความลับ คุณไม่เคยบังคับข่มขู่หรือลักพาตัวใคร เพราะตำรวจทั่วไป หมายถึงทั่วโลกแม้แต่ในสหรัฐฯ ก็ทำแบบนี้ หากตำรวจคนใดไม่ผ่านการตรวจนี้ ก็จะเข้าโครงการนี้ไม่ได้

    ผลงานเด่น แยงตาคนอื่น โดนเด้ง จนเอือม..รับเคยท้อ แต่ไม่เคยถอย

    แล้วไปไงมาไง ถึงมาอยู่ใต้ ทีมข่าวฯ ยิงคำถาม พ.ต.อ.ดุษฎี จึงเล่าเบื้องหลังให้ฟังว่า มันเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลง เกิดมีคนอยากได้ตำแหน่งนี้จากเรา เราก็ต้องย้ายไปที่อื่น จากนั้นเราก็ถูกย้ายไปที่ บช.ปส. ซึ่งเมื่อเข้ามาตรงนี้เราก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง เป็นที่มาของการตามจับกุม “ภาพ 70 ไร่”

    “แม้หน่วยงานไม่มีความพร้อมในการทำงาน... ตอนนั้นถามว่าท้อไหม.. ท้อมาก คิดจะลาออกด้วย เคยได้ยินคนใส่ความหาว่าเราทำตัวเป็นผู้การฯ ปส. ทั้งที่เราเป็นผู้กำกับ ด้วยผลงานของเราโดดเด่นมากเลยทำให้คนไม่พอใจ”

    เอาวะ...ไม่ว่ากัน ไหนๆ มาแล้ว ก็เลยเอาข้อมูล “ภาพ 70 ไร่” มาดู พี่วี (ทวี สอดส่อง) บอกว่า ทำไมเราจับภาพ 70 ไร่ไม่ได้ ทั้งที่เอา ฮ.ลง ปิดคลองเตยแล้วก็ยังไม่สำเร็จ..

    ด้วยเหตุนี้ รองดุษฎี จึงไปหาลูกน้องเก่าๆ ซึ่งแต่ละคนดื้อๆ ทั้งนั้น เลยโดนเด้งมาเดินเอกสาร ไม่มีงานทำ แต่พอมีความรู้ด้านสะกดรอยมาก่อน เลยดึงตัวมา 5 คน ส่วนงานวิเคราะห์ข่าว 90% เป็นผู้หญิง เพราะงานวิเคราะห์แบบนี้ต้องให้ผู้หญิงช่วยทำ เพราะจะละเอียดเรื่องตัวเลขการเงิน ด้านการสื่อสาร ข้อมูลข่าวสารทั้งหมดมาวิเคราะห์ เพื่อจะได้รู้ว่าเป้าหมายกำลังทำอะไร ทำกับใครบ้าง

    “เชื่อไหม...ทีมที่จับกุมภาพ 70 ไร่ มีตำรวจหญิง 90% ตำรวจชายไม่เอาไหนอีก 5 คน เราก็ฝึกมันขึ้นมาใหม่ ผู้หญิงก็ฝึกสืบสวน ส่งไปสะกดรอย ทำแบบผู้ชายเลย เขาก็รู้สึกว่ามั่นใจในการทำงานมากขึ้น ได้ลงพื้นที่ เจอหัวหน้าชุมชนต่างๆ ทำแผนที่ขึ้นมาเลยว่าใครเป็นใคร กระทั่งทำสำเร็จ ตนไม่ได้ใช้กำลัง บช.ปส. เลย แต่ขอให้ตำรวจกองปราบมาช่วยปิดล้อมจับ วันนั้นกองปราบช่วยกันจับ คนใน บช.ปส. บางคนยังไม่รู้เรื่อง...เพิ่งจะเข้ามาทำงาน”

    ทั้งนี้ ตำรวจหญิงทั้ง 5 คน สะกดรอยตามจับ “ผู้มีอิทธิพล จ.อุทัยธานี” ตามหมายจับได้ด้วย

    อย่างไรก็ตาม การจับกุมและทำคดีกับกลุ่มคนบางกลุ่ม ทำให้เราได้ตัดสินใจโอนย้ายมาทำงานที่ดีเอสไอ สืบเนื่องจากเจอเรื่องไม่เป็นธรรมบางเรื่องในการโยกย้าย...

    เมื่อเล่าถึงตรงนี้ พี่โด่ง เผยความรู้สึกว่า “เมื่อนึกถึงตรงนี้ ก็เลยหวนนึกถึงความรู้สึกครั้งแรกที่ขับรถจากบ้านที่เชียงใหม่ เข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ ในใจคิด “ทำอยู่ไม่กี่ปีอะวะ เดี๋ยวค่อยกลับไปเป็นตำรวจภูธร ก็ได้” วันที่ออกมา ลูกสาว 2 คนยังเกาะขาร้องตามมาอยู่เลย ผมไม่กล้ามองกลับไป แต่เหลือบมองกระจกหลัง เห็นเกาะขาแม่ร้องไห้ ผมก็ขับรถเข้ากรุงเทพฯ..”

    ทุกอย่างกลายเป็นศูนย์ ทำงานดีเอสไอ กลายเป็นคนแปลกหน้า

    พ.ต.อ.ดุษฎี เล่าว่า พอมาทำงานกับดีเอสไอ ถือว่ามีปัญหาอุปสรรคพอสมควร เพราะองค์กรนี้ถือว่าใหม่มากในเวลานั้น เนื่องจากอย่างที่เราทราบๆ กันว่า ก.ยุติธรรม มักจะมีเรื่องไม่ลงรอยกับตำรวจ แต่เมื่อเข้ามา ท่านสมบัติ (พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์) มาเป็นหัวหน้าชุดปราบปรามผู้มีอิทธิพล พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นเลขาฯ ตนมาเป็นผู้ช่วยเลขาฯ นี่คือสาเหตุที่เราต้องทำงานในภาคใต้ ทำคดีต่างๆ โดยเฉพาะคดีปล้นปืน

    “ต้องรีเซตการทำงานใหม่ ที่สำคัญเรามาจากตำรวจ เขาก็เลยมองเราไม่ค่อยดี ตอนแรกมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าสืบสวนสะกดรอย โต๊ะ เก้าอี้ หรือปืน ยังไม่มีเลย ตอนนั้นที่จับได้คดีแรก ลูกกรงห้องขังดีเอสไอยังไม่มีเลย อาวุธปืน กุญแจมือก็ไม่มี หลังจากทำงานไม่นาน ผลงานก็มีหลายชิ้น ทำให้เราเลื่อนขึ้นจาก ซี 8 มาเป็นซี 9 ซึ่งตำแหน่งซี 9 ที่ว่าง ก็คือ ผอ.สำนักเทคโนโลยี เรื่องเครื่องมือพิเศษ​ การดักฟัง เรามีความรู้ไหม..พอมีความรู้จากการทำงาน”

    แต่...งานดีเอสไอ ขึ้นอยู่กับการเมือง การเมืองเปลี่ยนก็จะดูที่ขั้วอำนาจ เราก็ดูว่าเราเด็กใคร เขามองว่าเรามีอิทธิพล จึงถูกย้ายไปย้ายมา กระทั่งได้มาที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ เป็นผู้อำนวยการสำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา 

    “ผมทำงานอยู่ดีเอสไอ 10 กว่าปี ถูกย้ายมาแล้วเกิน 10 ครั้ง แต่ทั้งนี้ การย้ายแต่ละครั้งทำให้เรารู้สึกท้อ แต่มาระยะหนึ่งก็ต้องพิสูจน์ฝีมือให้เห็นว่าเราก็ทำได้ ผมพูดกับลูกน้องตลอดว่า เวลาทำอะไรต้องทำให้เป็นประวัติศาสตร์ ต้องทำให้ทุกคนพูดถึงเรา ถ้าเราทำเหมือนคนอื่นทำ ก็แค่เสมอตัว ฉะนั้นผมไม่เคยปฏิเสธงานยาก เพราะหากเราทำงานยากสำเร็จ มันจะเป็นประวัติศาสตร์ แต่ถ้าไม่สำเร็จก็เสมอตัว”

    ช่วงต้นของชีวิต ดูเหมือนเป็นสายปราบปราม..แต่มาหลังๆ จะมาแนวปราบโกง

    ช่วงที่ตนมารับหน้าที่ที่ ป.ป.ท. มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมาถามว่า “คุณเป็นเด็กเส้นหรือเปล่า..นโยบายคุณมีอะไร” ตอนนั้น ป.ป.ท. ยิ่งกว่าเสือกระดาษ ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน

    ปกติจะมองการโกงว่า คือการฮั้วประมูล หรือโกงงบประมาณ คนจะมองภาพใหญ่ แต่เราตั้งข้อสังเกตว่าก่อนที่จะมาเป็นงบประมาณ มันมีที่มามาจากภาษีประชาชน ถ้าภาษีถูกโกง งบก็น้อยลง และอีกเรื่องคือโกงทรัพยากรธรรมชาติ ออกเอกสารสิทธิปลอม แล้วก็เอาเอกสารสิทธิปลอมมากู้เงินธนาคารอีก..

    ดังนั้น เราจึงบอกว่าเราจะทำ 3 สิ่งนี้ คือโกงภาษี โกงงบประมาณ และโกงธรรมชาติ

    ใครเอาเอกสารปลอมมาค้ำประกัน เราก็ต้องสืบว่าใครออก เราเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่ออกให้ ส่งเรื่องตรวจสอบก็สะเทือนกันหมด เราไปตรวจสอบเรื่องการโกงที่ดิน โดยเฉพาะ ภูเก็ต เขาใหญ่ เกาะช้าง เป็นต้น เมื่อตรวจสอบก็ส่งผลกระทบกับฝ่ายการเมือง...

    บางทีข้าราชการประจำให้ข้อมูลเลยว่าถูกรัฐมนตรีบีบมา กระทั่งคนอยู่ต่างประเทศโทรมาเคลียร์ ผมก็บอกว่าจะมาเคลียร์กันแบบนี้ได้หรือ  แบบนี้ไม่ได้ อย่างเช่น รถหรู มีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ...

    ที่ผ่านมา มีการเจรจากับผมหลายรอบ พูดตรงๆ มีหลายคนเดินทางไปฮ่องกงเพื่อไปขอตำแหน่ง แต่ผมเดินทางไปฮ่องกงเพื่อขอให้หยุด แล้วเขาก็โทรมาสั่ง ซึ่งเคยทำงานกับเขา เป็นอดีตรัฐมนตรี สั่งย้ายผม..ผมไม่แคร์ เพราะถือว่าวันหนึ่งที่เราอยู่ในตำแหน่งเราก็ทำอย่างเต็มที่

    ตอนย้ายมาเป็นรองปลัดฯ แรกๆ ไม่ได้รับมอบหมายงานอะไรเลย ออกคำสั่งมา 1 คืบ ดูแล้วเหมือนจะมีงานทำ แต่แปลมาแล้วคือไม่มีงาน

    แต่พอมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เราก็เลยได้มาดูเรื่องอาชญากรรมพิเศษ โดยเริ่มสานต่อเรื่องรถหรู ที่ดิน แต่เรายังมองเรื่องให้ความเป็นธรรมด้วย ซึ่งทีแรกไม่ได้ให้เราทำงานโดยตรง แต่วันหนึ่งวันที่เราเป็นผู้ตรวจราชการ เขามอบให้ดูเรื่องความเป็นธรรม เพราะแต่เดิมเรื่องแบบนี้รัฐมนตรีจะต้องดูเอง ท่านเลยส่งเรื่องมาที่ตน

    ตั้งแต่สมัยนั้นก็ช่วยมาเรื่อย อะไรช่วยได้ก็ช่วยเต็มที่ สิ่งที่เราทำคือ เราพยายามใช้เครื่องจับเท็จก่อน โดยวัดก่อนว่าคนมาบอกเราโกหกหรือไม่ เป็น “แพะ” จริงหรือไม่ พยายามหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากที่สุด

    “สิ่งที่เราจับประเด็นได้มากที่สุด คือ ความเหลื่อมล้ำและความเป็นทุกข์ ซึ่งทุกครั้งที่ช่วย เราก็จะได้รับคำชมจากรัฐมนตรี แต่ถามว่าเรื่องนี้ใครจะออกหน้ามาชนกับเรา..ก็ไม่มี หลังจากช่วยไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นเรื่องการบอกต่อ จากนั้นสื่อมวลชนก็เข้ามา.. ในอดีตเราเคยเอาผู้กระทำผิด หรือผู้มีอิทธิพลเข้าคุก แต่วันนี้กลับต้องเอาคนที่ไม่ผิดออกจากคุก”

    กลัวไหม เพราะดูแล้วศัตรูเยอะ... รองดุษฎีกล่าวอย่างหนักแน่นว่า ผมทำงานหน้าเดียว ใครทำผิดก็เอาเข้าคุก เราไม่ใช่คนประเภทที่ประโยชน์ก็เอา ถึงเวลาเอาตัวรอดก็เอาเข้าคุก หรือถึงเวลาก็ไปเอาตังค์เขา แบบนี้สิสมควรจะกลัว เขาต้องยอมรับกติกา หากทำผิดก็ต้องยอมรับ หรือไม่ก็หนีไป (แต่คนที่เอาเข้าคุกล้วนมีอิทธิพลทั้งนั้น..) ก็ใช่ แต่ถ้าพวกนี้อยู่ ใครเดือดร้อน ประชาชนหรือไม่...

    “จำได้ไหม..ว่าวันแรกที่เราจะมาเป็นตำรวจเพราะอะไร และคิดว่าจะทำอะไร เพราะเราไม่ได้อยากแต่งเครื่องแบบ ไม่ได้อยากเป็นใหญ่เป็นโต ไม่ได้อยากให้ใครมานับหน้าถือตา หรืออยากจะมีเงินทอง แต่เราอยากจะช่วยเหลือคนอื่นมากกว่า วันแรกที่ผมเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่เขียนเรียงความให้ ดร.ปุระชัย ผมก็ยังยึดมั่นอยู่ โดยเฉพาะวันที่รับพระราชทานกระบี่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมจำพระบรมราโชวาทของในหลวง ร.9 ได้” รองโด่ง ทิ้งท้าย.

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ดุษฎี อารยวุฒิปราบโกงสัมภาษณ์ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์นายร้อยตำรวจ

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอังคารที่ 7 ธันวาคม 2564 เวลา 09:43 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์