ไลฟ์สไตล์
100 year

ชีวิตที่พลิกผันของ ดุษฎี อารยวุฒิ ลูกตำรวจที่เคยเกลียดตำรวจ! (ตอน 1)

ไทยรัฐออนไลน์20 มี.ค. 2561 05:30 น.
SHARE

หากจะเอ่ยถึงข้าราชการสักคนในกระทรวงยุติธรรม คุณผู้อ่านนึกถึงใคร...

หากเป็นปีที่แล้ว ชื่อนี้ย่อมลอยมาแน่นอน “พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ” รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ถึงแม้กรณี “ครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร” จะทำให้ พ.ต.อ.ดุษฎี หรือ “รองฯโด่ง” เสียรังวัดไปบ้าง แต่หากจะให้พูดถึงผลงานของเขานั่นมีมากมายเหลือล้นนับไม่ถ้วน

ข่าวแนะนำ

คดียาเสพติด จับ “ภาพ 70 ไร่” นักค้ายาขาใหญ่ประจำคลองเตย ปราบโกงภาษีคดีรถหรู ปราบคอร์รัปชันข้าราชการขี้ฉ้อ กับเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิปลอมในภูเก็ต และจังหวัดอื่นๆ เรียกว่า ปราบมาจนเหี้ยน...

แต่สำหรับเส้นทางในราชการของชายนาม “ดุษฎี” นี้ กลับโลดโผนโจนทะยานยิ่งนัก โดยมีเรื่องราวมากมายพลิกผัน โดยเฉพาะกับอาชีพ “ข้าราชการตำรวจ” ซึ่งเป็นอาชีพที่เขาเคย “เกลียด” สมัยเป็นเด็ก ถึงแม้พ่อของเขา จะเป็นตำรวจตระเวนชายแดนก็ตาม

หลังจากมีเวลาพักหายใจจากการทำงานอย่างหนัก ในวันสบายๆ รองฯโด่ง เปิดโอกาสให้ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้เข้าพูดคุยอย่างเป็นกันเอง กล่าวถึงเรื่องราวสมัยเป็นเด็ก และกว่าจะมาเป็นวันนี้ ชายที่ชื่อดุษฎี..

เมื่อนึกถึงความหลังแล้ว พ.ต.อ.ดุษฎี เริ่มกล่าวอย่างสุขล้น โดยชายที่เป็นฮีโร่ของเขา นั่นก็คือ “พ่อของเขาเอง”

“พ่อผมเป็นข้าราชการตำรวจตระเวนชายแดน สิ่งที่โดดเด่นของพ่อ คือ เป็นคนเรียนเก่ง เริ่มเรียนที่โรงเรียนนายสิบ จากนั้นได้มาเป็นตำรวจพลร่ม จากนั้นก็มาเรียนโรงเรียนนายร้อยสำรอง ซึ่งหากไปเป็นทหารจะได้ยศร้อยตรี แต่หากเป็นตำรวจจะมียศแค่ “จ่า” เท่านั้น

คุณพ่อได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน เพราะได้ผ่านการอบรมเรื่องการก่อการร้ายในยุคแรกๆ อาทิ อบรมที่เกาะไซปัน หรือ โอกินาว่า โดยไปอบรมกับหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ กลับมาก็มาเป็นครูฝึก.."

รองโด่งฯ เล่าเรื่องราวของพ่อ ผ่านสายตาเด็กไม่กี่ขวบ และยังจำได้ดี..พ่อเล่าให้ฟังว่าในยุคนั้นถือเป็นยุคที่บ้านเมืองไม่สงบ เพราะเป็นช่วงที่มีการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ พ่อรับราชการเป็นตำรวจตระเวนชายแดนจึงมีหน้าที่ในการป้องปราม และต่อสู้แย่งชิงมวลชน กับกลุ่มคอมมิวนิสต์ ซึ่งถือเป็นเรื่องยากมากเพราะ ไม่ได้ต่อสู้กับศัตรูของชาติ หรือ ต่างชาติ แต่นี่เป็นการต่อสู้กับคนไทยด้วยกันเอง...

“นอกจากบทบาทครูฝึกวิชาทหารแล้ว ยังต้องฝึกยุทธวิธีในการแย่งมวลชนกันด้วย แน่นอน..ตอนนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น คือ การทุจริตคอร์รัปชันของข้าราชการด้วยการเบียดเบียนประชาชน ทำให้ประชาชนรู้สึกเหมือนถูกแบ่งชนชั้น กดขี่ข่มเหง...ผมถูกเลี้ยงและเติบโตมาแบบ พ่อเป็นครูฝึก ทำให้ถูกสอนเรื่องวินัย และถูกปลูกฝังว่าอย่าเอาเปรียบสังคม ซึ่งแต่ละที่ ที่พ่อเดินทางไปก็จะเป็นที่มั่นของกลุ่มคอมมิวนิสต์ ก็จะพบหนังสือที่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องต่อสู้กับจักรวรรดินิยม หรือ ทุนนิยม สิ่งที่เราได้อ่าน บางครั้งก็รู้สึกเห็นด้วยแต่บางอย่างก็รู้สึกต่อต้านเป็นอย่างยิ่ง...”

ความโชคดีของ รองโด่งฯ อยู่ในครอบครัวมีฐานะ..

พ.ต.อ.ดุษฎี ได้กล่าวยอมรับว่า ความโชคดีของเขา คือ ได้อยู่กับครอบครัวที่มีฐานะดีระดับหนึ่ง แม่ทำธุรกิจ เป็นยี่ปั๊วลอตเตอรี่ ขณะที่คุณพ่อ นอกจากเป็นตำรวจแล้ว ยังทำธุรกิจด้านอสังหา โดยใช้เงินทุนจากภรรยา เห็นที่ไหนสวยก็ซื้อเก็บไว้ แล้วก็ขายต่อเมื่อได้ราคา

“พ่อย้ำกับผมตลอดว่าหากรับราชการ ต้องไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ทุจริตต่อหน้าที่ พ่อมีเงินเดือน 2 พันกว่าบาท แต่แม่หาเงินได้เดือนละหลายหมื่นบาท ชีวิตตอนเด็กส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับแม่ เพราะพ่อเป็นตำรวจตระเวนชายแดน ไม่ได้อยู่กับที่ แม้ลึกๆ แล้วรู้สึกว่าพ่อคือ “ไอดอล” แต่เพราะไม่ค่อยได้อยู่กับเขา เลยพาลทำไม่ชอบอาชีพตำรวจ และไม่เคยคิดอยากจะเป็นตำรวจ เพราะอาชีพตำรวจ มาแย่งเวลาของพ่อเราไป..”

นี่คือความคิดของเด็กชายโด่ง ในฐานะพี่คนโต ที่ต้องคอยดูแลน้อง 2 คน แทนพ่อ เวลาพ่อไปทำงานเสี่ยงภัย..

พอย่างเข้าอายุ 7-8 ขวบ มีความเปลี่ยนแปลงในชีวิต เมื่อพ่อของ พ.ต.อ.ดุษฎี ได้ขึ้นเป็นรองผู้กำกับ และถูกย้ายเข้ามาที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ที่ บริเวณสะพานควาย ขณะที่คุณแม่ก็ทำธุรกิจที่เชียงใหม่.. แม่จะต้องดูแลลูกทั้ง 4 คนก็ไม่ไหว เพราะต้องทำธุรกิจไปด้วย น้องๆ ก็ยังเล็ก พ่อจึงวางแผนด้วยการให้ตนไปเรียนที่โรงเรียนประจำในกรุงเทพฯ ซึ่งตอนนั้นก็ 7-8 ขวบ ตอนนั้นเรียนอยู่ที่โกวิทย์ธำรงเชียงใหม่ และโรงเรียนมงฟอร์ต แต่ก็ต้องย้ายมากรุงเทพฯ ตอนแรกไปดูที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมาก ใครๆ ก็อยากให้มาเรียน..

“ถ้าจะเข้าโรงเรียนนี้ 3 คน เขาขอคิดค่าแป๊ะเจี๊ยะ คนละ 30,000 บาท โอ้โห...โดนแบบนี้มันไม่แฟร์ พ่อเลยกลับมาคุยกับเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านแนะนำมาเรียนโรงเรียนนี้สิ เป็นโรงเรียนของในหลวง คือ โรงเรียนวชิราวุธ ตอนเด็กนั้นไม่รู้เลย พ่อพามาดูก็ผมนึกว่าเป็นโรงเรียนวัด แถมชื่อเรียกยังเป็น วชิราวุธ (ตอนนั้น ด.ช.โด่งอ่านว่าวัดชิราวุธ)” รองดุษฎี พูดพลางอมยิ้มแก้มปริ เมื่อนึกถึงวันเก่าๆ พร้อมเล่าต่อว่า

ตอนนั้นเราไปช้าไป เพราะมีการสอบเข้าไปแล้ว จึงมีคนแนะนำให้ไปเรียนพิเศษที่โรงเรียนครูเนี้ยน หรือ โรงเรียนอักษรเจริ​ญ ครูคนนี้เป็นคนที่ติวเด็กเข้าโรงเรียนวชิราวุธได้มากที่สุด คงต้องเรียนซ้ำชั้นอีกปี จากประถม 2 ก็ไปเรียน ประถม 2 อีกครั้ง จากนั้นก็มาสอบเข้าวชิราวุธ ก็ทำให้เราเข้าได้ง่าย จำได้เลยปีนั้นเขารับนักเรียนประถม 3 จำนวน 30 คน เด็กโรงเรียนอักษรเจริญได้ทั้งหมด มีนักเรียนที่สอบตกที่จะขึ้น ป.4 โดยต้องซ้ำชั้น 5 คน ส่วนที่เหลือเป็นเด็กที่ผู้ใหญ่ฝากฝังมา หลานรัฐมนตรี ลูกหลานครูในโรงเรียน อีก 5 คน ทำให้มีนักเรียนรวม 40 คน

เรียนในรั้ววชิราวุธหล่อหลอมอะไรเราบ้าง..

พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า หล่อหลอมให้เราเป็นลูกผู้ชาย ระบบเกียรติศักดิ์ ผิดต้องยอมรับ พี่น้องดูแลน้อง เพราะในรั้วนี้มีผู้คนมาจากหลายที่หลอมรวม คือ ลูกผู้หลักผู้ใหญ่ ลูกพ่อค้าแม่ค้า แต่ระบบทำให้เราหลอมรวมกันได้

“ผมเรียนนานถึง 9 ปี กระทั่งถึง มส.4 (ม.7) ผมบอกกับพ่อว่า ผมไม่อยากอยู่ที่กรุงเทพฯแล้ว “ผมจะลาออก” เพราะว่าผมรู้สึกว่าชีวิตห่างจากบ้าน(เชียงใหม่) นานมาก ผมอยากกลับมาอยู่กับพ่อ เพราะตอนนั้นพ่อถูกย้ายมาอยู่ที่ ภูธร ใกล้เชียงใหม่แล้ว คิดถึงบ้านอยากกลับบ้านมากๆ แม้การลาออกจะทำให้ผมต้องเรียนซ้ำชั้นก็ยอม”

ความคิดถึงบ้านของ นายโด่ง ที่เริ่มโตจากเด็ก ก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ทำให้เขายอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่ วชิรวุธ ซึ่งตอนนั้น เขาเป็นนักว่ายน้ำของเขต เป็นตัวแทนของชาติไปแข่งต่างประเทศบ่อยๆ ที่สำคัญยังได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนและอาจารย์ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะในวชิราวุธแล้ว

“คนที่จะเป็นหัวหน้าคณะได้นับว่าเป็นคนที่มีเกียรติมาก เขาเลือกเราเพราะเรียนดี ติดอันดับท็อป 5 ของรุ่นและคณะ และยังทำกิจกรรมเป็นนักว่ายน้ำ เป็นตัวแทนสมาคมว่ายน้ำแห่งประเทศไทยไปแข่งขันต่างประเทศบ่อย.. ที่สำคัญเราเข้ากับเพื่อนได้ คอยช่วยเหลือเพื่อนเรื่องการเรียน มีคนเก่งกว่า แต่เราก็ถูกเลือก คิดเพียงว่า หากได้กลับบ้านก็ยังมีโอกาสเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้"

ถามจริงๆ ตอนเด็กไม่เคยคิดอยากเป็นตำรวจบ้างเลยหรือ... พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวย้ำคำเดิม “ไม่เคยคิดเรื่องการเป็นตำรวจเลย แม้พ่อของเราจะเป็นตำรวจ แต่ส่วนตัวลึกๆ ตอนนั้นรู้สึกไม่ชอบตำรวจเลย”

โชว์รูปสมัยละอ่อน ขโมยชุดตำรวจพ่อมาแต่งร่วมงานโรงเรียน

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ รองฯโด่ง ได้เปิดลิ้นชักโต๊ะขึ้นมา ก่อนจะหยิบภาพมาโชว์..รู้ไหมว่าผมเป็นคนไหน ทีมข่าวฯ พยายามมอง หา ปรากฏว่า.. เมื่อชี้ให้ดูภาพ ทีมข่าวฯ ตกใจเล็กน้อย เพราะเป็นหนุ่มน้อยหน้าใส สวมชุดตำรวจกำลังขี่จักรยานยนต์

สีหน้าระหว่างพูดถึงเรื่องนี้ เห็นชัดเจนว่า รู้สึกมีความสุขมาก เพราะใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข

“ตอนนั้นผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปโรงเรียน ตอนนั้นอยู่โรงเรียนมงฟอร์ต กำลังทำกิจกรรมเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องควันดำ แต่...เราขโมยชุดของพ่อมาใส่ เครื่องหมายที่แปะอยู่ เป็นเครื่องหมายที่เราทำขึ้นเอง”

...สาเหตุที่ไม่ชอบเพราะ พอเราอายุ 18 ปี ขี่รถฝ่าฝืนกฎจราจร แล้วถูกเรียกเอาตังค์..เรารู้สึกว่าไม่ชอบ แม้เราจะมีพ่อเป็นตำรวจ แต่ก็ไม่เคยเอ่ยชื่อ เพราะพ่อบอกว่า “มึงไปจัดการเอาเอง อย่ามาอ้างชื่อพ่อ” จะทำผิดก็ควรจะไปเสียค่าปรับที่โรงพัก.. ด้วยเหตุนี้ตนเลยไม่คิดที่จะเป็นตำรวจเลย

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตทำเพื่อพ่อขอให้ก้าวเท้าเข้าโรงเรียนนายร้อย

หลังจากขอพ่อกลับมาเรียนเชียงใหม่ ก็มาเรียนที่มงฟอร์ต กระทั่งสอบเอ็นทรานซ์ ติดหลายที่ มหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพฯ รวมถึง โรงเรียนนายร้อยตำรวจ..

“เชื่อพ่อเสียทีเถอะ..เพราะโด่งดื้อกับพ่อมาตลอด พ่ออยากให้มาเป็นตำรวจ.. เพราะพ่อไม่ได้จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ การเป็นตำรวจนั้นสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ หากขาดพ่อไปคนหนึ่งโด่งก็จะเป็นเสาหลักของครอบครัวแทนพ่อได้..”

คำขอร้องจากพ่อทำให้เขาโอนอ่อน เพราะให้เหตุผลถึงอนาคตที่ต้องเป็นเสาหลักของครอบครัวต่อไป

เมื่อเขาย่างก้าวเข้ารั้วโรงเรียนผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ อคติถูกทำลายลง...

วันแรกที่เข้ารั้วโรงเรียนตำรวจผมจำได้แม่น เราไปเจอ อาจารย์ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ตอนนั้นยศร้อยตำรวจเอก ท่านได้พูดเรื่องอุดมการณ์การเป็นตำรวจ และขอให้ทุกคนเขียนอุดมการณ์ในใจของตนเอง...

“วันนั้นผมจำได้ว่าผมเขียนเรียงความเรื่องอุดมการณ์ของตัวเองว่า อยากที่จะเข้ามาช่วยเหลือสังคม เปลี่ยนแปลงสังคม ผมเป็นลูกตำรวจ ทนไม่ได้..ที่เห็นใครก็ตามมาต่อว่าตำรวจ ผมอยากให้รู้ว่าตำรวจที่ดีก็มีอยู่..”

นี่คือคำสัญญาที่ถูกเขียนไว้ตั้งแต่ก้าวแรก..

แต่เมื่อได้มาเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจนั้นทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง..

“โรงเรียนตำรวจขณะนั้น ยอมรับว่ามีระบบ “การซ่อม” หรือ สมัยนี้จะเรียก “ธำรงวินัย” ก็แล้วแต่ แต่เขาให้เหตุผลกับระบบนี้ว่าเพื่อให้อดทนกับความเจ็บใจ อดทนต่อความยากลำบาก... (เหตุผลฟังขึ้นมั้ย..ในความรู้สึก) ผมต่อต้านนะ ปีแรกนี่แทบจะไม่เรียนเลย รู้สึกผิดหวัง เราอยากจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือประชาชน อยากให้ความเป็นธรรม อยากเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ไม่อยากให้ใครมาว่าตำรวจ

แต่การทำแบบนี้จะทำให้บางคนยึดติด แล้วเข้าไปในสายเลือด แล้วมาทำกับประชาชนไหม...ผมคิดแบบนี้ แต่ก็ทำให้เราได้เจอมิตรแท้ ได้เจอคนที่ยอมรับผิดแทนกัน คอยช่วยเหลือกัน ผ่านด้วยกันมาอย่างยากลำบาก โดยเฉพาะ 2 เดือนแรก รู้ซึ้งคำว่า “เวลากินไม่ได้กิน เวลานอนไม่ได้นอน” รู้สึกอย่างไร

ฝึกหนักไม่กลัว... แม้จะไม่แตะเนื้อต้องตัว แต่มันทำให้เรารู้สึกเครียด (เขาอาจจะสร้างภาวะให้เรารู้สึกแบบนั้นหรือไม่) ก็คงจะใช่...แต่สิ่งที่เราคิดคือ ถ้าวันหนึ่งเราเป็นรุ่นพี่เราจะทำแบบนี้กับรุ่นน้องหรือไม่ ถ้าเราเป็นตำรวจเราจะทำกับประชาชนหรือไม่

ผลคือ..ปีแรก ผมสอบตก

วิชาคือ กฎหมายทั่วไป... (คนเก่งอย่างนี้ไม่น่าสอบตก) ไม่ใช่สิ..ตอนนั้นไม่รับอะไรเข้าเลย

ที่สำคัญคือ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ หากสอบตกวิชาเดียวต้องเรียนทั้งปี แต่...มีความโชคดีเกิดขึ้นบนความโชคร้ายในขณะนั้น

เพราะเวลานั้นเกิดความวุ่นวายที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ระหว่างรุ่นพี่ด้วยกัน คือ รุ่นที่ 35 และ รุ่นที่ 36 (รองดุษฎี รุ่นที่ 37) นักเรียนนายร้อยรุ่น 36 (รุ่น ผบ.ตร. คนปัจจุบัน) ได้มีการต่อต้านการปกครองรุ่นที่ 35 พวกเขารวมกลุ่มเดินออกจากโรงเรียนไป.. ซึ่งตอนนั้นมีลูกผู้หลักผู้ใหญ่บางคนรวมอยู่ด้วย และมีการวางแผนให้สมเด็จพระสังฆราชในเวลานั้นมาเทศนา 1 กัณฑ์ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราช ท่านได้ขอบิณฑบาต นักเรียนที่ถูกตัดคะแนนจากความขัดแย้งให้จบกันไป ขอเรื่องนักเรียนที่จะถูกไล่ออก ให้กลับมาเรียนใหม่อีกครั้งหนึ่ง

การบิณฑบาตในครั้งนั้น ทำให้มีการสอบซ่อมเกิดขึ้น...ทำให้ตนรู้สึกว่าเรารอดตัวมาได้ (พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวอย่างอารมณ์ดี แล้วหัวเราะลั่นออกมา) ทำให้ตนรู้สึกว่า รุ่น 36 เขาก็มีบุญคุณกับเรากลายๆ

การอยู่ในโรงเรียนนายร้อย ทำให้เราได้เพื่อนมา เราได้คำตอบว่าทำไมบางคนเอาตัวรอด ทำไมบางคนรับผิดแทนกันได้ เราได้คำตอบว่า หากเราผ่านเรื่องความยากลำบากมาได้ เรื่องอื่นที่เข้ามาจะไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้ว..

พอขึ้นปี 2 ไปกระโดดร่ม คลุกขี้เป็ด โดนครูฝึกซ่อม..พอผ่านมาได้ก็เฮฮา ซึ่งต่างจากปี 1 ที่เครียด ไม่ได้ตั้งใจเรียน แต่พอปี 2 ก็ชิว..เพราะมีสอบซ่อม ที่สำคัญ คือ เขาจะใช้คะแนนช่วงปี 4 อย่างเดียว เทอมแรกคะแนนดี ได้เลือกสถานที่ฝึกงาน เทอมที่ 2 หากคะแนนดีก็ได้เลื่อนตำแหน่งก่อน.. ดังนั้น ช่วงปี 2 ปี 3 จึงผ่านมาอย่างรวดเร็ว คิดในใจปี 4 ค่อยตั้งใจเรียน..

ปีสุดท้ายวัดอนาคต จากไม่เอาไหนอันดับรั้งท้าย กลายเป็น 1 ใน 50 ของรุ่น

ชีวิตในรั้วโรงเรียนนายร้อยตำรวจทำให้ พ.ต.อ.ดุษฎี มีเพื่อนตายหลายคน คนหนึ่งบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้ที่มือ แต่ด้วยที่กำลังจะหนีเที่ยวช่วงลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ จึงเลือกที่จะพาเพื่อนไปหาหมอแทน คนนี้จึงเป็นเพื่อนสนิทกันมาก นอกจากนี้ ก็มีอีกหลายคนที่ยังคบหากันอยู่ถึงปัจจุบัน...

หลังจากเรียนอย่างสนุกสนาน 3 ปี พอขึ้นชั้นปี 4 รองโด่งฯ บอกว่า ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง จะส่องกระจกดูตัวเองเพื่อถามตัวเองว่า “จะเป็นตำรวจทำอะไรเป็นบ้างหรือยัง..?

ความรู้มีไหม..แทบไม่ได้สนใจอะไรเลย
พิมพ์ดีดเก่งหรือยัง...ไม่ได้เรื่อง! (พนักงานสอบสวนขณะนั้นใช้พิมพ์ดีด) จึงขอให้พ่อซื้อพิมพ์ดีดให้เพื่อที่จะหัดสัมผัส
คำถามต่อมา เรียนเก่งแค่ไหน จะฝึกงานที่ไหน...เราต้องอยู่ในเมือง และต้องอยู่ใกล้บ้านเพื่อที่จะดูแลครอบครัว จากนั้นก็ตั้งใจเรียน อัดเสียงอาจารย์ทุกคน แล้วก็โน้ตไว้พร้อมกับเปิดซาวด์เบาท์ฟัง,
เห็นรุ่นพี่ฟังวอ..รู้เรื่องหรือยัง..เราก็มานั่งฟังวอของพ่อ วิธีเรียนขานกันยังไง

ยิงปืนแม่นมั้ย...ไม่แม่นเลย ซึ่งจะมีทดสอบยิงปืน 10 นัด หากยิงต่ำกว่า 20 คะแนน คุณจะถูกรุ่นพี่กักบริเวณ ถ้าต่ำกว่า 30 คะแนนจะต้องไปเข้าเวรยาม 1 ผลัด ซึ่งเสียเวลามากๆ

“ผมแอบขอให้เพื่อน 2 คน ช่วยยิงให้คนละ 2 นัด หากเพื่อน 2 คน ยิงให้คนละ 8 คะแนนก็รอดแล้ว แต่หากว่ายิงเองบางทีไม่ถูกกระดาษเลย..ผมตัดสินใจขอเงินพ่อ ซื้อปืน 1 กระบอกเพื่อจะนำมาใช้ตลอดชีวิต ตอนนั้นปืน “ซิกซาวเออร์” ออกใหม่ ก็เลยซื้อผ่านโครงการมหาดไทย (ราคา 18,000 บาท ปี พ.ศ.2526 )”

(เมื่อพูดจบรองดุษฎี เดินไปไขตู้เซฟภายในห้องพัก ปรากฏว่า ปืนกระบอกนั้นไม่ได้เก็บที่ทำงาน เป็นที่น่าเสียดาย...)

หลังจากซื้อปืน เราใช้เวลาว่างเสาร์อาทิตย์ซ้อมยิงปืน บวกกับอ่านหนังสือ ฟังวิทยุ เราทำแบบนี้ทำให้เรารู้สึกว่า “เรามีเลือดตำรวจอยู่ในตัว” แล้ว...

จากที่เคยเรียนได้อันดับที่ 270-290 (นักเรียนมี 300 คน) ปี 4 เทอมแรกขึ้นมาอันดับที่ 100 จึงได้ฝึกงานที่โรงพักดีๆ ในการฝึกงาน โดยไปฝึกที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ (ถือว่าใช้ได้ในเขตสีลม สาทร) กระทั่งปลายปี สอบได้ที่ 50 จึงมีโอกาสได้เลือกโรงพักใกล้บ้าน..

ชีวิตในรั้วโรงเรียนจึงจบแต่เพียงเท่านี้..ซึ่งหลังจากนี้ คือชีวิต “ตำรวจเต็มขั้น” แล้ว..

โปรดติดตามตอนที่ 2 ในวันพรุ่งนี้

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดุษฎี อารยวุฒิรองปลัดกระทรวงยุติธรรมแพะชีวิตทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 3 ธันวาคม 2563 เวลา 11:03 น.