ตอนที่ 10
มือปืนของพอลคิดว่าตัวเองสังหารผู้กองเซนต์สำเร็จแล้วพากันรีบร้อนกลับออกไปโดยไม่ได้สำรวจศพเสียก่อน พวกมันเลยไม่รู้ว่าคนที่นอนบนเตียงนั้นแท้จริงแล้วคือเหยี่ยวรัตติกาล!
นางเหยี่ยวกลายร่างเป็นราตรี เธอสงสัยว่ามือปืนคือพวกไหนจึงติดตามออกไป แล้วก็พบว่ามันรับงานจาก พอลลูกชายนายพิเชษฐ์ แต่ยั้งคิดได้จึงไม่ทำร้ายพวกมัน...
เช้าวันรุ่งขึ้น พอลกับพราวนั่งหน้าระรื่นที่โต๊ะอาหาร พิเชษฐ์เข้ามาเห็นชะงักเล็กน้อยก่อนเปิดฉากเสียงเคร่งว่า
“ทุกครั้งที่เห็นพวกแกสองคน ไม่เรื่องเงินก็มีเรื่องเดือดร้อน”
“เรื่องเงินน่ะถูกต้องครับ แต่มีข่าวดีด้วย”
“ฉันสังหรณ์ใจว่าข่าวดีของแกจะเป็นข่าวร้ายของฉัน”
“ฉันว่านายรีบบอกคุณพ่อจะดีกว่า” พราวเร่ง
“คือว่าผมจัดการผู้กองให้คุณพ่อเรียบร้อยแล้วครับเมื่อคืนนี้...ดับสนิท ไอ้ผู้กองมันดับอย่างสบาย ดับแบบว่าหลับไม่รู้ตัว”
“ต่อไปหนูจะจัดการกับนังราตรี”
“ผมว่าคุณพ่อต้องให้รางวัลผมมากหน่อย”
พิเชษฐ์สีหน้าเคร่งผุดลุกขึ้น อึดใจก็เปลี่ยนเป็นยิ้มเยาะ
“ความจริงฉันต้องการใช้ไอ้ผู้กองเป็นเครื่องมือกำจัดเหยี่ยวรัตติกาล แต่ถ้ามันตายไปด้วยฝีมือของแกจริงล่ะก็ฉันก็โอเค ถือว่าแกรอดตัวที่ทำอะไรโง่ๆลงไป”
“โธ่เอ๊ย ผมบอกว่ามันดับไปแล้ว”
“ไม่เห็นยาก...เปิดทีวีดูเดี๋ยวนี้เลย”
พราวลุกพรวดไปในห้องรับแขกเปิดทีวีอย่างเร็ว พิเชษฐ์มองหน้าพอลที่เริ่มไม่พอใจ แล้วสองพ่อลูกก็เดินตามกันไปรวมกับพราว จ้องจอทีวีตาเขม็ง
“มีรายงานแจ้งว่ามีคนร้ายบุกหวังทำร้ายผู้กองเซนต์ที่โรงพยาบาล แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่รู้ตัวเสียก่อน คนร้ายจึงรีบหลบหนีไป จากร่องรอยที่คนร้ายทิ้งไว้ทางการคิดว่าจะจับตัวได้ในไม่ช้านี้”
ทีวีดับวูบ พราวหันขวับมาจ้องพอลด้วยสีหน้าเยาะเย้ย ขณะที่พอลหน้าซีดเป็นไก่ต้ม แทบไม่กล้าสบตาพ่อ
“โธ่เอ๊ย...นายเหลวอีกตามเคย ไปอัพยาตายซะไป๊” พราวกระแทกเสียงใส่พอลแล้วสะบัดพรืดออกไป พิเชษฐ์จ้องหน้าพอลไม่พอใจอย่างยิ่ง
ในขณะที่พอลรู้แล้วว่ามือปืนทำงานไม่สำเร็จแถมยังติดต่อขอรับเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือ พอลออกไปพบพวกมันแต่ไม่ยอมจ่ายเงิน สองฝ่ายทุ่มเถียงกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ซาเอะจะตามมาเก็บกวาดมือปืนตามคำสั่งของพิเชษฐ์ งานนี้พอลจึงรอดปลอดภัยกลับบ้าน
พอลเดินนำหน้าซาเอะเข้ามาในห้องรับแขกที่พิเชษฐ์นั่งรออยู่ ซาเอะรายงานเจ้านายด้วยท่าทีนอบน้อม ว่าทุกอย่างเรียบร้อยตามที่ท่านสั่ง
พิเชษฐ์มองลูกชายอย่างเอือมระอา แต่พอลยังไม่สลด สะบัดเสียงว่า
“โอเค...ผมพลาด...ผมกลับได้หรือยัง”
“ต่อไปนี้อย่ายุ่งกับผู้กองเซนต์หรือเรื่องของฉัน ฉันว่าแกจัดปาร์ตี้ผลาญเงินสนุกไปวันๆดีกว่า ฉันจะได้ไม่ต้องปวดหัว ไม่ต้องมีไอเดียอะไรทั้งนั้น”
“จัดให้” พูดแล้วหันไปออกคำสั่งกับซาเอะ “นี่นาย ให้คนไปส่งฉันด้วย”
พอลเดินออกไปนอกห้อง พิเชษฐ์ส่ายหน้าระอา ซาเอะสีหน้าไม่พอใจนักที่พอลไม่เห็นตนอยู่ในสายตา
“ส่งคนตามดูมันหน่อย อย่าให้ก่อเรื่องอีก”
ซาเอะจำใจรับคำแล้วเดินออกไป พิเชษฐ์ถอนใจ
เสียอารมณ์กับลูกชายของตน
ooooooo
ราตรีมาดูแลเซนต์ที่เซฟเฮาส์ พาเขานั่งรถเข็นชมสวนท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย เซนต์มองราตรีด้วยความรักที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน อดตัดพ้อไม่ได้ว่าตนต้องเจ็บตัวเสียก่อนถึงจะได้พบเธอ
“ไนท์คิดถึงคุณตลอด แต่ผู้กองก็รู้ว่าทำไมเราถึงต้องแยกทางกัน”
“ครับ...แต่ผมอยากให้คุณไนท์กลับมาเป็นคุณไนท์คนเดิมของผม”
“ไนท์ก็อยู่นี่แล้วไงคะ จนกว่าผู้กองจะหายดี”
“แบบนี้ผมไม่อยากหายเลย”
“ไม่ได้ค่ะ คุณต้องหาย คือ...”
ราตรีพูดไม่ออกเพราะรู้ว่าเมื่อไหร่ที่เซนต์ได้เหรียญคืนมาก็จะเป็นศัตรูกับเหยี่ยวรัตติกาลตลอดไป นั่นก็รวมถึงในยามที่ตัวเองเป็นราตรีด้วย เพราะพลังทั้งสองฝ่ายสามารถสัมผัสถึงกันได้และจะเข้าห้ำหั่นกันทันที
“ครับ...ผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย เพื่อที่คุณกับผมจะได้อยู่ด้วยกัน”
ราตรีฝืนยิ้มแล้วลอบถอนใจเมื่อเซนต์เผลอ อีกมุมหนึ่ง เรวดีกับก้องเกียรติมองมาที่คนทั้งคู่ เธอและเขาจะมาเยี่ยมเซนต์แต่พอเห็นเขาอยู่กับราตรีเลยหยุดชะงักอยู่ตรงนั้น
“คุณเรวดีจะไม่เข้าไปเยี่ยมผู้กองเหรอครับ”
“อย่าดีกว่าค่ะ ปล่อยผู้กองอยู่กับคุณราตรีดีกว่า เรากลับกันเถอะค่ะ”
เรวดีหน้าเศร้าหันกลับเดินออกไป ก้องเกียรติพอจะเข้าใจความรู้สึกเธอ บ่นพึมพำว่า
“งานนี้มีคนรักกัน แต่อกหักกันหมด”
แล้วก้องเกียรติก็หันกลับเดินตามเรวดีไป ปล่อยให้เซนต์กับราตรีอยู่ในห้วงเวลาแห่งความสุขแม้จะชั่วระยะเวลาหนึ่ง
ออกจากเซฟเฮาส์มาแล้ว เรวดีนั่งสงบใจแต่ยังอดนึกถึงเซนต์กับราตรีไม่ได้ ผ่านไปพักใหญ่ก้องเกียรติซึ่งทำหน้าที่คนขับรถบอกเรวดีว่า
“มีพวกมันตามเรามา”
“เหรอคะ”
“ผมเห็นตั้งแต่เราเข้าเขตกรุงเทพฯแล้วครับ หลังจากที่คุณเรวดีเปิดโทรศัพท์คุยกับกองตรวจคนเข้าเมือง”
“ต้องยอมรับเทคโนโลยีสมัยนี้ แล้วก็ต้องยอมรับว่าเงินซื้อคนได้จริงๆ”
“ไม่ทุกคนหรอกครับ อย่างน้อยก็มีคุณเรวดี ผม ท่านอนันต์ แล้วก็คนอื่นๆอีกหลายคนเยอะแยะไปหมด ผมว่ามากกว่าคนที่ซื้อได้นะครับ”
เรวดีเห็นด้วย ครั้นรถแล่นใกล้ถึงสำนักงานเข้ามาทุกที รถคนร้ายก็เลี้ยวหายไป
“แปลก...พวกมันแค่ตามเรามาเฉยๆ จะเอายังไงกันแน่”
“พวกมันคงยังไม่มีโอกาสมากกว่า คงเรื่องแท่งข้อมูลของคุณเรวดีชัวร์”
“อืม...ฉันให้คุณราตรีลองสื่อสารถึงเหยี่ยวรัตติกาลแล้ว ถ้าโชคดีเหยี่ยวรัตติกาลอาจเอามาคืน”
ก้องเกียรติจอดรถส่งเรวดีที่หน้าสำนักงานแล้วบอกเธอว่า
“ผมจะไปหน่วยพิเศษหาคนที่ไว้ใจได้เตรียมไว้ คราวที่แล้วเราสูญเสียไปมาก”
“เราต้องไม่ให้คนพวกนั้นสูญเปล่า”
“ครับ...ผมจะมารับตอนเย็นๆ”
“ความจริงไม่จำเป็นเลยนะ ฉันว่าคุณใช้เวลารวบรวมคนเพิ่มจะดีกว่า”
“ไม่ได้ครับ...คำสั่งของผู้กอง”
เรวดีจำนน พยักหน้ารับก่อนเปิดประตูรถลงไป...
ทางด้านราตรีที่ยังเฝ้าดูแลเอาใจใส่เซนต์ตลอดทั้งวันด้วยความเต็มใจ เซนต์สุขใจ ยิ่งเธอทำอาหารป้อนให้ยิ่งเป็นปลื้ม สองคนพูดคุยหยอกเย้ากันสนุก บรรยากาศอบอวลไปด้วยความรักและความสุขอีกครั้ง
ออกจากเซฟเฮาส์ ราตรีไปที่บ้านพ่อแม่ ศักดิ์สิทธิ์พอรู้ว่าลูกสาวไปไหนมาก็อยากรู้ว่าผู้กองเซนต์เป็นยังไงบ้าง
“ดีขึ้นค่ะ”
“ผู้กองได้เหรียญกลับมาเร็วเท่าไหร่ก็ดีเท่านั้น”
“คงต้องให้เหยี่ยวรัตติกาลช่วยกดดันซะหน่อย อีกสองอาทิตย์พวกมันจะมีการลักลอบค้าขายกันค่ะ”
“แปลกมากที่นายพิเชษฐ์ไม่ยอมเปลี่ยนหมายกำหนดการทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นถูกผู้กองบุกทลายมาแล้ว ไหนจะเหยี่ยวรัตติกาลอีก”
“มันคงย่ามใจ ครั้งที่แล้ววางแผนกำจัดผู้กองได้เกือบสำเร็จ อีกอย่างคงเลื่อนกับคู่ค้าไม่ได้มากกว่า การปรับเปลี่ยนแผนจะเป็นการส่งสัญญาณว่าอำนาจของนายพิเชษฐ์อ่อนลงและไม่สามารถเก็บข้อมูลความลับได้”
“อืม...นายพิเชษฐ์ยอมสูญเสียกำลังคนและผลประโยชน์มหาศาล แต่ไม่ยอมเสียหน้าตัวเอง”
“นี่แหละค่ะ จุดอ่อนที่จะทำให้นายพิเชษฐ์ล่มสลาย” ราตรีเอ่ยอย่างเชื่อมั่นในความคิดของตน
ooooooo
เรวดีถูกพิเชษฐ์จับตัวไปเพราะเขาต้องการข้อมูลสำคัญของเศรษฐากลับคืนมา แต่แล้วราตรีตามไปช่วยเรวดีมาได้ ทำให้พิเชษฐ์เริ่มสงสัยว่าราตรีอาจเป็นเหยี่ยวรัตติกาล
พิเชษฐ์วางแผนให้เดชศักดิ์นำสร้อยเหรียญปลุกเสกไปคืนเซนต์เพื่อหวังให้เหรียญจัดการกับเหยี่ยวรัตติกาลอย่างที่อาจารย์มังโซบอก แต่เดชศักดิ์กลับเก็บเอาไว้เอง ราตรีล่วงรู้จึงหลอกล่อเอาสร้อยจากเดชศักดิ์กลับคืนมาให้เซนต์สำเร็จ ทั้งที่ราตรีก็รู้ดีว่าพลังของตนกับเซนต์ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้
พอลยังไม่ล้มเลิกความคิดที่จะกำจัดเซนต์ให้จงได้ โดยมีพราวคอยสนับสนุนและเธอเองก็ต้องการเล่นงานราตรีด้วยเหมือนกัน
วันหนึ่งจอยแฟนของพอลมาบอกเขาว่าเธอท้อง พอลไม่คาดคิดแต่รับปากรับผิดชอบ แต่แล้วในงานปาร์ตี้ยามค่ำคืนพอลก็ผลักจอยตกคอนโดตายอย่างโหดเหี้ยม เพราะเธอขู่ว่าจะเปิดโปงที่พอลเคยไปเล่นงานผู้กองเซนต์หากไม่รับผิดชอบตนจริง
หลังเกิดเหตุการณ์นี้ไม่นาน ผู้กองเดชศักดิ์ก็ได้รับการติดต่อจากพิเชษฐ์ให้ดูแลคดีนี้แล้วรีบรวบรัดปิดคดีว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่อีทกับพีทมาทำข่าวและเห็นถึงความผิดปกติจึงปรึกษาก้องเกียรติเพื่อช่วยกันค้นหาความจริงเรื่องนี้
เซนต์อาการดีขึ้นเพราะพลังจากเหรียญและพร้อมปฏิบัติการ ศักดิ์สิทธิ์ทราบจากราตรีจึงแวะมาเยี่ยมและแสดงความยินดีที่ร่างกายผู้กองแข็งแรง
“ดูเหมือนผู้กองพร้อมแล้วที่จะกลับไปทำงาน”
“ครับ ท่านน่าจะทราบว่าเหรียญที่ท่านให้ผมมีอานุภาพยังไง”
“คุณราตรีฝากบอกว่าต่อไปนี้คงจะไม่ได้พบผู้กองอีก เพื่อที่ผู้กองจะได้ทำงานได้ง่ายขึ้น”
เซนต์นิ่งอึดใจ พอจะเดาเหตุการณ์ออกว่าราตรีเอาสร้อยมาคืนอาการของตนจึงดีขึ้น ทุกอย่างที่เขาคิดว่าเป็นความฝันมันคือความจริง
“ครับ ผมเข้าใจ ฝากขอบคุณคุณราตรีด้วยนะครับ สำหรับทุกอย่าง”
“ผมขอพูดกับคุณอย่างลูกผู้ชายด้วยกัน ตราบใดที่องค์กรของนายพิเชษฐ์ยังอยู่ หรือคุณยังเป็นผู้กองเซนต์อยู่เป็นไปไม่ได้เลยที่คุณกับคุณราตรีจะพบกันได้...คุณสองคนจะถูกประชาชนจ้องหาเรื่อง นักข่าวที่รับเงินของนายพิเชษฐ์จะจ้องถามคำถามโง่ๆบิดเบือนเหตุการณ์ให้กลายเป็นลบ ไม่มีทางที่คุณสองคนจะมีความสุขได้ หวังว่าคุณคงจะเข้าใจ”
“ท่านพูดได้ถูกต้องแล้วครับ”
“ดี...ทำงานให้ชาติก่อน”
“ครับผม”
“ผมเตรียมงานแถลงข่าวการกลับมาทำงานของคุณที่โรงพยาบาลแล้ว ข่มพวกมันซะหน่อยว่าคุณกระดูกแข็งแค่ไหน”
เซนต์รับฟังแต่ไม่ออกความเห็น...จิตใจนึกถึงราตรีมากกว่า
ขณะเดียวกันนั้นเอง ราตรีคิดถึงเซนต์เช่นกัน เธอหวั่นใจว่าอาจจะไม่ได้พบเขาอีก...พลันเสียงเคาะประตูห้องทำงานทำให้ราตรีสลัดเรื่องนี้ทิ้งไป อีทก้าวเข้ามาบอกว่าตนมีเรื่องจะปรึกษา
“คือกรณีเด็กสาวกระโดดตึกฆ่าตัวตาย มีเพื่อนของน้องเค้ามาบอกว่าถูกผลักด้วยฝีมือของนายพอล”
“พอล? ลูกชายนายพิเชษฐ์ แล้วทำไมถึงสนใจคดีนี้ล่ะ”
“ถ้าจริงหนูไม่อยากให้นายพอลหลุดไปได้ค่ะ”
“คิดจะใช้นายพอลเล่นงานนายพิเชษฐ์เหรอ”
“เปล่าค่ะ หนูเคยรู้จักรุ่นน้องตายเพราะถูกนายพอลอัพยา แล้วนายพอลหลุดไปได้”
“โอเค...ลุยให้เต็มที่ไปเลย”
“ขอบคุณค่ะ พี่ไนท์ไม่ต้องห่วง หนูมีพี่ก้องเกียรติคอยช่วยอยู่ค่ะ”
“ดี แต่ระวังตัวด้วยก็แล้วกัน”
อีทรับคำแล้วกลับออกไปด้วยท่าทีกระตือรือร้น
ooooooo
บ่ายวันเดียวกัน ผู้กองเซนต์แถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนภายในโรงพยาบาลพร้อมหมอผ่าตัด เซนต์ทำเหมือนว่าที่ผ่านมาตนรักษาตัวอยู่ที่นี่ตลอดเวลา
คำถามแรกของนักข่าวยิงตรงไปที่หมอเจ้าของไข้ว่า
“จากรายงานผู้กองเซนต์อาการสาหัสเป็นตายเท่ากัน แต่กลับดีขึ้นกลับมาทำงานได้อย่างรวดเร็วคุณหมอช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมคะ”
“ครับ...คืออาการผู้กองหนักเสียเลือดมาก ผู้กองคงไม่มีชีวิตรอดถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดได้ทันท่วงที ต้องขอขอบคุณคุณราตรีที่กรุณาสละเลือดช่วยในการผ่าตัดครั้งนี้”
เซนต์ไม่เคยรู้มาก่อนถึงกับคาดไม่ถึง ขณะที่นักข่าวรุมถามเสียงดังวุ่นวาย
“ทำไมถึงต้องเป็นคุณราตรี เลือดทางโรงพยาบาลมีไม่เพียงพอหรือยังไงครับ”
“คือเลือดของผู้กองเซนต์เป็นกรุ๊ปเลือดที่หายาก มีเพียงแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองเท่านั้น ซึ่งบังเอิญเป็นกรุ๊ปเดียวกับของคุณราตรี”
“ผู้กองว่ายังไงครับ มีคอมเมนต์ไหมครับ”
เซนต์กวาดสายตามองรอบทิศ เพียงไม่กี่อึดใจเขาลุกจากโต๊ะเดินออกไปโดยไม่ตอบคำถามนักข่าวที่ต่างพากันสงสัย ตั้งคำถามอีกว่าจะมีการรีเทิร์นระหว่างเซนต์กับราตรีอีกหรือไม่?
พิเชษฐ์ดูแถลงข่าวนี้อยู่กับมังโซและซาเอะท่าทีพิเชษฐ์ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก ออกจะดีใจเสียด้วยซ้ำ
“ไอ้ผู้กองมันโชคดีจริงๆ แต่หายแล้วก็ดี ตรงตามแผนของเรา”
“หวังว่ามันคงได้เหรียญพลังอะไรของอาจารย์คืนไปแล้ว”
“ผมให้คนเอาไปส่งถึงตัวผู้กองเรียบร้อย”
“ถ้ายังงั้นเท่ากับว่าเหยี่ยวรัตติกาลรอจุดจบ”
“ผู้กองกำจัดเหยี่ยวรัตติกาลได้เมื่อไหร่ เราค่อยจัดการกับผู้กองเมื่อนั้น”
“ผมเตรียมวิธีกำจัดผู้กองไว้แล้ว...เมื่อถึงเวลา”
มังโซเอ่ยอย่างมั่นใจ พิเชษฐ์ยิ้มพอใจ บอกซาเอะให้เตรียมการติดต่อลูกค้าให้พร้อม ถ้าโชคดีทั้งผู้กองกับนางเหยี่ยวอาจโผล่มา
“พอมันห้ำหั่นกัน เราก็จะคอยซ้ำมันด้วยธนูมนตร์ของเรา” มังโซหัวเราะย่ามใจ ซาเอะไม่เชื่อแต่เฉยไว้
ooooooo
เหยี่ยวรัตติกาลตัดสินใจนำแท่งบันทึกข้อมูลมาคืนให้เรวดี...เรวดีจึงไปขอบคุณราตรีที่สื่อสารกับเหยี่ยวรัตติกาลสำเร็จ จากนั้นเรวดีก็ยอมเปิดคลิปข้อมูลของเศรษฐา ถึงแม้มันจะมีผลกระทบต่อเกียรติของพ่อก็ตาม
เมื่อคลิปถูกเปิดเผยเรวดีจึงรู้ความจริงว่าพ่อของเธอบริสุทธิ์ ไม่ได้ทรยศต่อชาติ เรวดีมั่นใจว่าคลิปของพ่อเป็นหลักฐานพยานสำคัญที่จะนำมาเล่นงานพิเชษฐ์ได้
เดชศักดิ์พยายามทำให้คดีที่พอลผลักจอยตกตึกตายเป็นการฆ่าตัวตายเอง เขาให้ข่าวคัดค้านราตรีที่ลงข่าวในหนังสือพิมพ์อธิปไตยว่าคดีนี้มีเงื่อนงำ มีพยานรู้ว่าจอยไม่ได้โดดตึกแต่ถูกผลักลงมา
พอลร้อนใจด่วนจ้างมือปืนจัดการเก็บพยานคนนั้นจนตัวเองหลุดคดีไปได้ แต่สุดท้ายพอลก็ถูกเหยี่ยวรัตติกาลเล่นงานตกตึกเสียชีวิตเช่นเดียวกับจอย โดยที่พวกซาเอะก็ทำอะไรนางเหยี่ยวไม่ได้ด้วย
พิเชษฐ์เสียใจมากต่อการจากไปของลูกชายเช่นเดียวกับพราวที่เอาแต่ร้องไห้ ชะตากรรมของน้องชายไม่ต่างจากจอย เธอรู้ว่าชีวิตชดใช้ด้วยชีวิตไปแล้ว แต่ถึงยังไงก็ทำใจไม่ได้อยู่ดี
พราวนั่งร้องไห้น้ำตานองหน้า พิเชษฐ์สีหน้าเรียบเฉย จ้องมองซาเอะเหมือนรอคอยคำอธิบาย
“คุณพอลไล่ผมออกจากงานปาร์ตี้ ผมเลยช้าไปก้าวหนึ่ง”
นั่นคือคำแก้ตัวของซาเอะ พิเชษฐ์สีหน้าเคร่ง ข่มสติ หันมองพราวที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นแล้วตวาดอย่างอัดอั้น เก็บกด
“หยุดร้องไห้ซะที”
“คุณพ่อไม่สนเลยเหรอ นายพอลตายทั้งคน”
“ฉันเตือนมันแล้ว...ฉันเตือนพวกแกสองคนแล้วว่าอย่ายุ่งกับนังราตรี แกจะมาว่าฉันไม่ได้...ฉันจะส่งแกกลับเมืองนอก”
“คุณพ่อ!”
“หรือแกจะอยู่รอความตายอีกคนก็ตามใจ”
“คุณพ่อไม่มีปัญญาจัดการกับเหยี่ยวรัตติกาลเลยเหรอคะ”
“ฉันจัดการมันแน่ แต่ฉันไม่สามารถรับรองได้ว่าแกจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของมัน ถ้าแกยังอยู่ที่นี่...ไปเมืองนอกตามที่ฉันบอก ถ้าแกอยากจะมีชีวิตอยู่”
พราวสะอึกสะอื้นไม่หยุด พิเชษฐ์หันหลังจะผละไปแต่แล้วเข่าอ่อนทรุดลงร้องไห้อย่างคลุ้มคลั่ง
พราวตกใจคาดไม่ถึง ซาเอะถึงกับตะลึงงัน ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ooooooo
แท้จริงเป็นเพียงละครฉากใหญ่ของพิเชษฐ์ที่หวังเรียกร้องความเห็นใจจากสังคมเมื่อมีการเผยแพร่ภาพข่าวของเขาออกไปขณะนำตัวส่งโรงพยาบาล
“นายพิเชษฐ์ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนด้วยโรคหัวใจ สาเหตุคงมาจากการตายของคุณพอลลูกชายคนเดียวซึ่งตกจากตึกสูงด้วยน้ำมือของเหยี่ยวรัตติกาล ส่วนคุณพราวขณะนี้อยู่ในความดูแลของจิตแพทย์อย่างใกล้ชิด ดูเหมือนว่าความยิ่งใหญ่ของนายพิเชษฐ์และครอบครัวกำลังพบกับความล่มสลายอย่างเกินที่จะคาดเดา”
พวกราตรีดูข่าวทางทีวีอยู่ภายในสำนักพิมพ์ ระหว่างนี้ศักดิ์สิทธิ์โทร.มาหาราตรีพอดี
“คิดอยู่แล้วว่าคุณพ่อต้องโทร.มา”
“หวังว่าการตายของนายพอล เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเลือกอื่น”
“ไม่มีจริงๆค่ะ เหยี่ยวรัตติกาลเห็นอนาคตทุกอย่างของนายพอล...นายพอลไม่สนใจใครหรือชีวิตของใคร ฆ่าคนอย่างเลือดเย็น ชีวิตมีแต่จะสร้างกรรมมากขึ้นค่ะ”
“ถ้ายังงั้นก็คงต้องปล่อยไปตามกรรมลิขิต”
ราตรีวางสายจากพ่อแล้วเดินกลับมายังกลุ่มลูกน้องที่ยังจ้องจอทีวีอย่างเหนียวแน่น
“นายพิเชษฐ์อาจกลับบ้านได้เย็นวันนี้ เพราะอาการดีขึ้น ส่วนพราวบุตรสาวคนเดียวเตรียมตัวเดินทางไปอยู่ต่างประเทศกับน้าสาว”
มาถึงตรงนี้...พีทโพล่งขึ้นทันใดว่า
“ไม่อยากจะซ้ำเติม แต่ผมว่ากรรมตามสนอง”
อีท โจ และทัชเห็นด้วยอย่างยิ่ง โจคาดเดาว่าท่าทางนายพิเชษฐ์กำลังจะพบจุดจบ
“ไม่แน่หรอก นายพิเชษฐ์เล่ห์เหลี่ยมมาก งานนี้ขอความเห็นใจจากสังคมมากกว่า สื่อจะได้เลิกขุดคุ้ยเรื่องนายพอลฆ่าคนตาย”
อีทรู้จริง ขณะเดียวกันราตรีก็เชื่อมั่นว่าคนอย่างนายพิเชษฐ์ไม่ยอมจบง่ายๆแน่
ถูกเผง! พอนักข่าวเอาไมค์จ่อปากสัมภาษณ์พิเชษฐ์ที่กำลังป่วย เขาก็เรียกร้องความเห็นใจว่า
“ทางการปล่อยให้เหยี่ยวรัตติกาลฆ่าลูกชายผม”
จบคำเขาก็ทำท่าจะไม่ไหว ไอถี่ๆออกมา สมุนเลยเข้าขวางนักข่าวที่พยายามรุมล้อมและส่งเสียงถามกันวุ่นวาย
ooooooo










