ตอนที่ 1
เรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่ได้รับพรจากสวรรค์ เหยี่ยวศักดิ์สิทธิ์พันปีที่ร่ำลือกันว่ามีพลังพิเศษจนสามารถเปลี่ยนให้เธอกลายเป็นฮีโร่สาวเหนือมนุษย์ใดๆ
ย้อนไปเมื่อเด็กหญิงราตรีอายุ 5 ขวบ ลูกสาวของศักดิ์สิทธิ์ตำรวจมือสะอาดกับรัตนา...ราตรีเกิดตอนเที่ยงคืนของวันที่ 12 เดือน 12 พอดี จึงได้ชื่อนี้และชื่อเล่นว่าไนท์ วันหนึ่งศักดิ์สิทธิ์กับรัตนาพาลูกสาวไปเที่ยวหัวหิน ระหว่างทางกลับบ้านเด็กหญิงได้เห็นแสงสีทองสะท้อนเข้าตาจึงร้องทัก
เมื่อพ่อแม่เพ่งดูปรากฏว่าเป็นแดดที่สะท้อนจากหลังคาวัดแห่งหนึ่ง รัตนาบอกให้ศักดิ์สิทธิ์แวะไหว้พระก่อนกลับ ระหว่างที่เข้าไปกราบพระและสนทนาธรรมกับเจ้าอาวาส เด็กหญิงราตรีหายตัวไป พ่อแม่ตกใจรีบออกตามหาและพบว่าราตรีกำลังคุยเล่นกับลุงคนหนึ่ง ซึ่งเจ้าอาวาสบอกว่าชื่อลุงมายง เป็นคนทิเบตที่มาอาศัยอยู่วัดนี้ไม่มีพิษภัยอะไร
แต่รัตนาก็ยังไม่วายเป็นห่วงลูกสาว แล้วพอกลับมาถึงบ้านยิ่งแปลกใจ เมื่อเห็นราตรีมีสร้อยเหรียญทองรูปเหยี่ยวห้อยคอ ศักดิ์สิทธิ์ดูจึงรู้ว่าน่าจะเป็นของลุงมายงที่วัด เพราะชาวทิเบตนับถือเหยี่ยวกันมาก รัตนาให้เอาไปคืนแต่ศักดิ์สิทธิ์กลับบอกว่าลุงมายงน่าจะแอบให้เพราะรู้ว่าถ้าให้กับพ่อแม่คงไม่ยอมรับ เพราะเป็นเหรียญที่มีค่าและดูท่าราตรีจะชอบสร้อยนี้ด้วย หากเอาไปคืนวันนี้ลุงคงจะเสียใจ ไว้ค่อยหาโอกาสเอาไปคืนในวันหลังจะดีกว่า
ยามค่ำคืนในห้องนอนราตรี เหรียญรูปเหยี่ยวที่คอของเด็กน้อยเกิดเรืองแสงขึ้นมา แล้วเหรียญนั้นก็ค่อยๆหายไปในร่างของเธอในขณะที่หลับใหลอย่างไม่รู้สึกตัว รุ่งเช้าศักดิ์สิทธิ์พบว่าสร้อยนั้นไม่ได้อยู่ที่คอลูกสาวแล้ว แต่ก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร เพราะคิดว่าราตรีคงซุกซนทำหล่นหาย จนกระทั่งทุกคนลืมเรื่องราวของเหรียญรูปเหยี่ยวไป
ooooooo
15 ปีผ่านไป...
ราตรีจบการศึกษาสาขานิติศาสตร์ จบแล้วได้ทุนไปเรียนต่อกฎหมายระหว่างประเทศที่อเมริกาจนจบปริญญาโทจึงเดินทางกลับมาเมืองไทยและทำงานเป็นทนายอิสระช่วยว่าความช่วยเหลือคนจน
ราตรีมีเพื่อนสนิทคือนุชนาถ เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ “อธิปไตย” หนังสือพิมพ์ถูกฟ้องร้องจากนายสมศักดิ์ นักธุรกิจมาเฟียคนหนึ่ง ซึ่งนุชนาถลงข่าวว่ามีส่วนพัวพันกับธุรกิจผิดกฎหมายและหลบเลี่ยงภาษีรวมทั้งกว้านซื้อที่นาจ้างคนทำนาให้กับบริษัทต่างชาติที่หนุนหลังอยู่
นุชนาถได้ติดต่อราตรีช่วยว่าความให้...ด้วยความฉลาดของทนายสาวสวยทำให้นุชนาถหลุดจากคดี สร้างความโกรธแค้นแก่นายสมศักดิ์เป็นอย่างมาก ถึงกับส่งมือปืนไปจัดการทั้งสองสาว
ขณะที่ราตรีกับนุชนาถถูกมือปืนลอบยิง ทันใดนั้นเหยี่ยวก็ปรากฏตัวขึ้นเข้ามาจัดการกับพวกมือปืนตายเรียบในสภาพสยดสยอง โดยที่สองสาวไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ผู้กองเซนต์ต้องแปลกใจเพราะมือปืนตายด้วยกรงเล็บของเหยี่ยว แต่ไม่มีใครจำเหตุการณ์นี้ได้เลย ได้แต่คาดเดากันว่ามัจจุราชน่าจะเป็นเหยี่ยวที่ตัวใหญ่ที่สุด
หลังจากผู้กองเซนต์ได้สอบสวนสองสาวที่เชื่อว่าคนร้ายคือมือปืนของนายสมศักดิ์ เพราะได้ยินพวกมันพูดก่อนกราดยิงว่านายสมศักดิ์ฝากของมาให้ เขากับก้องเกียรติซึ่งเป็นผู้ช่วยจึงเดินทางไปขอพบสมศักดิ์ถึงบริษัท
ด้านศักดิ์สิทธิ์กับรัตนาพ่อแม่ของราตรี พอทราบข่าวร้ายก็ร้อนรนเป็นห่วงลูกสาวรีบโทร.ถามไถ่ก่อนที่ราตรีซึ่งอยู่คอนโดจะมาพบพวกท่านที่บ้านแล้วได้ฟังเรื่องราวในวัยเด็กที่ตัวเองจำไม่ได้ด้วยความงุนงง แต่เมื่อพ่อแม่พาเธอกลับไปยังวัดแห่งนั้นอีกครั้งก็เริ่มจำได้
“พ่อแวะมาหาหลวงพี่ทุกครั้งที่มีงานราชการมาที่นี่ แต่ระยะสองสามปีหลังไม่มีเวลาไม่ได้ติดต่อกัน จนกระทั่งท่านโทร.หาพ่อเมื่อคืนนี้”
“เป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่าคะ”
“ไม่หรอกจ้ะ เพราะท่านพูดถึงเรื่องที่เกิดกับลูก... พ่อรู้ก่อนที่จะมีข่าวออกมา”
ราตรีประหลาดใจ จากนั้นเธอกับพ่อแม่ก็เข้าไปกราบเจ้าอาวาสและฟังท่านเล่าถึงลุงมายงว่า
“ตอนนั้นหลังจากวันที่โยมโทร.มาถามเรื่องเหรียญของลุงมายงที่ให้หนูราตรี เดือนต่อมาลุงมายงก็จากวัดไป... อยู่ที่ไหนไม่มีใครรู้”
“หลวงพี่กรุณาบอกลูกราตรีเกี่ยวกับเหรียญเหยี่ยวของลุงมายงด้วยครับ”
“เมื่อร้อยปีก่อน ณ วัดแห่งหนึ่งบนยอดเขาสูงในทิเบต มีนางพญาเหยี่ยวตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ชาวบ้านต่างเชื่อว่าเป็นเหยี่ยวศักดิ์สิทธิ์ที่นักบุญทิเบตเลี้ยงไว้ วันหนึ่งนางพญาเหยี่ยวกลับมาที่วัดมีลูกธนูปักอยู่ที่ปีกดอกหนึ่ง นางพญาเหยี่ยวใช้ปากดึงลูกธนูออกจากปีกของตนทิ้งไว้ตรงลานวัดแล้วบินหายไป”
“แล้วเหยี่ยวเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
“คงไม่เป็นอะไร เพราะสามวันต่อมามีผู้พบร่างของพรานป่าคนหนึ่งร่างกายถูกจิกและมีรอยแผลจากกรงเล็บเหยี่ยวจนหมดสภาพ มีคันธนูและลูกธนูชนิดเดียวกันตกอยู่ข้างๆ นัยว่าพรานคนนี้เป็นคนชั่วระรานข่มขู่พ่อค้าให้ซื้อหนังสัตว์ของตนในราคาแพง เหรียญทองของลุงมายงคือเหรียญที่ทำมาจากเลือดนางพญาเหยี่ยวของนักบุญ ปลุกเสกกับเหล็กไหลและทองคำเชื่อกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์แต่ก็หายสาบสูญไป จนกระทั่งมาปรากฏอีกครั้งหนึ่งตอนที่ลุงมายงมอบให้หนู”
“แต่เหรียญไม่ได้อยู่กับหนูแล้วนี่คะ”
“อาตมาเชื่อว่าเหรียญอยู่ในตัวของหนู”
“เป็นไปได้ยังไง หนูไม่เข้าใจ”
“อาตมาอยากให้หนูหาโอกาสตั้งสมาธินึกถึงเหรียญทองดู ถ้าเป็นจริงตามที่โบราณบ่งบอกว่าเหรียญจะเลือกเจ้าของเอง หนูก็จะได้รู้แจ้ง”
ราตรีสีหน้าท่าทีสับสน ศักดิ์สิทธิ์ยิ้มบางๆปลอบใจลูกสาว
ooooooo
เซนต์และก้องเกียรติไปขอพบสมศักดิ์แต่ได้รับการปฏิเสธจากเลขาของเขา
สมศักดิ์กำลังหัวเสียใส่อึ้งเปงหนุ่มเชื้อสายจีนที่เป็นหลานชายด้วยเรื่องมือปืนจัดการนุชนาถกับราตรีไม่ได้ ซ้ำพวกมันยังถูกฆ่าตายโดยไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร สมศักดิ์ไม่เชื่อเรื่องเหยี่ยว ดุด่าอึ้งเปงว่าเพ้อเจ้อถึงทำงานไม่สำเร็จ
เซนต์และก้องเกียรติดึงดันเข้าพบสมศักดิ์จนได้ แต่ไม่ได้ความคืบหน้าอะไร นายตำรวจทั้งสองจึงพากันกลับออกมาแล้วมุ่งหน้าไปยังแผนกนิติเวชเพื่อพบหมอกรทิพย์ ฟังสรุปการวินิจฉัยศพมือปืน เพิ่มน้ำหนักให้เซนต์ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นฝีมือสัตว์ใหญ่คือเหยี่ยวนั่นเอง
ราตรีกลับจากวัดที่หัวหินก็รีบมาหานุชนาถที่ยังนอนพักอยู่ในโรงพยาบาลหลังเกิดเหตุการณ์ลอบยิง แม้ไม่ได้เป็นอะไรแต่นุชนาถก็ขวัญดีหนีฝ่อหวาดกลัวจนบอกเพื่อนสาวว่าตนตัดสินใจจะปิดหนังสือพิมพ์ภายในหนึ่งเดือน
แต่เมื่อออกจากโรงพยาบาลกลับมาอยู่บ้าน นุชนาถก็เปลี่ยนความคิดใหม่บอกราตรีว่าตนมีไอเดียเจ๋งสุดๆ ไม่ต้องปิดหนังสือพิมพ์ โดยยกให้เธอบริหาร
เพียงเช้าวันถัดมาก็มีข่าวนุชนาถลาออกจากตำแหน่ง บก.หนังสือพิมพ์อธิปไตย โดยมอบหมายให้ราตรีทนายคนเก่งรับตำแหน่งบรรณาธิการแทน
แน่นอนว่านักข่าวต้องอยากรู้เหตุผล จึงตามสัมภาษณ์ราตรีเผยแพร่ไปทางสื่อทีวี
“ทำไมถึงรับช่วงต่อหนังสือพิมพ์ฉบับนี้คะ”
“หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ต่อสู้ให้ความจริงกับประชาชนว่าใครเป็นคนดีหรือคนชั่วของประเทศไทย เป็นสิ่งที่สังคมต้องการ”
“แต่เป็นตำแหน่งที่อันตรายนะคะ”
“อันตรายอยู่กับเราทุกวินาทีอยู่แล้วค่ะ”
“มีอะไรจะกล่าวเพิ่มเติมไหมคะ”
“อยากจะบอกว่า ขณะนี้คุณนุชนาถพ้นจากตำแหน่งโดยสิ้นเชิง เลิกคุกคามคุณนุชนาถ ถ้าอยากจะคุกคามเชิญได้ ดิฉันพร้อมอยู่แล้ว”
สมศักดิ์เปิดทีวีดูข่าวนี้อยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดพอสมควร แววตาเขาวาวโรจน์ คำรามด้วยความอาฆาตแค้นนุชนาถไม่จบสิ้น
“ออกจากวงการแล้วนึกว่าจะรอดเหรอ”
ooooooo
ราตรียินดีสานต่ออุดมการณ์ของนุชนาถโดยมีลูกน้องทีมเดิมคือโจ หัวหน้าฝ่ายออกแบบ พีทฝ่ายทีมกล้อง และอีท นักข่าวสาว รวมทั้งคนอื่นๆอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งนุชนาถรับรองว่าทุกคนเป็นคนดี ทำงานหนัก มีจริยธรรม รักความถูกต้อง ต้องการแทนคุณแผ่นดิน
หลังจากมีการแถลงข่าวเปิดตัวบรรณาธิการคนใหม่หนังสือพิมพ์อธิปไตย แน่นอนว่าไม่เป็นที่สบอารมณ์ของสมศักดิ์มาเฟียตัวเอ้ เขาสั่งมือปืนไปจัดการราตรี นุชนาถ และผู้กองเซนต์กับลูกน้อง แต่ราตรีรู้ตัวก่อนจึงบอกให้ลูกน้องเตรียมทำข่าวเพื่อเปิดโฉมหน้าที่แท้จริงของสมศักดิ์ให้ได้ ต้องเจาะลึกให้ถึงที่สุด แต่ต้องเป็นข่าวจริง มีหลักฐานชัดเจนเท่านั้น ที่สำคัญทุกคนควรระวังตัว เพราะอาจมีพวกเล่นนอกกติกาเยอะ
ผู้กองเซนต์สนใจราตรีตั้งแต่แรกเพราะความสวยของเธอ จึงหาเรื่องมาที่สำนักพิมพ์บ่อยๆ อ้างเรื่องการสอบสวนเพิ่มเติมและมาเตือนว่านายสมศักดิ์อาจหาทางเล่นงานเธอแบบเดียวกับที่เล่นงานนุชนาถ ราตรีรับฟังและขอบคุณที่ผู้กองมีน้ำใจ แต่ลึกๆก็พอจะรู้แกวว่าเขามาแนวไหน
เมื่อเขาเสนอตัวคอยคุ้มกันเธอด้วยความเต็มใจ ราตรีจึงเย้ากลับไปว่าให้ตนแน่ใจได้ยังไงว่าเขาจะไม่เผ่น ตอนที่คนของนายสมศักดิ์มาเล่นงาน ผู้กองยิ้มกริ่มตอบว่า
“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุณต้องตัดสินใจเองครับ ของแบบนี้มันต้องเอาใจมาวัดกัน”
“ได้...ฉันจะวัดใจกับคุณ”
“งั้นต้องจับมือกันหน่อย” เซนต์ยื่นมือรอ...แล้วก็สมใจเมื่อราตรียื่นมือออกไปสัมผัสมือเขา
ตลอดทั้งวันเซนต์ยิ้มแย้มอารมณ์ดีจนก้องเกียรติแปลกใจ ตกเย็นเซนต์แยกตัวไปหาราตรี เขาอ้างตัวเป็นผู้คุ้มกัน ขอสอนการยิงปืนให้กับเธอ หารู้ไม่ว่าราตรียิงปืนแม่นมาก เลยกลายเป็นหน้าแตก สอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ
ooooooo
กว่าจะออกจากสนามยิงปืนก็มืดค่ำ เซนต์ขอเลี้ยงข้าวราตรีที่ร้านแห่งหนึ่งแล้วเล่าที่มาที่ไปของชื่อเล่นให้เธอฟัง
“ตอนผมเริ่มคลานได้ คลานไปคว้าเหรียญหนึ่งเซนต์ ยูเอส ซึ่งคุณแม่คงทำตกไว้นานแล้วใส่ปากอม คุณแม่สังเกตเห็นผมทำปากตุ่ยๆเลยงัดออกมาดู ก็เลยตั้งชื่อเล่นผมว่าเซนต์”
“ฉันว่าแปลกดีค่ะ ไม่เหมือนใคร”
“ดีว่าไม่เป็นเหรียญสลึง ไม่ยังงั้นป่านนี้เป็นไอ้หลึงไปแล้ว”
“แล้วชื่อจริงล่ะคะ”
“ปฏิวัติ ธำรงค์ตระกูลธรรม”
“เท่ทั้งชื่อจริง ชื่อเล่นเลย”
“คุณก็ต้องมีชื่อเล่น”
“ค่ะ...ไนท์ค่ะ”
“อืม...เท่เหมือนกันนี่...เกิดตอนเที่ยงคืน”
“ค่ะ เพราะชื่อราตรี ใครๆก็เดาถูก”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณไนท์”
หนุ่มสาวชนแก้วกาแฟกันด้วยรอยยิ้ม จังหวะนี้เสียงโทรศัพท์มือถือของราตรีดังขึ้น...มีข่าวร้ายจากอีทว่ามีคนบุกสำนักพิมพ์ ราตรีจึงรีบร้อนไปพร้อมเซนต์
ห้องทำงานราตรีถูกทำลายมีสีพ่นบนฝาผนังว่า อย่าแส่หาเรื่อง นี่เป็นการเตือน!
“หนูกับโจและพีทไปทานข้าวกันแล้วจะกลับมาทำงานต่อ พอเข้ามาก็เจอห้องพี่เป็นแบบนี้ค่ะ” อีทรายงาน
“ดีแล้วที่ไม่มีใครเป็นอะไร เอาล่ะ ทุกคนกลับกันได้แล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาเคลียร์พื้นที่ลุยกันต่อ”
ทุกคนต่างแยกตัวกันไปเหลือแค่เซนต์กับราตรี เซนต์ เชื่อว่าเป็นฝีมือสมศักดิ์แน่นอน เขาจะจัดการเรื่องนี้เอง
“คงไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิดได้หรอกค่ะ”
“ไม่จำเป็นหรอกครับ พวกนี้เล่นนอกกรอบ เราก็ต้องนอกกรอบกับพวกมัน”
“กลับกันเถอะค่ะ”
ไม่ทันจะขยับตัวก็มีแสงไฟจากรถสองสามคันวิ่งมาจอดสาดจ้าเข้ามา ราตรีนึกว่าลูกน้องลืมของ แต่น่าแปลก แสงไฟยังคงสาดจ้าอยู่อย่างนั้น
ภายในรถ คนร้ายสองคนถือปืนกลเตรียมยิงเข้าไปในสำนักพิมพ์ ราตรีสัมผัสได้ทันทีแต่ทำใจเย็นบอกเซนต์ว่า
“ฉันจะออกไปดูก่อนนะคะ”
แต่แล้วทันใดนั้น เซนต์พุ่งตัวคว้าราตรีหลบลงที่พื้นด้านหลังโต๊ะอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว กระสุนปลิวว่อนเข้ามาถูกห้องที่พังอยู่แล้วกระจุยกระจาย เซนต์กระชากปืนออกมาไว้ในมือ แขนข้างหนึ่งโอบราตรีแน่น ทั้งสองราบกับพื้นหลบกระสุนที่ยิงเข้ามาราวกับห่าฝน
“รออยู่ที่นี่”
พูดขาดคำ เซนต์พรวดออกไปที่ประตูด้านหน้า ร่างราตรีกลายเป็นมีลำแสงขึ้นมา หน้ากากเริ่มปรากฏบนใบหน้า...
เสียงปืนดังสนั่น เซนต์ยิงตอบโต้คนร้าย กระสุนถูกคนนั่งข้างๆเข้าที่หัวไหล่ คนขับรถเห็นท่าไม่ดีรีบถอยรถหนี เซนต์วิ่งตามยิงสาดแต่โดนพวกมันสวนใส่ถี่ยิบจนต้องพุ่งกลิ้งเข้าหากำแพง
ooooooo










