สมาชิก

วัยแสบสาแหรกขาด

ตอนที่ 8

อัลบั้ม: 'อาเล็ก-จ๊ะ' ล้วงปัญหาครอบครัว ละครน้ำดี 'วัยแสบสาแหรกขาด'


ไอซ์ซิ่งตามฉัตรและคิมเข้าไปในซุปเปอร์มาเกต หลบตามมุมและชั้นวางของแอบถ่ายรูป ฉัตรเข็นรถคิมเลือกของคุยกันกะหนุงกะหนิง พอเห็นปลอดคนก็เข้าไปเลือกซื้อถุงยางอนามัยกัน จ่ายเงินที่แคชเชียร์แล้วก็ช่วยกันหิ้วของเดินออกไป

ไอซ์ซิ่งรอจังหวะแล้ววิ่งตามไปจนทั้งสองกำลังเอาของใส่ท้ายรถไอซ์ซิ่งจึงเข้าไปทัก

“สวัสดีค่ะ” พอฉัตรหันมองก็ยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะ หนูเป็นเพื่อนมินนี่ ไม่ทราบว่าคุณน้ารู้จักมินนี่หรือเปล่าคะ”

“มินนี่ ลูกสาวยูหรือเปล่า?” คิมถามฉัตร

ไอซ์ซิ่งชะงักกึก ฉัตรส่งสายตาให้คิมไปรอที่รถ แล้วตัวเองหันถามไอซ์ซิ่งว่าเรียนที่เดียวกับมินนี่หรือ

ไอซ์ซิ่งบอกว่าซี้กันเลย ฉัตรจึงฝากให้ดูแลมินนี่ด้วย

“จะดูแลให้เต็มที่เลยค่ะคุณพ่อ” ฉัตรชะงักแต่ไม่ปฏิเสธรีบขึ้นรถไปเลย ไอซ์ซิ่งนิ่งคิด...ไม่ปฏิเสธแปลว่าใช่ ยิ้มร้ายอย่างคึกคะนองทันที

ooooooo

เย็นแล้ว ขณะโชกุนเล่นเกมอยู่ในห้องอย่างสนุกสนานนั้น ได้ยินเสียงคนมาเรียก “ไอ้ภู...ไอ้ภู...” โชกุนแง้มประตูดูเห็นนักเลงทวงหนี้สองคนมาตะโกนโหวกเหวกอยู่หน้าร้าน

โชกุนตกใจเพราะคราวที่แล้วพ่อบอกมันว่าตนถูกลอตเตอรี่อีกสองวันขึ้นเงินแล้วมาเอาได้เลย วันนั้นมันขู่ว่า “คราวหน้า ถ้ากูมาแล้วไม่ได้เงิน มึงตาย!” พอดีคอมพิวเตอร์มีเสียงเตือนภัยบอกว่าตัวละครอยู่ในภาวะคับขัน โชกุนรีบวิ่งมาปิดเสียง พอปิดเสียงก็ได้ยินนักเลงพูดกันว่าหรือภูทองจะหนีไปแล้ว อีกคนบอกว่า “ชีวิตมันมีแค่ร้านนี้ แต่ถ้ามันไม่มีเงินอีก กูเอามันตาย!” โชกุนตกใจศอกไปโดนของหล่นเสียงดัง นักเลงได้ยินเดินตรงมาตามเสียง

โชกุนตกใจกลัวตัวสั่น คิดหาทางออก เห็นรูปพ่อ ตั้งอยู่ก็คว้ามากอด พอมันเปิดประตูโชกุนก็แผดเสียงร้องไห้ลั่น นักเลงงง ถามว่าร้องไห้ทำไม โชกุนบอกว่าพ่อตายแล้ว มันถามว่าโกหกหรือเปล่า

“ฮือๆ ผมไม่ได้โกหก พ่อตายแล้วจริงๆ ฮือๆ วันก่อนพี่สองคนตีหัวพ่อ พอพี่กลับไป พ่อก็ปวดหัว หมอบอกว่าพ่อเลือดออกในสมองตาย ฮือๆๆ”

นักเลงสองคนตกใจ มันโอ๋โชกุนว่าไหนๆพ่อก็ตายแล้ว ฝากเงินไปทำบุญให้พ่อด้วย เอาเงินให้แล้วรีบชวนกันกลับ พอมันออกไปแล้ว โชกุนหยุดร้องไห้เป็นปลิดทิ้ง มองเงินในมือยิ้มทั้งน้ำตาแล้วเก็บเงินใส่กระเป๋าเสื้อ

นักเลงสองคนกลัวความผิดชวนกันกลับ พอออกไปหน้าร้าน ภูทองขับรถเข้ามาจอดพอดี มันรู้ว่าถูกหลอกย้อนกลับไปทันที

ภูทองมาเห็นโชกุนตายังแดงช้ำถามว่าร้องไห้ทำไม โชกุนบอกว่าไม่ได้ร้อง พลางคุยอวดว่าเมื่อกี๊ตนช่วยพ่อด้วย ภูทองงงๆ เหลือบเห็นเงินในกระเป๋าถามว่าเอาเงินมาจากไหน โชกุนบอกว่ามีพี่คนหนึ่งฝากไปทำบุญ

“พี่? ใคร? แล้วทำบุญอะไร”

“ทำบุญงานศพมึงไง ไอ้ภู!” นักเลงตะคอกใส่ “สอนลูกดีนักนะมึง...เฮ้ย ลากคอมันมา!”

โชกุนกอดพ่อไว้แน่น นักเลงกระชากภูทองเหวี่ยงลงที่พื้น ภูทองตะโกนให้โชกุนหลบไป แล้วมันก็รุมกันซ้อมภูทอง โชกุนหลบอยู่ใต้เคาน์เตอร์ร้องไห้โฮสงสารพ่อ

มันซ้อมภูทองจนหนำใจแล้วพากันกลับ ภูทองเอาถุงน้ำแข็งประคบรอยช้ำบนใบหน้า โชกุนเอาน้ำให้พ่อกิน ภูทองถามว่าทำไมโกหกว่าพ่อตาย ทีแรกโชกุนก็ปฏิเสธ พอถูกดุและถามว่าอยากให้พ่อตายหรือ ก็ร้องไห้โฮยอมรับว่า

“โชไม่ได้อยากให้พ่อตาย โช...โชแค่พูดเอาตัวรอด โชไม่ได้โกหก ก็พ่อเคยบอกโชว่า ถ้าพูดความจริงมันพังร้าน พังบ้านเราแน่ โชแค่อยากช่วยพ่อ ก็เลยพูดให้เขากลับไป...ฮือ...ฮือ...”

โชกุนกอดพ่อร้องไห้โฮๆ ภูทองเอามือลูบหัวลูกอึ้ง เครียด....

เมื่อโชกุนหลับแล้ว ภูทองออกมามองไปรอบร้านที่ข้าวของเละเทะและมีป้าย “ปิด” วางอยู่หน้าร้าน เขาหยิบสมุดบันทึกพฤติกรรมของโชกุนที่ทรายให้ขึ้นมาดูด้วยแววตาครุ่นคิด

ooooooo

วิทวัสเชิญอำนาจไปดื่มไวน์ที่บ้านหรูของเขา ชวนให้ไปเป็นครูใหญ่โรงเรียนนานาชาติของเขาที่เขาใหญ่ อำนาจไม่สนใจตำแหน่งครูใหญ่แต่ถามว่า

“ผมทราบมาว่าคุณวิทวัสกำลังมองหาทำเลสำหรับโรงเรียนใหม่ในกรุงเทพฯ ถ้าผมทำให้คุณได้เป็นเจ้าของโรงเรียน ‘เปี่ยมคุณ’ คุณจะพอใจหรือเปล่า”

วิทวัสตาโตถามว่านพลักษณ์ยอมวางมือแล้วหรือ อำนาจบอกว่าไม่วางก็ต้องวางเพราะทำไม่ไหว ปัจจุบันก็ให้ลูกชายทำแต่ลูกชายทำงานเข้ากับใครไม่ได้ แถมยังไม่รู้จักเด็กผู้ใหญ่ ตนมีวิธีที่จะทำให้เด็กนั่นตกที่นั่งลำบากและนพลักษณ์ต้องขายโรงเรียนในที่สุด แต่มีเงื่อนไขว่า

“หลังจากที่คุณเข้ามาเป็นเจ้าของโรงเรียนแล้ว ผมขอเป็นหุ้นส่วนและเป็นผู้อำนวยการสูงสุดของโรงเรียน” วิทวัสยอมรับเงื่อนไขทันที อำนาจเสนอเร่งรัดว่า “เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราต้องเริ่มเดินหมากทันทีจะได้รีบปิดเกม!”

เช้าวันต่อมา วิทวัสก็พาครูน้อยและครูอีกหกคนซึ่งล้วนเป็นหัวหน้าวิชาต่างๆมาพบวิทวัสที่ร้านอาหารจีน แนะนำวิทวัสแก่ครูเหล่านั้นว่าเป็นเจ้าของโรงเรียนนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก วันนี้มีข้อเสนอที่น่าสนใจมาคุยกับทุกท่าน วิทวัสกล่าวชื่นชมโรงเรียนเปี่ยมคุณ ชื่นชมการทำงานของครูใหญ่อำนาจ และตบท้ายว่า...

“ผมสนใจที่จะเข้ามาบริหารโรงเรียนแทนคุณนพลักษณ์”

ในห้องมีเสียงฮือ...ของบรรดาครูเบาๆ อำนาจให้ครูเหล่านั้นดูแผนการที่จะนำพวกเราไปสู่การเปลี่ยนแปลง ครูกัลยาที่เป็นหัวหน้าฝ่ายภาษาไทยประสบการณ์สอน 30 ปีบอกว่า “ดิฉันสนใจ แผนของครูใหญ่คืออะไรคะ?”

ooooooo

กรถูกชะตาวิถีชีวิตแบบครอบครัวของทราย วันนี้เขาเอากล้วยไม้มาให้สักทอง น้ำทิพย์ทำน้ำกระเจี๊ยบมาให้ดื่ม กรชมว่าหอมอร่อยมาก สักทองบอกว่าฝีมือแม่เขา เด็ดจากต้นหลังบ้านมาต้มเอง

กรบอกว่าเคล็ดลับก็อยู่ตรงนี้แหละ ปลูกเอง ต้มเองถึงได้อร่อย แต่คุณพ่อของเขาชอบปลูกไม้ประดับมากกว่า ทรายถามว่าปลูกอะไรบ้าง กรบอกว่าเยอะ ต้องไปดูเอง น้ำทิพย์ยุให้ไปดูจะได้ฝากน้ำกระเจี๊ยบไปให้ด้วย

“แม่ฝากน้ำ งั้นพ่อจะฝากไปทั้งต้นเลย” สักทองเสริม ทั้งน้ำทิพย์และสักทองพยักพเยิดลุ้นให้ทรายไป

เมื่อสมภพได้ดื่มน้ำกระเจี๊ยบที่น้ำทิพย์ฝากมาก็ชมว่าอร่อยอย่างที่กรบอกจริงๆ กรจะเอาต้นกระเจี๊ยบไปปลูกชวนทรายไปด้วยจะได้ดูต้นไม้ สมภพไปด้วยเพราะนานๆจะมีแขกมาเยี่ยมสวนทีพูดติดตลกว่า “ต้องอวดหน่อย...”

ระหว่างปลูกต้นกระเจี๊ยบ สมภพเปรียบเทียบให้ฟังว่าการดูแลต้นไม้ก็เหมือนที่พวกเขาดูแลเด็กที่โรงเรียน เด็กจะโตขึ้นมาอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ ขึ้นอยู่กับครูที่สอน ขึ้นอยู่กับสังคมรอบตัว ฟังแล้วทรายบอกว่าจะเก็บเอาไว้ใช้ในการทำงาน

“ดีใจที่มาแล้วได้ประโยชน์ กรเขาไม่เคยพาเพื่อนมาเลยนะ หนูเป็นคนแรก”

“ผมบอกแล้วไงครับ ผมกับทรายไม่ได้เป็นแค่เจ้านายกับลูกน้อง แต่ตอนนี้เขาเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของผม” พูดแล้วก็ตบไหล่ทรายอย่างแรงจนทรายสะอึกพึมพำ “เพื่อน” กรถามว่าดีใจไหม ทรายยิ้มแห้งๆบอกว่า “ดีใจ...มั้ง...”

ขณะเดินมาหน้าบ้าน ทรายถามกรว่าเขาไม่ค่อยมีเพื่อนจริงหรือ เขาบอกว่าเพื่อนในเมืองไทยไม่ค่อยมีเพราะพ่อส่งไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ทรายถามว่าแล้วทำไมเขาถึงไม่ค่อยออกงานสังคมหรือหาเพื่อนคนไทยเอาไว้บ้าง

“ผมไม่ชอบออกงานคุณก็เห็น ครั้งที่แล้วไปด้วยกันเมื่อยหน้าจะแย่ ต้องยิ้ม ต้องคุยกับคนไม่รู้จัก ผมไม่ถนัด อีกอย่างผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ พอผู้ชายมาคุยด้วย มาสนิทด้วยก็จะคิดว่ามาจีบ ผมเลยไม่ค่อยกล้าสนิทด้วย มีแต่คุณนี่แหละที่ไม่คิดมาก” พูดแล้วเห็นทรายอึ้งก็ถาม “หรือว่าคิด?”

“ไม่คิด! บ้าเหรอ? จะคิดได้ยังไง คุณเป็นเจ้านายฉัน ฉันเป็นลูกน้อง ส่วนมากเราก็คุยกันแต่เรื่องงาน จะไปคิดได้ยังไง ไม่คิด...!” ทรายปฏิเสธเสียงสูงปรี๊ด

“ดีมาก!! แบบนี้แหละผมเลยสบายใจ จะกลับเลยไหม เดี๋ยวผมไปส่ง”

ทรายบอกว่ากลับเลย แต่ไม่ทันขยับก็ได้รับโทรศัพท์จากปาล์ม ฟังแล้วชะงักถามว่า “ข่าวใหญ่? ข่าวอะไร?”

ooooooo

ที่บ้านฉัตร เขาตกใจมากจนคิมตกใจไปด้วยถามว่ามีเรื่องอะไร ฉัตรบอกว่าเรื่องของเรา พลางส่งแท็บเล็ตให้ดู คิมอ่านเสียงเครียด “ความลับเปิดเผย! พ่อมินนี่เป็นเก้ง! ภาพสวีตคู่ขาล่ำบึ้กในห้างกลางเมือง!”

คิมเลื่อนจอดูเห็นคลิปที่แอบถ่ายในซุปเปอร์มาร์เกตในอิริยาบถหวานๆ ปิดท้ายด้วยคลิปเลือกซื้อถุงยางอนามัยกัน ฉัตรดูแล้วคิดถึงมินนี่ขึ้นมาทันที

มินนี่ยังไม่รู้เรื่อง มัวเมากับการถ่ายคลิปในงานเปิดตัวนักแสดงเวอร์จิ้น 3 และพีรดาก็วุ่นอยู่กับการดันมินนี่แย่งซีนนักแสดงคนอื่นจนเคนที่จะมาบอกมินนี่เรื่องคลิปของพ่อเธอ พีรดาบอกว่าไม่มีเวลาแล้ว ลากมินนี่ไปออกงานเลย

พอมินนี่เดินออกไป นักข่าวก็รุมกันเข้ามาถามเรื่องพ่อเป็นเกย์ ฯลฯ พีรดาด่าว่านี่มันเรื่องบ้าอะไร นักข่าวก็ยังตามขยี้เรื่องพ่อมินนี่เป็นเกย์ว่าเป็นจริงหรือสร้างกระแส มินนี่ถูกกดดันกำหมัดกรี๊ด ตะโกนบอกนักข่าวว่า

“ไม่ตอบ!! เลิกถามได้แล้ว ไม่อยากตอบ!! อย่ามายุ่งเรื่องส่วนตัวได้ไหม!! หยุดถามได้แล้ว หยุด!!!” นักข่าวช็อกว่าทำไมมินนี่ปรี๊ดแตก พีรดาก็ช็อกปลอบให้ใจเย็นๆ มินนี่ตะโกน “ไม่เย็น!! ออกไป!!! กรี๊ด!!”

ขณะนั้นทรายกับกรวิ่งแหวกนักข่าวเข้ามา ขอร้องนักข่าวให้สัมภาษณ์ต่อวันหลัง แต่ก็ยังมีเสียงนักข่าวที่จิกไม่ปล่อยถามแทรกเข้ามาว่า “คุณรดาคะ ข่าวที่ออกมาเป็นเรื่องจริงรึเปล่าคะ?”

ทรายพามินนี่ที่ตัวเกร็ง มือเกร็งหายใจหอบแรงเพราะความกดดันเรื่องที่นักข่าวรุมกันถาม พาหลบไปนั่งพัก ทรายบอกให้หายใจช้าๆลึกๆพร้อมกับตน ครู่หนึ่งถามว่ารู้สึกยังไงบ้าง บอกครูได้ไหม เสียงพีรดากระแทกเข้ามาทันทีว่า

“จะรู้สึกยังไง ก็เกลียดพ่อมันน่ะสิ ถ้าไม่มีพ่อเป็นเกย์ก็ไม่ต้องเจอข่าวแบบนี้”

“ถ้าคุณไม่สร้างความเกลียดชังพ่อให้กับลูก ลูกก็ไม่ต้องเป็นแบบนี้เหมือนกัน” ฉัตรเข้ามาพูดแทรกหน้าเครียด

ศึกใหม่เกิดทันที พีรดากับฉัตรโต้เถียงกัน ต่างโทษกันว่าอีกฝ่ายสร้างแรงกดดัน ลูกถึงได้เป็นอย่างนี้ จนกรต้องขอร้องว่านี่ไม่ใช่เวลาทะเลาะกัน เห็นอยู่ว่าลูกเครียดยังจะมาทำให้เครียดกว่าเดิมอีกทำไม เชิญทั้งสองกลับไป ตนกับทรายจะดูแลน้องเอง แต่พีรดาไม่ยอมหยุด จนทรายทนไม่ไหวถามว่า

“เรื่องมันเกิดขึ้นแล้วแทนที่จะโทษกันไปมา เรามาหาทางแก้ไขเถอะค่ะ จะต้องให้น้องกรี๊ดอีกกี่ทีพวกคุณจึงจะยอมหยุด” พอทั้งสองเงียบ ทรายหันไปบอกมินนี่ให้หายใจลึกๆจนอาการดีขึ้น

แม้พีรดาจะเห็นว่าทรายทำให้มินนี่อาการดีขึ้น แต่ก็เชิดใส่ไม่ยอมรับ

ooooooo

ฉัตรถามทรายว่ามินนี่เป็นอะไรทำไมอยู่ๆก็กรี๊ดเหมือนไร้สติ ทรายบอกว่าเพราะเครียดจนเกิดอาการช็อก บางคนซึม บางคนกรี๊ดไม่หยุด ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้

ฉัตรสงสารลูก สงสัยว่าตนไม่เคยเปิดเผยเรื่องของตัวเองนอกจากคนที่ไว้ใจได้จริงๆ ทำไมจึงมีเพจบ้าๆ พวกนี้ออกมา ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเจอเด็กผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าเป็นเพื่อนมินนี่ วันที่เจอกันคือวันที่เขาอยู่ในชุดภาพหลุด ทรายถามว่าเด็กนั้นชื่ออะไร ฉัตรบอกว่าไม่ทันได้ถาม กรถามบุคลิกลักษณะ ฉัตรนึกๆแล้วเล่าว่า

“เด็กผู้หญิงผมยาวๆ ขาว หมวยๆ ตัวสูงประมาณนี้...” พลางวัดกับตัวเองให้ดู ทรายฟังแล้วคิดเดาว่าน่าจะเป็นใคร?

ส่วนไอซ์ซิ่ง พอเห็นมินนี่โกรธจนกรี๊ดต่อหน้านักข่าวก็แอบหัวเราะสะใจ

คืนนี้ ขณะมินนี่นอนอ่านคอมเมนต์อยู่บนเตียง ก็ได้รับไลน์จากเคนส่งคลิปตัวเองสุดหล่ออยู่ในห้องนอนถามว่า

“เป็นไงบ้างน้องมินนี่ พี่เคนเห็นข่าวแล้วนะ ไม่ได้ขี้แยอยู่ใช่ไหมเนี่ย มีอะไรไลน์หาพี่เคนได้ตลอดนะ รู้เปล่า พี่เคนเป็นกำลังใจนะครับ”

มินนี่เหมือนได้น้ำทิพย์ชโลมใจในยามที่หัวใจแห้งแล้ง เคนกลายเป็นกำลังใจและที่พึ่งไปในทันที!

กรถามทรายขณะมาส่งเธอที่บ้านว่า เคสของมินนี่เราจะทำอย่างไรดี ทรายบอกว่าตราบใดที่พีรดาไม่เปิดใจให้เราเข้าไปช่วยก็ยาก มินนี่จะยิ่งอยู่กับความเห็นของคนอื่นผ่านสื่อออนไลน์มากๆก็จะยิ่งแย่

ก่อนทรายจะเข้าบ้าน กรบอกว่าพรุ่งนี้จะมารับ เวลาเดิมเพราะเรามีนัดกับหวาย ทรายขอไปเองสะดวกกว่า กรรู้สึกโหวงๆอย่างประหลาดที่ถูกปฏิเสธ ส่วนทรายขณะเดินเข้าบ้านก็คิดถึงที่เขาพูดเมื่อกลางวันว่าผู้หญิงไทยพอผู้ชายมาคุยด้วยก็คิดว่าเขามาจีบ...แล้วพยายามตัดใจไม่คิด

ooooooo

วันนี้หวายตั้งนาฬิกาปลุกแต่ไม่ตื่น จนยอดยุทธเข้ามาเอานาฬิกาปาใส่หัวจึงตกใจตื่น ยอดยุทธถามว่าปลุกแต่เช้าจะไปไหน หวายรีบลุกนั่งบอกพ่อว่าจะไปติว ยอดยุทธจะเดินออกไปแต่นึกได้หันมาบอกว่า

“เออดี รีบๆไป มีอีกเรื่องจะพูดหลายทีแล้วลืม อย่าไปยุ่งกับยัยครูนักจิตอะไรนั่นอีกนะ มันจะพาแกบ้าไปด้วยรู้ไหม” หวายก้มหน้ารับคำ เขารู้สึกอึดอัดที่ต้องโกหกพ่อเพราะที่จริงวันนี้มีนัดกับทราย

วันนี้ทรายพาหวายไปสถานที่เล่นโต้คลื่น บอกว่าหวายไปเรียนรู้การทำสมาธิแล้ว ตอนนี้มาฝึกสติแล้วเอาทั้งสองอย่างมาใช้ด้วยกัน ซึ่งหวายก็ฝึกได้ดี ควบคุมอารมณ์จนเริ่มโต้คลื่นได้นานขึ้น ระหว่างนั้นทรายเห็นกรโต้คลื่นเท่มาก เธอมองปลื้ม ปรบมือดีใจตะโกนว่าเจ๋งมาก กรกับหวายยิ้มให้กัน ทรายเผลอยิ้มให้กร พอรู้ตัวก็รีบหุบยิ้มเตือนตัวเอง...

“เพื่อนๆๆๆ”

ขณะเดินออกมาที่ด้านหน้าสถานที่เล่นโต้คลื่น ทรายชมหวายว่าเก่งมาก กรบอกว่าเจอกันคราวหน้าจะพาไปเล่นกีฬาอีกแบบ แต่ให้ผลดีกับการฝึกสมาธิเหมือนกัน หวายถามว่าอะไร กรอำว่าอยากรู้ต้องรอ

“โอเคครับ ผมขอบคุณครูทรายกับครูกรมากครับ ผมรู้ว่ามันไม่ง่าย แต่ผมจะพยายามทำตามที่ครูสอนอย่างเต็มที่ ขอบคุณมากครับ” หวายยกมือไหว้ ทั้งกรและทรายซาบซึ้งจนอึ้งจุก มองหน้ากันอย่างมีความสุข

ooooooo

วันนี้โชกุนเล่นเกมสนุกจนเผลอเท้าไปโดนกีตาร์ตัวโปรดของภูทองล้มหัก พอภูทองถามก็ปดว่ามันล้มเองเพราะหนูวิ่งมาชน เล่าเป็นตุเป็นตะว่าตนเห็นมันแต่จับไม่ทัน

ภูทองรู้ว่าลูกโกหก คิดถึงที่ทรายเอาสมุดให้จดพฤติกรรมโกหกของโชกุนแล้วก็หนักใจว่าจะเอาอย่างไรดี

ฝ่ายปิ๊กปิ๊กที่แม่ให้ไปอยู่กับพ่อให้สอดแนมและรายงานกิ๊กของพ่อด้วยนั้น วันนี้จักรินทร์พากิ๊กใหม่ชื่อ ลิลลี่มาที่คอนโด และนัดดอกแคให้มารับปิ๊กปิ๊กไปเพราะตนจะไปดินเนอร์กับลิลลี่

จักรินทร์เอาใจลิลลี่ ซื้อกระเป๋าสตางค์ชาแนลสวยเก๋ให้ ลิลลี่ดีใจเอากระเป๋าชาแนลใส่ในกระเป๋าสะพายแล้วตามจักรินทร์เข้าไปแต่งตัวในห้อง ปิ๊กปิ๊กถูกทิ้งเหมือนเป็นส่วนเกินไว้ตรงนั้นอย่างโดดเดี่ยว ปิ๊กปิ๊กมองกระเป๋าสะพายลิลลี่แล้วเปิดหยิบกระเป๋าสตางค์ชาแนลใส่กระเป๋าตัวเองนิ่งๆ เหมือนไม่รู้สึกตัว

ดอกแคมาถึงพอดี ปิ๊กปิ๊กเห็นดอกแคมาก็เดินออกไปเลย ดอกแคร้องบอกจักรินทร์ว่าตนพาคุณหนูไปแล้ว และรีบตามปิ๊กปิ๊กไป

จักรินทร์แต่งตัวเสร็จออกมาพร้อมลิลลี่ ลิลลี่หากระเป๋าสตางค์ชาแนลไม่เจอ มองหาว่าหายไปไหน บ่นว่าต้องมีคนขโมยไปแน่เลย

ขณะนั้นเองเจ้าหน้าที่คอนโดมาบอกจักรินทร์ว่า “ทางเราจะมาขอของที่ลูกคุณลูกบ้านแอบหยิบไปน่ะครับ”

“ลูกผมเนี่ยนะ แอบหยิบของคอนโด เป็นไปไม่ได้!!” จักรินทร์ชักสีหน้า แต่พอเจ้าหน้าที่คอนโดเอาเทปจากกล้องวงปิดให้ดู ก็ตกใจร้องเฮ้ย! แต่ก็ยังเถียงว่าไม่จริง ปิ๊กปิ๊กไม่น่าทำ

ลิลลี่เชื่อว่าปิ๊กปิ๊กต้องเอากระเป๋าชาแนลของตนไปแน่ ถูกจักรินทร์เรียกปรามอย่างไม่พอใจ ลิลลี่โมโหบอกว่าแบบนี้ตนไปกินข้าวกับเพื่อนดีกว่า แล้วออกจากห้องไปเลย จักรินทร์เถียงไม่ออกกับหลักฐานที่พนักงานเอามาให้ดู เขาขอโทษแทนลูก พนักงานบอกว่าไม่เป็นไร ทางคอนโดก็ไม่อยากให้มีเรื่องใหญ่โต แค่ขอตุ๊กตาคืนก็พอ

จักรินทร์ค้นหาจนเจอตุ๊กตาตัวนั้นทิ้งไว้ในลิ้นชักห้องครัวอย่างไม่สนใจ เขาหยิบตุ๊กตาขึ้นพึมพำสงสัย

“ขโมยมาทิ้ง...จะขโมยมาทำไม?”

ส่วนตังเมไปอยู่บ้านใหญ่อย่างโดดเดี่ยวและต่ำต้อย ถูกบรรดาลูกและญาติพี่น้องของเจ๊บ๊วยพูดเสียดสี เยาะเย้ยว่าเป็นลูกเมียน้อย บ้าบอพอกับแม่ ตังเมได้แต่เงียบกัดฟันอดทน จนทนไม่ได้ลุกเดินผ่านโต๊ะที่วางช้อนกับมีด ก็คว้ามีดติดมือขึ้นห้องนอน ชัยภูมิตามไปแย่งมีด ตังเมไม่ยอมให้ก็ถูกจับมัดไว้กับเสาเตียง

ตังเมร้องไห้โฮตะโกนให้ปล่อย ชัยภูมิดุตังเมก่อนถือมีดเดินออกจากห้องว่า

“ระงับอารมณ์อยู่ในนี้ แล้วอย่าคิดทำอะไรบ้าๆ”

ooooooo

เพื่อปกป้องลูก ฉัตรออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้กระแสที่กระหน่ำประณามว่ามินนี่มีพ่อเป็นเกย์อย่างกล้าหาญ

พิธีกรถามว่าการเบี่ยงเบนทางเพศนี้กระทบต่อมินนี่ลูกสาวเขาไหม

“ผมไม่ทราบ ผมรู้แค่ว่าการเป็นเกย์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเป็นพ่อในตัวผม ผมรักลูกผมเท่าเดิม ไม่ว่าจะอยู่ในเพศอะไรก็ตาม ผมคิดว่าสังคมไม่ควรตัดสินคนจากเพศของเขา ตอนนี้หลายคนมองว่ามินนี่มีพ่อแบบผมเป็นเรื่องน่าขบขัน น่าล้อเลียน ผมอ่านนะครับ บางความเห็นเป็นเด็กๆ อายุยังไม่เท่าไหร่แต่แสดงความเห็นด้วยถ้อยคำรุนแรง ผมอยากบอกพวกนั้นว่า...”

ฉัตรมองกล้อง พูดจากใจน้ำตาคลอ...

“ถ้าวันนึงพวกคุณโดนคนที่ไม่รู้จักมารุมวิพากษ์ วิจารณ์ในสื่อออนไลน์ด้วยถ้อยคำที่...เต็มไปด้วยความเกลียดชัง หยาบคาย คุณจะเข้าใจความเจ็บปวดของมินนี่... และขอให้คุณรู้ไว้เถอะว่า พ่อแม่ของคุณก็เจ็บปวดไม่ต่างจากคุณ ไม่ว่าพ่อแม่คุณจะเป็นเพศไหน... เขาก็รักคุณและมีหัวใจเหมือนกัน...”

ฉัตรพูดความรู้สึกจากใจ พิธีกรอึ้ง เกย์สองสามคนที่เป็นทีมงานปรบมือ บางคนสะเทือนใจจนเช็ดน้ำตา...

มินนี่กับพีรดานั่งดูรายการให้สัมภาษณ์ของฉัตรจากทีวีที่บ้าน ทั้งสองต่างนิ่งฟังอย่างตั้งใจ ฉัตรพูดจริงจังว่า

“สิ่งที่เกิดขึ้นผมยืนยันได้ว่าไม่ใช่การสร้างกระแส เราไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังหรือสร้างภาพ แต่มันเป็นเรื่องภายใน ครอบครัวที่เราคิดว่าไม่จำเป็นต้องบอกกับสังคม แต่ในเมื่อตอนนี้สังคมได้รับรู้แล้ว ในฐานะที่ผมเป็นพ่อ เป็นหัวหน้าครอบครัว ผมขอร้องนะครับ ขอให้เรื่องนี้ยุติเพียงเท่านี้ ผมขอร้อง...เพื่อลูก เพื่อครอบครัวของผม...ขอบคุณมากครับ”

มินนี่น้ำตาร่วงรู้สึกได้ถึงความรักของพ่อ การปกป้องจากพ่อที่เธอไม่เคยรับรู้มาก่อนเลย...

ooooooo

ทรายไปนั่งเขียนบันทึกในสวนสาธารณะ เธอมองผู้คนและครอบครัวที่มาพักผ่อนออกกำลังกันพลางบันทึก...

“พ่อ...มีหลายแบบ แต่ไม่มีพ่อคนไหนสมบูรณ์แบบ และไม่ว่าจะเป็นพ่อแบบไหนสิ่งที่พ่อมีเหมือนกันคือความรักที่มีให้ลูก...ไม่มีใครบอกได้ว่ามากน้อยแค่ไหน เพราะพ่อแต่ละคนแสดงความรักออกมาต่างกัน...”

ทรายคิดถึงพ่อของหวายแล้วบันทึกว่า “พ่อบางคนรักโดยเติมวินัยให้เป้าหมายชีวิต” และบันทึกเมื่อคิดถึงพ่อโชกุนว่า “พ่อบางคนก็เหมือนเพื่อนสนิทที่สอนให้ลูกทำผิดโดยไม่รู้ตัว”

เมื่อคิดถึงพ่อของปิ๊กปิ๊ก ทรายบันทึกว่า “พ่อบางคนมุ่งมั่นหาเงินซื้อของดีๆให้ลูก โดยลืมไปว่าสิ่งที่ลูกต้องการที่สุดคือความรัก...” แต่พอคิดถึงตังเม ทรายบันทึกว่า “พ่อบางคนอาจดูเหมือนไม่รัก ไม่ได้จับมือลูกเดิน แต่คอยหนุนหลังลูกเสมอเวลาลูกอ่อนแอ” สุดท้ายทรายถามในบันทึกว่า “พ่อของตังเมเป็นพ่อแบบไหน เล่าให้ครูฟังบ้างนะ ครูทราย”

ooooooo

กรพาหวายมาปีนหน้าผาจำลองแนะนำว่า หลักการของกีฬาชนิดนี้คือ...ตา มือ เท้า และใจต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วให้หวายลองปีนดู โดนกรยืนคอยระวังและลุ้นอยู่ด้านหลัง พอหวายปีนสำเร็จ กรชูกำปั้นดีใจร้องเย้!!

จากการใกล้ชิด เข้าใจ และช่วยเหลือของทรายกับกร ทำให้หวายเข้าใจพ่อว่า ที่พ่อดุเพราะรักตนแต่แสดงออกไม่เป็น คงเหมือนกับอากงดุและทุบตีพ่อสมัยก่อน พ่อเจ็บแต่ก็ไม่เคยทิ้งอากงไปไหน คงเป็นความรู้สึกที่ทั้งรักทั้งกลัวปนๆกัน

ฉัตรกับพีรดามัวแต่ทะเลาะและโทษกันไปมาว่าเป็นคนทำให้มินนี่เป็นแบบนี้ ฉัตรจึงไปคุยกับทราย ไม่ทันไรภูทองก็มาหาทรายปรึกษาเรื่องโชกุน แล้วจักรินทร์ก็มาปรึกษาเรื่องปิ๊กปิ๊ก ทรายแนะนำฉัตร ภูทอง กับจักรินทร์ที่ต่างก็มีลูกอยู่ในโครงการ ครู่เดียวชัยภูมิก็เข้ามาปรึกษาเรื่องตังเม พ่อของเด็กทั้งสี่จึงเหมือนมาช่วยทรายกับกรประสานกันทำงาน

ทรายวิเคราะห์ปัญหาของเด็กในโครงการแต่ละคนให้พ่อๆฟัง ฉัตรฟังแล้วสรุปว่า

“เราทุกคนต้องพึ่งท่านรองกับครูทรายแล้วล่ะครับ”

“ผมมั่นใจว่า ถ้าครอบครัวและโรงเรียนร่วมมือกัน ทุกปัญหาไม่ว่าจะหนักแค่ไหนต้องมีทางออกเสมอ”

กรสรุปอย่างมีความหวัง พ่อๆทุกคนพยักหน้ามองกรและทรายด้วยความชื่นชม

แต่ยอดยุทธพ่อของหวายยังมีอารมณ์ฉุนเฉียวกับคนงานและหวายจนตัวเองเป็นลมต้องเข้าโรงพยาบาล บังเอิญพ่อของปุ่นเป็นหมอเจ้าของไข้ บอกปุ่นว่าเพื่อนปุ่นก็เหมือนเพื่อนพ่อถ้ามีอะไรก็บอกได้เลยไม่ต้องเกรงใจ หวายขอบใจปุ่นที่ช่วยประสานคุณพ่อที่เป็นหมอให้

เคนกับมินนี่ยังคงไลน์คุยกันอย่างสนิทสนมมากขึ้น มินนี่รู้สึกว่ามีแต่เคนที่เข้าใจและเป็นกำลังใจให้ตน จนแม้แต่กับพีรดาแม่ที่มินนี่เคยขึ้นต่ออย่างไม่มีเงื่อนไข แต่นาทีนี้ เธอมีเรื่องที่ปกปิดแม่ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับเคน จนพีรดากังวล

ส่วนที่โรงเรียนเปี่ยมคุณ คลื่นใต้น้ำที่อำนาจก่อขึ้นเป็นผลรวดเร็ว ไม่นานครูหัวหน้าภาคก็ยื่นใบลาออกถึง 6 คน กรคิดหนัก ปาล์มเล่าให้ทรายฟังถึงความขัดแย้งของครูใหญ่กับกรเรื่องระบบการสอนที่ต่างกันระหว่างความคิดเก่าของอำนาจกับความคิดสมัยใหม่ของกร กระทั่งข่าวที่เม้าท์กันว่าทรายกิ๊กกับกรถึงได้เข้ามาทำงาน ทั้งที่โรงเรียนไม่จำเป็นต้องมีนักจิตวิทยา เล่าแล้วปาล์มบอกทราย

ไม่ต้องคิดมากตนพยายามอธิบายไปแล้ว ถ้าโครงการสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไหร่ เดี๋ยวเขาก็เข้าใจกันเอง

แต่ทรายฟังแล้วเครียด ปรารภกับปาล์มว่า

“ฉันไม่ห่วงตัวเองหรอก ทำงานเสร็จฉันก็ไป จะห่วงก็แต่คุณกร ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง...”

ooooooo

วัยแสบสาแหรกขาด

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด