ตอนที่ 6
อัลบั้ม: 'อาเล็ก-จ๊ะ' ล้วงปัญหาครอบครัว ละครน้ำดี 'วัยแสบสาแหรกขาด'
ถึงวันศุกร์ กร ทราย และปาล์มเดินคุยกันระหว่างทางมาห้องประชุม กรถามว่าผู้ปกครองของเด็กที่เราเชิญมามีใครบ้าง ทรายเสียงอ่อยว่ามีคุณเป็นสุขแม่ของหวายคนเดียว
“โอเค คนเดียวก็คนเดียว เราก็ทำให้เต็มที่โครงการจะอยู่หรือไปเดี๋ยวก็รู้ พร้อมไหม” กรถามสองสาว
“พร้อมค่ะ” ทรายกับปาล์มสู้สุดๆ ทรายกระซิบถามปาล์มว่า “แกรู้หรือเปล่า ทางโน้นมีใครบ้าง?”
พอห้องประชุมเปิด อำนาจเดินนำเข้ามา ตามด้วยดุจฤทัยและพีรดา ครูน้อยนำสองแม่มานั่งที่แถวหน้า นพลักษณ์นั่งกับอำนาจที่โซฟา กรยืนอยู่ข้างเวที เมื่อพร้อมแล้ว กรกล่าวต้อนรับทุกคนและเปิดประชุมโดยเขาขอพูดที่มาที่ไปของโครงการเพื่อความเข้าใจตรงกันก่อน
เมื่อกรพูดเสร็จดุจฤทัยก็ถล่มทันทีว่า ลูกตนก็อยู่ในโครงการแต่ไม่เห็นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงตนคิดว่าโครงการนี้ไม่มีประโยชน์ควรยุบเสีย พีรดาเห็นด้วยทันทีถล่มต่อว่า มินนี่ถูกจับมาอยู่ในโครงการนี้ยิ่งอยู่ก็ยิ่งแย่ตนเอาออกจากโครงการแทบไม่ทัน แล้วรวบรัดสรุปว่า
“โครงการแบบนี้อย่าอยู่เลยดีกว่า ช่วยอะไรก็ไม่ได้ ไร้ประโยชน์!!”
“ผมไม่เห็นด้วย!! ผมคิดว่าโครงการนี้มีประโยชน์มาก!” เสียงฉัตรโพล่งขึ้นจากหลังห้องจนทุกคนหันมองเลิ่กลั่ก เขาพูดต่ออย่างหนักแน่นว่า “ผมขอสนับสนุนโครงการนี้”
“อีฉัตร!!” พีรดาคำรามในคอ ฉัตรลุกยืนเผชิญหน้าอย่างท้าทาย
บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มคึกคักกับการโต้แย้งนี้ ฉัตรพูดต่ออย่างเชื่อมั่นว่า
“ผมเข้าไปอ่านในเว็บโรงเรียน รู้เรื่องโครงการนี้ แล้วก็หาข้อมูลเพิ่มเติมถึงได้รู้ว่าโครงการนี้น่าสนใจมากๆ น้อยคนที่จะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเด็กๆ ในเชิงจิตวิทยา ลูกสาวผมก็มีปัญหา และก็เป็นสมาชิกในโครงการ” กรถามว่าลูกสาวเขาคือใคร ฉัตรตอบชัดๆว่า “มินนี่ครับ”
พีรดาสวนขึ้นทันทีว่ามินนี่เป็นลูกตนคนเดียว ฉัตรโต้ว่าเด็กต้องมีทั้งพ่อและแม่ ไม่มีตนเขาก็ไม่ได้เกิด แล้วพูดต่ออย่างเห็นเป็นเรื่องไร้สาระที่จะตอบโต้พีรดาว่า
“ผมเห็นด้วยกับโครงการนี้ครับ เด็กที่พ่อแม่แยกทางกัน ควรมีคนทำให้เขาเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงจริงๆ แล้วคนที่ควรทำคือพ่อแม่ แต่ถ้าพ่อแม่บางคนไม่เข้าใจปัญหา เราก็ควรจะให้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยมันถูกต้องแล้ว ผมไม่เห็นว่ามันจะเสียหายเสียเวลาตรงไหน ในฐานะที่ผมเป็นพ่อของมินนี่ ผมเห็นด้วยกับโครงการนี้ครับ”
“ดิฉันเป็นอีกคนที่เห็นด้วยกับโครงการค่ะ” เป็นสุขเอ่ยขึ้นทันที “ลูกดิฉันเป็นหนึ่งในสมาชิกของโครงการค่ะโครงการนี้...ทำให้ดิฉันเข้าใจลูกชายของตัวเองมากขึ้น”
ผู้ปกครองทุกคนสนใจฟังเป็นสุขที่พูดจริงจังและจริงใจ กรกับทรายฟังอย่างตื่นเต้น เป็นสุขเล่าว่านับแต่ตนแยกกับสามี ลูกกลายเป็นคนเงียบเหงา เริ่มมีอารมณ์รุนแรงก้าวร้าวเหมือนพ่อเขา แต่ด้วยการดูแลของครูทรายเขาจึงยอมพูดความจริงทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยพูดเลย เป็นสุขมองผู้ปกครองคนอื่นที่ฟังอย่างสนใจ พูดต่ออย่างสะเทือนใจว่า
“คนที่เป็นพ่อแม่ สิ่งที่เราหนักใจที่สุดคือ ลูกไม่ยอมพูดกับเรา ลูกที่เราเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก วันนึงเขาก็มีโลกส่วนตัวและถอยห่างเราออกไปเรื่อยๆจนเหมือนไม่ใช่ลูกเรา แต่ครูทรายทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันได้ลูกคนเดิมกลับมา สิ่งที่ดิฉันอยากจะพูดก็มีแค่นี้แหละค่ะ”
การพูดด้วยภาษาง่ายๆซื่อๆของเป็นสุข เรียกความสนใจอย่างมากจากบรรดาผู้ปกครอง ฉัตรปรบมือนำอย่างชื่นชมมาก พีรดาหมั่นไส้จิกมองตาแทบถลน กรรีบพูดต่อในบรรยากาศที่ดีนี้ว่า
“ขอบคุณคุณเป็นสุขมากครับสำหรับความคิดเห็น ไหนๆเราก็เปิดอกกันถึงขนาดนี้แล้ว ผมขออนุญาตถามตรงๆเลยนะครับ ในห้องนี้ผู้ปกครองท่านใดที่แยกทางกับสามีหรือภรรยาบ้างครับ”
ฉัตรยกมือก่อนเพื่อน เป็นสุขยกตาม ผู้ปกครองบางคนลังเล พักเดียวผู้ปกครองเกือบครึ่งห้องก็ยกมือขึ้น ดุจฤทัยถามพีรดาว่าเราต้องยกไหม พีรดากัดฟันตอบว่าไม่ต้อง แค่นี้เขาก็รู้กันหมดแล้ว กรมองไปรอบๆ พูดนิ่งๆ อย่างหนักแน่นว่า
“ผมคิดว่า...เราต้องมาคุยกันแบบเปิดอก และไม่มีฟอร์มกันดีไหมครับ”
กรสรุปด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรและเปิดกว้างใช้เมตตาสร้างบารมี ทรายพูดต่อ ถามว่าผู้ปกครองที่กำลังยกมืออยู่ใครมีคำถาม...ทรายพูดไม่ทันจบผู้ปกครองก็ถามต่อๆกันว่า...
ลูกมีปัญหาติดเกม...ลูกเป็นผู้ชายแต่ชอบอยู่กับเพื่อนหญิง...ลูกสาวชอบทำศัลยกรรม...ลูกชอบพูดคนเดียว...ลูกใช้เงินเก่ง ติดแบรนด์เนม...ลูกโดนเพื่อนแอนตี้ไม่ยอมคุยด้วย...และลูกเกลียดพ่อ เป็นต้น
อำนาจเครียดกับบรรยากาศที่คึกคักนี้ ในขณะที่ผู้ปกครองอื่นเริ่มซุบซิบคุยกันงึมงำๆ ดังขึ้นๆ กรกับทรายโน้มตัวปรึกษากันว่าจะตอบอย่างไรดี นพลักษณ์เห็นทั้งสองเข้ากันได้ดีก็แอบเป็นห่วง
“ก่อนที่เราจะคุยกันเรื่องปัญหา เพื่อไม่ให้เกิดข้อคลางแคลงใจ ผมขออนุญาตให้ผู้ปกครองทุกท่านได้โหวตนะครับว่า โครงการ ‘ผูกสาแหรก’ ที่ผมกับครูทรายทิพย์กำลังทำอยู่นี้ ควรจะอยู่หรือยุบ” แล้วกรก็เริ่มโหวต “ผู้ปกครองท่านใดที่เห็นสมควรให้โครงการนี้ดำเนินต่อไป ขอให้ยกมือครับ...”
ooooooo
ระหว่างประชุมผู้ปกครองนั้น ปุ่นถามหวายว่าแม่เขามาหรือเปล่า วันนี้ครูทรายกับครูกรแถลงเรื่องโครงการ แม่ตนก็มาด้วย ถ้าโครงการไม่ผ่านความเห็นชอบของผู้ปกครอง โครงการที่หวายอยู่อาจจะโดนปิด
หวายอึ้งแล้ววิ่งไปที่ห้องให้คำปรึกษา แต่ไม่มีใครอยู่หวายจึงนั่งรอที่หน้าห้องอย่างกระวนกระวายใจ เมื่อทรายกลับมาหวายถามทันทีว่า “โครงการเราโดนปิดหรือเปล่าครับ?!”
“ไม่โดนปิดคะ มติที่ประชุมออกมาว่าเราทำโครงการต่อได้ ที่ผลออกมาแบบนี้ก็เพราะคุณแม่หวายนะ คุณแม่กับหวายทำให้โครงการนี้อยู่ได้...ขอบใจมากนะ” ทรายยิ้มสดใส หวายภูมิใจอยากยิ้มอยากแสดงความดีใจแต่ไม่กล้าทำ ได้แต่พยักหน้ารับ พูดเรียบร้อยว่า
“ครับ...ผมอยากรู้แค่นี้แหละ” แล้วยกมือไหว้ลาเดินจากไป ทรายมองตามหวายยิ้มอย่างภูมิใจ...
ฝ่ายอำนาจทำใจไม่ได้คิดไม่ตกที่แพ้โหวตวันนี้ เมื่อครูน้อยเอาเอกสารรายงานผลมาอ่านให้ฟังก็โพล่งอย่างมีอารมณ์
“มันเป็นไปได้ไง!! โครงการนี้จะสำเร็จไม่ได้!!”
ครูน้อยได้แต่มองอย่างสงสัยว่าทำไมครูใหญ่ต้องไม่พอใจถึงขนาดนี้?
ooooooo
กรชวนทรายกับปาล์มไปเลี้ยงฉลองชนะโหวตทำให้โครงการดำเนินต่อไปได้ ปาล์มแปลกใจที่กรมีมุมนี้ด้วย แล้วก็ยิ่งแปลกใจเมื่อทรายตอบรับทันที ทั้งยังชวนไปกินหมูกระทะที่ “ร้านเดิม” ด้วย
ปาล์มยิ่งฟังทั้งสองคุยกันเรื่องการกินหมูกระทะคราวก่อนก็ยิ่งงง ได้แต่นึก หือ? หือ?? และ หือ???ว่าเขาไปกินกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ปิ้งกุ้งแกะกุ้งให้กินกันด้วยหรือ??
แต่พอถามและดักคอทรายว่ามีอะไรกันรึเปล่า ทรายตอบเสียงสูงว่าไม่มี๊...ไม่มี ตนกับท่านรองเป็นแค่เพื่อนร่วมงานย้ำว่าอย่าคิดมาก ไม่ต้องมโน โอเค๊ ปาล์มโอเคแต่ใจยังแอบคิดอยู่ดี
การจราจรในช่วงค่ำรถติดอย่างสาหัส ไปไม่ถึงหมูกระทะร้านนั้นสักทีจนกรหิวท้องร้องจ้อก...ทรายจึงชวนเปลี่ยนแผน แวะซื้อข้าวกล่องกินกันที่สวนสาธารณะแทน
ระหว่างกินข้าวกล่อง กรกับทรายแซวและหยอกล้อกันอย่างร่าเริง ทรายกินกะเพราไก่ไข่ดาวกรก็แซวว่าเมนูสิ้นคิด ส่วนกรกินหมูทอดกระเทียม ทรายก็ประชดว่าเป็นเมนูสร้างสรรค์ระดับโลกเลย
ทั้งสองหยอกเย้ากันอย่างร่าเริง ปาล์มเหมือนเป็นส่วนเกินที่นั่งงง มองหน้าคนนั้นทีคนนี้ที ตัวเองกินผัดซีอิ๊วแทบไม่รู้รสเพราะมัวงงกับสองคน กลับบ้านพอปาล์มถาม ทรายก็ยืนยันนั่งยันว่าไม่มี๊...ไม่มีอะไร หาว่าปาล์มคิดมากไปเอง
“ฉันไม่ได้คิดมาก แต่ฉันเห็น ‘ชัด’มาก!!” ปาล์มให้ทรายทบทวนตอนมาทำงานใหม่ๆ เทียบกับปัจจุบันดูก็จะเห็นความแตกต่างของกร ทรายคิดแล้วยอมรับว่าแตกต่างแต่ก็ไม่ได้หมายความว่า...
“ท่านรองชอบแก!!” ปาล์มสวนทันที แต่ทรายก็ไม่เชื่อ ปาล์มตัดบทว่า “ถ้าเขาไม่ชอบแก เขาก็ต้องรู้สึกดีๆ กับแกมากๆ ที่แกคิดว่ามันไม่มีอะไร รู้ไว้ซะด้วยว่า จริงๆ แล้ว...มัน-มี!!”
ooooooo
นพลักษณ์ที่จับตาดูความสัมพันธ์ของกรกับทรายอย่างไม่สบายใจนั้น ตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง วันนี้กรกลับบ้านค่ำผิดปกติก็ยิ่งกังวล พอเขากลับมาจึงเรียกไปคุย
นพลักษณ์ให้กรไปตรวจดูการจัดงานเลี้ยงรุ่นโรงเรียนพรุ่งนี้ กรดูรายละเอียดของงานแล้วถามงงๆว่าให้ตนไปตรวจ?
“ใช่ คนที่ดูแลการจัดงานชื่อ ‘มัดมุก’ ลูกสาวคุณหญิง สุภา อายุน้อยกว่ากร 3-4 ปี เป็นเด็กดี น่ารัก พรุ่งนี้ไปหาเขา แล้วก็ช่วยกันจัดการ” เมื่อกรรับคำงงๆก็ถามหยั่งเชิง “แล้วเมื่อกี๊ไปไหนมา แม่ไม่เห็นตั้งแต่โรงเรียนเลิก”
กรเริ่มสังหรณ์ใจ บอกว่าตนพาทีมงานไปฉลองที่โครงการผ่านการโหวตจากผู้ปกครอง นพลักษณ์ถามต่อทันทีว่าไปกันกี่คน กรบอกว่าไม่ว่าจะไปกับทรายทิพย์สองคนหรือมีคนอื่นไปด้วยคุณแม่ก็ไม่ต้องเป็นห่วง พูดให้แม่สบายใจว่า
“ผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ ทรายทิพย์คือคนที่ผมไว้ใจ เขาไม่เคยทำให้ผมผิดหวัง เราสองคนต่อสู้กันมามาก ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นแค่ลูกน้อง แต่เราเป็นทีมเดียวกัน”
“ทีมของลูกคือเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนทุกคน ไม่ใช่แค่เด็กคนนี้ อย่าลืมว่ากรคือผู้อำนวยการคนต่อไป ลูกมีอำนาจ มีทุกอย่างที่ดึงดูดผู้หญิงให้วิ่งเข้ามาหา”
“ผมรู้จักทรายทิพย์ดีครับ เธอไม่ใช่คนแบบนั้น” กรสวนอย่างสุภาพแต่จริงจัง “ถ้าเธอเข้ามาหาผมเพราะผลประโยชน์ ผมคงไม่ไว้ใจเธอมากขนาดนี้” แล้วกรก็ตัดบทเพื่อให้จบเรื่องว่า “พรุ่งนี้ผมจะไปจัดการเรื่องงานให้นะครับ”
นพลักษณ์ไม่พูดอะไรอีก มองตามกรที่เดินออกไป พึมพำกังวลว่า...เป็นเอามาก
แม้กรจะยืนยันกับแม่ไปเช่นนั้น และทรายจะหาว่าปาล์มมโนไปเอง แต่เมื่ออยู่คนเดียวได้ทบทวนถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่างทำงานและฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยกันแล้ว ต่างก็มีความรู้สึกดีๆต่อกัน แม้จะมีมุมที่แตกต่างกันแต่ก็ลงตัวได้อย่างประหลาด....
รุ่งขึ้น เมื่อกรไปดูการเตรียมงานเลี้ยงรุ่นกับมัดมุก มัดมุกเป็นคนอ่อนหวาน น่ารักและเป็น “คุณหนู” ทุกกระเบียดนิ้ว แต่เธอก็เตรียมงานได้อย่างเรียบร้อยและฝากกรไปเรียนให้คุณป้าทราบด้วย เมื่อกรจะกลับเธอถามว่าพรุ่งนี้จะมาไหม กรบอกว่าคงไม่ได้มา เธอบ่นเสียดายเพราะจะมีคนในวงการศึกษามากันมากมาย ชวนว่าถ้าสนใจเชิญมาร่วมงานด้วยตนจะดูแลอย่างดีเลย กรขอบคุณและขอตัวกลับก่อน พอออกมาถึงหน้าห้องจัดงานเป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว กรส่งข้อความทันทีว่า
“ว่างหรือเปล่า? ขอแก้ตัวที่เมื่อวานรถติด”
ooooooo
ทรายกำลังดูดฝุ่นทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ไม่ได้ยินเสียงสัญญาณข้อความเข้า กรรออยู่นาน ยังไม่ตอบกำลังจะเดินไปก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขารับสายงงๆ
ปลายสายแนะนำตัวว่าชื่อพลอยเป็นรุ่นน้องแบบห่างๆ กับคุณแม่เขา วันนี้จะมาช่วยดูเรื่องจัดงานเลี้ยงรุ่น จะเรียกตนว่าพี่พลอยหรือเรียกอาจารย์พลอยเหมือนทรายทิพย์ก็ได้เพราะทรายทิพย์เป็นลูกศิษย์ ชมทรายให้ฟังว่า
“ทรายทิพย์เก่งนะคะ ขยัน ทุ่มเทกับงานด้วย อุ๊ย พี่ก็อวยซะเยอะ ลืมไปว่าคุณกรคงเห็นข้อดีพวกนี้เหมือนกัน ไม่งั้นคงไม่ยอมให้ทรายทิพย์ไปเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ที่โรงเรียน”
“เก็บข้อมูล ทำวิทยานิพนธ์? วิทยานิพนธ์อะไรครับ” กรถามงงๆตึงเครียดขึ้นทันที
ทรายเพิ่งเห็นข้อความพอตอบไปว่า “ว่าง” ปรากฏว่ากรมายืนอยู่หน้าบ้านแล้ว เธอตกใจตื่นเต้นบอกเขาว่าเข้ามาได้เลยประตูไม่ได้ล็อก ทำตัวให้ดูดีเท่าที่ทำได้แล้ววิ่งไปรับ
ทรายวิ่งไปรับด้วยความตื่นเต้น แต่กลับเห็นกรยืนหน้าตึงถามว่า “คุณมีอะไรปิดบังผมอยู่หรือเปล่า” เล่นเอาทรายมึนบอกว่าไม่มี เขาถามซ้ำอีกเธอก็บอกว่าไม่มี กรมองเธอพูดอย่างผิดหวังว่า
“คุณจะไม่บอกใช่ไหม ว่าคุณเข้ามาทำโครงการให้ผมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว จะปิดบังผมไปถึงไหน ผมคิดว่าคุณอยากทำงานช่วยเด็กๆ ด้วยความจริงใจแต่คุณกลับทำทุกอย่างเพื่องานตัวเอง คุณทำแบบนี้ได้ยังไง”
ทรายจึงรู้ว่าเขาหมายถึงวิทยานิพนธ์ บอกว่าตนไม่ได้ปิดบัง และเพิ่งยื่นจดหมายไป กรไม่พอใจที่มาทำงานตั้งนานแล้วเพิ่งยื่น ตำหนิว่าถ้าตนไม่เจออาจารย์พลอยก็ไม่รู้ เด็กก็จะถูกเธอหาผลประโยชน์ต่อไปเรื่อยๆ
กรไม่พอใจมาก หาว่าเธอมาทำงานเพราะต้องการข้อมูลไปทำวิทยานิพนธ์ ไม่ได้มีใจอยากช่วยเด็กจริงๆ ตำหนิทรายอย่างรุนแรงว่าไม่จริงใจ ตนรับไม่ได้ กระทั่งบอกว่า เชิญให้ออกไปไม่ต้องมาทำงานอีกแล้ว
ทรายช็อกพยายามเรียกเขาเพื่อชี้แจง แต่กรเดินไปไม่เหลียวหลัง ทรายคิดว่าพูดไปก็ไม่มีประโยชน์จึงปล่อยเลยตามเลย นับแต่นาทีนั้น...ความรู้สึกดีๆที่ก่อตัวมาท่ามกลางการฟันฝ่าอุปสรรคด้วยกัน ถูกทำลายไปในพริบตา!
ทรายโทร.บอกปาล์มว่าตนถูกไล่ออกแล้วและคงไม่ไปเหยียบที่โรงเรียนอีก ฝากปาล์มช่วยดูแลเด็กๆ ในโครงการด้วย
ปาล์มรับปากจะจัดการให้ แต่พอวางสายแล้วก็หนักใจว่า “แล้วจะบอกเด็กๆยังไงล่ะเนี่ย?”
ooooooo
ที่หน้าห้องให้คำปรึกษา...โชกุนเดินมาเคาะประตู พอเปิดประตูปรากฏว่าไม่มีใครอยู่ ครู่หนึ่งหวายเข้ามาถามว่าครูทรายล่ะ โชกุนบอกว่ายังไม่มา สองคนจึงไปนั่งรอที่เก้าอี้เงียบๆ
ต่อมาตังเมเอาไดอารี่มาถามหาครูทราย โชกุนกับหวายบอกว่ายังไม่มา ตังเมเลยนั่งรอด้วยอีกคน
ไม่นาน ปิ๊กปิ๊กที่ชวนน้ำพริกกับนุ่นไปขโมยเครื่องเขียนน่ารักในสหกรณ์ถูกจับได้ ครูน้อยพามาหาครูทรายที่ห้องให้คำปรึกษา จึงรู้จากสามคนที่นั่งรอครูทรายอยู่ว่าครูยังไม่มา
เมื่อครูน้อยรู้จากปาล์มว่าทรายถูกไล่ออกแล้วก็อึ้ง ถามว่าแล้วใครจะดูแลเด็กๆต่อไป ปาล์มเองก็ไม่รู้แต่ตอนนี้ต้องบอกให้เด็กๆรู้ก่อน
เมื่อปาล์มแจ้งเด็กทั้งสี่ที่นั่งรออยู่ว่าครูทรายจะไม่มาที่โรงเรียนอีกแล้ว ก็เกิดความระส่ำระสายขึ้นทันที โดยเฉพาะโชกุนโวยวายว่าตนจะคุยกับครูทราย ร่ำร้องหาแต่ครูทรายคนเดียวเท่านั้น ตังเมเหมือนขาดที่พึ่งทางใจน้ำตาไหลออกมาเงียบๆ จากความรู้สึกลึกๆที่ว้าเหว่ หวายยื่นผ้าเช็ดหน้าให้และจับหัวโยกเหมือนปลอบน้องสาว มีแต่ปิ๊กปิ๊กที่โล่งใจนึกว่าครูทรายไม่อยู่ตนไม่ต้องถูกทำโทษเรื่องขโมยของที่สหกรณ์ แต่ครูน้อยบอกว่า
“ไม่เกี่ยวครับ ถึงครูทรายไม่อยู่ แต่นักเรียนเข้าไปขโมยของในสหกรณ์ นักเรียนจะต้องโดนทำทัณฑ์บนและครูต้องเชิญผู้ปกครองมาคุย”
ปิ๊กปิ๊กบอกว่าจะให้พี่ดอกแคมา ครูน้อยงงๆ ปาล์มบอกว่าพ่อแม่ปิ๊กปิ๊กไม่เคยมาเอง มีแต่ส่งดอกแคมาแทนตลอด
ooooooo
ครูน้อยกับปาล์มเป็นห่วงเด็กๆไปหาทรายที่บ้าน ปาล์มอาสาจะไปคุยกับกรดู ทรายบอกว่าอย่าเสียเวลาเลย คนอย่างท่านรองตัดสินใจแล้วคนที่เปลี่ยนใจเขาได้มีคนเดียวเท่านั้น ครูน้อยกับปาล์มถามว่าใคร ทรายตอบนิ่งๆว่า “ตัวเขาเอง”
นพลักษณ์พอใจที่กรไล่ทรายออก ถามว่าแล้วเขาจะทำอย่างไรต่อ
“ผมจะรับสมัครคนใหม่ ไม่ว่าทรายทิพย์จะอยู่หรือไม่อยู่ โครงการนี้จะต้องเดินหน้าต่อไป และเด็กๆ ทุกคนจะต้องได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด” กรมุ่งมั่นด้วยความรักและเป็นห่วงเด็กจริงๆ
ส่วนอำนาจปรามาสกับดุจฤทัยที่มาคุยที่ห้องทำงานว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนนักจิตอีกกี่คน โครงการนี้ก็ไม่มีทางสำเร็จ เพราะท่านรองทำงานไม่เป็น ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ หัวนอกไม่เข้าใจสังคมไทย พูดนิ่มๆ แต่ดูถูกร้ายกาจว่า
“เด็กที่อยู่บนโลกความฝัน ต้องให้ความจริงสั่งสอน ปล่อยให้เขาทำไปเถอะครับ เดี๋ยวก็หมดไฟไปเอง เราไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวท่านรองก็แพ้ภัยตัวเอง และโครงการนี้ก็ต้องปิดลงอย่างแน่นอน!!”
ผ่านไปหลายวัน กรถามปาล์มว่าหาคนมาแทนทรายได้หรือยัง ปาล์มบอกว่าที่จริงแต่ละปีมีนักจิตวิทยาจบมากแต่บ้างก็เรียนต่อ บ้างก็ไปทำงานบริษัทเพราะรายได้ดีกว่า “ครั้งที่แล้วใช้เวลาวันเดียวก็ได้ทรายมาทำงาน คือว่ามันฟลุกน่ะค่ะ”
กรให้เร่งมือเกรงว่าช้าไปเด็กในโครงการจะถูกไล่ออกหมด ปาล์มรับคำและขอตัวไปทำงาน แอบบ่นว่า
“ท่านรองเข้มกลับมาเข้าร่างอีกแล้ว...เฮ้อ...ดุจัง”
พอปาล์มออกไป ฉัตรเฉลิมพ่อของมินนี่ก็โทร.เข้ามาขอพบ เข้ามาก็วางเอกสารปึกหนึ่งไว้บนโต๊ะกร บอกว่า
“ผมเข้าไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับการโดนคุกคามทางสื่อออนไลน์ไซเบอร์บูลลีอิ้งของครูทรายแล้ว ผมชอบมากๆ ครูทรายเขียนได้สนุก เข้าใจง่าย และเป็นภัยใกล้ตัวเด็กๆ โดยเฉพาะมินนี่ลูกสาวผมเองเขาติดโซเชียลมาก มือถือนี่ห่างไม่ได้เลย”
ฉัตรมองภาพที่มินนี่ติดมือถือตลอดเวลา รวมทั้งที่มินนี่กรี๊ดกับคอมเมนต์ของคนที่เขียนมา บอกกรว่า
“ผมกลัวว่าถ้าเขาอ่านมากๆ ติดมันไปเรื่อยๆ สักวันลูกจะจิตตกจนอาจจะทำร้ายตัวเอง ผมขอให้ลูกกลับเข้าโครงการของท่านรอง ผมอยากให้ครูทรายดูแลมินนี่อย่างใกล้ชิด”
กรอึกอักแต่ยังไม่บอกเรื่องไล่ทรายยออก ฉัตรชื่นชมทรายว่า
“ครูทรายเป็นครูที่ทุ่มเทมากนะครับ ผมคุยกับคุณเป็นสุขแม่ของเด็กอีกคนในโครงการ คุณเป็นสุขก็ชมครูทรายมาก แต่วันนี้ผมมาหาครูทรายที่ห้องก็ไม่เจอ
ก็เลยต้องรบกวนคุณกร เรื่องพีรดาผมจัดการเอง ไม่ว่ายังไงผมจะต้องเอามินนี่กลับเข้าโครงการให้ได้ ฝากบอกครูทรายทิพย์ด้วยนะครับ ครูทรายทำให้หวายดีขึ้นได้ ผมหวังว่ามินนี่ก็น่าจะดีขึ้นได้เหมือนกัน”
กรฟังแล้วเครียด...จะทำอย่างไรดี
ooooooo
กรคิดทบทวนที่คุยกับปาล์มเรื่องหาคนมาแทนทราย การทำงานของทราย จนถึงที่ทรายบอกว่าตนยื่นจดหมายแล้ว เหลือบมองกองเอกสารเจอจดหมายขออนุญาตทำงานวิจัยเก็บข้อมูลเด็ก กรหยิบอ่านแล้วอึ้ง ตัดสินใจโทรศัพท์ถึงปาล์ม
คุยกับปาล์มแล้วรู้ว่า พอตกงานทรายก็ไปช่วยพ่อแม่ขายน้ำสมุนไพรโฮมเมดที่ตลาดนัดสุขภาพ ก็ทำทีเดินไปเจอโดยบังเอิญ น้ำทิพย์กับสักทองจึงทำทีขอตัวไปเอาของที่รถ เปิดโอกาสให้ทั้งสองได้คุยกันอย่างสะดวกใจ
ทรายสวมบทบาทแม่ค้า ถามว่าจะรับน้ำอะไรดี กรตอบอย่างเตรียมมาแล้วว่าต้องการ “น้ำใจ” ทรายเอาน้ำแตงโมปั่นให้ บอกว่าดื่มให้ชื่นใจเลย
“พริ้ว กะล่อนแบบนี้ถึงได้ปิดเรื่องทำวิทยานิพนธ์มาได้ตั้งนาน”
ทรายชะงักชักสีหน้าถามว่าจะมาด่าต่ออีกหรือ วันนั้นยังด่าไม่สะใจใช่ไหม ท้าให้ด่าเลย กรพับแขนเสื้อเหมือนจะลุย
“ได้! ผมจะจัดให้หนักเลย เตรียมตัวหูชาได้ พอฟังระบายเสร็จแล้วก็ ‘กลับไปทำงาน’ด้วย”
ทรายชะงักอึ้งถามว่าทำไมเปลี่ยนใจให้ตนกลับไปทำงาน กรบอกว่าก็แค่หาคนทำแทนเธอไม่ได้
“ถ้าเหตุผลแค่นี้ ฉันขอปฏิเสธ” กรอึ้งแล้วลำเลิกว่าตนอุตส่าห์ให้โอกาสเธอแก้ไขสิ่งที่ทำผิดไว้ ทรายโต้ว่า “ฉันส่งจดหมายแจ้ง แต่คุณยังไม่เห็น ฉันทำงานให้คุณเต็มที่ ข้อมูลต่างๆก็ไม่ได้เอาไปใช้ ฉันไม่ผิด คุณก็รู้” กรสะอึกที่ถูกสะกิดแผล ทรายยังคงพูดอย่างเป็นต่ออีกว่า “คุณใช้อารมณ์ตัดสินฉันจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน และที่คุณมาวันนี้ เพราะคุณเพิ่งได้สติและรู้ตัวว่า ‘ทำผิด’ ใช่ไหมคะคุณกร!!”
“เถียงกับนักจิตวิทยามันไม่มีทางชนะใช่ไหม โอเค ใช่! ผมผิดเองที่อารมณ์ร้อนมากเกินไป พอใจหรือยัง?”
ทรายอยู่ในฐานะเป็นต่อ มีข้อแม้ก่อนที่จะกลับไปทำงานคือขอขยายเวลาการทำโครงการเพราะเทอมนี้ไม่มีทางแก้ปัญหาเด็กได้ขอขยายเวลาถึงเทอมหน้า และต่อไปเราสองคนต้องทำงานเป็นทีม คือร่วมมือกัน ปรึกษากัน การแก้ปัญหาให้เด็กเราต้องทำงานแบบบูรณาการ ผู้ใหญ่ทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกัน ทั้งเขา ตน พ่อแม่และตัวเด็กเอง
กรโอเค แต่ก็เสนอกลับสองข้อเหมือนกันคือ ให้เธอกลับไปทำงานเหมือนเดิม และห้ามนำข้อมูลในโครงการไปใช้ในวิทยานิพนธ์ของเธอ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ตนไม่ต้องการให้ข้อมูลของเด็กถูกนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ถามว่าทำได้ไหม
ทรายคิดหนัก แต่ก็ยอม เมื่อเล่าให้อาจารย์พลอยฟัง อาจารย์รู้สึกผิดที่หลุดปากไปทำให้สองคนไม่เข้าใจกัน
“ไม่ใช่เลยค่ะ ตรงกันข้าม พอเกิดเรื่องทำให้ทรายได้ต่อรองขยายเวลาทำงาน และเราสองคนก็เข้ากันได้มากขึ้น ทรายต้องขอบคุณอาจารย์มากกว่าค่ะ”
“แล้วไป เห็นเธอทุ่มเทขนาดนี้อาจารย์เริ่มอยากเจอเด็กๆของเธอ อยากรู้ว่าจะน่ารักขนาดไหน เธอถึงทิ้งเขาไม่ได้”
ooooooo
รุ่งขึ้น ทรายไปโรงเรียนขณะอำนาจกำลังอบรมเด็กอยู่หน้าเสาธง ทุกคนที่เห็นทรายมองด้วยความรู้สึกต่างกัน อำนาจถึงกับพูดสะดุด ส่วนเด็กในโครงการต่างยินดีแต่เก็บความรู้สึกมีแต่โชกุนที่ยิ้มแย้มยินดีอย่างเปิดเผย
นพลักษณ์แปลกใจและไม่พอใจ เรียกกรไปถามว่าทำไมให้ “เด็กนั่น” กลับมาทำงานอีก รู้ไหมว่าทำให้เขาดูไม่ดีในสายตาคนอื่น กรตอบว่าตนสนใจเนื้องานมากกว่าภาพลักษณ์เพราะคิดว่าไม่มีใครเหมาะสมกับงานนี้เท่าทรายทิพย์
นพลักษณ์เตือนว่าอย่าพูดแบบนี้ให้คนอื่นได้ยินเป็นอันขาด คนอื่นจะคิดว่าเขาทำงานไม่เป็น เตือนว่าอย่าเสียชื่อเพราะผู้หญิงคนนี้ กรพูดอย่างเยือกเย็นแต่หนักแน่นว่า
“ถ้าผมจะเสียชื่อ ก็เพราะความใจร้อนและด่วนตัดสินใจของผมเองไม่เกี่ยวกับทราย ผมต้องขอบคุณเธอที่ทำให้ผมเรียนรู้การที่จะควบคุมอารมณ์และใช้สติในการแก้ปัญหาให้มากกว่านี้”
นพลักษณ์มองหน้ากรอึ้ง นึกในใจว่า...เยอะนะ
เพื่อให้งานดำเนินไปได้ดี กรกับทรายแบ่งงานกันไปทำ กรให้ทรายไปติดต่อเป็นสุขแม่ของหวาย ฉัตรเฉลิมพ่อของมินนี่ และนวลสราญแม่ของตังเม ส่วนกรติดต่อจักรพ่อของปิ๊กปิ๊ก และภูทองพ่อของโชกุน
ที่มีปัญหามากคือมินนี่ พีรดาหัวเด็ดตีนขาดไม่ยอมให้มินนี่เข้าร่วมโครงการ จนฉัตรเฉลิมต้องใช้ไม้ตายขู่ว่า
“ถ้าคุณไม่ให้มินนี่กลับเข้าโครงการ ผมจะแถลงข่าวเปิดเผยกับทุกคนว่าผมเป็นพ่อมินนี่ เป็นอดีตสามีของคุณ และผมเป็นเกย์!! ความผิดพลาดที่คุณไม่อยากให้สังคมรู้อดีตนางเอกมากฝีมือที่ใครๆก็หมายปอง สุดท้ายพลาดมาแต่งงานกับเกย์”
เป็นไม้ตายที่ทำให้พีรดาต้องยอมให้มินนี่เข้าโครงการด้วยความเจ็บใจ
ภูทองกับดุจฤทัยขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ดุจฤทัยไม่ยอมให้โชกุนเข้าโครงการ แต่ภูทองต้องการให้เข้า เมื่อโต้เถียงกันไม่ลงเอย ภูทองตัดสินใจโทรศัพท์บอกทรายว่าดุจฤทัยอยากให้โชกุนกลับเข้าโครงการมาก และเอกสารยินยอมพร้อมแล้วให้เมสเซนเจอร์มารับได้เลย พอวางสายภูทองก็หน้าเครียด ตัวเองไม่อยากโกหก แต่เพื่อลูกมันจำเป็นต้องทำ!!
ปิดเทอมแล้ว เด็กๆดีใจมาก แต่เป็นเวลาที่ครูต้องทำงานหนัก ไหนจะต้องตรวจข้อสอบ ประกาศผล ทำสมุดพก ฯลฯ ส่วนทรายก็ต้องตามเก็บข้อมูล ประเมินพฤติกรรมของเด็กแต่ละคน เวลาเปิดเทอมง่ายกว่าเพราะเด็กทุกคนต้องมาโรงเรียน แต่ปิดเทอม เด็กห้าคน ดีที่บางคนมาคุยที่โรงเรียน ปาล์มถามว่าใครบ้าง พอทรายบอกว่าหวายกับตังเม ปาล์มพยักหน้ารับรู้...
ooooooo










