ตอนที่ 24
อัลบั้ม: “ช่อง8” ปัดฝุ่นรีเมค “แหวนทองเหลือง” ดึง “ผู้พันเบิร์ด” ประกบ “พิงกี้”
มาถึงโรงพยาบาล หมอตรวจอาการนาตยา แล้วสงสัยว่ากินยาประเภทกระตุ้นร่างกายมาจึงถาม เธอหลบตาปฏิเสธเบาๆ หทัยทิพย์สีหน้าเป็นห่วงถามหมอว่าเธอเป็นอะไรมากไหม
“ร่างกายอ่อนเพลียเหมือนอาการหลังได้รับสารกระตุ้นบางอย่างที่รุนแรง หมออยากตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง”
“แต่หนูรู้สึกดีขึ้นแล้วค่ะ” นาตยารีบยกมือไหว้เชิงขอร้อง
“เป็นเพราะหมอฉีดยาบำรุงให้ไป วันนี้เอายาไปทานแล้วถ้าสะดวกวันไหนก็มาตรวจให้ละเอียด พักผ่อนและดื่มน้ำมากๆ” หมอสงสารและยังไว้หน้าหทัยทิพย์ด้วย แต่ย้ำ “ต้องระวังเรื่องสารกระตุ้นพวกนี้ให้ดี มันเป็นสารเสพติดรุนแรงและอันตรายมาก มีผลโดยตรงกับระบบสมอง ทำให้สมองค่อยๆฝ่อ แขนขาลีบเป็นอัมพาต”
นาตยาฟังแล้วรู้สึกกลัว ไหว้ขอบคุณหมออีกครั้ง ก่อนจะเดินตามหทัยทิพย์ออกมา สักพักเธอหันมาบอกว่าอยากแวะเยี่ยมใครซักคนพอจะไปไหวไหม นาตยารีบบอกว่าไหว ตนดีขึ้นมากเพราะยาหมอดีจริงๆแล้วถามจะไปเยี่ยมใคร หทัยทิพย์ยิ้มอย่างสบายใจเปรย
“ก็...เป็นคนที่สำคัญคนหนึ่งจ้ะ เพราะอีกไม่นานเขาจะมาร่วมงานกับเรา”
หทัยทิพย์พานาตยามายังห้องพักกฤษดา เห็นเขาเปลี่ยนจากชุดคนไข้เป็นชุดธรรมดาก็แปลกใจถามเขาจะไปไหน เขาตอบว่าหมอให้กลับบ้านได้ สีหน้าหทัยทิพย์ร้อนรนถามว่า
“แล้วคุณพักที่ไหนคะ”
“ตอนนี้ผมพักอยู่กับพนม” กฤษดามองท่าทีห่วงใยของหทัยทิพย์นิ่งๆ
“แล้วเรื่องงานล่ะคะ คุณตัดสินใจยังไงคะ”
ชายหนุ่มตอบตกลงจะทดลองทำ หญิงสาวดีใจมาก เขาแทรกขึ้นว่า ถ้าตนทำได้ไม่เต็มที่ เธอก็ต้องเข้าใจ เธอรีบบอกไม่เป็นไร เป็นเรื่องของอนาคตแก้ไขกันได้
หทัยทิพย์นึกได้หันมาแนะนำนาตยาให้รู้จักกับกฤษดา เขามองเธออย่างเอ็นดูทันที
“อ้อ...พวกอาร์ต แนวร่วมสมัยใช่ไหม”
นาตยาหัวเราะถูกชะตากับเขาเช่นกัน ถามเขาชอบงานศิลปะไหม เขาตอบขำๆ
“ผมชอบงานศิลปะ ถึงจะเป็นทหารแต่ก็ชอบดูงานศิลปะ”
หทัยทิพย์มองสองคนที่ดูคุยถูกคอกันเร็วด้วยความแปลกใจ แล้วบอกกฤษดาว่านาตยากำลังวาดรูปติดที่บริษัทด้วย เขาทึ่งชมว่าเก่งอายุเพียงแค่นี้ นาตยาจึงบอกจะวาดติดห้องเขาด้วย
หลังจากนั้น หทัยทิพย์ก็ให้คนรถขับพามาส่งนาตยาที่อพาร์ตเมนต์...รู้สึกไม่ชอบใจกับสถานที่นี้ นาตยาบอกว่าพิธีเป็นคนแนะนำเพราะเห็นว่าใกล้ที่ทำงานและราคาไม่แพง
“ฉันจะหาที่ดีกว่านี้ให้หนูดีกว่า ฉันอนุญาตให้หนูหยุดลาป่วยสักสองวัน”
นาตยาแย้งว่าไม่เป็นอะไรแล้ว หทัยทิพย์อ้างคำเตือนของหมอให้พักผ่อนและดื่มน้ำเยอะๆ นาตยาสัมผัสถึงความอ่อนโยนของเธอยกมือไหว้ขอบคุณ หทัยทิพย์จึงบอกว่าอีกสองวันจะมารับไปเที่ยว แล้วขึ้นรถกลับไป...พอนาตยาจะเดินเข้าในหอ ทอมกับพวกออกมาขวาง
“แหม...วันนี้อีเมียเช่ามันมาส่งถึงที่เลยเหรอ”
นาตยาไม่พอใจเมินหน้าเดินหนี ทอมคว้าแขนไว้ เธอสะบัดอย่างแรง ตวาดอย่ามายุ่งกับตน ทอมโกรธ “จะบ้าเหรอไงนาต อีเศรษฐีเมียเช่ามันดีด้วยหน่อย ลืมเพื่อนอย่างนี้เลยหรือไง”
“หยุดปากหมากับคุณหทัยทิพย์ซะที เขาไม่ได้เป็นอย่างที่เธอใส่ร้ายซะหน่อย”
“เธอรู้ได้ไง เธอเพิ่งไปทำงานกับมันไม่กี่วัน ไปถามพ่อฉันดูก็ได้ พ่อฉันรู้จักกำพืดมันดี”
นาตยาหาว่าพ่อเขาไม่หวังดีกับหทัยทิพย์ ปุ๊โกรธแทนจะเอาเรื่อง ทอมปรามทำทีบอกว่านาตยากำลังหลงผิด... หญิงสูงวัยที่อยู่ห้องติดกับนาตยาผ่านมาแอบฟัง นาตยาโวย
“ใช่...ฉันมันหลงผิด หลงผิดที่คิดว่าพวกเธอเป็นเพื่อน”
“ทำไมพูดอย่างนี้วะ ไม่คิดหรือไงเวลาแกไม่มีใคร มีแต่พวกเราที่สนใจ”
“เออ พวกแกสนใจฉันมากถึงเอาบุหรี่สอดใส่เฮโรอีนให้ฉันสูบไง อย่างนี้น่ะเหรอเพื่อน พวกแกหลอกใช้ฉันมากกว่า”
“อ้าว...นาต พูดงี้ก็ไม่สวยสิ” ทอมเดือด
ต้อมเสริมด้วยว่า “แกจะมาโทษพวกเราได้ไง แกมันอยากสูบเองนี่ ไม่มีใครบังคับแกซะหน่อย”
“เพราะฉันคิดว่าพวกแกเป็นเพื่อน ทำไปแค่สนุกๆ แต่นี่พวกแกหลอกฉัน กะจะให้ฉันติดจนเลิกไม่ได้ใช่ไหม เพื่อนเขาทำกันอย่างนี้ได้ไง ตั้งแต่นี้ต่อไป พวกแกเลิกมายุ่งกับฉันได้แล้ว”
นาตยาจะเดินไป ทอมคว้าแขนต้องพูดกันให้รู้เรื่อง เธอสะบัดออกไม่ต้องการพูดด้วย เขาโกรธในเมื่อไม่พูดก็สั่งปุ๊เอาตัวเธอไป ทอมชกท้องหญิงสาวจนจุกตัวงอ เอาผ้าปิดปากอุ้มไป หญิงสูงวัยสีหน้าตื่นตระหนก
ในห้องปุ๊ ทอมให้เพื่อนจับนาตยาไว้ ใช้ช้อนลนไฟที่มีเฮโรอีนแล้วเอาซีรินจ์ดูด นาตยาดิ้นขลุกขลัก ต้อมตะคอกให้หยุดดิ้น ตนเบื่อจะเป็นเพื่อนกับเธอเต็มทน ไปไหนมาไหนด้วยกันเหมือนตนเป็นขี้ข้า จัสมินหัวเราะเยาะ ทอมบอกให้ต้อมเลิกน้อยใจ ให้คอยดูนาตยาชักดิ้นชักงอ
สองสาวสะใจช่วยกันจับนาตยากดไว้ ปุ๊เห็นเข็มฉีดยาก็หน้าเสียที่จะเอากันถึงตาย ทอมว่าจะเก็บไว้ทำไมในเมื่อตีตัวออกห่าง ปุ๊กลัวๆกล้าๆแต่ก็ต้องช่วยเพื่อนจับตัวนาตยาไว้
“จับแน่นๆ ดิ้นดีนักเดี๋ยวเข็มหักคาแขนมึงไม่รู้นะ” ทอมขู่
นาตยาร้องไห้พยายามดิ้นรนสุดแรง พลันประตูห้องถูกถีบโครมเข้ามา นิทัศน์กับตำรวจสี่นายบุกมา นิทัศน์ปรี่เข้าปัดเข็มที่ทอมจะฉีดนาตยา เข็มจึงไปปักโดนแขนต้อมล้มลง ทอมโดนชกกระเด็น ตำรวจเข้าล็อกตัวทอมกับปุ๊ไว้ จัสมินเห็นต้อมดิ้นพราดก็ร้องกรี๊ด
นิทัศน์ดึงนาตยาลุกขึ้นมากอดปลอบ ต้อมดิ้นสักพักก็ขาดใจตายด้วยรับยาเกินขนาด ทอมกับปุ๊หน้าเสีย
ตำรวจจับทอม ปุ๊และจัสมินใส่กุญแจมือเอาตัวไป นิทัศน์ประคองนาตยาออกมาขอบคุณหญิงสูงวัยที่แจ้งข่าว เธอบอกว่าคนที่นี่ต้องทนกับพฤติกรรมเด็กพวกนี้ เพราะพ่อทอมเป็นนักเลงไม่มีใครกล้ายุ่ง นิทัศน์บอกว่าตนกำลังรวบรวมหลักฐานมาจับอยู่เหมือนกัน
หญิงสูงวัยยกมือท่วมหัวขอให้จับไปทั้งพ่อทั้งลูก นาตยางง ถามพ่อทอมเป็นใคร นิทัศน์อธิบายว่า
“ชื่อเสี่ยหยง เป็นพ่อค้านักเลงมีอิทธิพล ค้าขายบังหน้าแต่จริงๆแล้วขายของผิดกฎหมาย”
ค่ำวันนั้น เสี่ยหยงประกันตัวทอมออกมา ตบฉาดด้วยความโกรธที่ทำเรื่องเดือดร้อน ถ้าไม่มีเส้นสายใหญ่โตจะทำอย่างไร ทอมโบ้ยเป็นเพราะเมียเช่าญี่ปุ่นที่ทำให้นาตยาตีตัวออกห่าง ไม่อย่างนั้นตนได้คนส่งยาแล้ว พอเสี่ยหยงรู้ว่าคือหทัยทิพย์ก็โกรธหนักขึ้น
“แกอย่ามาอ้างเลยไอ้ทอม ถ้าแกเอามันเป็นเมียซะตั้งนานแล้ว อีหทัยทิพย์มันก็เข้ามาแทรกไม่ได้หรอก ฮึ...อีหทัยทิพย์ อีนี่มันจะตัดมือตัดตีนกูหมดหรือไง”
“คงเอาไว้ไม่ได้แล้วล่ะพ่อ” ทอมยุแต่เสี่ยหยงแหวใส่
“อย่างแกจะมีปัญญาไปทำอะไรมัน มีคดีติดตัวอย่างนี้”
“พ่อก็คอยดูแล้วกัน ฉันไม่ยอมเสียหน้าเพราะอีนี่หรอก พ่อคอยดูนะ ฉันต้องเอาคืนให้ได้ เพื่อนฉันตายไปคนนึงนะพ่อ” ทอมสีหน้าโกรธแค้น
“ก็ดี...กูจะได้เบี้ยวหนี้มันซะเลย เล่นอีเสาวรสด้วย มันตัวต้นคิดดีนัก” เสี่ยหยงเข่นเขี้ยว
ooooooo
วันต่อมา กฤษดามาพบหทัยทิพย์ที่บริษัท เธอมีท่าทีดีใจมากจนพิธีเห็นแล้วแปลกใจ แต่เธอก็พยายามเก็บอาการให้นิ่ง เสาวรสแอบยิ้ม หทัยทิพย์เชื้อเชิญกฤษดานั่ง
“เอ้อ...ฉันดีใจจริงๆค่ะที่คุณตัดสินใจมาร่วมงานกับเรา นี่คุณเสาวรส...คุณเคยพบแล้ว และนี่คุณพิธีค่ะ...”
กฤษดาก้มหัวให้ทั้งสองอย่างเป็นมิตร พิธีแสดงความยินดีที่รู้จัก เสาวรสแนะนำ
“คุณพิธีเป็นผู้จัดการแผนกประชาสัมพันธ์ค่ะ งานของคุณกฤษดาจะประสานกับคุณพิธีซะเป็นส่วนมาก”
กฤษดาถามตนต้องทำอะไรบ้าง หทัยทิพย์แจง “เราจะให้คุณเป็นที่ปรึกษาฝ่ายประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ สำหรับการเริ่มต้นศูนย์การค้าของเราค่ะ”
“คุณจะเป็นตัวแทนบริษัทในการเจรจาการซื้อขาย กับต่างประเทศค่ะ นอกจากเราจะซื้อสินค้าเมืองนอกมาขายในห้างสรรพสินค้าเราแล้ว คุณหทัยทิพย์อยากเอาสินค้าพื้นเมืองของไทยไปขายที่เมืองนอกด้วย” เสาวรสเสริม
“เท่ากับเราได้ช่วยเหลือคนไทยในชนบทด้วย” กฤษดาทึ่ง
“ใช่ค่ะ...เพราะเรามีของสวยๆมากมาย ดิฉันคิดว่าฝรั่งน่าจะชอบ เพราะส่วนใหญ่เป็นแฮนด์เมด” หทัยทิพย์อธิบายรายละเอียด
กฤษดาเห็นดีด้วย เสาวรสจี้เข้าเป้า มันขึ้นอยู่กับเขาเท่านั้น...จากนั้นหทัยทิพย์พากฤษดามาที่ห้องทำงาน เขาเห็นว่ามันหรูหราเกินไป เธอเน้นอยากให้เขามีความสุขในการทำงานที่นี่
กฤษดาสลดลง...ตนลืมคำคำนั้นไปนานแล้ว เธอรีบถามว่าทำไม
“สำหรับคุณ คำว่าความสุข คงเป็นของธรรมดานะครับ คนที่มีความสุขบนกองเงินกองทอง คงคิดไม่ออกหรอกครับว่า คนที่ต้องอยู่กับความทุกข์ตลอดเวลามันเป็นยังไง”
“ใช่ค่ะ คุณนึกไม่ถึงแน่ว่าชีวิตฉันต้องเจออะไรมาบ้าง” หทัยทิพย์ซ่อนน้ำตาที่จะไหล
“นี่เราจะมาแข่งกันว่าใครจะชีวิตรันทดกว่ากันหรือไงครับ”
ต่างยืนจ้องหน้ากันด้วยความรู้สึกสับสน พลันมีคนเคาะประตู...นาตยาถือรูปวาดขนาดใหญ่เข้ามา ขอแสดงการต้อนรับกฤษดาด้วยคน เธอมอบรูปวาดพระอาทิตย์กำลังขึ้นให้แก่เขา
“สวยมาก...ส่งมาให้ผมดีกว่า ท่าทางจะหนักนะ” กฤษดารับรูป นาตยาชี้จุดที่ตอกตะปูไว้
หทัยทิพย์มองภาพแล้วอดชมไม่ได้เช่นกันว่าสวยมาก กฤษดาเปรยเหมือนสถานที่ที่ตนเคยอยู่ นาตยาตื่นเต้น “เหรอคะ...ที่ไหนคะ”
“ที่เชียงใหม่...”
เสาวรสเดินเข้ามา หทัยทิพย์รีบบอกว่านาตยาเขียนรูปมาต้อนรับกฤษดา เธอชมว่าสวยแล้วถามว่ารูปพระอาทิตย์ตกหรือ
“รูปพระอาทิตย์ขึ้นค่ะ ถ้าเป็นพระอาทิตย์ตกดิน แสงจะต่างกัน จะเป็นสีส้มแดงปนเทาดูหม่น แต่นี่เป็นสีกุหลาบอ่อนแสง ส้มปนเหลืองเป็นสีสดใสรับวันใหม่” นาตยาสาธยาย
เสาวรสยิ้มกระเซ้า รับการเริ่มต้นใหม่แล้วของท่านประธานกลับได้ทีหลัง นาตยายิ้มอายๆ บอกเสร็จตนตั้งใจจะเอาไปให้วันนี้เหมือนกัน...พิธีเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน
“เอ้อ...อยู่กันที่นี่เอง...นาตยา คุณพ่อหนูมาหาแน่ะ” นาตยาแปลกใจ พิธีจึงถาม “คุณหมอเมตตาน่ะ คุณพ่อของหนูใช่ไหมล่ะ”
หทัยทิพย์ตาโพลงหันมองเสาวรสด้วยความตื่นเต้น พอนาตยาบอกว่าใช่พ่อตนชื่อเมตตา หทัยทิพย์จะเดินตาม เสาวรสคว้าแขนไว้ ไม่รอดพ้นสายตากฤษดาที่มองอย่างสงสัย
ooooooo
บริเวณห้องรับแขก นาตยาวิ่งมาหาหมอเมตตา ต่างฝ่ายต่างดีใจโผกอดกันด้วยความคิดถึง เธอถามพ่อมาทำไมไม่บอก ตนจะได้เตรียมตัวต้อนรับ
“พ่ออยากให้ลูกหนูแปลกใจไงจ๊ะ นิทัศน์กลับไปที่บ้าน ไปเล่าเรื่องที่หนูโดนทำร้าย”
นาตยาหันมาค้อนใส่นิทัศน์ที่มาด้วย ก่อนจะบอกพ่อว่าเรื่องมันจบไปแล้ว...หมอเมตตาจึงบอกที่มาเพราะอยากเห็นว่าลูกปลอดภัยจริงๆ เธอยืนยันว่าปลอดภัยดี
“อีกเรื่องหนึ่งที่พ่อมาคืออยากจะมาขอบคุณคุณหทัยทิพย์ ที่ได้ช่วยเหลือลูก ลูกหนูรู้ไหมว่าผู้ใจบุญที่บริจาคเงินให้มูลนิธิเราก็คือคุณหทัยทิพย์นี่แหละ”
“จริงเหรอคะ...โอ...คุณพ่อคะ คุณหทัยทิพย์เธอเป็นคนดีจริงๆ จะบอกว่าเป็นแม่พระของหนูก็ได้ค่ะ”
หมอเมตตาย้ำตนถึงอยากมาขอบคุณด้วยตัวเอง นาตยาดีใจจะพาพ่อไปพบหทัยทิพย์ ก็พอดีพิธีเดินเข้ามาหา...
ด้านหทัยทิพย์เดินไปเดินมาอย่างว้าวุ่น “พี่เสาว่าหมอเมตตาคนนี้จะเป็นคนเดียวกันหรือเปล่านะ”
“พี่ก็ไม่เคยเห็นหน้าซะด้วย ออกไปดูเลยก็ได้นี่จะได้ถามเรื่องลูกหนูให้รู้เรื่องรู้ราวกันไป”
หทัยทิพย์สับสน พอดีนาตยาเคาะประตูเปิดเข้ามาขออนุญาตพาพ่อเข้าพบ เสาวรสรีบถามมีธุระอะไร เธอตอบว่า “ท่านอยากจะมาขอบคุณท่านประธานที่ได้ช่วยหนูไว้ และยังได้บริจาคเงินให้มูลนิธิของท่านอีกด้วยค่ะ”
หทัยทิพย์เกิดประหม่า “เอ้อ...ฉันคิดว่า...ฉันยังไม่พร้อม...”
เผอิญพิธีพาหมอเมตตาเดินตามมา “ขอประทานโทษ ครับท่านประธาน หมอเมตตาเจ้าของมูลนิธิแพทย์คนยากจากเมืองกาญจน์ จะมาขอพบท่านครับ”
หมอเมตตาเดินเข้ามาด้วยท่าทางเจียมตัว พอเงยหน้าเห็นหทัยทิพย์ก็ตะลึงอ้าปากค้าง พึมพำชื่อดวงใจ... หทัยทิพย์เองก็ตะลึงมองเขา ทุกคนในห้องเงียบกริบ เสาวรสได้สติ ลุกขึ้น
“คุณพิธี...เราออกไปรอข้างนอกกันดีกว่า...นาตยา หนูอยู่ที่นี่ด้วยดีกว่าจ้ะ” พูดจบก็บีบมือให้กำลังใจหทัยทิพย์ ก่อนจะออกไป
พิธีเดินตามเสาวรสออกไปอย่างงงๆ เจอกฤษดาที่หน้าห้อง เขาถามว่าท่านประธานว่างหรือเปล่า พิธีจึงบอกว่ามีแขก เสาวรสรีบถามมีเรื่องด่วนหรือ เขายิ้มส่ายหน้าแล้วเดินกลับไป เสาวรสหันมองห้องหทัยทิพย์อย่างห่วงๆ
ooooooo
ในห้องทำงาน หมอเมตตายืนมองหทัยทิพย์ด้วยสีหน้าดีใจ เธอยกมือไหว้เขาอย่างนอบน้อม กล่าวสวัสดี ไม่ได้พบกันนาน นาตยางงๆ
“ท่านประธานรู้จักกับคุณพ่อแล้วเหรอคะ”
“โธ่เอ๋ย...ลูกหนู...ตลอดเวลาที่ผ่านมานี่ หนูอยู่กับแม่ดวงใจหรือนี่” หมอเมตตายิ้มปลื้ม
“ลูกหนู!” หทัยทิพย์ดีใจระคนตกใจ
หมอเมตตาย้ำว่าใช่ นี่คือลูกหนู ลูกสาวเธอ หทัยทิพย์คว้าตัวนาตยามากอดแนบแน่น น้ำตาไหลรินด้วยความดีใจ นาตยาเบี่ยงตัวออกอย่างสุภาพ
“ไหนคุณพ่อบอกว่าแม่หนูตายแล้ว...”
หมอดึงมือนาตยาไปนั่งลง “คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้จ้ะ...พ่อจะเล่าให้ฟัง”
“ให้ดวงเล่าเองเถอะค่ะหมอ” หทัยทิพย์โอบนาตยาอย่างสุดรัก ก่อนจะเริ่มเล่า “แม่กับคุณพ่อของหนูรักกันมาก คุณพ่อเป็นทหารต้องไปรบกับขบวนการเสรีไทย โดยไม่รู้ว่าแม่ท้อง พอคุณตารู้ว่าแม่ท้องก็โกรธมากจะบังคับให้แม่แต่งงาน แม่ก็เลยหนี เดินซมซานมาตามทางรถไฟ เพราะไม่มีค่ารถจนท้องแก่ โชคดีได้มาเจอกับคุณหมอใจดีรับแม่มาดูแล...ทำคลอดหนูด้วย พอลูกได้สามขวบ”
หทัยทิพย์หันไปยิ้มกับหมอเมตตาอย่างไม่ลืมบุญคุณ
หมอเมตตาหลบสายตาไม่กล้าสู้หน้าเพราะรู้ว่าตนเป็นต้นเหตุ แต่หทัยทิพย์กลับเล่าว่า “แม่พาลูกออกจากบ้านหมอ เพื่อตามหาคุณพ่อ”
“คุณพ่อไม่ส่งข่าวมาเลยเหรอคะ” นาตยาถาม
หทัยทิพย์น้ำตาไหลริน “เราสองคนแม่ลูกตกระกำลำบาก ได้เจอกับคนดีที่ช่วยเรา แต่ก็ต้องเจอกับคนเลว...ที่มันทำร้ายเรา แม่ไม่รู้จะทำยังไง คิดแต่ว่าจะหาที่ปลอดภัยให้ลูก เลยตัดสินใจพาลูกไปไว้ที่บ้านหมอเมตตา...” หทัยทิพย์สะอื้น
“แล้วทำไมแม่ต้องทิ้งหนู ทำไมไม่อยู่ด้วยกัน” นาตยาสะเทือนใจ
“นั่นสิดวงใจ...ฉันก็ออกตามหาเธออยู่นาน เพราะอะไรเธอถึงไม่อยู่กับเรา”
“ฉัน...ฉันมีเรื่องจำเป็นค่ะหมอ” หทัยทิพย์ก้มหน้าอย่างคับแค้นใจพูดไม่ออก
นาตยาอยากรู้คำตอบ ถามย้ำทำไมถึงทิ้งตน หทัยทิพย์ได้แต่ตอบว่าเป็นความจำเป็น
“จำเป็นอะไรคะ แม่รู้ไหม หนูนอนฝันถึงแม่บ่อยมาก ฝันว่าแม่อุ้มหนู เราไปเดินเล่นกันแต่หนูจำหน้าแม่ไม่ได้ พ่อก็บอกว่าแม่ตายตั้งแต่หนูเกิด หนูอยู่กับความคิดว่าหนูคิดไปเอง” นาตยาสะอื้น “เวลาหนูเห็นคนอื่นเขามีแม่...หนูต้องไปแอบร้องไห้ทุกที”
“แม่ก็คิดถึงลูกหนูใจจะขาด...” หทัยทิพย์ร้องไห้โฮ
นาตยาสวน “แล้วคนที่เขาว่าแม่ไปเป็นเมียญี่ปุ่น... จริงไหม”
หมอเมตตาตกใจปรามนาตยา มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ นาตยาร้องไห้ “หนูเบื่อคำนี้จริงๆ อะไรๆก็เรื่องของผู้ใหญ่ ทำไมผู้ใหญ่ไม่นึกถึงจิตใจหนูบ้าง หรือแม่อายกลัวเขาจะว่าแม่มีลูกติด”
หทัยทิพย์ปล่อยโฮ “ไม่จริง! อย่าพูดอย่างนี้นะ”
“ก็ถ้าอย่างนั้นทำไมแม่ไม่อยู่กับหนูที่บ้านพ่อล่ะ... แม่หนีไปหาทหารญี่ปุ่นคนนั้น เพราะหนูเป็นส่วนเกิน มันเป็นอย่างนั้นใช่ไหมคะ...” นาตยาชะงักจะเรียกหมอเมตตาว่าพ่อต่อไปดีไหม
หทัยทิพย์ปฏิเสธน้ำตานองหน้าว่าไม่จริง...หมอเมตตาปราม “ลูกหนู...แม่ของลูกไม่ใช่ผู้หญิงอย่างนั้นนะ แม่เขาต้องมีเหตุผลสิ”
“แม่บอกหนูมาสิคะว่าทำไม” นาตยาจ้องเค้นถาม
หทัยทิพย์สะอื้นฮัก “ลูกหนู...แม่...แม่...”
นาตยามองอย่างผิดหวัง ร้องไห้วิ่งหนีออกไป หมอเมตตาตกใจวิ่งตามไปอธิบาย...เสาวรสกับพิธีตกใจที่เห็นนาตยาวิ่งร้องไห้ออกมา ท่าทางจะออกไปจากบริษัท นิทัศน์ซึ่งนั่งรอเห็นก็ตกใจวิ่งตาม กฤษดาได้ยินเสียงออกมาดูก็พลอยแปลกใจ
เสาวรสกลับเข้ามาดูหทัยทิพย์ในห้อง เห็นร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ก็เข้ากอดปลอบ เธอรำพัน “พี่เสา...สิ่งที่ดวงกลัวที่สุดเป็นจริงแล้ว ลูกหนูเกลียดดวง ลูกเกลียดดวง...”
“แล้วดวงอธิบายให้เขาฟังหรือเปล่า”
“ไม่มีประโยชน์พี่เสา...ดวงมีความสุขกับลูกแค่อึดใจเดียวเท่านั้น...” หทัยทิพย์สะอื้น
“โธ่...ดวง...” เสาวรสกอดปลอบ คิดอยากจะไปบอกความจริงกับทุกคน
หทัยทิพย์ห้าม เสาวรสทนไม่ไหวอีกแล้ว เดินออกจากห้องทำงาน เจอกฤษดาคุยอยู่กับพิธี จึงถามถึงนาตยากับพ่อ พิธีบอกว่าคงไปอพาร์ตเมนต์ เสาวรสหน้าเครียดสั่งพิธี
“คุณไปคอยดูแลท่านประธานให้ดี คุณกฤษดาคุณมากับฉัน”
“ไปไหนครับ...”
“ไปจัดการเรื่องชีวิตครอบครัวคุณให้มันจบๆซะทีน่ะสิคะ”
กฤษดางงแต่ก็เดินตามเสาวรสไป
ooooooo
หน้าอพาร์ตเมนต์ดารณี นาตยาหอบกระเป๋าที่ยังเก็บไม่เรียบร้อยดีมาใส่รถนิทัศน์ หมอเมตตาพยายามขอร้องให้กลับไปฟังหทัยทิพย์ก่อน เธอร้องไห้ไม่อยากฟัง หาว่าแม่โกหก
“ใจเย็นๆก่อนนาต” นิทัศน์ปราม
“ถ้าพี่นิทัศน์ไม่พานาตไป นาตไปเองก็ได้ค่ะ” นาตยามองหน้าทั้งสองคนอย่างขัดใจ
นิทัศน์เรียกจะไปไหน นาตยาสวนไปไหนก็ได้ ขอให้พ้นจากที่นี่ก็พอ เสาวรสขับรถปราดมาจอดอย่างแรง รีบลงมาพร้อมกฤษดา
“นาตยา...นาตยา...อย่านะ อย่าทำอย่างนี้”
“ขออย่าห้ามเลยค่ะ หนูรู้ว่าคุณเป็นห่วง...ท่าน ประธาน...หนูขอลาออกจากบริษัทคุณ คุณไม่มีสิทธิ์มาห้ามหนู”
เสาวรสพยายามใจเย็น “เปล่าเลย...ฉันไม่ได้จะมาห้ามหรือมาสั่งอะไรทั้งนั้น ฉันจะมาขอร้องให้เธอฟัง ใจเย็นๆ ฉันรับรองว่าเธอจะได้คำตอบทุกอย่าง แล้วเธอค่อยตัดสินใจ”
นาตยาปาดน้ำตา “คนที่จะให้คำตอบไม่เห็นสนใจหนูเลย...”
“อย่าเพิ่งตัดสิน ฉันขอร้องนะนาตยา...”
กฤษดาเข้ามาขอให้นาตยาใจเย็นอีกคน เสาวรสมองเขาอย่างขัดใจนิดๆ ก่อนจะบอกทุกคนว่า คุยที่นี่ไม่เหมาะสม ให้ไปคุยที่บ้านตน นาตยาไม่ยอมไป นิทัศน์ช่วยพูด
“ไปเถอะนาต ไม่อย่างนั้นมันจะค้างคาใจไปตลอดชีวิตนะ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดนะนาต...”
กฤษดาฟังแล้วรู้สึกสะกิดใจไปด้วย ถามมันเรื่องอะไรกัน เสาวรสสัญญาว่าทุกคนจะได้รับคำตอบ หมอเมตตาดึงนาตยาให้สงบลงแล้วบอกเสาวรสว่าพวกตนจะขับรถตามไป นาตยามองอย่างขัดเคือง แต่เขาโอบกอดให้เธอรู้สึกอุ่นใจขึ้น
ooooooo
ในห้องทำงาน หทัยทิพย์นั่งซึมน้ำตานองหน้า สักพักก็ลุกไปหยิบแก้วเทเหล้าใส่ พอจะดื่มก็ตัดใจ ปาแก้วทิ้ง เดินไปคว้ากระเป๋าถือเดินออกจากห้อง...พิธีกำลังอ่านเอกสารไม่ทันเห็น
หทัยทิพย์ออกมาที่จอดรถ อำนวยกำลังเปิดประตูให้ ไม่ทันจะขึ้นรถ ทอมกับพวกแอบซุ่มอยู่ ออกมาตีหัวอำนวยสลบ หญิงสาวตกใจร้อง ทอมเอามือปิดปากกระชากขึ้นรถ และขับรถเธอออกไป พรรคพวกขับรถตาม...
ด้านเสาวรสให้ทุกคนมานั่งในห้องรับแขกที่ดูหรูหรา กฤษดาทนไม่ไหวถาม มีอะไรถึงต้องให้พวกตนมาที่นี่ เสาวรสหันมาถามหมอเมตตา
“คุณเอาล็อกเกตของดวงมาด้วยรึเปล่า”
หมอเมตตาแปลกใจแต่ก็หยิบล็อกเกตออกมา “เอามาครับ ผมตั้งใจจะเอามาให้ลูกหนู ทำไมคุณถึงรู้เรื่องล็อกเกตนี้”
“ไม่มีเรื่องไหนของดวงที่ฉันไม่รู้ค่ะ” เสาวรสรับล็อกเกตมาส่งให้กฤษดากฤษดาแปลกใจ “นี่มันล็อกเกตของผมนี่...ผมให้ภรรยาผมไว้ แล้วมันมาอยู่ที่หมอได้ยังไงครับ”
หมอเมตตาตกใจ “ดวงใจเอาล็อกเกตนี้ห้อยคอลูกหนูไว้ บอกว่ามันเป็นของพ่อลูกหนู”
“ลูก!” กฤษดาตกตะลึง
“คุณยอมรับรึยังว่าหทัยทิพย์คือดวงใจ...คุณกฤษดา...”
“คุณกฤษดา! คุณคือคุณกฤษดา สามีของดวงใจ...”
“ใช่ครับ ผมเป็นสามีของดวงใจ แต่ไม่ได้หมายความ ว่าผมจะให้คุณหทัยทิพย์ผู้สูงส่งร่ำรวยมายอมรับผม...”
“คุณคงไม่รู้ว่าดวงใจเพียรพยายามตามหาคุณขนาดไหน...” หมอเมตตามองหน้ากฤษดา “ผมยอมรับว่า ผมเคยอิจฉาคุณ ดวงใจมั่นคงในความรักที่มีต่อคุณ ไม่เคยมองใครอีกเลย ลูกหนู...นี่คือพ่อแท้ๆของลูก...” หมอเมตตาหันไปบอกนาตยา
กฤษดาตกใจมากเมื่อรู้ว่านาตยาเป็นลูก เขาลุกเดินไปหาเธอ นาตยาเองก็ตะลึงหันมองหมอเมตตาเชิงประหม่า เขาพยักหน้ายิ้มๆ เธอจึงยกมือไหว้ กฤษดาดึงเธอมากอดและหันไปถาม
“แต่ทำไมถึงมีหลุมศพที่เชียงใหม่ กำนันปานยืนยันว่าดวงใจโดนเสือกัดตาย”
“ดวงใจเฉือนเนื้อที่เท้าตัวเองเพื่อปลดโซ่ตรวนที่โดนล่ามแล้วหนีพิธีแต่งงานที่กำนันปานบังคับ” เสาวรสเล่าเรื่องราวที่รู้
“ใช่จริงๆ ผมจำได้ ดวงใจเดินซมซานมาตามทางรถไฟเพื่อจะไปหาสามีที่กรุงเทพฯ ทั้งๆที่เท้าเจ็บอักเสบเลือดไหลตามทาง...เขาไม่เคยท้อถอยที่จะตามหาสามี” หมอเมตตาชะงักก่อนจะตัดสินใจเล่าต่อ “ลูกหนู...ที่แม่เขาไม่อยากอยู่กับเรา ก็เพราะ...เพราะพ่อ...เคยปล้ำเขา...”
“คุณพ่อ!”
“แม่เขาเห็นแก่หน้าพ่อจึงไม่ได้เล่าทั้งหมด พ่อมันบ้าหลงรักเขา ดวงใจไม่ยอมต่อสู้จนผมได้สติ...เพราะอย่างนี้ถึงไม่ยอมอยู่บ้านผม” หมอเมตตาน้ำตาซึมอย่างรู้สึกผิด
“ไม่ใช่แค่นั้นหรอกหมอ...” เสาวรสแทรก
“เพราะเขาจะไปเป็นเมียญี่ปุ่นใช่ไหม เขามีที่หวังใหม่ ที่ร่ำรวยกว่า” กฤษดาพูดด้วยความน้อยใจ
“ใช่...คุณไม่พอใจดวงใจเรื่องนี้ใช่ไหม...มันไม่ง่ายที่ผู้หญิงเราจะมีคนใหม่ ดวงตั้งมั่นจะรักษาตัวไว้รอคุณ แต่ดวงโชคร้าย เขาโดนไอ้สัตว์มนุษย์ที่จะจับเขาไปขายซ่องข่มขืน” เสาวรสร้องไห้อย่างอัดอั้น ทั้งกฤษดาและหมอเมตตาตกใจ เสาวรสยังโทษตัวเอง “เพราะฉัน ฉันไปช่วยเขาไม่ทัน มันเป็นตราบาปที่เขาอับอาย เขาเอาแต่โศกเศร้าว่าตัวเองเป็นคนสกปรกไร้ค่า ไม่คู่ควรกับคุณ ไม่คู่ควรเป็นแม่ลูกหนู”
“โธ่ดวงใจ...ถ้าฉันไม่ทำร้ายจิตใจเธอ เธอก็คงไม่โชคร้ายอย่างนั้น” หมอเมตตาน้ำตาร่วง
“นายญี่ปุ่นน่ะดีกับดวงมาก เอาใจ ให้ทุกอย่าง ชีวิตดวงที่ได้ดีทุกวันนี้ก็เพราะนายญี่ปุ่น แต่คุณรู้ไหมคุณกฤษดา ดวงไม่เคยรักนายญี่ปุ่นเลย เขาบอกว่าไม่มีวันไหนที่เขาไม่คิดถึงคุณ ถึงเขาจะต้องเป็นเมียญี่ปุ่น แต่วิญญาณของเขายังเป็นของคุณเสมอ...หลังจากนั้นเราก็พยายามตามหาลูกหนู แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เพราะหมอย้ายไปเมืองกาญจน์” เสาวรสพูดถึงตรงนี้ก็โมโหเสียงดังปล่อยโฮ “พวกเราทุกคนทำให้ชีวิตของดวงต้องเป็นไป ต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายก็เพราะพวกเรา”
นาตยาน้ำตาร่วง “โธ่...แม่...”
กฤษดาก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด พลันพิธีวิ่งหน้าตื่นเข้ามา “ท่านประธาน...ท่านประธานอยู่ไหนครับ”
เสาวรสสวนว่าตนให้เขาดูแลแล้วมาถามกันได้อย่างไร พิธีเล่าว่า ตนทำงานเพลิน เห็นท่านประธานไม่ออกจากห้องทำงานเสียที จึงเข้าไปดู ปรากฏว่าไม่อยู่แล้ว ก็คิดว่ากลับมาบ้าน
“เปล่า...ยังไม่ได้กลับมา” กฤษดาชักหวั่นใจ
นาตยาหน้าเสีย นิทัศน์รีบถามปกติหทัยทิพย์ชอบไปที่ไหน เสาวรสตอบว่าไม่ชอบไปไหนเลย ถ้าไม่ทำงานก็อยู่แต่บ้าน หมอเมตตาหวังว่าเธอกำลังเดินทางกลับบ้าน เสาวรสร้อนใจ
“ถ้าเขากลับมา ฉันหวังว่าทุกคนคงจะดีกับเขานะ”
ทุกคนอึ้ง ในใจยอมพร้อมจะรักและขออภัยจากเธอ เสาวรสน้ำตาไหลริน
ooooooo
หลังจากนั้น เสาวรสพากฤษดาเข้ามาในห้องทำงาน เอาโฉนดที่ดินมายื่นให้ เขาเปิดดูแล้วมองหน้าเธอ อึ้ง...พูดไม่ออก
“บ้านของคุณ...ที่เชียงใหม่กับทุ่งมหาเมฆ กว่าจะได้มาแต่ละที่ไม่ใช่ง่ายๆ...เสียเงินไปมากมาย แต่ดวงจะเอาให้ได้ เขาบอกว่าได้ของของคุณมา ก็เหมือนได้อยู่ใกล้กับ คุณ ฉันไม่เคยเห็นผู้หญิงที่ไหนจะรักสามีตัวเองได้เท่านี้”
กฤษดาหลับตาอย่างปวดร้าว เสาวรสขอให้เขาสัญญา จะไม่ทำให้ดวงใจร้องไห้อีก เพราะชีวิตเธอผ่านการร้องไห้เพราะเขามามากแล้ว ชายหนุ่มพยักหน้าร่ำไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น
ข้างนอก นาตยาเดินคุยกับนิทัศน์ บ่นสงสารแม่ ตนไม่น่าพูดจาไม่ดีกับเธอ นิทัศน์ถือโอกาสตำหนิ “คนขี้โมโหก็อย่างนี้แหละ วู่วามแล้วเสียใจทีหลัง”
“ไม่ให้กำลังใจเลยนะ...”
“ก็รีบกราบขอโทษท่าน แค่นี้ท่านก็คงดีใจแล้ว”
พอดีมีคนขี่มอเตอร์ไซค์มาแล้วปาหินที่พันกระดาษจดหมายเข้ามาแล้วขี่หนีไป นิทัศน์ตกใจรีบไปเก็บมาแกะอ่าน พอนาตยาเห็นข้อความก็ปล่อยโฮ
กฤษดารับจดหมายมาอ่านก็รู้ว่าเป็นการจับตัวเรียกค่าไถ่หทัยทิพย์ “มันเรียกค่าไถ่สามล้านบาท ถ้าบอกตำรวจมันจะฆ่าดวงใจทันที”
เสาวรสโกรธแค้นเชื่อว่าต้องเป็นฝีมือเสี่ยหยงแน่ๆ นิทัศน์หันมาถาม “เสี่ยหยงเจ้าของบริษัทหยงคุณน่ะเหรอครับ”
“ใช่...เราไม่เคยมีศัตรูที่ไหนเลย มีแต่ไอ้เสี่ยหยงนี่แหละ ที่มันมาข่มขู่จะเอาผลประโยชน์ แล้วดวงไม่ให้”
“พ่อของทอมใช่ไหมคะพี่นิทัศน์” นาตยารีบถาม
กฤษดาแปลกใจถามลูกรู้จักหรือ นาตยาหน้าเจื่อนพยักหน้าเศร้าๆ นิทัศน์ตอบแทน “ลูกเสี่ยหยงพยายามหลอกล่อให้นาตติดยาครับ ถูกผมจับไปแต่พ่อก็ใช้เส้นสายประกันออกมา”
“มีมูลให้เป็นพวกนี้แน่ มันให้เราเอาเงินไปให้ที่โกดังร้างที่ระยองภายในเย็นนี้” กฤษดามองหน้านิทัศน์
นิทัศน์เสริมว่าพวกมันระบุให้เสาวรสไปคนเดียวเท่านั้น กฤษดาแนะต้องวางแผนให้ดี อย่าให้พวกมันไหวตัวได้ นาตยาเกาะแขนกฤษดาถามแม่จะต้องปลอดภัยใช่ไหม
“พ่อจะไม่ยอมให้แม่เป็นอะไรอีกแล้ว” กฤษดารับปากลูก
ooooooo
ภายในโกดังร้างที่เสี่ยหยงจับตัวหทัยทิพย์มามัดไว้ เขาเอามือบีบปากเธออย่างเคียดแค้น
“สะใจกูจริงๆ ในที่สุดก็มีวันที่มึงอยู่ในกำมือกู จะได้รู้ซะบ้าง ว่าคนที่โดนบีบน่ะ มันเป็นยังไง”
หทัยทิพย์สะบัดหน้าออกจ้องอย่างไม่เกรงกลัว “ฉันไม่เคยใช้อำนาจอะไรบีบบังคับแก แกมันโลภ หลงระเริงเกินตัวแกเอง”
เสี่ยหยงโกรธตบหน้าเธอฉาด “อย่ามาทำปากดีกับกู อีผู้หญิงสำส่อนอย่างมึง สมควรโดนอย่างนี้แหละ”
“อยากจะฆ่าก็ฆ่าเลย ฉันไม่มีอะไรต้องห่วงอีกแล้ว” หทัยทิพย์หันกลับมาเข่นเขี้ยว
ทอมเข้ามาเขี่ยผมเธอเล่น “ใครเขาจะให้มึงตายง่ายๆล่ะอีเศรษฐี...ยังดูดีอยู่นะนี่ มีผัวเพิ่มอีกสักสี่ห้าคนเป็นไง”
หทัยทิพย์หัวเราะหยัน “แกมันน่าสมเพชทั้งพ่อทั้งลูก ดีแต่รังแกผู้หญิง...ไอ้ขี้ขลาด”
ทอมเงื้อมือจะตบ พอดีสมุนวิ่งมาบอกว่ามีรถแล่นมา เสี่ยหยงจะขยับออกไปดู ทอมรีบบอกว่าจะไปดูเอง ให้พ่อเตรียมนับเงินอย่างเดียว เสี่ยหยงหัวเราะชอบใจ ทอมสวมหน้ากากเดินออกไปกับสมุน
เสาวรสจอดรถห่างจากโกดังพอสมควร ทอมสั่งสมุนกระจายกันโอบล้อมเธอไว้ เสาวรสลงรถเดินมาใกล้ ทอมตะโกนถามถึงเงิน เธอให้เอาตัวหทัยทิพย์ออกมาก่อน ทอมตวาด
“แกไม่มีสิทธิ์มาต่อรอง ถ้าแกไม่ส่งเงินมา อีหทัยทิพย์ตายอย่างเดียว”
เสาวรสพยายามถ่วงเวลาให้นิทัศน์ตามมาทันก่อน ต่อรองให้ทอมเอาตัวหทัยทิพย์มายื่นหมูยื่นแมว ทอมชักปืนออกมาจ่อบังคับให้ส่งเงินมา เธอจึงบอกว่าเงินอยู่ในรถ...ด้านนิทัศน์กับกำลังตำรวจลอบเก็บสมุนเสี่ยหยงทีละคน กฤษดาลอบเข้าไปในโกดังเห็นมีสมุนคุมเชิงอยู่สามสี่คน พอดีหทัยทิพย์มองมาเห็น เขารีบส่งสัญญาณให้เธอเงียบ แล้วย่องเข้าไปตัดเชือกที่มัดเธอไว้ สมุนคนหนึ่งหันมาเห็นจึงยิงใส่ กฤษดาหลบและยิงสวนสมุนล้มลง เสี่ยหยงตกใจวิ่งเตลิดหนี
ทอมกำลังนับเงินในกระเป๋า ได้ยินเสียงปืนหันมอง เห็นพ่อวิ่งเตลิดออกมายิงอย่างบ้าคลั่งและเห็นกฤษดาประคองหทัยทิพย์วิ่งหลบกระสุนออกมา ก็หันไปตบเสาวรสอย่างโกรธแค้นที่พาตำรวจมาด้วย ทอมหันไปจะยิงใส่หทัยทิพย์ เสาวรสผลักจะแย่งปืนจากเขา นิทัศน์กำลังเข้าช่วย แต่ทอมได้หันยิงใส่หทัยทิพย์ เสาวรสถลาเข้าขวางจึงโดนยิงกลางลำตัว ตำรวจยิงใส่ทอม เสี่ยหยงเห็นลูกชายโดนยิงก็ยิงใส่ตำรวจอย่างบ้าคลั่ง จึงโดนวิสามัญ
หทัยทิพย์วิ่งมาโอบกอดเสาวรส หมอเมตตาที่ตามมารีบเข้าดูอาการบอกให้ส่งโรงพยาบาลด่วน แต่เสาวรสไม่ยอมไป บีบมือหทัยทิพย์แน่น
“ดวง...ขอพี่เห็นแสงอาทิตย์ตรงนี้นะ ดวง...เลิกทิฐินะ อยู่กับครอบครัวซะที...พี่หมดห่วงแล้วจ้ะ ด...ดวง...” เสาวรสมองท้องฟ้ายามเย็นด้วยสีหน้าสงบ ค่อยๆหลับตาลงสิ้นใจในอ้อมแขนหทัยทิพย์ เธอร้องไห้โฮปานจะขาดใจ
ในพิธีศพ หทัยทิพย์หมดอาลัยตายอยาก ไม่พูดจากับใครจนวันเผาศพเสาวรส พิธีกล่าวกับกฤษดาว่าเธอไม่ยอมทำงานเลยเอาแต่นิ่งเงียบ กฤษดาจึงขอให้พิธีดูแลงานไปก่อน แต่แล้วหทัยทิพย์เดินเข้ามาบอกทั้งสองคนช่วยดูแลงานแทนตน บอกเพียงว่าจะกลับไปในที่ที่ตนมา
“คุณแม่ไปไหนคะ คุณแม่ไม่ยอมพูดกับหนูเลย คุณพ่อจะปล่อยให้คุณแม่ไปเหรอคะ” นาตยาร้องไห้เขย่าแขนกฤษดา เขามองลูกด้วยความรันทดใจ...
ooooooo
หลังจากนั้น ดวงใจกลับมาบ้านที่เชียงใหม่ มองสภาพบ้านที่ดูทรุดโทรม เต่าเดินแบกกระด้งหอมกระเทียมที่ตากแห้งผ่านมา เธอจึงทัก เขาตะลึงทิ้งของร้องลั่น สายคำกับบัวแก้ววิ่งออกมา พอเห็นดวงใจก็ยกมือไหว้ร้องเสียงหลงให้ไปที่ชอบๆกันใหญ่
ดวงใจพยายามอธิบายว่าตนเป็นคนยังไม่ตาย สายคำจับตัวพอรู้ว่าเป็นคนก็ร้องไห้โฮด้วยความดีใจ แล้วพาไปหาปาน...ปานยังคงนอนใต้ต้นไม้ข้างหลุมศพที่เข้าใจว่าเป็นศพลูก พอดวงใจเข้ามาปลุกเบาๆ ปานลืมตามองอย่างตะลึง “ไอ้ดวง...ดวงลูกพ่อ เอ็งมารับพ่อหรือลูก”
ดวงใจก้มกราบแทบเท้า “พ่อจ๋า...ลูกคนนี้มันเลวนัก ดวงมากราบขอโทษพ่อจ้ะ”
ปานไม่เชื่อโวยวายว่าลูกตนตายแล้ว นี่คือหลุมฝังศพ กว่าดวงใจจะอธิบายให้เชื่อได้ เขาก็โทษตัวเองทำให้ลูกต้องเป็นไป ดวงใจร่ำไห้น้ำตานองหน้า
“พ่อจ๋า ดวงกลับมาขอให้พ่อยกโทษให้ดวงด้วยนะจ๊ะ...”
“ไอ้ดวง...ไอ้ดวงลูกพ่อ...เอ็งกลับมาหาพ่อแล้ว อย่าหนีพ่อไปอีกนะ พ่อขอโทษ...”
“ฉันไม่โกรธพ่อเลยจ้ะ พ่ออย่าคิดมากนะ ฉันจะไม่ไปไหนอีกแล้ว ฉันจะอยู่กับพ่อจ้ะ”
เย็นวันนั้น ดวงใจนั่งอยู่เฉลียงบ้าน ปานเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาว่าตนกับกฤษดาเข้าใจว่าเธอตายไปแล้ว ต่างโทษตัวเองเป็นต้นเหตุ เธอน้ำตาไหลรินบอกพ่อว่า ตอนนี้กฤษดาไม่ต้องการตนอีกแล้ว ปานไม่เชื่อ เธอย้ำคนเรามันเปลี่ยนใจกันได้...แล้วบอกให้พ่อเข้านอน ตนขออยู่ที่เรือนใหญ่สักพักจะตามกลับไปนอนที่เรือนพ่อ
ดวงใจเดินดูรูปที่วางอยู่ในห้องรับแขก เธอหยิบรูปกฤษดาตอนจบจากนอก รูปที่เขามอบให้เธอในอดีต น้ำตาเธอร่วงเผาะๆ พลันมีเสียงถาม “ชอบรูปฉันเหรอ ดวงใจ...”
ดวงใจหันมองตกตะลึง กฤษดารี่เข้ากุมมือเธอ “ดวงใจ...เรามาเริ่มต้นชีวิตกันใหม่นะ ที่นี่ ที่ที่เราพบกันครั้งแรก นะดวงใจ”
“ดวงใจคนนี้เป็นผู้หญิงชั่วมีราคี ไม่ดีพอสำหรับคุณกฤษดาอีกแล้ว...”
“ไม่จริง...เธอเป็นสิ่งมีค่าที่สุดสำหรับฉันเสมอ เหมือนแหวนทองเหลืองวงนี้...ถึงใครๆจะมองว่าไร้ค่า แต่สำหรับฉัน เป็นสิ่งที่มีค่ามาก มากที่สุดและจะอยู่กับฉันจนวันตาย ชีวิตเธอต้องลำบากมามากก็เพราะฉัน ต่อแต่นี้ไป เราจะอยู่กันอย่างมีความสุขซะทีนะ”
ดวงใจยิ้มปลาบปลื้มถามไม่รังเกียจตนหรือ เขาย้ำไม่มีคำนั้น เธอเป็นหญิงคนเดียวที่ตนรักเป็นเมียเป็นแม่ของลูก...กฤษดาหมุนตัวเธอให้หันไปมองนาตยาที่ยืนยิ้มอยู่ เธอโผเข้ากอดดวงใจเรียกแม่จ๋า...ดวงใจปลาบปลื้มใจสุดๆ
“แม่เฝ้าแต่ฝันอยากได้ยินคำนี้จากลูกแม่นานเหลือเกิน”
“หนูก็อยากจะเรียกคำนี้มาตลอดชีวิตจ้ะแม่”
กฤษดาสวมกอดทั้งแม่และลูก “พ่อก็เคยแต่ฝันที่อยากให้มีวันนี้ นับแต่นี้ไป เราสามคนพ่อแม่ลูกจะไม่แยกจากกันอีกเลย”
สายคำและบัวแก้วประคองกำนันปานเดินเข้ามา รวมทั้งหมอเมตตา นิทัศน์ เต่าและก่ำยืนมองสามคนด้วยหัวใจปลื้มปริ่มกับความสุขของทั้งสามคนที่กว่าจะมาถึงวันนี้ ต้องผ่านความทุกข์ระทม ถ้าไม่ใช่เพราะความรักที่มั่นคงต่อกัน คงไม่มาถึงวันนี้ได้
ooooooo
–อวสาน–










