นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    แหวนทองเหลือง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: “ช่อง8” ปัดฝุ่นรีเมค “แหวนทองเหลือง” ดึง “ผู้พันเบิร์ด” ประกบ “พิงกี้”


    ในห้องพักฟื้น กฤษดายังมีสีหน้าอิดโรย พนมกับปิ่นแก้วมาเยี่ยม พนมติงนึกว่าเขาหนีกลับเชียงใหม่ไปแล้ว ปิ่นแก้วเข่นเขี้ยว ทำไมต้องบังเอิญเป็นรถเมียเช่าญี่ปุ่นที่ชนเขาด้วย พนมถลึงตาปรามภรรยา ปิ่นแก้วเคืองเดินปึ่งๆไปนั่งมุมห้อง

    “นายแน่ใจรึเปล่าว่าหทัยทิพย์คือดวงใจ” พนมหันมาถาม

    “ถ้ากันไม่เห็นหลุมศพดวงใจที่เชียงใหม่ กันบอกได้เลยว่า หทัยทิพย์กับดวงใจคือคนเดียวกัน”

    “บางทีผู้หญิงท้องที่โดนเสือกัดอาจจะไม่ใช่ดวงใจก็ได้ กำนันปานอาจเข้าใจผิด”

    กฤษดามองหน้าพนม “ถึงผู้หญิงคนนี้หน้าตาดูเหมือนดวงใจ แต่คำพูดหรือแววตาไม่บริสุทธิ์เหมือนดวงใจเลยซักนิด”

    “ใจของนายไม่ยอมรับมากกว่ามั้ง เวลามันก็ผ่านมานานแล้ว อายุปูนนี้จะใสซื่อบริสุทธิ์เหมือนตอนอายุน้อยๆ ได้ไง”

    “ก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจเพราะไม่ชอบที่เขาเคยเป็นเมียทหารญี่ปุ่น” กฤษดาพูดด้วยความรู้สึกไม่พอใจ

    ปิ่นแก้วอดเสริมไม่ได้ “ใครๆก็คิดยังงี้ทั้งนั้นล่ะค่ะ ถึงไม่มีผู้ชายดีๆที่ไหนเขาอยากจะเอาไปเป็นเมีย ต่อให้รวยแค่ไหนก็เถอะ”

    พนมมองปิ่นแก้วด้วยสายตาตำหนิ “แต่ที่ได้ยินมาไม่ใช่อย่างนั้น คุณหทัยทิพย์นี่มีผู้ชายดีๆมารุมจีบมากมาย ทั้งโสดและไม่โสด แต่ไม่เคยสนใจผู้ชายที่ไหนเลย บางคนคิดว่าเธอยังไม่ลืมสามีทหารญี่ปุ่น แต่บางคนก็บอกว่าไม่ใช่ การที่ไปเป็นเมียญี่ปุ่นอาจจะไม่เต็มใจก็ได้”

    กฤษดาครุ่นคิดแล้วทำไมเธอถึงไม่มีสามีใหม่ พนมตอบว่ารู้เท่านี้ ถ้าอยากรู้มากกว่านี้จะไปสืบมาให้ แต่ที่ตนชอบคือเธอทำบุญอย่างจริงใจไม่เลือก ที่ไหนขอมา ตรวจสอบว่าลำบากจริง เธอให้หมด

    “เรื่องของนาย เธอก็ให้คนมาจัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมด กำชับหมอให้ทำดีที่สุด”

    ปิ่นแก้วไม่วายแขวะว่ารวยขนาดนั้นขนหน้าแข้งไม่ร่วง พนมแย้งคนรวยขี้งกก็มีเยอะ

    “ทำไมพี่พนมต้องเข้าข้างแม่คนนี้ด้วยคะ”

    พนมตอบว่าไม่ได้เข้าข้างแต่ไม่ได้อคติ ปิ่นแก้วหน้างอ พลันมีเสียงเคาะประตู หทัยทิพย์ถือกระเช้า

    ของเยี่ยมเข้ามากับเสาวรส ต้องชะงักเพราะจำทั้งสองได้เกิดความประหม่า เสาวรสไม่รู้จัก เอ่ยถามอาการกฤษดา เขาตอบดีขึ้นมากไม่กี่วันก็กลับบ้านได้ พนมแย้ง

    “ไม่นานอะไร กระดูกซี่โครงร้าวอย่างนี้ต้องพักอีกนาน เอ้อ...ผมเป็นเพื่อนของกฤษดาครับชื่อพนม นี่ภรรยาของผมปิ่นแก้ว”

    ปิ่นแก้วพยายามมองหน้าหทัยทิพย์ ไม่ได้สนใจคำทักทายของเสาวรส พนมจึงบอกว่ารู้จักทั้งสองคนแล้วเพราะไปร่วมงานวันเกิดคืนนั้นด้วย ปิ่นแก้วเอ่ยถามหทัยทิพย์ว่าดอกไม้ในกระเช้าหาได้จากไหนเพราะมันหายากมาก

    “อ๋อ...ดอกเอื้องป่าค่ะ เป็นดอกไม้ที่คุณหทัยทิพย์ชอบมาก คิดว่าเอามาไว้ในห้อง กลิ่นหอมของมันจะทำให้ห้องสดชื่น” เสาวรสตอบแทน

    “ทำไมคุณหทัยทิพย์ถึงได้ชอบเอื้องป่าล่ะคะ มีความหลังอะไรกับดอกไม้นี้หรือเปล่า”

    เสาวรสมองปิ่นแก้วอย่างไม่ชอบใจ พนมพยายามถลึงตาปรามภรรยา แต่เธอไม่สนใจ กฤษดามองหทัยทิพย์จะตอบอย่างไร เธอสบตาเขาเอื้อนเอ่ยว่า

    “มีค่ะ...แต่มันก็นานมากแล้วค่ะ นานจนคนอื่นคงลืมไปแล้ว”

    “คนอื่นก็อาจจะไม่ลืมหรอกค่ะ แต่เขาอาจจะเห็นนิสัยที่แท้จริงของคนบางคน”

    ปิ่นแก้วแขวะ เสาวรสไม่พอใจสวนทันที

    “ดิฉันว่าเราอย่าสรุปเอาเองเลยนะคะ เพราะเหตุผลของคนบางคนก็ไม่จำเป็นต้องบอกคนอื่นก็ได้ค่ะ”

    พนมเกรงใจลุกขึ้นชวนปิ่นแก้วกลับ เธออิดออดยังไม่อยากกลับแต่ถูกเขาดึงไป เสาวรสจึงขอตัวไปคุยกับหมอแล้วเดินตามสองคนนั้นออกไป...หทัยทิพย์มอง

    กฤษดาอย่างรักและห่วงใย เขากลับเมินหน้าหนี เธอขยับเข้าใกล้ถามยังเจ็บแผลอยู่ไหม เสียงชายหนุ่มเย็นชา

    “คุณนี่เป็นคนใจบุญจริงๆ เพื่อนผมเขาชมความใจบุญของคุณที่ช่วยคนเดือดร้อนทุกคนที่ร้องขอ”

    “แต่คุณไม่เหมือนกับคนอื่นนะคะ”

    กฤษดาย้อนถามไม่เหมือนอย่างไร หทัยทิพย์พยายามกลั้นน้ำตา “เพราะฉันต่างหากที่ทำให้คุณต้องเจ็บตัวอย่างนี้”

    “ผมว่าผมเป็นฝ่ายทำให้คุณเดือดร้อนมากกว่า”

    “ถ้าเราพูดกันอย่างนี้ก็คงวนเวียนอยู่อย่างนี้ล่ะค่ะ” หทัยทิพย์ถอยออกห่าง

    กฤษดาย้ำตนบอกแล้วว่าอย่ามาเสียเวลากับตน หทัยทิพย์มองหน้าเขาก่อนจะเน้น

    “คุณไม่เคยทำให้ฉันต้องเสียเวลาเลยซักนิด ฉันอยาก...จะถามว่าตอนนี้คุณทำอะไรคะ เอ้อ...ฉันหมายถึงคุณทำงานอะไรคะ เผื่อว่าคุณต้องขาดงานหลายวันจะได้แจ้งให้ที่ทำงานรู้”

    “ผมเพิ่งออกมาจากคุก ยังไม่มีงานทำ” หทัยทิพย์ทำหน้าตกใจ “ผมต้องติดร่างแหข้อหาทางการเมือง ติดคุกสิบเจ็ดปี”

    “สิบเจ็ดปี! โอ...คุณกฤษดา...”

    หทัยทิพย์หันหน้าหนีซ่อนน้ำตาที่ไหลออกมา ทำให้กฤษดาเข้าใจผิดคิดว่าเธอรังเกียจ เสียงเข้มใส่

    “อย่ามาเสียเวลากับคนขี้คุกอย่างผมเลย”

    หญิงสาวหันขวับตัดพ้อ “โปรดอย่าพูดคำว่าเสียเวลาอีกเลยค่ะ คุณเล่าเรื่องคุณให้ฉันฟังอีกสิคะ ก่อนที่คุณจะติดคุก คุณไปทำอะไรมา”

    “ผมเข้าร่วมกับขบวนการเสรีไทย ผมโดนเรียกตัวไปทันที ผมต้องเสียผู้หญิงที่ผมรักโดยที่ผมไม่มีโอกาสอธิบาย”

    กฤษดาหมุนแหวนทองเหลืองในมือสีหน้าเศร้า หทัยทิพย์เห็นแหวนน้ำตาร่วง

    “ถ้าคุณได้เจอเธออีก คุณจะบอกอะไรเธอคะ”

    “เธอตายไปแล้ว ผู้หญิงที่ผมรักเขาตายจากผมไปแล้ว จริงๆ แหวนทองเหลืองวงนี้เธอเป็นคนให้ผม มันเป็นสิ่งมีค่าไม่เคยห่างจากตัวผมเลย...เอาไว้เตือนใจให้ผมนึกถึงเธอเท่านั้น”

    หทัยทิพย์ทนไม่ไหวสะอื้นถาม “แล้วถ้าเธอยัง ไม่ตาย ยังคิดถึงคุณตลอดเวลาล่ะคะ”

    กฤษดาจ้องหน้าหญิงสาว “ผมก็จะบอกว่าเธอโกหก ความรักของเธอไม่ได้มั่นคงอย่างที่เราเคยสัญญากัน สำหรับผม เธอตายไปแล้ว”

    หญิงสาวอึ้งไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้อีก ได้แต่ค่อยๆเดินออกจากห้องไปด้วยน้ำตานองหน้า...

    เสาวรสซึ่งคุยอยู่กับหมอ เห็นหทัยทิพย์เดินลงมาจากตึกผู้ป่วยด้วยท่าทีผิดปกติ จึงรีบลาหมอแล้ววิ่งตามเรียก...ดวงใจ...เธอหันหน้ามาน้ำตาไหลพราก ดึงแว่นตาดำมาสวมปกปิด

    “เป็นยังไง คุยกับคุณกฤษดาเป็นไงบ้าง”

    “มันจบแล้วพี่เสา...มันจบแล้ว...” หทัยทิพย์พยายามกลั้นสะอื้น

    เสาวรสแปลกใจมันเรื่องอะไร ทำไมเป็นแบบนี้ แต่ก็สงสารหทัยทิพย์อย่างมาก ประคองเธอจะกลับบ้าน

    “ไม่พี่...ไปที่บริษัท ดวงจะไปบริษัท...”

    พนมกับปิ่นแก้วแอบมองอย่างสงสัย ปิ่นแก้วถามพนมคิดว่าใช่ดวงใจไหม แต่ตนเชื่อว่าใช่ พนมเอ็ดว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา แล้วเดินหนีภรรยาอย่างรำคาญ

    ooooooo

    ในห้องทำงาน นาตยากำลังวาดรูปแม่ลูกอย่างตั้งอกตั้งใจ พิธีเข้ามาเห็นชมวาดเก่งมาก หญิงสาวยิ้มๆ บอกว่างานบริษัทไม่ค่อยมีอะไรจึงวาดภาพ ตั้งใจจะติดตามผนังบริษัทที่ว่างๆ

    “แหม...หนูเป็นคนขยันมองการณ์ไกล ใช้เวลาว่างเป็นประโยชน์กับบริษัท ตรงตามนโยบายผู้บริหารเปี๊ยบเลย”

    นาตยาขำท่าทางของพิธี เขายังชมว่ารูปนี้ดูมีความหมาย ดูแล้วทำให้คิดถึงแม่ขึ้นมาทันที พลันพนักงานมาบอกพิธีว่าท่านประธานกับกรรมการผู้จัดการมาถึงแล้ว เขาดีใจรีบออกไปพบ

    ในห้องทำงานหทัยทิพย์ ที่ดูหรูหรา เธอปรี่เข้าเทเหล้าใส่แก้วเจียระไนดื่มอึกๆ เสาวรสมองอย่างไม่รู้จะช่วยอย่างไร คิดจะไปเล่าความจริงให้กฤษดาฟังทั้งหมด ว่าที่ผ่านมาดวงใจลำบากแค่ไหน และยึดมั่นในตัวเขาขนาดไหน

    “ไม่มีประโยชน์พี่เสา เขาโกรธดวง เกลียดดวงซะแล้ว สำหรับเขา ดวงคือผู้หญิงทรยศ ผู้หญิงหลายใจ”

    “แต่ดวงไม่ได้เป็นอย่างนั้น”

    “ใครเขาจะเชื่อ...พี่เสา...ยิ่งเราร่ำรวยโก้หรูขนาดนี้ ใครเขาจะสงสาร...”

    “มันไม่ยุติธรรมเลย...” เสาวรสสบตาหทัยทิพย์ที่ดูชอกช้ำ พลันเสียงเคาะประตูดังขึ้น

    หทัยทิพย์เก็บแก้วเหล้า เดินไปนั่งวางมาดนิ่งที่โต๊ะทำงาน พิธีเปิดประตูเข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อม

    “สวัสดีครับท่านประธาน...สวัสดีครับเอ็มดี”

    เสาวรสถามมีเรื่องด่วนอะไรว่ามา ท่านประธานมีธุระที่อื่นอีก พิธีขอรายงานสองเรื่อง เรื่องแรก เสี่ยหยงพยายามจะพบท่านประธานให้ได้ เสาวรสจึงอธิบายให้หทัยทิพย์ฟังว่าเขาจะให้เราขึ้นราคาท่อเทฟล่อนที่เราขาย หน้าร้าน ให้ราคาเท่ากับที่เขาขายปลีก

    “เรื่องอะไรล่ะ แค่นี้ก็กำไรมากพอแล้ว จะขึ้นราคาให้คนเขาเดือดร้อนทำไม”

    “เอ็มดีก็บอกไปแล้วครับ แต่ก็ยังยืนยันจะพบท่านประธานให้ทำตามที่แกต้องการอยู่ดี”

    “ไปบอกเสี่ยหยงว่าฉันไม่ตกลงด้วย ถ้าไม่พอใจฉันจะเอาสัมปทานทางเหนือคืนให้หมด” หทัยทิพย์อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้วจึงโกรธมาก

    เสาวรสเตือนให้ใจเย็น เพราะเสี่ยหยงเป็นพ่อค้าที่ค่อนข้างจะนักเลงมีอิทธิพล น่าจะประนีประนอมกันก่อน หทัยทิพย์ไม่ต้องการประนีประนอมกับพวกค้ากำไรเกินควร จะทำให้เราพลอยเสียชื่อไปด้วย...เสาวรสเห็นว่าจะไปกันใหญ่จึงเบี่ยงเบนหันมาถามพิธีถึงอีกเรื่อง

    “เรื่องที่เราจะเปิดศูนย์การค้าครับ ผมคิดว่าเราต้องการผู้มีความสามารถทางภาษาอังกฤษ มีประสบการณ์ต่างประเทศดีพอที่จะเลือกของต่างประเทศมาสำหรับศูนย์การค้าของเรา”

    เสาวรสเห็นความสำคัญจึงบอกตนกับท่านประธานจะมองหาคนที่มีคุณลักษณะแบบนั้นให้ แต่ตอนนี้ให้เขาไปเจรจากับเสี่ยหยงตามที่ท่านประธานต้องการก่อน พิธีแอบทำหน้าเหนื่อยใจ...เสาวรสนึกได้ถามถึงนาตยา พิธียิ้มแต้ชมว่าเด็กคนนี้วาดรูปได้สวยมาก หทัยทิพย์สนใจ

    นาตยากำลังวาดภาพแม่ลูกเกือบเสร็จ พิธีเดินนำหทัยทิพย์กับเสาวรสเข้ามา เธอเงยหน้ามอง สบตากับหทัยทิพย์เข้าพอดี ด้วยสายสัมพันธ์ทำให้ทั้งสองต้องชะตากัน พิธีแนะนำทั้งสองแก่นาตยา เธอยกมือไหว้อย่างนอบน้อม หทัยทิพย์มองภาพวาดแม่ลูกรู้สึกเศร้าสะท้อนใจ

    “หนูเป็นคนวาดรูปนี้หรือ”

    “ค่ะ...ยังต้องเก็บงานอีกค่ะ”

    “สวยมาก...ให้ความรู้สึกได้ดีมาก หนูจะวาดให้ใครจ๊ะ”

    “หนูว่าจะวาดติดในสำนักงานเราค่ะ ยังมีผนังว่างๆ ที่น่าติดรูปหลายแห่ง”

    เสาวรสชมเป็นความคิดที่ดีเพราะตนก็มองๆอยู่ว่าจะหาภาพมาติด หทัยทิพย์รีบบอกว่ารูปนี้เสร็จให้ไปติดที่ห้องทำงานตน นาตยาปลาบปลื้มใจ

    ooooooo

    คืนวันนั้น หทัยทิพย์รู้สึกอิ่มเอมใจไม่ดื่มเหล้าเหมือนทุกคืน เสาวรสแปลกใจถามเป็นเพราะกฤษดาหรือ เธอส่ายหน้าเศร้าๆ บอกเขาทำให้ตนช้ำใจมากกว่า ยิ่งมีปิ่นแก้วคอยยุแยงยิ่งแย่ใหญ่ เสาวรสจึงถามถึงปิ่นแก้วเป็นใคร หทัยทิพย์เล่าเรื่องอดีตให้ฟังว่าเธอเคยชอบกฤษดา

    “อ้าว...ก็มีผัวไปแล้วยังจะมาหวงก้างอะไรล่ะ อย่างนี้ล่ะที่เขาเรียกผู้ดีสันดานต่ำ”

    หทัยทิพย์แย้งอย่าไปว่าเธอเพราะมันอยู่ที่กฤษดา แต่เสาวรสเห็นว่าถ้ามีคนคอยให้ร้ายกรอกหูทุกวันเขาจะคล้อยตาม หทัยทิพย์จึงบอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้นเขาก็ไม่สมเป็นชายชาติทหารที่ตนเคยเทิดทูนอีกต่อไป ตนคงต้องทำใจ...เสาวรสถอนใจถามแล้วเรื่องอะไรที่ทำให้อิ่มใจ

    “มันก็บอกไม่ถูกเหมือนกันพี่เสา เด็กที่ชื่อนาตยา ทำให้ดวงรู้สึกดี ยิ่งมองหน้าเขามันทำให้ดวงรู้สึกสงบ” หทัยทิพย์ยิ้มๆ

    “ก็จริงนะ หน้าตาเด็กคนนี้คุ้นๆ จะว่าไป พี่ว่ามีบางอย่างคล้ายๆดวงนะ”

    หทัยทิพย์ยิ้มปลื้มบอกให้จ่ายเงินพิเศษค่าภาพวาดแก่เธอด้วย หรือถ้าเธออยากจะเรียนเพิ่มเติมก็ให้สนับสนุน เสาวรสปรามให้ค่อยๆดูกันไปก่อน ถ้าเป็นเด็กดีจริงตนส่งเสริมอยู่แล้ว

    เย็นวันนั้น นาตยากลับถึงหอพัก ทอมดักรอชวนไปสังสรรค์ที่ห้องปุ๊ เธอขอตัวเพราะอยากพักผ่อน พอดีมีชายขี่มอเตอร์ไซค์เอาห่อยามาส่ง ทองรีบดึงนาตยาเดินออก

    ไปรับห่อยาแล้วดึงเธอไปที่ห้องปุ๊ ทำทีอ้อนวอนไปสนุกกันแป๊บเดียว...นาตยาถามห่ออะไร เขาบอกว่าห่อขนมแล้วย้ำว่าเพื่อนๆคิดถึงอยากให้เธอไปร่วมสนุกด้วย

    นาตยาไม่รู้จะขัดอย่างไรจำต้องโอนอ่อน

    พอเข้ามาในห้องปุ๊ ทั้งต้อมและจัสมินก็ยุให้สูบบุหรี่ นาตยาสูบแล้วเคลิ้มเพราะแรงกว่าเดิม ทอมกับปุ๊ยิ้มอย่างพอใจ...

    เผอิญนิทัศน์แวะมาหานาตยา ดารณีบอกว่ายังไม่เห็นกลับมา ให้ขึ้นไปดูบนห้องเอง เขาจึงขึ้นไปเคาะประตูห้องนาตยา ไม่มีเสียงตอบ สักพักได้ยินเสียงเพลงดังมาจากห้องอีกชั้น หญิงวัยกลางคนโผล่ออกมาจากห้องข้างๆ ห้องนาตยาด้วยสีหน้าไม่พอใจ

    “คุณตำรวจคะ ช่วยทีเถอะพ่อคุณ ไอ้ห้องชั้นบนน่ะ มันหูแตกเปิดเพลงได้ยินถึงปากซอย ไม่รู้มันมามั่วสุมทำอะไรกัน ช่วยไปเตือนให้มันเปิดเพลงเบาๆหน่อยเถอะพ่อคุณ”

    “บอกเจ้าของอพาร์ตเมนต์สิครับ มันเป็นความรับผิดชอบของเขา”

    “โอ๊ย...มันจะรับผิดชอบรับผิดแช่บอะไรกันก็มันห้องลูกชายเขาเองน่ะ” หญิงสูงวัยยกมือไหว้ขอร้องให้ช่วยเป็นที่พึ่งประชาชนหน่อย

    นิทัศน์จึงรับปากจะไปพูดให้...พอขึ้นมาหน้าห้องปุ๊ เสียงเพลงดังสนั่น เขาพยายามเคาะประตูอยู่พักใหญ่ ระหว่างนั้นทอมพยายามจะรวบหัวรวบหางนาตยาจัสมินได้ยินเสียงเคาะประตู เดินโซเซไปเปิดแล้วต้องตาเหลือกเมื่อเห็นนิทัศน์ในชุดตำรวจ ก็ร้องลั่น “ตำรวจโว้ย!”

    ทอมกับปุ๊รีบรวบยาที่เกลื่อน นิทัศน์มองลอดประตูเห็นนาตยานอนอยู่จึงกระแทกประตูเปิดกว้างเข้ามา ทอมโวยวายหาว่าบุกรุก นิทัศน์ตวาดกลับ “นี่เธอหลอกพานาตมาใช่ไหม”

    ทอมหัวเราะกวนๆ “หลอกที่ไหน โตๆกันแล้ว เขาอยากมาเอง”

    นิทัศน์ผลักทอมกระเด็นไปแล้วรี่เข้าดึงนาตยาลุกจากเตียง เธอเมามายปัดป่ายอย่ามายุ่ง ทอมหัวเราะเยาะ นิทัศน์หันมาจ้องเขม็งตวาดถามเอายาอะไรให้เธอ เขารีบซ่อนยาในมือทำทีโวย

    “ยาที่ไหน...ไม่มียาซักหน่อย หมวดจะกล่าวหากันง่ายๆ ไม่ได้นะ ไม่อย่างนั้นจะโดนข้อหาหมิ่นประมาทแล้วก็บุกรุกด้วย” ทอมหัวเราะ ปุ๊พลอยหัวเราะตาม

    นิทัศน์อุ้มนาตยาออกไป ไม่วายมองทั้งสองอย่างจะเอาเรื่อง...พอพ้นประตู ทอมกับปุ๊ก็รีบเก็บยาและหลักฐานแยกย้ายกันออกจากห้องก่อนที่นิทัศน์จะกลับมาอีก

    นิทัศน์อุ้มนาตยาเข้าห้อง ตรงดิ่งไปยังห้องน้ำเอาน้ำราดหัวเธอให้อาการดีขึ้น เธอร้องโวยวายลั่น นิทัศน์ราดจนตัวเธอหนาวสั่น เขาเขย่าให้เธอได้สติ พักใหญ่กว่าเธอจะสงบและลืมตามองหน้าเขาอย่างงงๆ พอนิทัศน์บอกว่าเธอโดนมอมยา นาตยายังมีอาการเลื่อนลอย

    เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เรียบร้อย นิทัศน์ชงกาแฟดำให้นาตยาดื่ม เธอชะงักถามเหมือนคราวก่อนหรือเปล่า เขาหัวเราะ “แปลว่าจำได้แล้วสิ...ดื่มเถอะ คราวนี้อร่อย”

    นาตยาค่อยๆจิบ สีหน้าดีขึ้น นิทัศน์จึงถามทำไมไปสูบยากับคนพวกนั้น เธอมองหน้าเขาไม่ค่อยพอใจ “คนพวกนั้นเป็นเพื่อนนาตนะคะ เราก็แค่สนุกๆ...”

    “จะสนุกก็ไม่ควรยุ่งกับยาเสพติด ยิ่งยาพวกนี้มันแรง ออกฤทธิ์ต่อสมองทันที แล้วก็จะติดมันด้วย”

    นาตยาพยายามแก้ตัวให้พวกทอม “เขาไม่ได้ตั้งใจอย่างนั้นหรอกค่ะ เขาก็อยากให้นาตสนุกเท่านั้น เขาเห็นนาตเหงา”

    นิทัศน์ถอนใจกลัดกลุ้ม “งานพี่มันก็ยุ่ง บางทีต้องไปต่างจังหวัดก็มี แต่พี่จะพยายามมาหานาตทุกครั้งที่ว่าง พี่เป็นห่วงนาตนะ พี่ขอห้ามไม่ให้นาตไปคบกับคนพวกนั้น มันเป็นคนไม่ดี”

    นาตยาหาว่าเขาออกคำสั่ง “นาตโตแล้วนะคะ ดูแลตัวเองได้ เอาล่ะค่ะ นาตสัญญาว่านาตจะไม่แตะของพวกนี้อีก”

    “สัญญากับพี่จริงๆนะ ของพวกนี้มันผิดกฎหมาย ถ้าพี่จะเอาเรื่องพวกนี้ พี่ไม่อยากให้นาตเข้าไปพัวพัน...”

    นาตยาอึดอัดใจอย่างมาก

    ooooooo

    ค่ำวันนั้น กฤษดานอนบนเตียงคนไข้ ครุ่นคิดถึงความสุขที่ผ่านมาของตนกับดวงใจ พยายามลุกเดิน ไปยืนริมหน้าต่าง ยกมือที่สวมแหวนทองเหลืองขึ้นมอง

    ทันใด หทัยทิพย์เปิดประตูเข้ามา เขาหันมองเห็นเป็นดวงใจในชุดสาวเหนือ เอ่ยเสียงหวาน

    “คุณกฤษดาเจ้า...”

    “เธอมาหลอกหลอนฉันหรือดวงใจ” กฤษดามองมือเธอที่เอื้อมมาจับหน้าแล้วกุมมือเธอ

    ในขณะเดียวกัน เสาวรสลงมาจากห้องกลางดึก เห็นกำไลสาวใช้นั่งดูทีวีอยู่จึงถามทำไมมาอยู่ตรงนี้ เธอตอบว่ารอเปิดประตูให้หทัยทิพย์ ถ้าไปดูทีวีหลังบ้านจะไม่ได้ยิน เสาวรสแปลกใจหทัยทิพย์ไปไหน กำไลรายงานว่าจู่ๆก็ขับรถออกไปเลย เสาวรสหวั่นใจ...

    กฤษดายืนหลับตากุมมือหทัยทิพย์ที่จับหน้าตัวเขาอยู่ เสียงเธอเรียกทำให้เขาตื่นจากภวังค์

    “คุณกฤษดาคะ...คุณไม่มีไข้แล้วค่ะ”

    กฤษดาได้สติลืมตามองหน้าเธอ เห็นแววตาห่วงใยของเธอก็ทำหน้าเฉยชาดึงมือเธอออก

    “ผมดีขึ้นมากแล้วครับ”

    หทัยทิพย์จะพาเขากลับไปนอนที่เตียง เขาปัดบอกอย่าลำบากแล้วค่อยๆเดินกลับไปเอง บอกเธออีกไม่กี่วันตนคงออกจากโรงพยาบาลได้ หญิงสาวร้อนใจปรามเขาอย่าดื้อต้องรอให้หมออนุญาตก่อน กฤษดามองหน้าเธอนิ่งๆ เตือนอย่างห่วงๆ

    “คุณไม่ควรไปไหนมาไหนคนเดียว มันอันตราย”

    หทัยทิพย์ปลาบปลื้ม หันหน้าซ่อนน้ำตาที่จะรินไหล “คุณไม่รู้หรอกค่ะว่าชีวิตฉันไปไหนคนเดียวมานานมากแล้ว...ที่มาหาคุณเพราะมีเรื่องอยากจะปรึกษา”

    ชายหนุ่มสวน อย่างตนจะให้คำปรึกษาอะไรได้ หญิงสาวยิ้มเอาใจ บอกมันเป็นเรื่องของเขาเอง แล้วพยายามพูดเป็นงานเป็นการ

    “บริษัทของเรากำลังขยายงานใหม่ เราจะทำศูนย์การค้า เรากำลังหาคนที่ช่วยเราติดต่อกับตัวแทน จำหน่ายสินค้าที่เมืองนอก ช่วยเลือกสินค้าที่จะมาขายในศูนย์การค้าแห่งใหม่เรา...ดิฉันพอทราบว่าคุณเคยเรียนที่เมืองนอก เลยอยากให้คุณมาช่วยงานด้านนี้”

    “ผมเคยเรียนเมืองนอกก็จริง แต่มันเป็นโรงเรียนด้านการทหาร แล้วมันก็ผ่านมานานมากแล้ว ผมคิดว่าผมแก่เกินไปที่จะทำงานให้คุณ ผมมันโบราณไปแล้ว คุณน่าจะหาคนรุ่นใหม่ที่เขารู้จักสินค้าเมืองนอกดีๆ”

    “เราต้องการผู้ใหญ่ที่จะเป็นตัวแทนเราในการเจรจาต่อรองค่ะ...คุณจะมีผู้ช่วยที่เขาเข้าใจเรื่องการเลือกสินค้าต่างหาก ฉันอยากให้คุณรับทำงานตำแหน่งนี้”

    กฤษดาย้อนถามทำไมต้องเป็นตน หทัยทิพย์เน้นเขาเหมาะสมที่สุด ชายหนุ่มนิ่งขอคิดดูก่อน เธอให้เวลาเขาจนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล สีหน้าเธอดีใจจนต้องเมินไม่ให้เขาเห็น

    ooooooo

    เช้าวันนี้ นาตยามาทำงานด้วยสีหน้าอิดโรย พิธีเข้ามาทักทาย เธอพยายามยิ้มแย้มไม่ให้เขารู้ว่ายังไม่สร่างจากอาการเมายา เธอพยายามจะวาดภาพต่อให้เสร็จ แต่มือสั่นจนตัวเองตกใจ

    ด้านหทัยทิพย์สีหน้าสดชื่นเล่าให้เสาวรสฟังว่าได้ชวนกฤษดามาทำงานด้วย เสาวรสบ่นอุบที่หายไปค่อนคืนก็ไปหาเขานี่เอง

    “พี่เสาโกรธดวงหรือเปล่าจ๊ะ ที่ไม่ได้ปรึกษาพี่เสาก่อน”

    “ไม่หรอกจ้ะ พี่ก็ยังไม่รู้จะไปหาที่ไหนเหมือนกัน อย่างน้อยคุณกฤษดาก็เคยเรียนเมืองนอกพูดอังกฤษได้ อย่างอื่นก็ค่อยๆดูกันไปก็แล้วกัน...เอ้อดวง...มีอีกเรื่องนึง พ่อของดวงน่ะไม่สบาย คนที่โน่นเขาส่งข่าวมาบอกเพราะแกคงจะดูแลไร่สวนไม่ไหวแล้ว”

    หทัยทิพย์ตกใจอยากเอาตัวปานมารักษาที่กรุงเทพฯ แต่รู้นิสัยว่าคงไม่ยอมจากบ้านมาแน่ เสาวรสจึงเสนอจะให้ดีลเลอร์ของบริษัทที่เชียงใหม่พาหมอไปดูอาการ ถ้าหนักก็จะเอาตัวมารักษาที่นี่ แล้วถามเธออยากกลับไปดูพ่อที่บ้านไหม

    “ดวงเป็นลูกที่ทำให้พ่ออับอาย ทำให้พ่อผิดหวังคงไม่อยากเจอดวงหรอก” หทัยทิพย์เศร้า

    พอดีเลขามารายงานว่าเสี่ยหยงมาเอะอะโวยวายจะเข้าพบ...ระหว่างนั้นพิธีกำลังเจรจากับเสี่ยหยง แต่เขาก็ต้องการจะพบหทัยทิพย์เท่านั้น พิธีพยายามใจเย็นบอกว่าตนได้รับมอบหมายให้เจรจาแทน เขากลับโวยวายเสียงดังขึ้น จะเข้าไปพบเธอให้ได้ ขู่ไม่อย่างนั้นมีเรื่อง

    หทัยทิพย์เดินออกมาสีหน้าเรียบเฉย “ถึงกับมีเรื่องเชียวหรือเสี่ยหยง...”

    “โอ๊ย...คุณหทัยทิพย์ ผมมาขอความร่วมมือน่า ตอนนี้ใครๆเขาก็ขึ้นราคาของกันทั้งนั้น”

    หทัยทิพย์ไม่ยอมเพราะสงสารคนยากจน เสาวรสเสริมไม่มีตัวแทนจำหน่ายคนไหนเดือดร้อนอยากขึ้นราคาของ

    “ความจริงเป็นยี่ปั๊วน่ะมีแต่ได้กับได้ แล้วนี่...แผนกบัญชีเอามาให้ดู เสี่ยน่ะยังค้างค่าของที่เอาไปสองแสนนะ... เอาอย่างนี้นะ เคลียร์เงินหนี้เก่าให้หมดก่อน ค่อยเอาของใหม่ไป ตอนนั้นค่อยมาตกลงราคาค่าของกันใหม่”

    เสี่ยหยงหน้าเสีย ฮึดฮัดถามจะไม่ขายของใหม่ให้ใช่ไหม เสาวรสย้ำให้เคลียร์หนี้ก่อน เสี่ยหยงเสียหน้าอย่างมากปึงปังกลับไปอย่างแค้นๆ

    ooooooo

    บ่ายวันนั้น หทัยทิพย์มาที่ห้องทำงานของนาตยา เห็นเธอฟุบหลับอยู่ก็มองหน้าอย่างเอ็นดูแทนที่ จะว่ากล่าว แถมเอื้อมมือไปปัดปอยผมที่ปรกหน้าแล้วต้องตกใจเพราะตัวเธอร้อนจี๋ จึงปลุกให้รู้สึกตัว

    นาตยาสะดุ้งตื่นลุกยืน ปฏิเสธว่าตัวเองไม่เป็นอะไร แต่ไม่ทันไรก็เซด้วยความปวดหัว เป็นลมหมดสติในอ้อมกอดหทัยทิพย์

    ทางด้านกฤษดาบอกพนมว่า ตนตัดสินใจจะไปทำงานกับหทัยทิพย์ ปิ่นแก้วแย้งไปทำให้เสียราศีทำไม พนมปรามภรรยาแล้วบอกกฤษดาว่า ตัวเขาตัดสินใจไปทำเหมืองดีบุกเก่าของพ่อที่ทิ้งร้างไปนาน เพราะเห็นว่าราคาตลาดดีบุกที่เมืองนอกดีมาก และชวนเขาไปทำงานด้วยกัน...

    กฤษดายินดีด้วย แต่อยากพิสูจน์อะไรบางอย่างให้รู้แจ้งก่อนจะได้ไม่เสียใจไปตลอดชีวิต

    “ทำไมนายไม่พูดตรงๆกับเขาไปเลยล่ะ นายแน่ใจว่าเขาคือดวงใจใช่ไหม”

    “ถ้าเป็นดวงใจจริง กันอยากรู้นักว่าทำไมหัวใจที่เคยซื่อบริสุทธิ์ ถึงคิดคดมากรักทรยศกันได้ แล้วลูกของกัน กำนันปานบอกว่าตอนที่ดวงใจหนีไปจากบ้าน เธอท้อง...ถ้าคุณหทัยทิพย์คือคนเดียวกับดวงใจ ลูกกันอยู่ที่ไหน กันต้องรู้ให้ได้” สีหน้ากฤษดามุ่งมั่นตั้งใจ

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    Help Me คุณผีช่วยด้วย EP.3 อานนท์ ได้เงื่อนไขจากยมทูต เริ่มภารกิจช่วยผี

    Help Me คุณผีช่วยด้วย EP.3 อานนท์ ได้เงื่อนไขจากยมทูต เริ่มภารกิจช่วยผี
    25 ต.ค. 2564

    07:30 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม 2564 เวลา 08:32 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์