นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    แหวนทองเหลือง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: “ช่อง8” ปัดฝุ่นรีเมค “แหวนทองเหลือง” ดึง “ผู้พันเบิร์ด” ประกบ “พิงกี้”


    สุดท้าย ดวงใจต้องมานั่งนับเงินที่เหลืออยู่ พอแค่ค่าเช่าบ้านอีกหนึ่งเดือน เสาวรสบ่นทุกวันนี้ประหยัดแทบจะทานข้าววันละมื้อ ไฟก็ไม่เปิดใช้จุดเทียนเอา ดวงใจคิดจะขอผัดละมัยสักเดือน...แต่พอละมัยมาถึงกลับโวยวาย “โอ๊ย...ไม่ได้หรอกย่ะ ไม่มีค่าเช่าก็ย้ายออกไปสิ”

    เสาวรสทนไม่ไหวเดินหนีไปอีกทาง ดวงใจพยายามอ้อนวอนขอร้องให้ละมัยเห็นใจว่าไม่นานโตชิโร่ก็จะกลับมา ละมัยตอกกลับ “อย่าโง่ไปหน่อยเลยเธอ ผัวญี่ปุ่นเธอน่ะ มันไม่มาหรอก ป่านนี้มันโดนยิงเป้าไปแล้ว”

    เสาวรสอดโมโหแทนไม่ได้ เดินกลับมาโวย “อ้าว...พูดดีๆสิป้า ทีเมื่อก่อนมาก้มไหว้ปลกๆให้เขาช่วย เดี๋ยวขอยาเดี๋ยวขอน้ำตาล...ตอนนี้มาพูดงี้ได้ยังไง”

    “จะทำไม ฉันจะพูดอย่างนี้แหละ ไม่มีเงินก็ย้ายออกไป”

    “คำก็ย้าย สองคำก็ย้าย ไม่รู้จักความเมตตาบ้างเลยหรือไงคุณนายละมัย”

    ละมัยไม่สนใจมองไปเห็นข้าวของในตู้โชว์ พวกแก้วเจียระไน “พวกเธอบอกว่าไม่มีเงินได้ยังไง ก็ของพวกนี้มันก็ใช้แทนเงินได้” ว่าแล้วก็สั่งลูกน้องขนใส่ลัง

    ดวงใจน้ำตาคลอ เสาวรสไม่พอใจโวยที่ขนไปมาก สองสามชิ้นก็เกินค่าเช่าแล้ว ละมัยโต้กลับว่า ตนต้องเอาไปขายต่อ ไหนจะค่ารถมาขนและค่าติดต่อหาคนซื้ออีก ทำทีอ้างว่าจะขายได้ไหมก็ไม่รู้ เสาวรสเข้าขวางให้พอ ละมัยเสียงกร้าว วันหลังจะมาขนอีกแล้วหอบของเต็มมือไป

    เสาวรสหันมาถามดวงใจที่นั่งหมดแรงน้ำตาคลออยู่ ว่าเราควรเอาของพวกนี้ไปขายเอง ดวงใจไม่รู้จะขายให้ใคร

    “ไม่น่ายากหรอกดวง พรุ่งนี้พี่จะลองไปถามอากงดู แต่แหม...หน้าเลือดพอๆกับอีป้านี่แหละ” เสาวรสอ่อนใจ

    จริงอย่างที่คิด พอเสาวรสหอบของไปให้อากงร้านทอง แกก็บ่นไม่เอา หาว่าของไม่ดีจริง

    “อากงรู้จักใครที่เขาจะซื้อของพวกนี้ไหมล่ะ ของนอกทั้งนั้น...”

    “ม่ายลู้...บอกว่าม่ายลู้...ม่ายลู้ ลื้อนี่ชอบเอาเรื่องเดือดร้อนมาให้เรื่อยนะ หัดทำตัวดีๆกะเขาบ้างสิ ยังงี้พ่อมึงถึงเบื่อน่ะ ยุ่งชิกหาย” อากงเงยหน้ามา เสาวรสไม่ได้อยู่ฟังแล้ว

    ooooooo

    เสาวรสกลับถึงบ้านด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อน ดวงใจเห็นหน้าก็พยายามยิ้มให้กำลังใจ หลังจากนั้น ละมัยก็พาคนมาขนของไปเรื่อยจนเสาวรสประชดให้เลาะฝาบ้านไปเสียเลย ละมัยจะเอาแม้แต่โต๊ะทำงานไม้ซึ่งใหญ่และหนักมาก เสาวรสจึงบอกว่านี่เท่ากับค่าเช่า 3 เดือน

    “โอ๊ย...แม่คุณ เดือนเดียวแหละย่ะ ฉันน่ะต้องเสียค่าจ้าง คนมายก ค่ารถบรรทุกมาขนน่ะ ไม่ใช่บาทสองบาทนะยะ”

    “ขอสักสองเดือนนะคะ แล้วโต๊ะทำงานน่ะ เจ้าของเขารักมาก ใจจริงฉันไม่อยากขายซะด้วยซ้ำ” ดวงใจขอร้อง

    “เอาๆ...ฉันให้ได้แค่เดือนครึ่งล่ะ นี่ก็เต็มที่แล้วนะ โอ๊ย...วันนี้คงขนได้แค่โต๊ะตัวเดียว พรุ่งนี้ฉันจะมาดูของอย่างอื่นเพิ่มอีกก็แล้วกัน” ละมัยเดินลงบันได มือปัดโดนรูปใหญ่ที่แขวนหล่นใส่เท้าร้องลั่น “โอ๊ย...เอารูปบ้าบออะไรมาแขวนที่บันไดเนี่ย ดูซิเลือดออกแล้วเห็นไหม ฉันจะคิดค่าหมอด้วยคอยดู”

    ดวงใจตกใจจะเอายามาใส่ให้ เสาวรสรีบบอกว่ายาหมด ละมัยโวยวายเร่งลูกน้องขนโต๊ะออกไป สั่งเสียงเฉียบถ้าทำเป็นรอยจะหักค่าแรง แล้วแอบยิ้มก่อนทำทีบ่นใส่ดวงใจ

    “คอยดูนะ...จะคิดค่าหมอค่ายาให้อ่วมเลย” ละมัยเดินกะเผลกออกไป

    “อีหน้าเลือด...สมน้ำหน้า...” เสาวรสด่าไล่หลังก่อนจะเดินตามไปปิดประตู

    ดวงใจกำลังจะเก็บรูปแขวนอย่างเดิม พลันเห็นประตูเล็กๆที่กำแพง จึงเปิดออกแล้วเรียก

    “พี่เสา...มาดูนี่สิ มันมีโพรงอะไรอยู่ด้วย...”

    เสาวรสวิ่งมาเห็น รีบไปหาไฟฉายมาส่อง “จริงด้วยดวง เหมือนมีลังอะไรก็ไม่รู้...หรือจะเป็นลังเครื่องกระป๋อง ดวง...พี่จะเข้าไปดูนะ ถ้าเป็นเครื่องกระป๋อง เราจะได้มาเปิดกินกัน อดอยากมานานแล้ว” เสาวรสค่อยๆปีนลงไปในช่องนั้น

    ในช่องลับหลังกำแพงเป็นโพรงไปใต้ห้องทำงาน โตชิโร่ขุดไว้เพื่อเก็บของ เสาวรสไต่ลงมาพบลังวางซ้อนกันหลายใบ จึงร้องบอกดวงใจให้ส่งไฟฉายกับค้อนมาให้...เมื่อได้ค้อน เสาวรสก็ตีฝาลังให้เปิดออก ทันใดนั้นแสงประกายจากทองคำก็ส่องสว่างมาที่หน้า เสาวรสถึงกับตาเหลือก อุทาน “อะไรกันนี่! ดวง...ดวง...ลงมาดูเร็ว เร็วดวง...”

    ดวงใจงงค่อยๆไต่ตามลงมา เสาวรสยื่นทองคำแท่ง ให้ บอกดวงใจว่าทองเต็มหีบไปหมด ดวงใจรับทองมาดูด้วยความดีใจ “อย่างนี้เอง...โตชิโร่ถึงไม่ให้ดวงทิ้งบ้าน แล้วมันมีกี่หีบพี่เสา”

    เสาวรสฉายไฟให้ดวงใจดูเอง มันมากมายหลายหีบวางซ้อนกัน สองสาวดีใจรวยแล้ว...จากนั้น เสาวรสจำต้องกลับมาหาอากงหน้าเลือดอีกครั้ง เพื่อเอาทองคำแท่งมาขาย ไม่วายอากงจะกดราคา หาว่าไปปล้นใครมา เสาวรสโกรธจะเอาไปขายให้ร้านอื่น อากงรีบคว้าไว้จะจ่ายให้พันบาท เสาวรสยื่นคำขาด แท่งละสามพันบาทขาดตัว อากงบ่นเห็นว่าเป็นญาติกันถึงยอม

    “ทีตอนนี้จะมานับญาติแล้วเหรออากง” เสาวรสแขวะ

    “แหม...ทำเป็นใจน้อยไปได้ นายลื้อมีทองอย่างนี้อีกหรือเปล่าล่ะ ถ้ามีเอามาขายอากงนะ อย่าให้คนอื่นรู้ล่ะ”

    เสาวรสหยิบทองแท่งออกมาวางตรงหน้าทีละแท่งๆ จนครบสิบแท่ง อากงตาโต เธอย้ำเขาก็อย่าไปบอกใคร เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นอด...

    ไม่ทันไรละมัยก็มายืนหน้าถมึงทึงจะเอาค่าเช่าบ้านอีก โดยคราวนี้ตั้งใจมาไล่ออกจากบ้าน อ้างหาคนเช่าใหม่ได้ เสาวรสโวยว่าหน้าเลือด ละมัยโต้ ช่วยไม่ได้เงินไม่มีอยากจะอยู่บ้านใหญ่ ถ้าไม่ยอมไปตนจะให้ลูกน้องจับโยนออกไป...ละมัยพูดไม่ทันจบ เสาวรสเอาเงินปาใส่หน้า ละมัยตาเหลือกรีบเก็บเงิน ไม่เพียงเท่านั้น เสาวรสยังถีบละมัยกระเด็นออกจากบ้านอีก

    ooooooo

    เมื่อจำนวนทองมันมากมาย อากงจึงหาคนมารับซื้อให้ คือเจ้าสัวพูนทรัพย์...ดวงใจกับเสาวรสแต่งตัวดีขึ้น มาร้านอาหารจีนที่อากงนัดเจ้าสัวมาพบ ดวงใจยังกังวลว่า ไว้ใจเขาได้แน่หรือ เสาวรสบอกว่า อากงยืนยันว่าเขาเป็นคนดี ค้าขายกันมานาน และที่สำคัญ

    “...อากงแกไม่มีปัญญาจะหาเงินมาซื้อทองของเราแล้ว ถึงให้เราเจอกับเจ้าสัว แกรับรองว่าปลอดภัยแน่ๆ แต่ถ้าดูไม่น่าไว้ใจเราก็กลับ”

    ดวงใจพยักหน้าเห็นด้วย สองสาวเดินเข้าร้าน พนักงานพาไปห้องวีไอพีที่เจ้าสัวกับอากงรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองเชื้อเชิญให้นั่ง แล้วเจ้าสัวก็ถามขึ้นว่า คนไหนเจ้าของทอง ดวงใจชี้ไปที่เสาวรส แต่เธอแย้ง “ไม่ใช่...ของเราทั้งสองคน”

    “เรามาคุยกันเลยนะครับ ผมได้ยินว่าคุณสองคนมีทองคำแท่ง” เสาวรสแทรกว่าแค่พอมี “คุณสองคนไม่ต้องกลัว เราจะคุยกันอย่างนักธุรกิจ...ผมเองรู้มาว่ากองทัพญี่ปุ่นได้ซ่อนทองคำไว้มากมายหลายแห่ง ทองคำแท่งของพวกคุณเป็นทองของญี่ปุ่นใช่ไหมครับ”

    สองสาวมองหน้ากันอึ้งๆ เจ้าสัวเข้าใจความรู้สึกของทั้งสองสาว จึงบอกว่าการเก็บทองไว้ที่บ้านมันอันตราย เกิดรู้ถึงตำรวจก็จะโดนรัฐบาลยึด ดวงใจรีบถามแล้วควรทำอย่างไร

    “ต้องรีบเอาออกมาโดยเร็วที่สุด ทางที่ดีที่สุดคือเอามาลงทุนทำธุรกิจ พวกคุณพอจะมีความรู้ลงทุนทำธุรกิจอะไรบ้าง”

    “ฉันเคยทำค้าขายวัสดุก่อสร้างค่ะ” เสาวรสบอก

    “ช่าย...ช่าย...พ่ออีเปิดร้านขายหินขายท่อก่อสร้าง ร้านหย่าย” อากงเสริม

    “ดีมากเลย...พวกคุณจะมีอาชีพมั่นคงแล้ว น่าจะได้เงินเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า ถ้าทำธุรกิจเป็น ธนาคารของผมจะดูแลเรื่องทองและเริ่มต้นธุรกิจให้พวกคุณ”

    ดวงใจกับเสาวรสมองหน้ากันด้วยความดีใจ

    ooooooo

    ไม่นานดวงใจกับเสาวรสก็เก็บของเตรียมย้ายออกจากบ้านเช่า ดวงใจยืนมองตัวบ้านอย่างอาวรณ์ เสาวรสเห็นเตือนว่าตนเก็บของหมดแล้ว พรุ่งนี้เจ้าสัวจะส่งรถมารับแต่เช้า ถามเธอเป็นอะไร ดวงใจปฏิเสธไม่ได้เป็นอะไร เสาวรสถามคิดถึงนายญี่ปุ่นหรือ

    “ฉันแน่ใจว่าเขาคงไม่กลับมาแล้วล่ะพี่เสา...ก็ได้แต่นึกขอบคุณเขาที่เป็นคนชุบชีวิตเรา”

    “จริง...เราสองคนเป็นหนี้บุญคุณนายจริงๆ ดวงโชคดีนะที่ได้นายน่ะ ไม่ต้องแบกทุกข์เหมือนคุณกฤษดา” เห็นดวงใจสีหน้าสลดลง “อย่าบอกนะว่ายังคิดถึง
    คุณกฤษดาน่ะ”

    “ฉันไม่เคยลืมเขาแม้แต่วันเดียว”

    เสาวรสถามแม้แต่เวลาที่อยู่กับนายญี่ปุ่นหรือ เธอพยักหน้าเศร้าๆ เสาวรสรู้สึกเห็นใจ

    ขณะเดียวกัน กฤษดาตัดสินใจจะเข้ากรุงเทพฯตามที่วิทยาต้องการ ปานเองก็สนับสนุน บอกถ้าวิญญาณดวงใจรู้จะต้องดีใจมากที่เขาไม่เอาอนาคตมาทิ้งไว้ที่นี่ กฤษดามองปาน

    “ฉันจะลองไปกรุงเทพฯดู ถ้าฉันไม่พบสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันจะกลับมาอยู่ที่นี่...”

    “ผมก็จะคอยคุณอยู่ที่นี่ครับ”

    กฤษดาบอกปานว่าได้ทิ้งเงินไว้ให้ พอใช้ไปได้หลายเดือน แล้วหันมาคุกเข่าลงที่เนินฝังศพ กล่าวกับดวงใจว่า ตนจะกลับมาอยู่กับเธอ ปานมองเศร้าๆ

    มาถึงกรุงเทพฯ กฤษดามุ่งหน้ามาบ้านทุ่งมหาเมฆ พบสภาพบ้านเก่าทรุดโทรม ที่ประตูมีป้ายปิดประกาศยึดทรัพย์ และมีโซ่ล่ามไว้แน่นหนา...เขาจึงมาที่สโมสรนายทหารที่เคยทำงาน นั่งทานน้ำในห้องอาหาร มองไปรอบๆอย่างคุ้นเคย พลันพนมกับปิ่นแก้วเดินเข้ามา

    “เฮ้ย! กฤษดา...กฤษดาจริงๆด้วย” พนมเห็นดีใจมาก สองหนุ่มสวมกอดกัน

    ปิ่นแก้วยืนตะลึงกล่าวกุกกัก “ปิ่น...ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเจอพี่กฤษดาอีก”

    กฤษดามองยิ้มๆ พนมกระเซ้า “ก็เพราะนายน่ะแหละ กันเลยต้องแต่งกับน้องปิ่น”

    กฤษดาแสดงความยินดีกับพนมอย่างจริงใจ... ระหว่างนั่งทานอาหารด้วยกัน ปิ่นแก้วพูดถึงการตายของแสงธรรมว่าทุกคนในบ้านเสียใจแทบบ้าเมื่อรู้ข่าว ท่านพ่อเสียใจมากจนล้มฟาดเป็นอัมพาตได้ประมาณหกเดือนก็เสีย กฤษดาพยายามข่มความเศร้า

    “พี่อยู่กับเขาจนวินาทีสุดท้าย”

    “เขาทรมานไหมคะพี่กฤษดา...”

    “ไม่เลย...เขาหลับอย่างสงบ...”

    พนมถามกฤษดาหนีไปอยู่ที่ไหนมา เขาตอบว่ากลับไปอยู่เชียงใหม่ พนมดีใจด้วย “งั้นก็สบายน่ะสิ เรื่องมรดกนายที่นี่ กันจะช่วยดูให้ มีนายมาแสดงตัวแบบนี้คงไม่ยาก”

    “กันไม่หวังว่าจะได้คืนหรอก”

    “ได้ไง ของของเรา...แล้วตอนนี้คิดจะทำอะไร” พนมแย้ง

    กฤษดาส่ายหน้าแต่คงต้องไปรายงานตัวก่อน พนมจึงชวนทำงานสำคัญด้วยกัน ถ้าสำเร็จบ้านเมืองจะดีกว่านี้ กฤษดาไม่อยากยุ่งเรื่องบ้านเมืองอีก พนมหัวเราะหึหึ “คืนพรุ่งนี้จะประชุมที่บ้านกัน นายไปให้ได้นะ...น้องปิ่นขาไปขอกระดาษปากกาให้พี่หน่อยนะคะจะจดเบอร์โทรศัพท์บ้านเราให้กฤษดา” ปิ่นรับคำเดินไป พนมหันมาถาม “แล้วเมียนายที่เชียงใหม่เป็นไงบ้าง”

    กฤษดาหน้าเศร้า “เขาตายแล้ว...”

    พนมตกใจ “เสียใจด้วยนะ...คนเราไม่มีอะไรแน่นอน เอ้อ...แต่กันเจอผู้หญิงคนนึง หน้าตาเหมือนแฟนนายที่เชียงใหม่เลย แต่น่าเสียดาย เป็นเมียญี่ปุ่น”

    ทันใดมี สห.กับตำรวจวิ่งมารวบตัวพนมกับกฤษดา ไว้ ทั้งสองตกใจมันเรื่องอะไรกัน ตำรวจบอกว่าต้องขอนำตัวทั้งสองไปให้ปากคำที่สถานี เราสงสัยว่าพวกเขาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดก่อการกบฏ...พนมพยายามบอกว่ากฤษดาไม่เกี่ยวให้ปล่อยเขาไป แต่ตำรวจยึดเป้ของกฤษดามาเท เห็นเป็นเงินจำนวนมากและมีปืนด้วย จึงยึดเอาไว้

    “ปล่อยเขาไปเถอะ เขาเพิ่งมาจากต่างจังหวัด เราแค่รู้จักกัน เขาไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย” พนมพยายามขอร้อง แต่ตำรวจไม่ฟัง กฤษดาจึงต่อสู้จนโดนฟาดด้วยด้ามปืนสลบไป ปิ่นแก้วแอบมองตัวสั่นเทา เห็นสองคนถูกตำรวจจับตัวไป

    ooooooo

    สิบเจ็ดปีผ่านไป กรุงเทพมหานครมีความเจริญขึ้นมาก มีห้างสรรพสินค้าชื่อไนติงเกลผุดขึ้น เป็นห้างที่ขายของต่างประเทศ และมีสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาคือสะพานพุทธฯ ทางเมืองกาญจน์ หมอเมตตามีอายุมากขึ้น กำลังอ่านเอกสารที่เจ้าหน้าที่มูลนิธินำมาให้ แล้วแปลกใจ

    ถามต้องการเอกสารแค่นี้เองหรือ ไม่ต้องการดูประวัติ ย้อนหลังเลยหรือ

    “ไม่ได้ขอดูค่ะ เจ้าหน้าที่ที่มาบอกว่าเจ้านายเขาจะโอนเงินมาให้เราอาทิตย์หน้า”

    “เขาใจบุญอย่างไม่น่าเชื่อ แล้วเขาต้องการอะไร อีกไหม”

    “ไม่มีค่ะ ถ้าหมอตกลงตามนี้ก็เซ็นชื่อรับทราบได้เลย เราจะได้รีบกลับไปรายงานเจ้านาย” หมอเซ็นส่งให้ เจ้าหน้าที่รับแล้วเดินออกไป

    สักพักอ้อยซึ่งผมหงอกประปราย ถือกระเป๋าเดินทางสองใบเข้ามาวางแล้วนั่งร้องไห้ หมอหันมาเห็นหัวเราะถาม “ยังร้องไห้ไม่เลิกอีกเหรออ้อย...”

    “โธ่คุณหมอ...ก็อ้อยเลี้ยงของอ้อยมาตั้งแต่ออกจากท้องแม่...” หมอเมตตาจุ๊ปาก อ้อยรีบเอามือปิดปาก แล้วพูดใหม่ “ตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยก็ได้...”

    “ทำยังกับยัยหนูไม่เคยไปไหน เขาก็ไปเรียนกรุงเทพฯมาตั้งหลายปี”

    “ก็ตอนนั้นน้องหนูยังยอมให้อ้อยไปอยู่ด้วยบ้าง แต่ตอนนี้อ้อยจะไปอยู่ด้วย ไม่ยอมท่าเดียว ยังไม่โตเป็นสาวสักหน่อย”

    หมอเมตตาขำ ถามลูกหนูอยู่ไหน อ้อยตอบว่ากำลังลานายแม่...

    นาตยาหรือลูกหนู กำลังวางพวงมาลัยกราบลา รูปแม่หมอที่ตั้งอยู่ข้างโต๊ะพระ “คุณย่าขาลูกหนูจะไปทำงานที่กรุงเทพฯ คุณย่าคุ้มครองลูกหนูด้วยนะคะ”

    หมอเมตตาเดินเข้ามาบอกว่ารถมารับแล้ว ลูกหนูจึงหันมากราบแทบเท้า “ลูกกราบลาค่ะคุณพ่อ” หมอส่งซองเงินให้ นาตยาเปิดดูแล้วเกรงใจ “คุณพ่อให้หนูเยอะไปนะคะ”

    “ก็เก็บเอาไว้...เงินไม่เน่าบูด เก็บไว้เยอะๆยิ่งดี หนูต้องใช้เงิน ไหนจะค่าหอพัก ค่ากิน...ไปหางานก็ไม่รู้จะได้งานเมื่อไหร่”

    นาตยาจึงบอกว่า ทำงานได้เงินเดือนแล้วจะส่งกลับมา หมอเมตตายิ้มอย่างเอ็นดู เร่งให้รีบไปเดี๋ยวไม่ทันรถไฟ เธอจึงเก็บเงินใส่กระเป๋าอย่างเรียบร้อย...

    มาถึงสถานีรถไฟ นาตยานั่งรอที่ศาลาสีหน้ามุ่งมั่นกับการเดินทางครั้งนี้ พลันพิธีเดินหอบชะลอมออกมาจากห้องขายตั๋ว ของมากจนหล่นกระจาย เขาเก็บ อย่างรีบร้อนทำให้หกอีก นาตยามองขำๆลุกมาช่วยเก็บ เขาชมว่าเธอน้ำใจงาม เธอจึงถามมาคนเดียวต้องถือของมากมายลำบากแย่ พิธีบ่น

    “ก็พวกที่บริษัทน่ะสิจ๊ะ พอรู้ว่าฉันมาเมืองกาญจน์ก็อยากได้โน่นได้นี่ ยังไม่ได้ของครบหรอกนะ ไม่อย่างนั้น ต้องเอาปากคาบ”
    นาตยาขำ พิธีรู้สึกถูกชะตาจึงถามเธอเป็นคนที่นี่หรือ เธอตอบว่าใช่ เขาถามอีกว่าแล้วจะไปไหน พอรู้ว่านาตยาจะไปหางานที่กรุงเทพฯ จึงถามจบอะไรมา

    “หนูจบจิตรกรรม ศิลปากรค่ะ”

    “เอ...จะว่าบังเอิญหรือวาสนามันต้องกันดีนะ...นี่แน่ะหนู ฉันชื่อพิธี...เป็นผู้ช่วยผู้จัดการแผนกประชาสัมพันธ์ของบริษัทที่ใหญ่มากๆ กำลังต้องการเจ้าหน้าที่ฝ่ายศิลปกรรมอยู่พอดี”

    นาตยาตื่นเต้นแต่ก็ยังกลัวๆ พิธีจึงให้นามบัตร เธออ่าน “บริษัท ดวงชีวันแอนด์แอสโซสิเอท...หนูรู้จักบริษัทนี้ค่ะ โอ...โชคดีจริงๆ”

    พิธีถามอีกว่าเธอพักที่ไหนในกรุงเทพฯ นาตยาส่ายหน้า จะไปหาหอพักที่ราคาไม่แพง พิธีแนะนำว่ามีอพาร์ตเมนต์เล็กๆอยู่ใกล้กับบริษัท ตนพอรู้จักกับเจ้าของจะพาไป นาตยารีบยกมือไหว้ขอบคุณ เธอเรียกเขาลุง พิธีทำหน้าเซ็งขอให้เรียกแค่อาก็พอ นาตยาอมยิ้มแล้วแนะนำตัวเอง

    เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ พิธีพานาตยามาที่หอพักดารณี ห้องของนาตยาอยู่ชั้นสาม พลันพิธีเห็นมีผู้ชายเดินลงมาก็แปลกใจถามดารณี ที่นี่เป็นหอพักหญิงล้วนไม่ใช่หรือ เธอตอบว่าเมื่อก่อนใช่แต่เศรษฐกิจไม่ดีต้องเปลี่ยนมารับหมด พิธีจึงหันมาบอกนาตยาให้ระวังตัว เธอไหว้ขอบคุณ

    “พรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงใหญ่ วันเกิดเจ้านาย...เอาเป็นมะรืนนี้ ฉันจะพาหนูไปกรอกใบสมัครที่บริษัทก็แล้วกัน สองวันนี่ก็พักผ่อนให้สบายนะ มะรืนฉันจะมารับแต่เช้า”

    นาตยาไหว้ขอบคุณ พอพิธีกลับไป เธอก็หอบกระเป๋าขึ้นบันได ปุ๊ลูกชายดารณีกับเพื่อนชื่อทอม แอบมองอย่างพอใจ ทอมกระซิบใจเย็นอย่าทำไก่ตื่น...

    เช้าวันใหม่ในคฤหาสน์หรู เสาวรสในชุดหรูเรียบถือซองเอกสารมาหาดวงใจที่นั่งจิบกาแฟอยู่ริมสระน้ำ วางซองตรงหน้าพร้อมกล่าว “สุขสันต์วันเกิดจ้ะดวง...”

    ดวงใจทำหน้างง เสาวรสเร่งให้เปิดดู เธอเปิดดึงเอกสารออกมาต้องดีใจมากเพราะมันเป็นโฉนดที่ดินบ้าน

    กฤษดาที่เชียงใหม่...เสาวรสพยายามทุกทางที่กว้านซื้อของทุกอย่างที่เป็นของกฤษดามาให้แก่ดวงใจ เพราะรู้ว่ามันทำให้เธอมีความสุขเหมือนได้เจอตัวเขา

    “อะไรที่มันเกี่ยวกับเขา มันก็เหมือนได้ใกล้เขาไงพี่เสา”

    “ดวงเอ๊ย...จนป่านนี้ยังไม่ยอมลืมเขาซะที”

    “ไม่มีวันไหนที่ดวงไม่คิดถึงเขาเลยจ้ะ...” ดวงใจยิ้มเศร้าๆ แม้สถานะตอนนี้จะเป็นมหาเศรษฐี มีทุกอย่างเพียบพร้อมก็ตาม

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    “แม็ค ปวิช” ปลื้มขึ้นแท่นพระเอก ใน “นางฟ้าอสูร” สวมมาดโหดใจดี ลุคใหม่ชวนฟิน

    “แม็ค ปวิช” ปลื้มขึ้นแท่นพระเอก ใน “นางฟ้าอสูร” สวมมาดโหดใจดี ลุคใหม่ชวนฟิน
    28 ต.ค. 2564

    05:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพฤหัสที่ 28 ตุลาคม 2564 เวลา 06:12 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์