นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    แหวนทองเหลือง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: “ช่อง8” ปัดฝุ่นรีเมค “แหวนทองเหลือง” ดึง “ผู้พันเบิร์ด” ประกบ “พิงกี้”


    เสาวรสเล่าว่าระเบิดลงกลางบ้านและเหมี่ยวเสียชีวิตในกองไฟ ตนกับยายประคองไม่มีที่ซุกหัวนอน ของสักชิ้นก็ไม่มีติดตัวออกมา ยายจึงไปอาศัยกับญาติที่ปทุม แต่ตนไม่อยากรบกวน จึงรับจ้างทำงานไปเรื่อยๆ นอนข้างถนนมาตลอด

    ดวงใจฟังแล้วน้ำตาร่วง หันมองโตชิโร่เชิงขอร้อง เขาเห็นแววตาเธอก็ใจอ่อน ถามถ้าให้เสาวรสอยู่ที่นี่เธอคงพอใจใช่ไหม ดวงใจยิ้มทั้งน้ำตา เสาวรสรู้สึกเกรงใจ

    “ไม่เป็นไรหรอกดวง...พี่ได้เข้ามากินอิ่มมื้อนี้ พี่ก็เหมือนฝันแล้ว”

    “จะอยู่ที่นี่ก็ได้ เพราะกำลังหาแม่บ้านอยู่พอดี จะได้เป็นเพื่อนแก้เหงาคุณด้วย...”

    ดวงใจตาโพลงด้วยความดีใจ ปรี่เข้าจับมือโตชิโร่ “ขอบคุณมากค่ะ...แล้วแม่บ้านคนไทยของคุณล่ะคะ”

    “ผมไม่มีแม่บ้านคนไทย มีแต่เดโกะ” โตชิโร่ลืมที่เคยบอกดวงใจว่าแม่บ้านคนไทยเป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอ ดวงใจมองอย่างสะกิดใจ เขาหยิบเงินส่งให้ปึกหนึ่ง “ไปหาซื้อเสื้อผ้าของใช้ที่จำเป็นให้เขา ของคุณก็ซื้อมาเพิ่มอีก เดโกะจะจัดห้องพักด้านหลังให้...”

    ดวงใจรีบบอกว่าชื่อเสาวรส เสาวรสให้เรียกว่าเสาสั้นๆก็ได้ ดวงใจถามให้ตนออกไปข้างนอกกันเองได้แล้วหรือ โตชิโร่พยักหน้า “ผมไว้ใจคุณ...จะให้รถไปส่งไหม”

    ดวงใจรีบบอกว่าไปกันเองได้ เขากำชับให้รีบกลับอย่าเดินจนเพลิน เธอรับคำยิ้มๆ “ค่ะ ไม่ต้องห่วง แต่เงินที่คุณให้นี่มันมากเกินไปค่ะ” ดวงใจแบ่งเงินส่งคืน

    โตชิโร่ไม่รับบอกเธอว่าใช้ไม่หมดค่อยเอามาคืน จากนั้นเขาก็หันไปสั่งเดโกะเป็นภาษาญี่ปุ่นให้จัดห้องด้านหลังและคอยเฝ้าดูด้วย เดโกะก้มหัวรับคำ...ไฮ้...

    สองสาวมาถึงร้านขายเสื้อผ้าอย่างดี ยืนมองอย่างตื่นตาเพราะสวยไปหมด เสาวรสยืนเกร็งๆไม่อยากเข้าไป ดวงใจบอกเข้าไปเลือกดูก่อน เธอส่ายหน้า “ถ้าสำหรับดวงก็เข้าไปดูกัน แต่ถ้าสำหรับพี่ ไปดูร้านโน้นดีกว่า”

    เสาวรสชี้ไปที่ร้านธรรมดา มีผ้าซิ่นกับเสื้อแบบเรียบๆแขวนขาย ดวงใจมองตามแล้วก็เข้าใจ พยักหน้าเห็นด้วย สองสาวพากันเดินไปที่ร้านนั้น
    พอเลือกซื้อกันได้จนหนำใจ ดวงใจกับเสาวรสเดินถือถุงหลายใบคุยกันไปตามทางกลับบ้าน เสาวรสอดยินดีกับดวงใจไม่ได้ที่ได้โตชิโร่ช่วยไว้ ดวงใจเองก็เต็มตื้น

    “เขาดีกับฉันมากเลยพี่เสา ดีมากจนฉันไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณเขายังไง”

    เสาวรสมองออกว่าโตชิโร่ชอบดวงใจมาก แต่เธอกลับบอกว่าเข็ดขยาดผู้ชาย เสาวรสรู้ว่าถ้าไม่ใช่เพราะดวงใจ ตนคงไม่มีทางได้เข้าบ้านเพราะพวกญี่ปุ่นดุ ดวงใจแย้ง

    “แต่โตชิโร่ไม่ดุเลย ฉันเห็นแต่ใครๆก็ชอบเขานะ”

    “ถ้าเขาขอให้ดวงเป็นเมียเขาล่ะ ดวงจะทำยังไง”

    “ฉันก็คงต้องหนีไป เหมือนที่เคยหนีหมอเมตตา”

    “นี่ดวง...จำได้หรือเปล่าที่ดวงเสียใจแล้วหนีออกมา ลูกหนูก็ต้องพรากจากกัน ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน” ดวงใจน้ำตาปริ่มคิดถึงลูกใจจะขาด เสาวรสแนะนำ

    “ถ้านายญี่ปุ่นดีกับดวงขนาดนี้ พี่ว่าดวงก็ควรจะดีกับเขา พี่น่ะรู้รสชาติความลำบากเลือดตาแทบกระเด็นมาแล้วนะดวง อย่าให้ตัวเองต้องกลับไปเป็นอย่างนั้นเลย มากันขนาดนี้แล้ว พี่ว่านายญี่ปุ่นเขาคงช่วยสืบหาลูกหนูให้ได้นะ”

    เผอิญมีผู้ชายสามคนเดินสวนมา จ้องมองอย่างสนใจ ดวงใจหน้าเสียกลัวลานนึกถึงอดีต เสาวรสจับมือเธออย่างเข้าใจ รีบพาเดินไปโบกรถสามล้อถีบออกไป

    ooooooo

    เย็นวันนั้น โตชิโร่กลับถึงบ้าน ดวงใจยืนยิ้มต้อนรับ เขามองอย่างหลงใหล ขอบคุณที่เธอทำให้เขาหายเหนื่อย ดวงใจบอกว่าวันนี้ทำอาหารไทยจัดไว้ในสวน ให้เขาไปอาบน้ำก่อน เขาอิดออดอยากจะทานเลย ดวงใจดันตัวเขาให้ไปบอกอย่าดื้อจะได้สบายตัว เขารู้สึกมีความสุขมากในสวนบ้าน ดวงใจจัดอาหารคล้ายๆขันโตก

    โตชิโร่ทึ่งกับความสวยงามของอาหารที่จัดวาง เสาวรสกับเดโกะยืนอยู่ห่างๆ ดวงใจรินเหล้าให้โตชิโร่ เขาจิบไปมองหน้าเธออย่างชื่นชม

    “คุณจัดบ้านได้สวยน่าอยู่จริงๆ”

    “ฉันไม่ได้ทำหรอกค่ะ พี่เสากับเดโกะเป็นคนทำ เราทำเพื่อเป็นการขอบคุณคุณค่ะ”

    “ผมน่าจะขอบใจเสามากกว่า ผมไม่เคยเห็นคุณยิ้มสดชื่นอย่างนี้เลย อาหารก็น่าทานมาก”

    “ฉันกับพี่เสาช่วยกันทำสำหรับคุณค่ะ...นี่ค่ะเงินที่เหลือ” ดวงใจวางเงินคืนให้

    โตชิโร่มองทึ่งที่มันเหลือมาก ดวงใจบอกว่าซื้อให้เสาวรสหลายชุด ส่วนของตนที่เขาซื้อให้ยังพอใช้ เขาจึงให้เธอเก็บเงินไว้ใช้ซื้อของจำเป็น ดวงใจสลดลงไม่อยากเป็นหนี้ผูกพันกับเขามากไปกว่านี้...โตชิโร่ให้ช่วยแนะนำว่าอาหารจานไหนอร่อย เสาวรสรีบบอกว่าอร่อยทุกอย่าง ดวงใจตักให้เขาลองทาน เขายิ้มชอบใจที่มันอร่อยจริงๆ เดโกะพลอยดีใจที่เห็นเจ้านายมีความสุข

    ค่ำวันนั้น หลังทานอาหารเสร็จ โตชิโร่เปิดแผ่นเสียง รินเหล้ามาส่งให้ดวงใจดื่มเป็นเพื่อน เธอลังเลก่อนจะขอดื่มไม่มากเหมือนวันก่อน เพราะมันทำให้ปวดหัว เขายิ้ม

    “อีกหน่อยพอดื่มเก่ง ก็จะไม่ปวดหัวอีก”

    “เหล้านี่มันก็ดีที่เมาแล้วได้ลืมเรื่องที่ทำให้เราช้ำใจ”

    “วันนี้ผมมีความสุขมาก กลับมาบ้านได้เห็นคุณ ได้ทานอาหารอร่อยๆที่คุณทำให้ทาน”

    ดวงใจก้มหน้าบอกเขาว่าตนคงอยู่ที่นี่ไม่นานโตชิโร่รีบขอให้เธออยู่กับเขาจะได้ไม่ต้องลำบากอีก ดวงใจคิดหนักบอกเขาว่าตนไม่ใช่ผู้หญิงดีเขาก็รู้ ชายหนุ่มส่ายหน้า

    “ผมไม่สนใจ ผมอยากแต่งงานกับคุณ ผมอยากรับคุณมาเป็นภรรยาของผม”

    “ฉันเป็นภรรยาใครอีกไม่ได้หรอกค่ะ หัวใจฉันเป็นของคนคนเดียวเท่านั้น...”

    “ผมอิจฉาผู้ชายคนนั้นจริงๆ จนป่านนี้แล้วคุณยังไม่ลืมเขา”

    “ใช่ค่ะ...ฉันลืมเขาไม่ได้ บางครั้งถึงฉันอยากจะลืมแต่ก็ลืมไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่รู้สึกดีกับสิ่งที่คุณทำให้ฉันนะคะ ถ้ามีสิ่งใดที่ฉันจะตอบแทนสิ่งที่คุณทำให้ฉันได้ ฉันก็จะทำค่ะ”

    “อันที่จริงผมไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทนเลย ผมต้องการให้คุณรู้ว่าผมรักคุณเท่านั้น ผมอยากมีคุณอยู่ข้างๆ ผมอยากเห็นคุณทุกวัน อยากให้คุณมีความสุขกับผม ผมต้องการมากไปไหม คนคนนั้นของคุณเขาทำให้คุณมีแต่ความทุกข์ ทำให้ชีวิตคุณต้องลำบาก แล้วเขาก็หายไป แต่ผมอยู่ที่นี่

    พร้อมที่จะดูแลให้เกียรติคุณ ผมจะเลี้ยงดูคุณให้สุขสบายไม่ต้องลำบากอีกเลย” โตชิโร่กุมมือดวงใจและดึงเธอมากอด จูบอย่างอ่อนหวาน จนเธออดเคลิบเคลิ้มไม่ได้

    ในห้องนอน โตชิโร่กอดจูบดวงใจอย่างอ่อนโยนด้วยความรัก แม้เธอจะโอนอ่อนแต่ก็อดคิดถึงวันที่โดนข่มขืนไม่ได้ ทำให้ต้องหลับตาน้ำตาไหลริน ยากกับการยอมรับความสุขนี้

    ooooooo

    รุ่งเช้า ดวงใจถือกระเป๋าเอกสารมาส่งโตชิโร่ที่รถ เขาจุมพิตหน้าผากเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เธอพยายามฝืนยิ้ม เมื่อเขาไปแล้ว เธอเดินกลับมาเห็นเสาวรสยืนยิ้ม เธอกลับไม่รู้สึกมีความสุขด้วยเลย

    เสาวรสเข้าใจเดินตามมาปลอบ ดวงใจรำพัน

    “ฉันเป็นผู้หญิงคนชั่วพี่เสา”

    “ดวง! ทำไมว่าตัวเองแบบนี้”

    “ฉันรู้สึกรังเกียจตัวเองจริงๆพี่เสา ฉันไม่มีหน้าไปพบลูก ไม่มีหน้าไปพบคุณกฤษดาอีกแล้ว” ดวงใจน้ำตาร่วง ร้องไห้เงียบๆอย่างเจ็บช้ำ

    “ที่ดวงต้องเป็นแบบนี้ ก็เพราะคุณกฤษดานั่นแหละ...”

    ดวงใจชะงักเงยหน้ามองเสาวรส “ทำไมทุกคนต้องว่าคุณกฤษดาแบบนี้ มันไม่จริง”

    “แปลว่ามีคนอื่นที่คิดเหมือนพี่...ดวงเพราะมันเป็นความจริง ชีวิตดวงต้องพลิกผันแบบนี้ ก็เพราะคุณกฤษดาคนเดียว”

    “อย่าไปโทษเขาเลยพี่เสา...ดวงมันเลวเอง”

    “เลิกนึกถึงเรื่องที่ผ่านมาได้แล้ว วันนี้ดวงโชคดีได้มีชีวิตใหม่ แล้วได้ผู้ชายอย่างนายญี่ปุ่นเป็นผัวน่ะ ถือว่าโชคดีแล้วนะดวง”

    “ที่ฉันยอม ก็เพราะเห็นเขาเป็นคนดี มีบุญคุณกับเรา แต่จะให้คิดว่าเขาเป็นสามีน่ะ ฉันทำใจไม่ได้หรอก” ดวงใจเมินหน้าซ่อนน้ำตาของความอัดอั้นตันใจไว้

    ooooooo

    ทางด้านกฤษดาท่าทางทรุดโทรม นอนหลับใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างๆหลุมฝังศพแทบทุกวัน ปานเองก็ท่าทางโทรมไม่แพ้กัน นั่งทำต้นไม้อยู่ไม่ห่าง เขามอง
    กฤษดาด้วยสีหน้าเป็นทุกข์ พอดีเต่าพาวาคิมเข้ามา เขามองเพื่อนร่วมอุดมการณ์อย่างอดสงสารไม่ได้

    “โธ่เอ๋ย...กฤษดา เขามาอยู่แต่ที่นี่เหรอครับกำนัน”

    “ครับ...จนมืดค่ำก็ยังนั่งอยู่ที่นี่ บางทีก็มานั่งอ่านหนังสือ บางทีก็ไปหาดอกไม้ป่ามาปลูกให้ไอ้ดวง”

    “เขาไม่ยอมเลิกโทษตัวเองที่ทำให้เมียกับลูกต้องมาตายจากไป...” วาคิมเศร้าใจไปด้วย

    “เป็นเพราะผมเองต่างหาก...” ปานหน้าเศร้าน้ำตาปริ่ม

    “ผมว่าทุกคนเลิกโทษตัวเองได้แล้วครับ...ชีวิตต้องเดินต่อไป...กฤษดา...กฤษดา...” วาคิมเข้ามานั่งข้าง กฤษดา ปลุกให้เขาตื่น

    กฤษดาสะดุ้งลุกขึ้น “อ้าว...วาคิม มาตั้งแต่เมื่อไหร่”

    วาคิมยิ้มๆบอก “ต่อไปนี้ไม่ต้องมีวาคิมอีกแล้ว ผมชื่อวิทยา...”

    กฤษดามองอย่างงงๆ หมายความว่าอย่างไร วาคิมบอกว่าสงครามเลิกแล้ว ญี่ปุ่นยอมแพ้ไปแล้ว กฤษดาดีใจ เป็นครั้งแรกที่เขายิ้มออกในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา วาคิมเล่ารายละเอียด

    “ญี่ปุ่นโดนระเบิดปรมาณูของอเมริกาเข้าที่ฮิโรชิม่า กับนางาซากิ เลยยอมแพ้สงคราม คนตายเป็นแสน”

    “สงครามทำให้คนบริสุทธิ์ต้องตายขนาดนี้ มันโหดร้ายจริงๆ” กฤษดาหลับตาสะเทือนใจ

    “รัฐบาลไทยกำลังจะถูกเล่นงานจากพวกพันธมิตร ที่เราไปเข้าร่วมกับญี่ปุ่น”

    “ประเทศเราจะกลายเป็นอาชญากรสงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

    “แต่เราไม่ต้องตกเป็นอาชญากรสงคราม เพราะพวกเราขบวนการเสรีไทยนี่แหละ...พวกเราที่ยังอยู่เมืองนอก ยืนยันกับพวกพันธมิตรว่าเราจำเป็นต้องยอมญี่ปุ่นเพื่อรักษาชาติกับประชาชนของเราไว้ พวกเสรีไทยต่อต้านและชี้เป้าให้กองทัพพันธมิตรโจมตีค่ายของญี่ปุ่นในเมืองไทยหลายครั้ง”

    วิทยากล่าวด้วยความภูมิใจ

    “น่าสมเพชพวกขายชาติที่หากินกับญี่ปุ่น คนพวกนี้น่าจะถูกประณามให้สังคมรับรู้นะ”

    “ถูกของคุณ...กฤษดา หน้าที่ของคุณยังไม่หมดนะ คุณต้องกลับไปช่วยพวกเราเจรจากับคนไทยที่ฉวยโอกาสเห็นแก่ตัวพวกนั้น”

    “อย่าให้ผมต้องไปยุ่งกับเรื่องอะไรอีกเลย ผมอยากใช้ชีวิตเงียบๆที่นี่” กฤษดาถอนใจ

    “ฟังผมสักหน่อยนะ อายุคุณยังน้อย ยังทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้อีกมาก...ถึงเวลาแล้วที่คุณควรจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ที่ผมมาหาคุณที่นี่ก็เพราะมีงานที่อยากให้คุณช่วย เรากำลังระดมทุนทำงานใหญ่”

    กฤษดามองหน้าวิทยาอย่างใช้ความคิด ก่อนจะตอบไปว่าตนยังไม่พร้อม ตนอยากอยู่กับลูกเมีย วิทยาตอกย้ำ “ลูกกับเมียคุณตายไปแล้วกฤษดา คุณใช้ชีวิตไร้ค่าไปวันๆแบบนี้ ถ้าพ่อกับเมียคุณรับรู้ เขาจะรู้สึกยังไง”

    “ก็เพราะไอ้สงครามบ้าบอนี่น่ะสิ ผมถึงต้องสูญเสียทุกอย่างในชีวิต พอกันทีวิทยา อย่ามาพูดว่าผมไม่ได้เสียสละให้ประเทศชาติ อย่ามาพูดว่าผมอยู่อย่างไร้ค่าไปวันๆ ถ้าผมเห็นแก่ตัวเหมือนไอ้พวกโกงกินชาติ ผมคงไม่ต้องเป็นแบบนี้” กฤษดาโมโหขึ้นเสียงสะบัดหน้าซ่อนน้ำตา

    “แต่อย่าลืมก็แล้วกันว่าคุณเป็นใคร...” วิทยาอึ้งมองกฤษดาที่นิ่งท่าทางคิดหนัก

    ooooooo

    เมื่อสงครามจบลง มีรถบรรทุกมารับพลทหารญี่ปุ่นที่อยู่บ้านโตชิโร่รวมทั้งเดโกะ ดวงใจกับเสาวรส ยืนมองงงๆ เสาวรสกระซิบถามพวกนั้นจะไปไหนกัน ดวงใจส่ายหน้า

    “ไม่รู้สิพี่เสา พวกญี่ปุ่นขนข้าวของกันสองสามวันแล้ว เหมือนเขาจะย้ายกันไปที่อื่น”

    “พวกคนที่ตลาดเขาพากันโห่ร้องดีใจว่าสงครามเลิกแล้ว เขาว่าญี่ปุ่นยอมแพ้ฝรั่ง อย่างนี้ก็แปลว่าพวกญี่ปุ่นแพ้สงครามน่ะสิดวง”

    “มิน่าเล่าพี่เสา โตชิโร่เขาซึมมาหลายวันแล้ว คงเพราะเรื่องนี้เอง” ดวงใจกังวล

    เสาวรสถามว่าโตชิโร่ต้องกลับไปประเทศเขาหรือไม่ ดวงใจสีหน้าเป็นทุกข์ ไม่แน่ใจแต่เขาบอกไว้ว่าอยากอยู่เมืองไทย เสาวรสให้ดวงใจเข้าไปดูแลโตชิโร่ เห็นอยู่แต่ในห้องทำงานมานานแล้ว ดวงใจลังเลเพราะไม่รู้ว่าเขามีงานสำคัญต้องทำหรือเปล่า จะเป็นการรบกวน

    “เถอะน่า ไปดูเขาหน่อย เดี๋ยวจะยิ่งคิดมากว่าดวงไม่สนใจ” เสาวรสรบเร้า

    ดวงใจครุ่นคิดไม่อยากกวนตอนเขาเครียด...

    ด้านโตชิโร่นั่งคุกเข่าหลับตาอยู่หน้าธงชาติญี่ปุ่นในห้องทำงาน ดวงใจเปิดประตูเข้ามาเงียบๆ มองเขาอย่างเห็นใจ ลงนั่งใกล้ๆและจับมือเขาเรียกเบาๆ “คุณคะ...”

    โตชิโร่ลืมตาขึ้นมา สีหน้าปวดร้าวพยายามจะยิ้ม ดวงใจบอกอย่างห่วงใยว่าวันนี้เขายังไม่ได้ทานอะไรเลย ทำแบบนี้จะไม่สบาย เขาบีบมือกลับเบาๆ “ผมไม่เป็นไร...” แล้วดึงเธอเข้ามากอด “ผมจะต้องกลับไปญี่ปุ่น แต่ผมจะกลับมาหาคุณ จะมารับคุณไปอยู่ญี่ปุ่นกับผม”

    “เคยมีคนสัญญากับฉันแบบนี้ แล้วเขาก็ไม่มา” ดวงใจหน้าเสีย

    โตชิโร่จูบหน้าผากดวงใจเบาๆ “แต่ผมจะมา... ระหว่างที่ผมไม่อยู่ ผมจะทิ้งเงินไว้ให้คุณมากพอที่คุณจะอยู่ได้อย่างสบาย”

    “คุณจะไปนานแค่ไหนคะ”

    “ผมไม่รู้...แต่เรื่องสำคัญที่สุด ห้ามคุณทิ้งบ้านนี้เด็ดขาด”

    “ค่ะ...ฉันจะรอคุณอยู่ที่นี่”

    โตชิโร่กอดดวงใจแน่น “คุณรู้ใช่ไหมว่าผมรักคุณ ถึงคุณจะไม่รักผมเท่าเขา แต่ผมก็ยังรักคุณมากอยู่ดี คุณจะไม่ต้องลำบากอีก จำไว้นะดวงใจ ห้ามไปจากบ้านนี้เด็ดขาด”

    ดวงใจยิ้มพยักหน้ารับเศร้าๆ โตชิโร่มองเหมือนอยากจดจำใบหน้าเธอไว้นานแสนนาน...ในคืนนั้นโตชิโร่มอบความสุขแก่ดวงใจเป็นการจากลา แม้จะสุขแต่สีหน้าเขาเศร้าจนเธอรับรู้ได้

    ooooooo

    รุ่งเช้าดวงใจยืนล่ำลาโตชิโร่ที่จะขึ้นรถออกจากบ้าน เขาจับมือเธอไว้แน่น มองเธอด้วยความรักก่อนจะตัดใจขึ้นรถ ดวงใจรู้สึกสะเทือนใจที่ต้องมีการจากลาอีกครั้ง ...เดโกะโค้งคำนับให้ดวงใจและเสาวรส ก่อนจะขึ้นรถนั่งคู่คนขับ ดวงใจมองรถโตชิโร่แล่นออกไปจนลับตา

    บนเรือรบญี่ปุ่นกลางท้องทะเล ทหารญี่ปุ่นนอนตายเกลื่อนกลาด โตชิโร่เดินถือดาบซามูไรฟันทหารทีละคนๆด้วยใจปวดร้าว จนมาถึงเดโกะที่ยืนตัวสั่นด้วยความกลัว จากนั้นโตชิโร่เข้ามาในห้องนั่งสงบนิ่งวางดาบซามูไรตรงหน้า เดโกะเดินเข้ามา เสียงเครื่องเรือดังสนั่น สักพักเรือเอียงจนเดโกะต้องหาที่ยึดไม่ให้ล้ม แต่โตชิโร่พยายามนั่งตัวตรง กล่าวเสียงเฉียบ

    “เรือลำนี้จะต้องจมในท้องทะเลนี้เดโกะ ทองคำในเรือเป็นของญี่ปุ่น จะไม่ยอมให้ศัตรูยึดเอาไปเด็ดขาด” โตชิโร่หยิบจดหมายส่งให้เดโกะ “เมื่อแกรอดกลับไปได้ เอาจดหมายนี้ให้พ่อของฉัน บอกท่านด้วยว่า ฉัน...ขอโทษ”

    เดโกะรับจดหมาย คุกเข่าโค้งคำนับเป็นครั้งสุดท้าย โตชิโร่บอกให้รีบไปได้ เขาลนลานออกไป...เรือเอียงวูบ โตชิโร่เซแต่ก็ฝืนนั่งให้ตรง เอื้อมหยิบดาบซามูไรขึ้นมากำ น้ำตาคลอ รำพึง

    “ลาก่อน...ดวงใจ...ลาก่อนเกียรติภูมิของซามูไร” โตชิโร่ทำการฮาราคีรีตัวเองด้วยหัวใจทหารกล้า

    ooooooo

    เวลาที่ผ่านไปลูกหนูอายุได้ห้าขวบ หมอเมตตาย้ายมาปักหลักเมืองกาญจน์ เป็นบ้านไม้ร่มรื่น เขาสร้างมูลนิธิหมอเมตตาขึ้นมา เพื่อช่วยรักษาชาวบ้านยากจน

    แม่หมอเมตตาร่างกายทรุดโทรมเพราะสุขภาพไม่ค่อยดี เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หมอเมตตาย้ายมาอยู่ที่นี่ แม่หมอพยายามแสดงให้ลูกเห็นว่าตนยังแข็งแรง ดูแลลูกหนูได้ เธอพาลูกหนูออกมาวิ่งเล่น หมอเมตตาอุ้มลูกหนูขึ้นมาเปรย

    “ลูกหนู...ปีนี้ลูกต้องไปโรงเรียนแล้วนะจ๊ะ”

    ลูกหนูเสียงอ้อนไม่อยากไป อยากอยู่กับพ่อ หมอปลอบแค่ไปเช้าเย็นก็กลับ ลูกหนูเหวอ

    “ไม่ต้องไปอยู่ที่โรงเรียนเหรอคะ”

    แม่หมอหัวเราะ “ไม่ต้องไปอยู่ลูก ไปเรียนแล้วก็กลับบ้าน”

    “อ๋อ...ที่งอแงไม่อยากไปโรงเรียนเพราะนึกว่าจะต้องไปอยู่ที่นั่นเลยเหรอคะ” อ้อยขำ

    หมอเมตตาอธิบายว่า พอลูกหนูโตก็ต้องไปเรียนที่อื่นอยู่ดี ลูกหนูโยเยไม่อยากไป อ้อยพูดขำๆ โตเป็นสาวแล้วขอให้พูดแบบนี้เถิด ทุกคนพากันหัวเราะ...พลันพยาบาลเดินมาตามหมอให้ไปรักษาคนไข้ เขาจึงรีบเดินไป อ้อยตามไปช่วยลงทะเบียนให้คนไข้ แม่หมอจูงลูกหนูเดินเล่น ลูกหนูขอไปเก็บดอกไม้ทางโน้น แล้ววิ่งออกไป

    “อย่าวิ่งลูกหนู...รอย่าด้วย อย่าวิ่งลูก...เดี๋ยวหกล้ม” แม่หมอเป็นห่วงวิ่งตาม

    ลูกหนูสนุกสนานกับการเก็บดอกหญ้าเอามาส่งให้แม่หมอ แล้ววิ่งออกไปเก็บใหม่ แม่หมอรู้สึกว่าตัวเองผิดปกติ จึงเรียก “ลูกหนู...เราขึ้นบ้านกันเถอะลูก”

    แต่ลูกหนูยังสนุก วิ่งไปทั่ว แม่หมอปรามอย่าไปไกล แล้ววิ่งตาม ทันใดเธอก็เกิดอาการหอบ หายใจไม่ทันมือกุม ที่หน้าอกล้มลง แต่สายตายังจับจ้องเป็นห่วงลูกหนูจวบจนสิ้นลม

    หลายวันผ่านไป ละมัยพาลูกน้องมาเก็บค่าเช่าบ้านจากดวงใจ แม้จะได้จากเสาวรสแต่เธอก็ยังโวยวายจะเข้าไปพบดวงใจให้ได้ เสาวรสกัน เธอจึงตะโกนลั่น “เมียญี่ปุ่น...เมียญี่ปุ่น...”

    “นี่ป้า...แหกปากทำไม คุณเขาชื่อดวงใจ ตะโกนอะไรเมียญี่ปุ่น...ไม่รู้จักสมบัติผู้ดีเลย”

    “โอ๊ย จะต้องมาสมบัติผู้ดีอะไรกับพวกหล่อนยะ ฉันไม่ตะโกนเมียเช่า เมียเช่าก็บุญแล้ว”

    เสาวรสจะเอาเรื่อง ดวงใจเดินมาห้ามถามละมัยจะเอาอะไร ละมัยบอกว่าจะขอขึ้นค่าเช่าบ้านอีกเท่าตัว ดวงใจตกใจ “ไม่โหดไปหน่อยเหรอป้า!”

    “ป้าบ้านแกน่ะสิ...เรียกฉันว่าคุณนายละมัย จำใส่หัวไว้ด้วย ถ้าไม่อยากจ่ายเดือนละสามพันก็ย้ายออกไปสิ”

    “โถ อยากเป็นคุณนาย อีคุณนายบ่าวตั้ง...อย่างแกมันต้องเรียกอีป้าหน้าเลือด” เสาวรสโวย

    ละมัยโกรธจ้องจะกินเลือด ดวงใจดึงเสาวรสออกมา เสาวรสบอกดวงใจย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่ดวงใจแย้งไปไม่ได้ แล้วหันมาขอร้องละมัย ละมัยได้ทียอมเก็บราคาใหม่เดือนหน้า แต่ให้ดวงใจจ่ายค่าซ่อมแซมทางเดินหน้าบ้านที่ทรุดโทรมอีกหนึ่งพัน ดวงใจพูดไม่ออกจำต้องยอม

    เสาวรสต่อว่าดวงใจทำไมต้องยอมละมัย เธอบอกว่า “โตชิโร่เขาสั่งไว้นักหนา ห้ามทิ้งบ้านนี้พี่เสา ฉันก็ต้องทำตามที่เขาบอกไว้”

    “แล้วเมื่อไหร่นายญี่ปุ่นจะกลับมาซะที นี่ก็หลายเดือนแล้วนะดวง”

    ดวงใจน้ำตาร่วง “มันคงเป็นเวรกรรมของฉันพี่เสา พอจะดีก็มีอันเป็นไปทุกที”

    เสาวรสหนักใจเพราะรู้ว่าเงินที่ทิ้งไว้ให้ใกล้หมด จึงคิดจะทำห่อหมกไปฝากขายตามร้าน แต่เพียงแค่ออกมาหาร้านค้าก็ถูกมาลีหลอกไปเข้าซ่อง ให้เผอิญเป็นซ่องของช้อยเข้าอีก เสาวรสกับดวงใจต่อสู้เอาตัวรอดเล่นงาน

    ทั้งมาลีและช้อยจนน่วม เสาวรสชี้หน้าจะแก้แค้นให้ดวงใจ

    “อย่าไปทำเขาเลยพี่เสา ขอให้ยุติกันแค่นี้เถอะ ทำไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกพี่ เป็นเวรเป็นกรรมกันเปล่าๆ ฉันอโหสิให้เขา...ตั้งแต่นี้ไปเลิกยุ่งเกี่ยวกันซะที” ดวงใจหันไปบอกช้อย

    เสาวรสมองช้อยอย่างแค้น “ถ้าพวกมึงมายุ่งกับเราอีก กูขอสาบานว่าจะฆ่ามึงด้วยมือกูเองอีช้อย” เสาวรสเอาด้ามไม้กวาดฟาดลงข้างตัวช้อยเสียงดัง ช้อยสะดุ้งหลับตาปี๋

    เสาวรสดึงดวงใจวิ่งหนีออกไป พอช้อยลืมตาขึ้นมา เจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจแต่ก็ไม่กล้าตามราวีอีก

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    “ปราง” สวยครบเครื่อง ฉีกลุครับบทแม่ครั้งแรก ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”

    “ปราง” สวยครบเครื่อง ฉีกลุครับบทแม่ครั้งแรก ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”
    27 ต.ค. 2564

    12:30 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 18:30 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์