นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    แหวนทองเหลือง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: “ช่อง8” ปัดฝุ่นรีเมค “แหวนทองเหลือง” ดึง “ผู้พันเบิร์ด” ประกบ “พิงกี้”

    รถถีบพาหมอเมตตากับดวงใจมาลงตรงป้ายที่เขียนว่า...ทุ่งมหาเมฆ ดวงใจสีหน้าตื่นเต้น ขอบคุณหมอเมตตาถ้าไม่พามาตนคงไม่มีปัญญา หมอจึงชวนไปเดินถามคนแถวนั้น

    ทั้งสองหยุดพักร้านกาแฟ มีชาวบ้านนั่งเล่นหมากรุกสองสามคน หมอเลียบเคียงถามจากเจ้าของร้าน “เอ้อ...พี่ชาย พอจะรู้จักบ้านท่านเจ้าคุณเทศาที่เคยอยู่เชียงใหม่ไหมครับ”

    “เอ...แถวๆนี้ก็มีบ้านขุนน้ำขุนนางหลายหลังอยู่นา เจ้าคุณเทศา...ไม่รู้หลังไหนนะ ลองเดินเข้าไปในซอยโน้นดูสิ มีบ้านหลังใหญ่ๆหลายหลังน่ะ”

    หมอเมตตาขอบคุณหันมายิ้มกับดวงใจ ทั้งสองเดินเข้าซอยถามแต่ละบ้าน เจอทั้งที่ตอบคำถาม บ้างก็ไล่ส่ง จนเหนื่อยทั้งสองกลับมานั่งร้านเดิม พอคนขายรู้ว่ายังหาไม่เจอก็ชี้ว่า “ทุ่งมหาเมฆมันกว้างน่ะคุณ เดินเป็นเดือนก็ไม่ทั่ว...ลองถามตาจันดู เผื่อจะรู้มั่ง”

    ตาจันเป็นชาวบ้านที่นั่งเล่นหมากรุกอยู่ ตาจันตอบเหมือนคนขาย “ทุ่งมหาเมฆน่ะมันกว้างจะตายไป โน่น...ฝั่งโน้นล่ะ ไปถามหรือยัง โน่นด้วย ทางโน้นก็ใช่ ทั้งหมดนั่นแหละ”

    หมอเมตตากับดวงใจมองไปอีกฟากถนน เป็นบริเวณกว้างใหญ่ แล้วตาโพลงยิ้มเหยๆ...ตกค่ำ ทั้งสองกลับถึงบ้านด้วยท่าทางอิดโรย ดวงใจแทบหมดหวัง

    แม่หมอปลอบใจค่อยๆหาก็เจอเอง ให้ทั้งสองไปล้างหน้าล้างตาแล้วมาทานข้าว ดวงใจรู้สึกผิดที่วันนี้ไม่ได้ช่วยทำอาหาร

    “แม่ก็มีอ้อยช่วยไง อย่ากังวลไปเลย ไปกินข้าวกันดีกว่า” แม่หมอเมตตายิ้มอย่างปรานี

    ไม่ทันจะทานเสร็จ ก็มีหญิงชาวบ้านมาตะโกนเรียกหน้าบ้าน “หมอคะ...ช่วยด้วยค่ะ”

    หมอเมตตารีบออกมาดู เห็นหญิงคนหนึ่งร้องไห้ “ผัวอิฉันค่ะ มันนอนร้องปวดท้องมาตั้งกะบ่ายแล้ว กินถ่านไปก็ไม่หาย ท้องมันบวมเป็นแตงโม หมอไปช่วยมันหน่อยนะคะ”

    “รอเดี๋ยวนะ ฉันไปหยิบเครื่องมือก่อน” หมอเมตตารีบเดินเข้าบ้าน

    ดวงใจรู้สึกสงสารที่หมอยังทานข้าวไม่เสร็จ แม่หมอ เมตตายิ้มๆหันไปถามไถ่หญิงชาวบ้านถึงตำแหน่งบ้าน แล้วหันมาบอกดวงใจกับอ้อย

    “ไปกินข้าวกันต่อเถอะเรา กว่าหมอจะกลับคงดึก เดินไปสุดซอยไม่ใช่ใกล้ๆ”

    ดวงใจมองตามหมออย่างเห็นใจ

    ooooooo

    ศูนย์เสรีไทยกรุงเทพ กฤษดา แสงธรรม วาคิม มีนา เจน่าและหัวหน้าใหญ่กำลังประชุมกัน มีแผนที่แสดงขุมกำลังของญี่ปุ่นวางอยู่บนโต๊ะ

    “เราได้ตำแหน่งคลังแสงของญี่ปุ่นค่อนข้างแน่นอนแล้ว” หัวหน้าชี้ตำแหน่งในแผนที่

    วาคิมถามต้องการยืนยันอุปกรณ์ที่แน่นอนไหม หัวหน้าใหญ่เห็นว่ามันเสี่ยงเกินไปที่จะเข้าไปใกล้ขนาดนั้น แล้วหันมาเตือนกฤษดาถึงการปลอมเป็นแปะขายหวานเย็นเข้าไป

    “อย่าประมาทนะ พวกนี้ฉลาด”

    “ผมว่าจะหยุดไปที่ค่าย วันนี้ผมเจอหมอฮารุ เขาเคยไปรักษาคุณพ่อที่บ้าน”

    หัวหน้าใหญ่ถามหมอฮารุแสดงท่าทีผิดสังเกตบ้างไหม กฤษดาเล่าว่าฮารุพูดภาษาจีนกับตน โชคดีที่ตนได้เรียนภาษาจีนมาจากเพื่อนบ้าง แสงธรรมสันนิษฐาน

    “เขาอาจจะสงสัยแค่ว่าคุณเป็นคนขายหวานเย็นจริงหรือเปล่า คงไม่คิดว่าเป็นคุณหรอก”

    หัวหน้าครุ่นคิด “อันตรายนะ ไม่ว่ามันจะสงสัยอะไร แต่ถ้าไม่ไปจะยิ่งสงสัยมากกว่า คุณไปขายอีกสักสองสามวัน แล้วค่อยหายตัวไป แต่คุณต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม”

    มีนาขอปลอมเป็นคนขายผลไม้ไปช่วย หัวหน้าอนุญาต สั่งวาคิมคอยดูแล ทุกคนรับคำ

    ดึกคืนนั้น ดวงใจนั่งรอเปิดประตูให้หมอเมตตา แม่หมอกับอ้อยพาลูกหนูเข้านอนแล้ว ดวงใจนั่งอ่านหนังสือไปคิดถึงกฤษดาไป พลันได้ยินเสียงหมอเรียกอ้อยให้เปิดประตู ดวงใจรีบลุกไปเปิดรับ หมอเมตตาแปลกใจถามเธอว่ายังไม่นอนอีกหรือ

    ดวงใจรับกระเป๋าจากหมอ มือสัมผัสกันอย่างไม่ตั้งใจ ดวงใจไม่คิดอะไรบอกว่ารอเขากลับ หมอเมตตายิ้มปลื้ม “วันนี้เธอเองก็เหนื่อยมาทั้งวันน่าจะนอนได้แล้วนะ”

    “หมอเหนื่อยกว่าดวงตั้งเยอะนี่คะ” ดวงใจยิ้มให้อย่างจริงใจ หมอเมตตามองรอยยิ้มแล้วพยายามหักห้ามใจตัวเองรีบเดินเข้าบ้าน ดวงใจเดินตามถาม “หมอจะทานข้าวไหมคะ ดวงทำข้าวต้มหมูที่หมอชอบ ไว้ค่ะ” แววตาหมอยิ่งปลื้มปริ่ม

    สักพัก ดวงใจยกชามข้าวต้มมาวางให้ บอกมันเย็นไปหน่อย จะติดไฟอุ่นก็กลัวจะรอนาน

    “ทานตอนเย็นๆก็อร่อยไปอีกแบบ เป็นฝีมือดวงใจยังไงก็อร่อย” หมอหยอดคำหวาน

    “ถ้างั้นพรุ่งนี้ดวงจะทำกับข้าวอร่อยๆให้หมอทานอีกค่ะ” ดวงใจไม่ได้คิดเป็นอื่น

    “ฉันคงจะอ้วนแย่ละคราวนี้ เมื่อหัวค่ำที่บ้านคนไข้ก็ทำข้าวให้ทาน แต่พอรู้ว่าดวงใจทำข้าวต้มนี่ไว้ให้ ก็อยากทานอีก”

    ดวงใจไม่คิดอะไรกลับยุให้เขาทานเยอะๆ หมอเมตตามองดวงใจอย่างหลงใหลทั่วตัว จนมาเห็นสร้อยล็อกเกตที่เธอสวมจึงทัก “เพิ่งจะเห็นว่าดวงใส่สายสร้อย เวลาใส่ไปนอกบ้านระวังให้ดีนะ อย่าให้ใครเห็น ตอนนี้โจรชุมเหลือเกินเพราะข้าวยากหมากแพง”

    แววตาดวงใจเป็นประกายทันที “ค่ะหมอ ดวงจะระวัง สายสร้อยนี้คุณกฤษดาให้ดวงไว้ค่ะ เป็นของหมั้นระหว่างเราค่ะ” หมอเมตตาชะงักสีหน้าหม่นลง ดวงใจลูบคลำล็อกเกตเล่าอย่างมีความสุข “คุณกฤษดาบอกว่า ล็อกเกตนี้เป็นของประจำตระกูลตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณกฤษดา แล้วคุณพ่อคุณกฤษดาก็มอบให้คุณแม่ของเขาตอนจะแต่งงานกัน ก่อนคุณแม่ตายยกให้คุณกฤษดาเอาไว้ให้ผู้หญิงที่จะแต่งงานด้วยค่ะ”

    หมอเมตตารู้สึกแน่นขึ้นทานข้าวไม่ลง “แปลว่าคุณกฤษดารักดวงใจมาก เอาเถอะนะ...เพื่อความสุขของเธอกับลูกหนู ฉันจะช่วยตามหาคุณกฤษดาให้เจอให้ได้”

    “ขอบคุณหมอมากค่ะ แต่ดวงจะทำให้หมอเหนื่อยแล้วก็เสียเวลาเปล่าๆ”

    “จะเสียเวลาเปล่าได้ไง ในเมื่อเราจะต้องตามคุณกฤษดาให้พบ”

    ดวงใจเห็นหมอหยุดทานจึงถามอิ่มแล้วหรือ เขาพยักหน้าและขอบใจ เธอยิ้มมีความหวัง

    ooooooo

    เช้าวันใหม่ ตลาดปากซอยพลุกพล่านไปด้วยชาวบ้านเดินจับจ่าย มีทหารญี่ปุ่นเดินตรวจตราสี่ห้านาย หมอเมตตากับดวงใจเดินออกมา หมอแวะซื้อของกินให้ดวงใจ เสาวรสเห็นยิ้มทักทาย เจ็งเข้ามากระซิบ “พา กันออกไปอีกแล้ว พากันไปไหนก็ไม่รู้ทู้กวั้น ทุกวัน”

    เสาวรสหัวเราะแล้วบอกว่าถ้าอยากรู้พรุ่งนี้จะถามให้ เจ็งค้อนขวับ “จะบ้าเหรอ...เอ็งสนิทพอจะไปถามเขาไหมล่ะ...แต่เอ...พวกเราก็เคยช่วยเขานะ”

    “เขาน่ารักดีนะ สวยมากด้วย พูดจาก็ดี ฉันน่ะถูกชะตากับเขาเลยนะ ถ้าเขาได้เป็นเมียคนดีๆอย่างหมอก็ดีน่ะสิ” เสาวรสยิ้มปลื้ม

    “นั่นน่ะสิ หมอน่ะเป็นโสดมาตั้งนานแล้ว เอ็งแน่ใจเหรอว่าเขาไม่ได้เป็นผัวเมียกัน ท่าทางหมอจะเอาอกเอาใจ ออกไปไหนต่อไหนด้วยกันทุกวันอย่างนี้น่ะ”

    “แต่ฉันเคยถามเขาบอกว่าเขาเป็นผู้ช่วยหมอ ไม่ได้เป็นเมียหมอหรอก”

    เจ็งมองทหารญี่ปุ่นที่เดินตรวจตรา แล้วนึกได้ “หมู่นี้พวกไอ้เปี๊ยกเลยหายหื่นไปเลย สงสัยผู้พันคนหล่อๆนั่นคงส่งลูกน้องมานะ”

    “ถ้าไม่ได้ผู้พันคนหล่อของเจ๊ช่วยคุณนั่นไว้ วันนั้นคุณคนสวยนั่นป่นไปแล้ว”

    เจ็งขอขนมหวานที่เสาวรสขายจะเอาไปให้ทหารญี่ปุ่น เสาวรสแขวะทำหน้าใหญ่แล้วใครจ่าย เจ็งหัวเราะ “แหม...เอ็งก็อย่างกนักสิ ของงี้แบ่งๆกันมั่ง” เสาวรสแกล้งค้อนแต่ก็ตักขนม

    ooooooo

    ซ่องนางช้อย...มีโต๊ะม้าหินก่อนถึงตัวบ้าน มีผู้หญิงขายตัวสองสามคนแต่งตัวจัดจ้าน ยืนพิงกำแพงเรียกแขก เปี๊ยกกับเดชนั่งกินเหล้าขาวอยู่ที่โต๊ะม้าหิน ช้อยเดินออกมาเอาพวงมาลัยมาไหว้ก่อนทำพิธีเรียกแขก ด้วยการโยนสากเข้าไปในซ่องสองสามครั้ง

    “มาเถิดมา...สากเล็กสากใหญ่ระดมกันเข้ามา...

    นางเทพีศรีสะคราญ เรียกมา เรียกมา ให้มันร้อนรุ่มทุรนทุราย มา...มา...”

    ทำพิธีเสร็จ ช้อยก็เข้ามาดึงแก้วเหล้าจากมือเดชไปดื่มเสียเอง เดชแซว เรียกแขกทุกวันเลยนะแม่ ช้อยลงนั่ง บ่นหมู่นี้แขกหาย ทหารญี่ปุ่นที่เคยมาประจำก็หายไป เดชมองหน้ากับเปี๊ยก

    “ก็ไอ้ผู้พันคนนั้นน่ะแหละ เขาว่ามันเข้มงวดกวดขันทหารนัก ลูกน้องจะดอดออกมาถ้ามันรู้โดนโทษหนัก”

    “ไอ้คนที่มันยิงปืนพี่แตกคามือน่ะเหรอ” เปี๊ยกหลุดปาก

    เดชขยิบตาแต่ช้าไป ช้อยหน้าถมึงทึง “ยิงอะไร ไอ้ยุ่นมันยิงแกทำไม กูเคยบอกแล้วว่าอย่าไปมีเรื่องกับญี่ปุ่นไง เดี๋ยวมันก็มาถล่มซ่องกูยับหรอก ถ้ามึงสองคนทำให้กูเดือดร้อนนะ กูจะเฉดหัวพวกมึงทั้งสองคน”

    เดชทำปากด่าเปี๊ยก แต่เปี๊ยกกะล่อนเอาตัวรอด “โธ่แม่...ถ้าไอ้ยุ่นคนนั้นมันไม่มาเสือกนะ ป่านนี้แม่ได้ตัวใหม่สวยเด็ดไปแล้ว”

    “ใคร...เอ็งเล่ามาดีๆไอ้เปี๊ยก”

    “ฉันน่ะไปเจอผู้หญิงคนนึง สวยที่สุดก็ว่าได้ ไม่เชื่อถามพี่เดชดูได้”

    “สวยมากจริงๆแม่ เป็นนางงามได้เลย” เดชละล่ำละลักบอก

    “แถวนี้มีผู้หญิงสวยขนาดนั้นที่ไหน ข้าไม่เคยเห็น”

    “ฉันก็เพิ่งเคยเห็นนะแม่ วันนั้นก็กะจะฉุดมาเลย ไอ้ยุ่นคนนั้นน่ะมันมาเสือกซะก่อน ไม่งั้นแม่ได้ตัวใหม่แล้ว”

    “เอ็งไปสืบดูให้รู้แน่ๆว่านังนั่นมันอยู่ที่ไหนตอนนี้ข้าต้องการอีตัวใหม่ๆมารับแขก จะได้ทำให้ซ่องของเราคึกคักขึ้นมาบ้าง”

    “ถ้าได้นังนี่มานะ แม่โก่งค่าตัวมันเป็นหลายร้อยสบายๆเลย แต่ตอนนี้ถ้าจะลำบากหน่อย ไอ้ยุ่นมันส่งลูกน้องมันมาเดินยามทุกวัน” เดชยุทันที

    ช้อยเหล่ “ถ้าพวกเอ็งหมาไม่แดกสู้พวกไอ้ยุ่นไม่ได้ ก็เตรียมไปอยู่ที่อื่นเถอะวะ แต่ถ้าเอ็งเอานังคนสวยนั่นมาให้ข้าได้ พวกเอ็งจะได้รางวัล”

    “รางวัลฉันไม่เอาหรอกแม่ ขอแค่ได้ประเดิมมันก็พอแล้ว” เดชทำหน้าหื่น

    ooooooo

    หน้าค่ายทหารญี่ปุ่น กฤษดาปลอมเป็นอาแปะขายหวานเย็นมาวางขายเหมือนเคย ทหารเริ่มคุ้นปล่อยให้ขาย...บนตึกที่ทำการ ฮารุส่องกล้องจับตาดู สักครู่โตชิโร่เดินมา ฮารุส่งกล้องให้ เขามองไปยังแปะขายหวานเย็น

    “ผมไม่พบความผิดปกติ แต่ถ้าคุณสงสัยก็ให้สายเราสะกดรอยตามไป” โตชิโร่ส่องเลยไปเห็นมีพ่อค้าหาบเร่ผลไม้มาตั้งตรงข้าม “หมู่นี้มีคนมาขายของแถวๆค่ายเรามากขึ้นนะ...”

    ฮารุรับกล้องมาส่องเห็นพ่อค้าตั้งกระจาดจึงเสนอให้ยกเลิกห้ามมาขาย โตชิโร่กลับตอบยิ้มๆอย่างมีชั้นเชิงว่า “ถ้าคุณสงสัยจะไล่พวกเขาไปทำไมล่ะ”

    ฮารุมองอย่างพิจารณา...มีนาซึ่งปลอมเป็นพ่อค้าขายผลไม้ ใส่งอบเจาะรูไว้มองลาดเลา พอมีชาวบ้านมาถามราคาผลไม้ มีนาก็แสดงความหงุดหงิด
    “แจกให้เฉยๆป้า...รีบๆไปเลยป้า อย่าไปบอกใครล่ะว่าได้มาเปล่าๆ”

    หญิงชาวบ้านรับกล้วยมาอย่างดีใจ แต่ถือไม่ถนัดจึงขอเขาเอาเชือกผูกให้ถือง่ายๆ มีนาไม่พอใจบอกถ้าผูกเชือกคิดหนึ่งบาท หญิงชาวบ้านตกใจรีบถือกล้วยเดินไป มีนารู้สึกขัดใจ พลันมองไปที่ตึกเห็นเงาดำเล็กๆเหมือนมีคนส่องกล้องดูอยู่ไกลจนไม่รู้ว่าใคร จึงผิวปากเป็นเสียงนกเรียกกฤษดา เขาหันมอง มีนา ส่งสัญญาณว่ามีคนแอบมอง กฤษดารู้อยู่ก่อนแล้วแต่ทำเฉยๆ มีนายังผิวปากซ้ำอีก ทำให้กฤษดาเกรงจะเสียเรื่อง รีบเก็บถังหวานเย็นก่อนที่พวกญี่ปุ่นจะผิดสังเกต บอกลูกค้าว่าตนปวดหัวขอกลับก่อน ทำทีก้มหัวงกๆยกของออกไป

    พวกทหารมองอย่างห่วงใย กฤษดาพยายามส่งสัญญาณไม่ให้มีนาตามไป แต่มีนาใจร้อน รีบยกหาบวิ่งตามโดยไม่สนใจลูกค้าเลย ฮารุมองท่าทีของทั้งสองคนอย่างสงสัย

    กฤษดารีบเดินออกมา เหลียวมองว่ามีใครตามหรือไม่ เห็นมีนาหอบกระจาดผลไม้วิ่งมา ก็เหลืออดหันไปเอ็ด “รีบตามมาทำไม ผมทำสัญญาณให้คุณอยู่ที่นั่นก่อน ออกมาพร้อมกันอย่างนี้มันก็สงสัยเราน่ะสิ”

    “ผมว่ามันรู้ตัวแล้วนะ มันส่องกล้องแอบดูเราน่ะ” มีนาหน้าเสีย

    “มันดูผมตั้งแต่แรกแล้ว แต่คุณทำแบบนี้มันไหวตัวแล้วแน่”

    “ผมทำเสียเรื่องหรือนี่!”

    กฤษดาให้แยกกัน มีนารีบเดินไปทันที กฤษดาจ้ำให้พ้นจากบริเวณนั้นจนมาถึงทางเปลี่ยว เขารู้สึกว่ามีคนตามจึงเดินช้าลงไม่ไปทางที่พัก สักครู่ก็ชักปืนที่ซ่อนไว้ออกมาหลบหลังต้นไม้ สายลับญี่ปุ่นมาถึงมองซ้ายมองขวา กฤษดาฉวยโอกาสกระโจนออกมาต่อสู้กันไม่ทันไร ก็มีทหารญี่ปุ่นตามมาอีกหลายนาย คนหนึ่งยิงปืนขึ้นฟ้าตะโกน...อย่าต่อสู้

    กฤษดายกมือยอม ทันใดมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ทหารญี่ปุ่นล้มลง แสงธรรมกับมีนาเป็นคนยิง เกิดการยิงตอบโต้ กระสุนปืนมีนาหมด เขาวิ่งเข้าปะทะพวกทหารญี่ปุ่น ในขณะที่กฤษดากับแสงธรรมวิ่งไปด้านหลัง ซึ่งเป็นคลองมีเรือเก่าๆพร้อมพายอยู่ในเรือ

    แสงธรรมหันไปเห็นมีนาเสียทีโดนทหารญี่ปุ่นใช้ดาบปลายปืนแทงตาย เขาตกใจร้องลั่น กฤษดาดึงแสงธรรมให้หนีห่ากระสุน แสงธรรมหันไปยิงทหาร

    ที่แทงมีนาล้มลง กฤษดาดึงเพื่อนลงเรือแล้วพายหนี ทหารญี่ปุ่นที่โดนแสงธรรมยิง กระเสือกกระสนตามมายิงใส่ โดนแสงธรรมเข้าอย่างจังล้มคว่ำลงในเรือ กฤษดาตกใจประคองเพื่อนขึ้น

    “แสงธรรม!...แข็งใจไว้นะ ผมจะพาคุณไปหาหมอ”

    แสงธรรมปรือตาพยายามยิ้ม พูดอย่างยากลำบาก “กลับไป...หา...ดวงใจ...กลับไป...”

    ขาดคำแสงธรรมก็สิ้นใจ กฤษดาเสียใจมากเจ็บปวดกับการตายของเพื่อน รู้สึกโดดเดี่ยวเศร้าหมอง ร้องไห้เอาไม้พายฟาดลงบนผืนน้ำอย่างรันทดใจ...

    กลับถึงศูนย์เสรีไทย กฤษดายังอยู่ในอาการเศร้าโศก คนอื่นๆก็เศร้าสลด หัวหน้าใหญ่กล่าว “เราจำเป็นจะต้องปิดศูนย์นี้ สถานที่สำหรับทำเป็นศูนย์ใหม่ยังเป็นความลับ”

    “ทีมของเราคงทำงานใหญ่อย่างเดิมไม่ได้แล้วครับ” วาคิมขยายความ

    “เราหาคนมาเพิ่มทีมของเราได้ไหมครับ ผมยังไม่อยากอยู่เฉยๆ อยากถล่มพวกมัน” กฤษดาเสียดาย

    “ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณที่ต้องเสียเพื่อนรักไป พวกเราทุกคนก็เสียใจ แต่ถ้าเราทำงานด้วยอารมณ์ส่วนตัว มันจะทำให้เราขาดสติ มันจะพลาดมากกว่า” กฤษดายังขอร้องหัวหน้าใหญ่เสียงเฉียบ “ไม่อนุญาต...เราจะส่งคุณไปเชียงใหม่ ตอนนี้ไม่มีพวกญี่ปุ่นที่เชียงใหม่

    อีกแล้ว เพราะพวกมันทั้งหมดมามุ่งที่จะเข้าพม่าทางเมืองกาญจน์...คุณกลับไปบ้านคุณที่เชียงใหม่ได้แล้ว ไปหาคนรักของคุณ ซุ่มเงียบอยู่ที่นั่น หากมีภารกิจอะไร เราจะส่งคนของเราไปพบคุณเอง”

    กฤษดาคิดไม่ถึงว่าจู่ๆจะได้กลับไปหาดวงใจ

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    2 สหายจับมือจัดการเดียรถีย์ ขจัดเภทภัยให้ชาว “ไผ่แดง”

    2 สหายจับมือจัดการเดียรถีย์ ขจัดเภทภัยให้ชาว “ไผ่แดง”
    24 ต.ค. 2564

    00:01 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2564 เวลา 04:13 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์