นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    แหวนทองเหลือง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: “ช่อง8” ปัดฝุ่นรีเมค “แหวนทองเหลือง” ดึง “ผู้พันเบิร์ด” ประกบ “พิงกี้”

    กำนันปาน ก่ำ ม้ง เต่าและชาวบ้านสี่ห้าคนยังออกตามหาดวงใจ จนมาถึงกระท่อมของทองอิน ปานแปลกใจที่กระท่อมนี้ร้างแต่ทำไมมีเสื้อผ้าตากอยู่ ข้าวของเหมือนมีคนอยู่อาศัย ม้งสบตาเต่าสีหน้าไม่ค่อยดี ก่อนจะตัดสินใจบอกปาน

    “เอ่อ...คนตัดไม้ชื่อทองอิน มันมาอาศัยนานแล้วกำนัน”

    “ทำไมข้าไม่รู้เลย แล้วเอ็งรู้ได้ไงไอ้ม้ง”

    “เอ้อ...ฉันเจอมันที่ตลาด เอาสมุนไพรไปขาย...” ม้งอธิบายอย่างหวาดหวั่น

    ปานตะโกนเรียกทองอิน เห็นเงียบจึงให้ม้งเข้าไปดู พอม้งเข้ามาในกระท่อมแทบช็อกร้องเรียกปานให้ตามเข้ามา ภาพที่เห็นคือร่างทองอินโชกเลือดจากการถูกเสือตะปบ ม้งตัวสั่นเทาด้วยความตกใจ ก่ำปรี่เข้าดูทองอิน

    พบว่ายังไม่ตาย ทองอินชี้มือไปด้านนอก...แล้วสิ้นใจตาย ปานออกไปดูตามที่ทองอินชี้ ห่างออกไปเกือบถึงป่า ชาวบ้านเรียก “กำนัน...กำนัน ทางนี้เร็ว...”

    เต่ายืนร้องไห้โฮ ปานเห็นสภาพเมียทองอินสวมชุดของดวงใจและใส่ทองหยองที่คอและข้อมือ ถูกเสือกัดกินที่หัวและหน้า ทุกคนเข้าใจว่าเป็นศพดวงใจ ปานทรุดลงน้ำตาไหล

    “ไม่ใช่...ไม่ใช่...ไอ้ดวงมันจะมาอยู่ที่นี่ได้ไง เอ็งพูดบ้าๆแล้ว”

    ม้งตามมาเห็นร้องไห้ไปกับเต่าและสารภาพกับปาน “พี่....พี่กำนัน ยกโทษให้ฉันด้วยนะ ฉันไม่นึกว่าจะเป็นยังงี้”

    ปานใจเสียถามมันเรื่องอะไร ม้งมองหน้าเต่าร้องไห้เสียใจก้มกราบเท้า ปานเอ็ด “พูดมาไอ้ม้ง เอ็งกับไอ้เต่ามา กราบตีนกูทำไม”

    “ฉันเป็นคนบอกไอ้ดวงให้มันมาแอบอยู่กับไอ้ทองอินเองจ้ะ”

    เต่าสารภาพว่าเจอดวงใจแล้วเธอขอร้องให้ปล่อยเธอไป พวกตนสงสารแต่ไม่คิดว่าจะมาโดนเสือกัดตาย ตนขอโทษ เต่าร้องไห้โฮ...ชาวบ้านบอกปานว่าที่ศพมีสร้อยทองใช่ของดวงใจหรือไม่ ปานรับสร้อยมาดู มือไม้สั่นน้ำตาพรั่งพรูหันมาตบม้งกับเต่ากระเด็น

    แม่หนานอุยมาดูสร้อยทองที่ปานนำกลับมา เธอยืนยันว่าใช่ทองที่เธอให้ดวงใจ มันเป็นทองจากสุโขทัย ปานน้ำตาไหล สายคำ แก้วและบัวแก้วร้องไห้โฮ หนานอุยร้องไห้รำพันหาดวงใจ...ชาวบ้านหามแคร่ศพเข้ามาจะทำพิธี ปานปล่อยโฮโผกอดศพที่เข้าใจว่าเป็นลูกสาวพร่ำขอโทษแทบขาดใจ บรรยากาศเศร้าสลดทุกคนร้องไห้ระงม

    ooooooo

    แพยายตุ่นเทียบท่าที่ตัวเมืองจังหวัด ดวงใจลงจากแพ ยายตุ่นสั่งคนงานไปซื้อข้าวของให้เสร็จจะได้ล่องแพต่อ ดวงใจส่งเงินให้ยายตุ่นเป็นค่าโดยสาร ยายตุ่นไม่รับให้เธอเก็บเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ดวงใจยกมือไหว้อย่างซาบซึ้งใจ

    ดวงใจเดินปะปนผู้คนเข้ามาในตลาด เห็นสาวเหนือแต่งตัวสีสันสวยงามก็มองสภาพตัวเอง ตัดสินใจเข้าไปร้านเสื้อ ซื้อชุดใหม่แล้วเปลี่ยนออกมาให้เหมือนกับคนอื่น รู้สึกมั่นใจขึ้น มาถึงสถานีรถไฟซื้อตั๋วไปกรุงเทพฯ ปรากฏว่าค่ารถไม่พอขาดไป 5 บาท ดวงใจขอร้องให้คนขายลดราคา แต่เขาไม่ยอมและไล่ให้เธอออกจากแถว คนอื่นจะได้เข้ามาซื้อตั๋วต่อไป

    ดวงใจเดินร้องไห้ออกมาเจอลุงพนักงานรถไฟถามร้องไห้ทำไม พอเธอบอกว่าเงินไม่พอซื้อตั๋ว เขาก็บอกให้เธอกลับบ้านไปเอาเงินมาเพิ่ม รถไฟเที่ยวหน้ายังมี ดวงใจยืนร่ำไห้เพราะไม่มีใครรู้ว่ากว่าตนจะเดินทางมาถึงนี่ได้มันยากลำบากแค่ไหน จวบจนรถไฟเคลื่อนออกจากสถานี ดวงใจวิ่งร้องไห้ตามไปบนรางรถไฟอย่างน่าสังเวชใจ...

    จนโพล้เพล้ใกล้ค่ำ ดวงใจอดทนพยายามเดินไปตามทางรถไฟ แผลที่เท้าเลือดซึมออกมา รองเท้าที่ใส่ก็เริ่มขาด เธอถอดสลับข้างเอาข้างที่ดีใส่ข้างที่เจ็บ เดินกะเผลกไปอย่างมุ่งมั่น เห็นกระท่อมข้างทางรถไฟ มีหญิงชาวบ้านกำลังป้อนข้าวลูก หญิงคนนั้นเห็นดวงใจก็เรียกถามอย่างมีน้ำใจ จะไปไหน ดวงใจตอบว่าจะไปกรุงเทพฯ ไม่มีเงินค่ารถจึงเดินเอา

    “โอ๊ย...เดินไปกี่ชาติจะถึงกัน กรุงเทพฯน่ะมันอยู่อีกไกลหลายเน้อ...”

    “ไกลแค่ไหนฉันก็ต้องไปให้ถึงจ้ะ”

    “จะไปกรุงเทพฯทำไม”

    “จะไปตามหาผัวฉันจ้ะ”

    หญิงชาวบ้านฟังแล้วสงสาร เห็นว่าค่ำมืด เท้าก็เลือดเปรอะ จึงชวนให้พักที่กระท่อมก่อน หญิงสาวถามเจ็บขนาดนี้จะเดินต่อได้อย่างไร ดวงใจว่าอย่างไรเสียตนก็ต้องไปกรุงเทพฯให้ได้

    “คืนนี้นอนที่นี่ก็ได้ เอ้า...ไม่ค่อยมีอะไรให้กินนะ เดี๋ยวฉันจะไปเอาด้ายกับเข็มมาให้เย็บรองเท้าซะ” หญิงสาว เลื่อนน้ำพริกกับข้าวเหนียวให้ดวงใจ แล้วลุกไปหยิบของในกระท่อม

    รุ่งเช้าดวงใจตื่นมาช่วยกวาดถูบ้านให้เป็นการตอบแทนบุญคุณ แถมซักผ้าตากที่ราวไว้ให้หมด หญิงชาวบ้านจัดแจงข้าวเหนียวใส่ห่อ และกระบอกน้ำให้ดวงใจติดตัวเดินทาง...

    บริเวณใต้ต้นไม้ที่มีต้นเอื้องป่าเลื้อยอยู่ เป็นหลุมศพดวงใจ ปานจัดพิธีสวดศพ มีชาวบ้านมาร่วมงาน บรรยากาศเศร้าโศก พระสวดเสร็จ ก่ำพาพระกลับ คนอื่นๆเข้าไปวาง
    ดอกไม้ประดับที่หลุมศพ ปานยังคงนั่งนิ่ง น้ำตาไหลอย่างรันทดใจ

    แก้วตาแดงก่ำเดินมาหา “พี่ปาน...ไปกินข้าวกินปลากันเถอะพี่ เดี๋ยวจะเจ็บไข้นะพี่นะ”

    “ตอนเด็กๆมันชอบมาเล่นที่นี่ มาปีนต้นปีบเก็บดอกเอื้อง...เอ็งตายเพราะพ่อแท้ๆ” ปานสะอื้น เต่าถือตะเกียงมาวางให้ มองปานอย่างเสียใจ

    “พี่ปาน ไอ้ดวงมันเห็นพี่เป็นอย่างนี้ มันก็ต้องทุกข์นะ ยังไงๆมันก็ตายแล้วนะพี่ปาน”

    ปานบอกให้ทั้งสองกลับไปก่อน ตนอยากอยู่อีกสักพัก แก้วกับเต่าจึงพากันเดินไป ปล่อยให้ปานนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว

    ooooooo

    ในกองกำลังญี่ปุ่น เสรีไทย 4 นาย แต่งชุดดำมอมหน้า โพกหัวดำ แอบลอดเข้ามาปฏิบัติการก่อวินาศกรรม ทั้งที่มีการวางกำลังแน่นหนา กฤษดาเป็นหนึ่งใน 4 คลานหมอบเข้าไปที่จุดหมายคือโกดังอาวุธ โดยมีแสงธรรม มีนาและเจน่าตามมาด้วย ต่างเล่นงานทหารญี่ปุ่นเงียบๆ

    หลังจากทั้งสี่คนหลบหนีออกมาได้ ก็เกิดระเบิดในโกดังอาวุธ สิ้นเสียงระเบิดก็มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่ฐานทัพญี่ปุ่นซ้ำอีก

    รุ่งเช้า กฤษดากับพวกมารายงานตัวที่กองบัญชาการเสรีไทยในกรุงเทพฯ หัวหน้าใหญ่กล่าวชม “ขอแสดงความยินดีกับชัยชนะในครั้งนี้ พวกคุณทุกคนปฏิบัติการได้เยี่ยมมาก การปฏิบัติการตัดกำลังอาวุธพวกมันในวันนี้ มันจะต้องหาทางตอบโต้เราแน่นอน ผมจะให้พวกคุณกลับไปศูนย์ที่อุตรดิตถ์ตอนเช้ามืด สำหรับเตรียมตัวงานต่อไป อย่าลืมว่า จะต้องระวังตัวให้มาก เพื่อประเทศชาติของเรา”

    ทุกคนทำความเคารพหัวหน้าใหญ่ก่อนจะเดินออกไป หัวหน้าเรียกกฤษดาไว้

    “เดี๋ยวก่อน สหายโรบิน...ผมมีข่าวร้าย เรื่องคุณพ่อของคุณ”

    กฤษดาหน้าเสีย รู้ได้ทันที ถามกลับว่าเมื่อไหร่... หัวหน้าใหญ่ตอบว่าห้าวันมาแล้ว กฤษดาพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล หัวหน้าเอื้อนเอ่ย

    “ที่ผมมาวันนี้เพราะอยากบอกเรื่องนี้กับคุณเอง คุณเป็นมือที่ดีที่สุดของเรา ผมขอแสดงความเสียใจกับคุณจริงๆ ผมจะให้โอกาสคุณอย่างที่ไม่เคยให้ใครมาก่อน ถ้าคุณอยากกลับไป...ผมเข้าใจ เพราะผู้ใหญ่ที่ผมนับถือบอกว่าคุณควรไปจัดการเรื่อง...มรดก”

    “แต่เรามีแผนต้องตัดการลำเลียงไปพม่านะครับ” กฤษดาข่มใจแสดงความเป็นห่วงงาน

    หัวหน้าใหญ่มองกฤษดานิ่งๆ กล่าวว่า คนอื่นก็มีความสามารถทำแทนได้ แต่กฤษดายืนยันจะทำเอง หัวหน้าใหญ่เตือน

    “คิดให้ดีนะ การที่จะช่วยเหลือประเทศชาติไม่จำเป็นต้องสูญเสียทุกอย่าง”

    กฤษดาอึ้ง ขอเวลาคิด แล้วก้มหัวทำความเคารพก่อนจะกลับออกมา พอพ้นห้อง น้ำตาเขาก็ไหลพรากอย่างสุดกลั้น

    ooooooo

    ภายในบ้านพระยาดำรง ไฟห้องโถงเปิดสว่าง เพราะเป็นที่ตั้งโกศเจ้าคุณเทศา โตชิโร่เชื่อว่ากฤษดาจะต้องมาเคารพศพพ่อ จึงวางกำลังไว้รอบบ้าน

    กลางดึกสงัด กฤษดาปีนรั้วหลังบ้านเข้ามา แอบลัดเลาะเพื่อเข้าไปไหว้ศพพ่อ ไม่ทันจะเข้าข้างในก็เห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง มีสายไฟบริเวณรอบๆบ้านหลายเส้น จึงชะงัก ทันใด ทหารญี่ปุ่นเห็นพุ่งเข้าใส่ ไฟสนามสว่างจ้าขึ้น กฤษดาต่อสู้กับทหารญี่ปุ่น โตชิโร่กับฮารุวิ่งออกมาพร้อมทหารอีกหลายนาย เห็นทหารของตัวนอนสลบอยู่ โตชิโร่สั่งเสียงเฉียบ

    “กระจายกำลังกันออกไป หาตัวให้ได้” แล้วหันมาทางฮารุ “ผมคิดแล้วว่าเขาต้องมา”

    “เขาคงต้องการมาเคารพศพพ่อของเขา...” ฮารุพูดด้วยความสงสาร

    แต่โตชิโร่สวน “ถ้าเราจับตัวเขาได้ เราก็จะได้พบกับต้นตอใหญ่”

    ฮารุก้มหัวรับสีหน้าไม่สบายใจ มิ่งแอบได้ยินดีใจที่เจ้านายมา...กฤษดาต้องกลับมาที่ศูนย์เสรีไทย แสงธรรมรออย่างกระวนกระวายเป็นห่วง พอกฤษดาปีนหน้าต่างเข้ามา เขาก็โล่งใจ

    “ผมแน่ใจว่าคุณต้องปลอดภัย แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ไอ้พวกทหารญี่ปุ่น...”

    “มันไปล้อมอยู่เต็มบ้าน”

    แสงธรรมตกใจแสดงว่าพวกมันรู้ทัน กฤษดาหน้าเครียดคับแค้นใจที่ตัวเองไม่ทันได้เคารพศพ แสงธรรมปลอบว่าเจ้าคุณลุงต้องรับรู้ กฤษดาทรุดลงคุกเข่าพนมมือ

    “คุณพ่อครับ...ผมขอกราบคุณพ่อตรงนี้ ฝาก

    แม่พระธรณีช่วยเอาความรักความอาลัยของลูกไปถึง

    คุณพ่อด้วย ลูกเหมือนอกตัญญู ไม่ได้อยู่ปรนนิบัติเห็นใจคุณพ่อ ขอให้คุณพ่อได้ไปสุขสบายบนสวรรค์ ไม่ต้องห่วงลูกครับ ลูกจะระวังตัวอย่างดี ฝากบอกคุณแม่ด้วยว่าลูกคิดถึงคุณแม่มากครับ” กฤษดาก้มกราบลงกับพื้น สะอื้นเบาๆ

    ooooooo

    วันเวลาผ่านไป ดวงใจยังคงเดินตามรางรถไฟเรื่อยๆ แม้แดดจะร้อนเพียงใดเธอก็ไม่ย่อท้อ ด้วยคาดหวังว่า เป็นทางที่จะนำไปกรุงเทพฯ ดวงใจได้แวะตาม บ้านข้างทางขอแลกข้าวกับน้ำด้วยการทำงานบ้าน ซักผ้าให้ ค่ำมืดก็อาศัยแคร่หน้าบ้านชาวบ้านนอนพักแรม

    ท้องดวงใจโตขึ้นมาก เธอเริ่มอ่อนเพลียขึ้น น้ำที่พกติดมาก็หมดลง แผลที่เท้าก็ระบม แต่เธอยังฝืนเดินต่อไป จนกระทั่งรู้สึกเจ็บท้องขึ้นมา ดวงใจยังฝืนเดินเพื่อให้เจอที่พัก พลันถุงน้ำคร่ำแตก มีน้ำปนเลือดไหลออกมา ดวงใจล้มลงตกใจนอนร้องครวญคราง

    มีรถโยกมาตามทางรถไฟ เสียงพนักงานร้องว่า... มีคนโดนรถไฟทับอีกแล้ว รถโยกจอดใกล้ร่างดวงใจ หมอเมตตาที่อยู่บนรถโยก โดดลงมาดูอาการ

    “ยังไม่ตาย! แต่กำลังจะคลอดลูก...ลงมาช่วยกันหน่อยเร็ว”

    พนักงานลงมาช่วยกันอุ้มดวงใจไปขึ้นรถโยก ดวงใจปรือตามองหน้าหมอเมตตาอย่างเลือนราง หมอบอกไม่ต้องกลัว ใจเย็นๆ เธอไม่เป็นอะไรแล้ว ดวงใจจึงหมดสติลง

    เจ้าหน้าที่สถานีพิษณุโลก รีบเปิดห้องที่บ้านพักให้หมอเมตตาซึ่งอุ้มดวงใจเข้ามา หมอบอกนายสถานีว่า คนกำลังจะคลอดต้องใช้ห้องพักของเขา เจ้าหน้าที่บนรถโยกถือกระเป๋าหมอตามเข้าไป หมอเมตตาวางร่างดวงใจ ลงบนเตียง หันมารับกระเป๋าแล้วบอกทุกคน

    “ขอบใจนะ พวกคุณออกไปก่อน ผมอยากได้น้ำร้อนเดี๋ยวนี้เลย”

    นายสถานีหันไปสั่งลูกน้องอย่างตื่นเต้น แล้วบอกหมอว่า “ผมจะไปตามเมียผมมาช่วยหมอ แม่อีหนูมันคลอดมา 13 คนแล้ว”

    หมอเมตตาชะงักหันมองหน้านายสถานียิ้มๆก่อนจะเปิดกระเป๋าหยิบเข็มฉีดยาออกมา

    “ฉันจะฉีดยาบำรุงให้เธอ จะได้มีแรงเบ่ง” ดวงใจรู้สึกตัวร้องโอดโอย “อีกไม่นานก็หายเจ็บ ใจเย็นๆนะ ทำใจให้สบาย ฉันเป็นหมอ”

    ดวงใจยกมือไหว้ “ฉันปวดเหลือเกินค่ะหมอ...”

    “เธอกำลังจะคลอดลูกแล้ว มา...ขอให้ฉันดูหน่อยนะ...ไม่ต้องอายนะ ฉันจะต้องทำคลอดให้เธอเดี๋ยวนี้” หมอดึงผ้ามาคลุมช่วงล่างของดวงใจ

    ดวงใจเจ็บปวด ทำทุกอย่างที่หมอบอก เมียนายสถานีหอบอ่างเข้ามา มีลูกสาวอายุใกล้เคียงกับดวงใจถือกาน้ำร้อนตามติดมาด้วย “เอ้านังอ้อย เอากาน้ำร้อนวางไว้ก่อน”

    อ้อยวางกาน้ำลง ดวงใจร้องโอดโอยขึ้นอีก เมีย นายสถานีรีบเข้าไปนั่งหนุนไหล่ให้ดวงใจ “ไม่ต้องร้อง... เดี๋ยวก็หายเจ็บเป็นปลิดทิ้ง”

    “ปากมดลูกเปิดหลายเซนแล้ว เอ้าเบ่ง...เบ่ง...” หมอเมตตาบอกดวงใจ

    “เอ้าเบ่งเข้าอีหนู...เบ่ง...อื้ด...เบ่งลูก...อื้ด...ฉันน่ะ ชินแล้ว 13 ท้องแล้ว ไอ้คนหลังๆนี่จามมันก็หลุดออกมาเลย” เมียนายสถานีพูดติดตลก

    ตลอดเวลา ดวงใจร้องดังขึ้นเรื่อยๆ ด้านนอกห้อง พนักงานรถไฟพากันส่งเสียงเบ่งไปด้วย ต่างลุ้นไปกับดวงใจ นายสถานีมองขำๆ

    “พวกเอ็งจะเบ่งอะไรกันวะ เดี๋ยวมึงก็มาทำกูเหม็นหรอกโว้ย”

    “มันลืมตัวเบ่งตามน่ะลูกพี่...” พวกลูกน้องหัวเราะกันครืน

    ไม่ทันไร เสียงเด็กร้องจ้า อ้อยโผล่หน้ามาบอกทุกคนว่า ผู้หญิง...พวกพนักงานรีบถาม

    “ลูกพี่...วันนี้วันที่เท่าไหร่นะ เอาไปแทงหวยดีกว่า...”

    “พวกมึงก็คิดอยู่เรื่องเดียววะ...อะไรๆมึงก็เอาไปตีเป็นหวยหมด” นายสถานีเอ็ด

    “ลูกพี่...อย่างนี้คนจีนเขาถือว่าเฮงสุดๆนะ ถือว่าฤกษ์งามยามดีเลยล่ะ” คนอื่นเฮตาม

    ooooooo

    ในห้องพัก ดวงใจนอนเหนื่อยอ่อนอยู่บนเตียง เมียนายสถานีเอาเด็กน้อยห่อผ้ามาส่งให้ดวงใจพร้อมกล่าว หน้าตาน่าเกลียดน่าชัง...ดวงใจรับลูกมากอดอย่างทะนุถนอมน้ำตาปริ่ม

    “จะตั้งชื่อลูกว่าอะไรล่ะ คิดไว้หรือยัง”

    “ยังเลยจ้ะ ฉันจะเรียกแกว่า...ลูกหนู...”

    “เออดี...เหมาะ...เหมาะ ลูกเอ็งตัวแดงเหมือนลูกหนูจริงๆ แล้วเอ็งล่ะชื่ออะไร”

    “ฉันชื่อดวงใจจ้ะ...”

    หมอเมตตาฟังไปทำแผลที่เท้าดวงใจ อดถามไม่ได้ “เท้าเธอเป็นแผลไปโดนอะไรมา อักเสบจนเป็นหนองอย่างนี้” ดวงใจก้มหน้านิ่ง “แล้วทำไมถึงไปเดินตามทางรถไฟอย่างนั้น จะเดินไปไหน”

    “ฉันจะไปกรุงเทพฯ...”

    “แล้วบ้านเอ็งอยู่ไหน เอ็งจะไปกรุงเทพฯทำไม” เมียนายสถานีถาม

    “บ้านฉันอยู่เชียงใหม่จ้ะ ฉันจะไปหาผัวที่กรุงเทพฯ เงินค่ารถไฟมันไม่พอ ก็เลยเดินไปตามทางรถไฟ ยังไงก็ต้องถึง”

    “นี่เธอเดินจากเชียงใหม่มาถึงนี่เชียวหรือ! รู้ไหมว่ามันไกลขนาดไหน” หมอเมตตาตกใจ

    “ผัวเอ็งมันก็เหลือเกินนะ ปล่อยให้เมียมาเดินซมซานได้...คุณหมอ...เวทนามันหน่อยเถอะ หมอจะกลับกรุงเทพฯก็เอามันไปด้วย”

    ดวงใจตาโต มองหมอเมตตาอย่างมีความหวัง หมอมองดวงใจอย่างใช้ความคิดก่อนจะถาม “แล้วที่กรุงเทพฯเธอจะไปพักกับใคร”

    “ฉันไม่รู้จักใครนอกจากผัวฉันจ้ะ...บ้านเขาอยู่ทุ่งมหาเมฆ ไปถามคนแถวๆนั้นเขาคงรู้” ดวงใจเศร้าลงทันที

    “เธอยังไม่แข็งแรง จะออกไปเที่ยวตามหาอย่างนั้นไม่ได้หรอก เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พรุ่งนี้ฉันจะกลับกรุงเทพฯ เธอจะไปกับฉันก็ได้ ไปพักที่บ้านฉันก่อน ฉันอยู่กับคุณแม่สองคนเท่านั้น”

    เมียนายสถานีรีบสนับสนุน ดวงใจลุกนั่งยกมือไหว้หมอเมตตา “ขอบคุณหมอมากจ้ะ”

    เมียนายสถานีสรรเสริญหมอเมตตาว่าช่วยคนได้บุญโข...หมอเมตตายิ้มรับเดินมาเก็บเครื่องมือที่อ้อยล้างไว้ให้ “แหม...เก็บเรียบร้อยดีจริง...เก่งนี่เรา”

    “ขอหนูไปอยู่กรุงเทพฯด้วยคนได้ไหมจ๊ะ” อ้อยอ้อนขออย่างกล้าๆกลัวๆ

    “นังอ้อย...เอ็งอยากไปกรุงเทพฯกับเขาหรือ คุณหมอ... เอามันไปไว้ใช้ไหมคะ นังนี่น่ะมันทำงานบ้านเก่งสะอาดกว่าพี่น้องคนอื่นๆ ดีเหมือนกัน ฉันน่ะมันลูกเยอะแย่งกันกิน แย่งกันอยู่ ดูไม่ค่อยจะไหว...แกไปคอยรับใช้หมอก็ทำตัวดีๆล่ะ”

    หมอเมตตายิ้มรับ มองทั้งดวงใจและอ้อย “ทีนี้คุณแม่ฉันไม่เหงาแน่แล้ว”

    ดวงใจหอมลูกน้อยด้วยความดีใจ...

    ooooooo

    สถานีรถไฟแถวพิษณุโลก เมียนายสถานีเอาชะลอมของกินให้อ้อยลูกสาว ลูบหลังลูบไหล่น้ำตาร่วง ใจหายเมื่อลูกสาวจะไปจริงๆ หันมาฝากฝังหมอเมตตาให้ดูแล ถ้าดื้อก็สั่งสอนได้

    “ฉันจะดูแลอ้อยอย่างดี ไม่ต้องห่วงหรอก” หมอเมตตารับปาก

    “นังอ้อย...เอ็งไปอยู่บ้านท่านก็ให้ขยันเข้าไว้ อย่าไปนอนสันหลังยาว มือตีนห่างนะ” อ้อยรับคำแม่ “พอเอ็งจะไปจริงๆ แม่ก็อดใจหายไม่ได้”

    “ไหนแม่ว่าอยากให้ฉันไปพ้นๆ จะได้ไม่เปลืองไง...” อ้อยยิ้มล้อแม่แต่ก็เศร้าเหมือนกัน

    “แม่ก็บ่นไปอย่างนั้นแหละ คนเป็นแม่น่ะมันรักลูกทุกคนแหละ”

    อ้อยโผกอดแม่ร้องไห้ นายสถานีร้องถาม ตกลงจะให้ลูกไปหรือเปล่า หมอเมตตากล่าว “ไม่ต้องห่วง อยากไปเยี่ยมเมื่อไหร่ก็ไปได้ หัวหน้าเขารู้ที่อยู่ฉันดี ไปเถอะ รถไฟจะออกแล้ว”

    ตลอดเวลาดวงใจไม่ได้สนใจใคร มัวแต่ตื่นเต้นที่จะได้ไปกรุงเทพฯ เธอหันมาไหว้ลานายสถานีกับเมีย ขอบคุณและรับรองจะไม่ลืมบุญคุณ ทั้งสองอวยพรให้เธอโชคดี...ดวงใจปลาบปลื้มดีใจที่ได้นั่งรถไฟเสียที ทุกคนโบกมือลา...

    ในตลาดเล็กๆปากซอยบ้านหมอเมตตา เสาวรสหาบข้าวแกงมาขายรวมทั้งห่อหมกของยายประคองด้วย มีคนนั่งกินสองสามคน...ไอ้เปี๊ยกเดินกร่างเข้ามา “ห่อหมกหมดหรือยังเจ๊...”

    “มึงเรียกใครเจ๊ไอ้เปี๊ยก...” เสาวรสสวน

    เปี๊ยกย้อนกวนๆ “โง่หรือไงถึงมาถาม...ก็เรียกมึงแหละ”

    เสาวรสลุกยืนเท้าเอวสีหน้าเอาเรื่อง “ไอ้ชิปหาย มากวนตีนกูใช่ไหมไอ้เปี๊ยก เดี๋ยวกูสาดด้วยน้ำล้างจาน”

    “อย่านะ หน้าไม่เหมือนแม่กู กูเตะให้”

    เสาวรสคว้าไม้คานท้าเหยงๆให้เข้ามา มือตนไม่ได้ซุกหีบ ลูกค้าลุกหนี เปี๊ยกหัวเราะเยาะ

    “ช่วยไม่ได้ แม่ค้าปากตลาดอย่างมึง ใครเขาจะอยากกิน”

    เสาวรสเอาน้ำล้างจานสาดโครม เศษอาหารติดหัวหู เปี๊ยกร้องลั่นว่าโสโครก หญิงสาวโต้ คนโสโครกอย่างเขาก็เหมาะกับของโสโครกแบบนี้ ว่าแล้วก็ยกไม้คานขู่ เปี๊ยกทำท่าจะเข้าตบเสาวรส เจ็งแม่ค้าขนมหวานคว้าไม้คานมาช่วย แม่ค้าอื่นเข้าร่วม ถ้าเปี๊ยกเข้ามาโดนดีแน่ เปี๊ยกโวยที่พวกพ่อค้าแม่ค้าจะรุม เสาวรสท้าให้กลับไปฟ้องแม่เล้า เจ็งขู่

    “ถ้านังช้อยมันรู้ว่าแกมาทำกร่างกับพวกข้า ระวังนะมึง นังช้อยมันจะกระทืบมึงเพราะมันรู้ว่าพวกกูจะพากันไปถล่มซ่องมัน...มึงอย่าก่อเรื่องดีกว่า”

    เสาวรสถ่มน้ำลายเหยียด “ถุย...ไอ้แมงดา ไหนๆมึงจะไปฟ้องแม่มึงแล้ว พวกกูจะรุมกระทืบมึงก่อนดีกว่า”

    พ่อค้าแม่ค้าช่วยกันรุมด่าเปี๊ยก เปี๊ยกชี้หน้าฝาก ไว้ก่อน แล้วเดินหนีหัวซุกหัวซุน...รถสามล้อที่หมอเมตตานั่งมากับดวงใจและอ้อยผ่านมา พวกพ่อค้าแม่ค้าเห็น ดีใจกันใหญ่ที่หมอกลับมาแล้ว เสาวรสเห็นดวงใจอุ้มลูกก็แปลกใจ ทุกคนสันนิษฐาน

    “สงสัยหมอจะแอบไปมีเมียมีลูกไว้แล้ว” ต่างปลาบปลื้มยินดีไปกับหมอด้วย

    มาถึงบ้าน ดวงใจอุ้มลูกกับอ้อยนั่งคุกเข่าไหว้แม่ของหมอเมตตา ท่านท่าทางใจดีมีเมตตา

    “เอาเถอะจ้ะ มาอยู่ซะด้วยกัน ที่นี่ก็มีกันแค่สองคนนี่แหละ หมอน่ะต้องออกตรวจบ่อยๆ ฉันก็อยู่คนเดียว มีเธอสองคนมาอยู่ด้วยก็ดี ไหนหมอ...ส่งลูกหนูมาให้แม่ดูหน้าหน่อยสิ” พอได้อุ้มลูกหนู “หมอ...แม่รักลูกหนูซะแล้วสิลูก ดูสิรู้อยู่ น่าเกลียดน่าชังจริงๆ”

    ดวงใจพลอยอบอุ่นใจไปด้วย

    ooooooo

    ในบ้านยายประคอง เสาวรสกำลังล้างหม้อล้างไห ที่กลับจากขายของ มีเหมี่ยวคอยช่วย...ประคองฟังเรื่องที่หลานสาวเล่าแล้วของขึ้น ควงอีโต้ที่หั่นผักในมือ “ไอ้เปี๊ยกนี่มันเลวจริงๆ หน็อย...ข้าอยู่หน่อยไม่ได้ จะเอาอีโต้เฉาะปากมัน”

    เสาวรสหัวเราะชอบใจ บอกยายพรุ่งนี้ตนจะเอาอีโต้ไปด้วย ถ้ามันมาปากหมาอีกจะฟันปากใส่หม้อมาให้ เหมี่ยวปรามและเตือน

    “ฉันว่าแกอย่าไปยุ่งกับไอ้คนพวกนี้ดีกว่า พวกเดนคนอย่างมันทำได้ทุกอย่าง เอ็งน่ะเดินหาบของขายคนเดียว เดี๋ยวมันแค้นจะดักตีหัวเอานะ”

    “ก็จริงนะ วันนี้ถ้าไม่ได้เจ๊เจ็งกับลุงเชา มีหวังฉันกับมันคงแลกกันคนละแผลละ”

    แต่ประคองกลับยุไม่ต้องกลัว ใครแหยมมาต้องเละ เหมี่ยวปรามทั้งยายและน้องที่ทำเป็นเก่งอยู่เรื่อย แล้วนึกได้บอกเสาวรสว่าวันนี้พ่อมาหา เสาวรสรีบถามพ่อมาตามกลับบ้านหรือ ประคองสบตาเหมี่ยวอย่างสงสาร ก่อนจะเอ่ยกับหลาน

    “เขาก็มาถามสารทุกข์สุกดิบเอ็ง ไม่เห็นพูดนี่ว่าอยากให้เอ็งกลับบ้าน เอ้านี่แน่ะ...เขาฝากเงินให้เอ็งยี่สิบบาท” ประคองล้วงเงินในกระเป๋าส่งให้

    “ยายเก็บไว้เถอะ ฉันมาเกาะยายกินอย่างนี้ฉันก็สบายดีแล้ว ถ้าเขามาอีก ยายบอกเขาด้วยนะ ว่าต่อไปไม่ต้องมายุ่งกับฉันอีก อยู่กับเมียใหม่ลูกใหม่ไปเถอะ” เสาวรสพูดด้วยความน้อยใจ...

    ค่ำวันนั้น ขณะที่หมอเมตตานั่งทานข้าวกับแม่ เขาชวนดวงใจให้ทานพร้อมกัน แต่ดวงใจเจียมตัวขอไปทานกับอ้อยในครัวทีหลัง แม่หมอเมตตาจึงถามถึงลูกหนูหลับแล้วหรือ

    “กินนมแล้วก็หลับไปเลยจ้ะ”

    “เธอก็ควรจะไปนอนพักผ่อนนะดวงใจ เพิ่งจะคลอดใหม่ๆ ไหนจะเดินทางตั้งไกล รีบทานข้าวแล้วไปนอนได้แล้ว”

    “ข้าเจ้ายังไม่ง่วงเลยเจ้า คุณหมอไม่ต้องห่วง ข้าเจ้าแข็งแรง...”

    “อย่าดื้อกับหมอสิดวงใจ หมอเขารู้ดีกว่าเรานะ” แม่หมอปราม

    พอดีมีคนมาเรียกหมอเมตตาหน้าบ้าน แม่หมอมอง ลูกชายลุกเดินไปดูอย่างสงสาร คิดว่าคงมีคนเจ็บอีกตามเคย... หมอเมตตาเดินกลับมาบอกแม่ให้ทานข้าวไปก่อนแล้วไปเตรียมกระเป๋าเครื่องมือ บอกทุกคนไม่ต้องรอ

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    Help Me คุณผีช่วยด้วย EP.3 อานนท์ ได้เงื่อนไขจากยมทูต เริ่มภารกิจช่วยผี

    Help Me คุณผีช่วยด้วย EP.3 อานนท์ ได้เงื่อนไขจากยมทูต เริ่มภารกิจช่วยผี
    25 ต.ค. 2564

    07:30 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม 2564 เวลา 08:37 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์