ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

แหวนสวาท

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง แพนเค้ก-เขมนิจ ประกบ ธันวา ใน "แหวนสวาท"

วิศิษฏ์คิดถึงพิศที่หมดโอกาสเจอกันในบ้านเพราะโดนข่ายมนตราของอาจารย์หวังขวางกั้น เขาเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ข่ายมนตราจะเสื่อมสลายไปเสียที

อยู่ดีๆวันนี้เฟื่องขจรเห็นหมอกเต็มไปหมดรอบตัวบ้าน แต่ชื่นจิตกลับบอกว่าแดดแรงมาก สองคนทุ่มเถียงกันจนวิศิษฏ์ได้ยินรีบมาถามแม่ว่าเห็นหมอกตรงไหนบ้าง ตนจะไล่หมอกให้เอง

“ดีๆๆ ตรงนี้ไง นี่ตรงนี้...เห็นมั้ยมันลอยวน...วนไปทางโน้น...แล้วก็ลอยไปทางนี้ด้วย”

เฟื่องขจรชี้มือไปเรื่อย ชื่นจิตทำหน้าเหวอมองสองแม่ลูกที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย วิศิษฏ์ลากสายยางมุ่งมั่นจะฉีดน้ำทำลายหมอกควันที่เชื่อว่าเป็นข่ายมนตรา โต้งกับติ๋วออกมาจากในบ้านนึกว่าคุณอาจะรดน้ำต้นไม้ บอกให้รดตอนเย็นเดี๋ยวพวกตนช่วยเอง

“ไม่ต้องพูดมาก เปิดก๊อกน้ำให้อาที”

โต้งวิ่งไปหมุนก๊อกน้ำอย่างว่าง่าย วิศิษฏ์ใช้สายยางฉีดไล่หมอก เฟื่องขจรปรบมือดีใจ ชื่นชมลูกชายเก่งที่สุดในโลก ติ๋วกับโต้งเหวอๆงงๆ เช่นเดียวกับชื่นจิตที่คิดว่าแม่ลูกคู่นี้น่าจะเพี้ยนไปแล้ว

“พี่ชื่น...หรือว่าอาศิษฏ์โดนผีสิงจนเพี้ยนเหมือนคุณย่าไปแล้วคะ” ติ๋วกระซิบ

“ลำพังคุณย่าคนเดียวพี่ชื่นก็แย่แล้ว นี่ยังมีคุณศิษฏ์อีก ไม่ไหวหรอกค่ะ ชื่นลาออกไปตัดอ้อยดีกว่า”

วิศิษฏ์ฉีดน้ำมุมนั้นมุมนี้แล้วแต่เฟื่องขจรจะชี้นำ พลันเสียงแตรรถดังมา ชื่นจิตผวาร้องว้าย ท่าทางดีใจที่เห็นวิภาดาขับรถเข้ามาจอด

ติ๋วกับโต้งรายงานวิภาดาทันทีที่เธอลงจากรถว่าคุณย่ากับคุณอาฉีดน้ำไล่หมอกอะไรไม่รู้ เห็นกันอยู่สองคนแต่พวกตนไม่เห็นมีหมอกเลย

“ตายแล้ว...ข่ายมนตรา” วิภาดาพึมพำแล้วเข้าไปแย่งสายยางจากน้องชาย “หยุดนะศิษฏ์ แกจะบ้าเหรอ หยุดๆๆ”

วิศิษฏ์เบี่ยงไม่ให้แย่ง วิภาดาโดนน้ำเปียกปอนไปหมดแถมยังโดนเฟื่องขจรตำหนิเสียงเขียวอีก

“นี่มันอะไรกันยัยวิ...น้องกำลังฉีดน้ำไล่มัน...แกไม่เห็นเหรอหมอกหนาทึบอย่างนี้ บ้านเราไม่เห็นเดือนเห็นตะวันกันแล้ว...ยัยวินี่ ทำไมโง่แบบนี้นะ”

“คุณแม่ไม่รู้อะไรก็อยู่เฉยๆดีกว่าค่ะ โอ๊ย! ไอ้บ้า ฉันเปียกหมดแล้วเห็นมั้ยเจ้าศิษฏ์...โต้งปิดน้ำ เร็วสิ”

โต้งทำตามคำสั่งคุณป้าแล้วกลับมายืนรวมกับติ๋วและชื่นจิต

“ฉันมีเรื่องต้องพูดกับแกให้รู้เรื่องแล้วศิษฏ์” วิภาดาเสียงแข็งท่าทีฉุนเฉียว จ้องหน้าน้องชายอย่างเอาเรื่อง!

ooooooo

พิศพานิลไปส่งที่ศาลเก่าซึ่งเป็นที่หลบภัยของลิ้นจี่...เพียงเห็นสภาพภายนอกนิลก็ไม่อยากอยู่เสียแล้ว แต่พอเข้ามาข้างในเห็นลิ้นจี่มีบริวารคอยพัดวีค่อยสนใจขึ้นมาหน่อย

“คุณพิศ...ไอ้เด็กจอมกวนนี่ใครล่ะเจ้าคะ”

“กุมารทองของแม่แพรว น้องสาวฉัน”

“คุณพิศหลอกลิ้นจี่แน่ๆเลย ผู้หญิงทันสมัยแบบน้องสาวคุณพิศจะเชื่อเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ”

“อย่าว่าแม่แพรวของข้านะ ไม่งั้นล่ะก็เจอดีแน่”

“อ้าว ไอ้มืดนี่ทำไมมันปากดีนักเจ้าคะ”

“ข้าไม่ได้ชื่อมืด ข้าชื่อนิล”

“เออ จะมืดจะนิลมันก็ดำเหมือนกันแหละ แล้วคุณพิศพามันมาทำไมเจ้าคะ”

“ฝากลิ้นจี่ดูแลด้วย...ห้ามออกไปข้างนอกเด็ดขาด ไม่งั้นจะถูกหมอผีจับไปเป็นบริวาร นิลต้องเชื่อฟังพี่ลิ้นจี่ แล้วก็เรียกตัวเองว่าหนู อย่าเรียกตัวเองว่าข้า มันไม่ไพเราะ”

นิลเบ้ปากไม่ยำเกรง ลิ้นจี่เห็นแล้วบอกพิศว่าท่าทางมันเชื่อซะที่ไหน ตนอยากรู้ว่านิลไปเป็นกุมารทองของแม่แพรวได้ยังไง

“กรรมทำให้เกิดความผูกพัน...ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เกิดขึ้นจากความบังเอิญหรอกลิ้นจี่ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีเหตุมีผลของมันทั้งนั้น เธอเตรียมตัวให้พร้อมไว้ด้วยนะ บางทีเร็วๆนี้ฉันต้องอาศัยเธอทำงานบางอย่าง”

“ยินดีเจ้าค่ะคุณพิศ”

พิศวูบหายไป นิลเหลียวมองพลางร้องเรียกพี่สาว ทำไมไม่อยู่กับตน ตนไม่อยากอยู่กับพวกนี้

“อยากตามไปก็เชิญ จะได้ถูกไอ้หมอผีจอมโหดมันจับขัง ดูสิ ขนาดพวกข้ายังต้องทนอยู่ในเรือนนี้เลย แล้วเจ้าล่ะ บารมีน้อยแค่นี้ทำอะไรใครไม่ได้หรอก”

นิลหน้าง้ำเดินไปนั่งเบะปากจะร้องไห้ ลิ้นจี่ได้ทีแหย่ว่าแค่นี้ก็ขี้แงแล้วจะสู้ใครเขาได้ นิลไม่สบอารมณ์แต่ไม่ตอบโต้...

ooooooo

วิภาดาหงุดหงิดโมโหที่วิศิษฏ์เอาน้ำฉีดไล่ข่ายมนตรา หลังจากเช็ดผมตัวเองที่เปียกโชกแล้วเธอสั่งชื่นจิตให้พาเฟื่องขจรไปพักผ่อนข้างบน ส่วนติ๋วกับโต้งให้ไปอ่านหนังสืออย่ามายุ่งกับเรื่องของผู้ใหญ่

เฟื่องขจรยอมไปแต่ไม่วายสำทับวิภาดาว่าถ้าหมอกไม่หาย เราสองคนต้องเลิกเป็นแม่ลูกกัน

“นี่วิช่วยคุณแม่นะคะ ไม่เอาล่ะค่ะ วิไม่พูดด้วยแล้ว ไว้สักวันหนึ่งคุณแม่จะขอบใจวิเอง...ไปสิโต้ง ติ๋ว นั่งฟังผู้ใหญ่เสียมารยาท”

ทันทีที่ทุกคนออกไป วิศิษฏ์ซึ่งไม่ค่อยพอใจพี่สาวก็เร่งเร้าว่ามีอะไรให้รีบพูดมา

“แกท้าทายฉันมากนะศิษฏ์ แกก็รู้ว่าไอ้หมอกของคุณแม่น่ะมันคือข่ายมนตราของอาจารย์หวัง ฉันทำเพราะต้องการช่วยคุณแม่”

“ถ้าจะช่วยคุณแม่ก็ไปทำที่บ้านร้างของพี่วิ...ไม่ใช่ที่บ้านเรา”

“แกกลัวว่าอาจารย์หวังจะไล่ผีที่ติดตามแกอยู่ใช่ไหม...น่าสงสารจริงๆ แกรู้หรือเปล่าว่าแกถูกผีครอบงำจนไม่เป็นตัวของตัวเองแล้ว”

“ก็ยังดีกว่าพี่วิที่หลงเชื่อไอ้หมอผีจอมลวงโลก หลอกเอาเงินพี่วิจนหมดตัว ระวังจะเสียทั้งเงินและเสียทั้งตัวให้ไอ้หมอผี”

“ไอ้บ้า!” วิภาดาขว้างผ้าขนหนูที่เช็ดผมอยู่ใส่หน้าวิศิษฏ์

“พี่วิจำไว้ ผมไม่มีทางให้ไอ้หมอหวังมันทำอะไรบ้านเราได้หรอก”

“แกเรียนวิชาหมอผีมารึไง แกถึงกล้าพูดท้าทายหมอหวัง ระวังตัวไว้เถอะนายศิษฏ์”

วิศิษฏ์ส่ายหน้าเอือมระอา เดินหนีไปอย่างเหนื่อยใจ...

ด้านนงรามที่เหมือนโดนบรรจบผลักไสทั้งที่มีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง เธอกลับถึงบ้านก็เอาแต่ฟูมฟายร่ำไห้กลัวโดนเขาทิ้งจนองุ่นแปลกใจว่าทำไมเป็นเอามากถึงเพียงนี้

สุนทรีก็เช่นกัน อยากรู้อะไรทำให้นงรามหลงใหลบรรจบนักหนา ทั้งที่เมื่อก่อนตนคะยั้นคะยอแทบตายไม่เคยใส่ใจ เมื่อคาดคั้นจนรู้ว่าลูกสาวเสียตัวให้บรรจบไปแล้ว สุนทรีบอกว่าเขาต้องรับผิดชอบ แต่อยากรู้ว่าลูกรักเขาจริงหรือเปล่า

“นงรักพี่จบคนเดียวค่ะคุณแม่ รักที่สุด ไม่รู้เป็นอะไร คิดถึงพี่เขาทุกลมหายใจเลยค่ะ”

“ก็ดีที่รู้ว่านงคิดแบบนี้ แม่จะได้ดำเนินการเต็มที่” ว่าแล้วสุนทรีผละไปอย่างพอใจ แต่องุ่นซึ่งฟังอยู่ด้วยรู้สึกแปลกใจ เดินตามเธอมาตั้งข้อสังเกตว่าท่าทางนงรามเหมือนโดนเสน่ห์ “เหลวไหลน่าหงุ่น จะโดนมนต์เสน่ห์เล่ห์กลอะไร ถ้าฉันได้เป็นแม่ยายมหาเศรษฐีก็ช่างมันเถอะ”

สุนทรีกล่าวอย่างไม่แคร์ แต่องุ่นอดกังวลไม่ได้

ooooooo

เรืองรุ้งฝันร้ายเกี่ยวกับแพรวพรรณจึงชวนภาณุไปถวายผ้าไตรเผื่อปัญหาทั้งหลายจะคลี่คลายหรือเบาบางลง แต่ดูเหมือนไม่ได้ผล เพราะคืนนี้แพรวพรรณเกือบถูกนางพรายที่สัตตะส่งมาจับตัวไป

โชคดีพิศช่วยไว้ทัน และส่งวิญญาณนางพรายไปรับกรรมที่ก่อไว้ เหตุนี้เองทำให้นงรามคลายมนต์สะกด จากที่เคยหลงใหลบรรจบก็กลับมาเป็นคนเดิมอยากคืนดีกับวิศิษฏ์

นงรามไปพบวิศิษฏ์ที่สำนักงานในวันถัดมา ทำทีสนิทสนมเหมือนไม่เคยมีการตัดสัมพันธ์กับเขามาก่อน

วิศิษฏ์แปลกใจ เช่นเดียวกับคนอื่นที่รับรู้มาตลอดว่านงรามเป็นฝ่ายทิ้งวิศิษฏ์ไป

เธอออดอ้อนและอ้างว่าทั้งหมดเป็นความต้องการของแม่ไม่ใช่ตัวเธอ ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเธอรักเขาเกินกว่าจะไปรักใครได้อีก

“ยกโทษให้นงด้วยนะคะศิษฏ์...นงอยากจะบอกว่าในหัวใจนงไม่เคยมีผู้ชายคนไหนเข้ามาแทนที่ศิษฏ์ได้เลย”

“ขอผมทำใจก่อนนะนง”

“ค่ะศิษฏ์...นงจะรอคำตอบจากศิษฏ์ ถ้าศิษฏ์ปฏิเสธนงก็อย่าลืมไปรดน้ำศพนงด้วยนะคะ”

นงรามทิ้งท้ายทั้งน้ำตาแล้วเดินจากไป วิศิษฏ์ละล้า ละลังก่อนก้าวตาม ระรินกับเขียวเห็นแล้วรู้สึกมันเขี้ยวอยากจะตบนงรามสักฉาด ยิ่งเห็นหล่อนโผกอดวิศิษฏ์ก็แทบเต้นด้วยความหมั่นไส้ ภาณุกับแสวงรับไม่ได้เหมือนกัน ไม่พอใจที่นงรามผีเข้าผีออกแบบนี้

เมื่อเรืองรุ้งทราบจากภาณุว่านงรามกลับมาขอคืนดีกับวิศิษฏ์ก็อดเป็นห่วงแพรวพรรณไม่ได้ว่าจะอกหักก็คราวนี้ เธอยิ่งมีเรื่องไม่สบายใจอยู่ด้วย

พูดไม่ทันขาดคำ แพรวพรรณมาถึง หน้าตาเธอซีดเซียวเหมือนอดหลับอดนอน

“ดื่มอะไรดีครับคุณแพรว เดี๋ยวผมบริการเอง”

“ไม่เป็นไรค่ะ...กุมารทองของคุณณุไม่ได้อยู่กับแพรวแล้วนะคะ”

“อะไรนะครับ”

“เธอติดต่อกับเขาไม่ได้เหรอ เกิดอะไรขึ้น เล่าให้ฟังหน่อย”

เรืองรุ้งกับภาณุสบตากันแล้วลงนั่งตั้งใจฟังแพรวพรรณเล่าเรื่องราว

ooooooo

นงรามกลับบ้านอย่างมีความหวังว่าต้องได้คืนดีกับวิศิษฏ์ ไม่งั้นเขาคงไม่ตกลงไปดินเนอร์กับเธอ องุ่นดีใจที่นงรามกลับมาสดใสเหมือนเก่า แต่สำหรับสุนทรีถ้ารู้เรื่องนี้ต้องโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงแน่

สองคนจึงช่วยกันปกปิดไว้เป็นความลับ โดยนงรามหลอกมารดาว่าเย็นนี้มีนัดเลี้ยงส่งเพื่อนที่สอบชิงทุนไปเรียนต่อเมืองนอกได้

“อ้าว...แม่ก็นึกว่านงจะไปเยี่ยมพี่บรรจบกับแม่ พี่เขากลับบ้านวันนี้แล้วนะ แม่ว่าจะชวนนงไปทานข้าวที่บ้านเขา”

“แต่นงนัดกับเพื่อนแล้วค่ะ เพื่อนๆที่มหาวิทยาลัยก็ไปกันหลายคน”

“เฮ้อ...นี่ถ้าแต่งงานกับพี่บรรจบไปแล้ว แม่หวังว่า นงจะรู้จักแยกแยะนะว่าเพื่อนแบบไหนควรคบ เพื่อนแบบไหนไม่ควรคบ” สุนทรีท่าทีหงุดหงิด นงรามก้มหน้าซ่อนพิรุธอย่างมิดชิด...

ขณะเดียวกัน วิศิษฏ์กำลังสับสนเรื่องนงราม เขาตั้งตัวไม่ติดที่อยู่ดีๆเธอก็หวนกลับคืนมา ครั้นจะตัดรอนเธอเลยก็สงสาร คิดมาคิดไปแล้วนึกถึงพิศ...เธอไม่น่ามาทิ้งกันไปตอนที่เขากำลังสับสนอย่างนี้

ขณะที่วิศิษฏ์นั่งกลุ้ม ระรินเยี่ยมหน้าเข้ามาบอกว่า “บอสคะ มีแขกของท่านอธิบดีรอพบบอสอยู่ที่ห้องประชุมค่ะ เรื่องด่วน”

“เอ๊ะ ไม่เห็นมีใครนัดมาเลย”

“ท่านเพิ่งแจ้งมาเมื่อกี้นี้เองค่ะ”

“ขอบใจ”

ระรินยิ้มรับแล้วกลับออกมา แสวงสังเกตสีหน้าท่าทางเพื่อนอยู่ตลอด คันปากยิบๆจนทนไม่ไหว

“ไอ้ศิษฏ์ ใจลอยจังว่ะวันนี้ สับสนเรื่องยัยนงรามทรามสงวนเหรอ...คิดให้ดีนะโว้ย”

“ข้าสงสารเขาว่ะแหวง”

ตอบแล้ววิศิษฏ์เดินหน้าเรียบนิ่งออกไปทางห้องประชุม เปิดประตูเข้ามาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในชุดสาวสังคมสวยหรู สวมแว่นตาดำยืนหันหลังให้

“สงสารเขา แต่ไม่สงสารคนที่คอยช่วยเหลือห่วงหาคุณเด๋อเลยเหรอคะ”

เพียงคำพูดประโยคนั้นก็ทำให้วิศิษฏ์ยิ้มร่า เรียกชื่อเธออย่างเต็มปากเต็มคำ

“คุณพิศ...”

พิศหันมาถอดแว่นตาออกมองเขาอย่างสุดจะคาดเดาความรู้สึก

“ผมนั่งสมาธิทั้งคืน ไหนคุณบอกว่าเรียกผมออกไปไง...คุณพิศหลอกลวง”

“หลอกลวง...ฉันมีงานสำคัญ มาหาคุณไม่ได้แค่คืนเดียว แต่ทำไมไม่คิดบ้างว่าฉันรอคอยใครบางคนมานับร้อยปี...ฉันไม่เคยเอาเป็นข้ออ้างว่าใครบางคนนั้นเป็นคนหลอกลวง”

“คุณพิศ” วิศิษฏ์รวบตัวพิศมากอดและจะจูบ แต่เธอเบือนหน้าหนีพร้อมห้ามปราม

“อย่าค่ะ ฉันไม่ใช่มนุษย์อย่างคุณ”

วิศิษฏ์รั้นจะจูบเธอให้ได้ แต่เธอวูบหายไปจนเขาวืดแทบเสียหลัก

พิศปรากฏตัวคนละมุมห้องกับเขา เอ่ยเสียงเศร้าว่า “เห็นไหม...ฉันไม่เหมือนคุณ เราอยู่กันคนละภพ เรารักกันได้แต่เราใช้ชีวิตร่วมกันไม่ได้”

“แล้วทำไมคุณไม่เป็นมนุษย์เหมือนผม”

“บุญและกรรมทำให้เราต่างกัน”

“เขาเข้ามาในขณะที่ผมโหยหาอยากพบคุณพิศ”

“ดูแลหัวใจตัวเองด้วยค่ะคุณเด๋อ อย่าเผลอรักเขา... ฉันยืนยันอีกครั้งว่าคุณเด๋อกับคุณนงรามไม่ใช่เนื้อคู่กัน เขาทำบุญกับด็อกเตอร์บรรจบมากกว่าคุณ”

“แล้วทำไมหัวใจผมต้องหวั่นไหวด้วย”

“ก็เพราะกรรมที่ต่างจะต้องชดใช้กันในชาตินี้... สิ้นกรรมเมื่อไรหัวใจของคุณเด๋อก็จะเป็นอิสระ”

“คุณพิศ...แล้วเราจะได้พบกันมั้ย”

“ถ้าคุณเด๋อยังอยากพบฉันเจ้าค่ะ” พิศน้ำตาไหลพรากแล้ววูบหายไป

วิศิษฏ์หน้าเศร้าทรุดนั่งที่เก้าอี้ รำพึงอย่างทุกข์ใจ “ทำไมคุณไม่เป็นคนเหมือนผม...ผมจะกอดคุณไว้ไม่ยอมให้ห่างกายเลย”

เวลานั้นใกล้ค่ำแล้ว พิศไปปรากฏตัวที่ซากโบราณ สถานเก่าแก่ น้ำตาเธอหยาดไหล สะอื้นเบาๆเคล้าเสียงตัดพ้อของตัวเอง

“กี่ภพกี่ชาติ...ผู้ชายก็สับปลับเหมือนเคย เอ่ยคำว่ารักได้เสมอโดยไม่เคยใส่ใจเลยว่าผู้หญิงจะรู้สึกยังไง”

ooooooo

งามเนตรเคี่ยวเข็ญแพรวพรรณให้ไปเยี่ยมบรรจบแต่เธอหลบไปพบเรืองรุ้งแล้วพากันมาหาหลวงพ่อที่ภาณุเคารพนับถือ

เมื่อโดนแม่โทร.ตามหลายรอบเธอก็บอกว่าติดธุระ และล่าสุดไม่ยอมรับสาย ทำให้งามเนตรหงุดหงิดมากมายจนพาลมาลงที่สามีอีกตามเคย หาว่าเขาให้ท้ายลูกถึงได้เป็นอย่างนี้

“อาจเป็นเพราะว่าลูกไม่ชอบกิจกรรมที่คุณจัดหรือเปล่า”

“จะเป็นอะไรนักเชียว แค่ไปเยี่ยมพี่เขา อย่าลืมนะคะว่าเขามาตกบันไดที่บ้านเรา”

งามเนตรพูดหน้าง้ำแต่พอได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังและคนโทร.มาคือบรรจบก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มร่า ทักทายเขาเสียงอ่อนเสียงหวาน ยืนยันว่าถ้าแพรวพรรณกลับมาจะให้โทร.ไปหาโดยเร็ว...

แต่คงจะอีกนาน เพราะเวลานั้นแพรวพรรณยังอยู่ที่วัดกับเรืองรุ้งและภาณุ เธอต้องการให้หลวงพ่อช่วยตามหากุมารทองชื่อนิล หลวงพ่อรับปากแต่ให้เรืองรุ้งช่วยด้วยเพราะเธอเป็นผู้มีอภิญญาบารมีที่สั่งสมมาแต่ชาติปางก่อน

ด้านบรรจบที่อยากพบแพรวพรรณใจจะขาด เขาเป็นห่วงเธอมาก กลัวสัตตะจะใช้วิชาอาคมกับเธอ ถ้าเป็นเช่นนั้นรับรองว่ามันต้องเจอลูกปืนของตนแน่ ฝ่ายนงรามที่หลุดพ้นมนต์เสน่ห์จากสีผึ้ง เธอกลับไปหาวิศิษฏ์และตื๊อจนมีโอกาสได้กินข้าวมื้อค่ำกับเขาสมใจ แต่พอเธอพูดเรื่องแต่งงาน อยากให้เขาส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอ ชายหนุ่มกลับแบ่งรับแบ่งสู้ว่าคงไม่มีเงินสินสอดอย่างที่แม่ของเธอต้องการ

“นงจะพูดกับคุณแม่เอง รับปากนงได้ไหมคะว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด”

“ขอเวลาผมอีกสักพักเถอะ ก่อนหน้านี้ผมก็อยากแต่งงาน ผมเก็บเงินหวังสร้างอนาคตแต่นงก็เปลี่ยนไป”

“เลิกพูดเรื่องนี้ดีกว่า นงบอกแล้วไงคะว่านงขัดคุณแม่ไม่ได้ นงไม่ได้รักพี่บรรจบซะหน่อย ทำไมศิษฏ์พูดเหมือนไม่เชื่อนง...นงน้อยใจนะคะ”

“ผมขอโทษ ผมจะรีบจัดการให้เร็วที่สุด”

นงรามยิ้มแย้มดีใจ ในขณะที่วิศิษฏ์พูดไปแล้วก็มีแต่ความหนักใจ

ooooooo

สัตตะยังบริกรรมคาถาอยู่ในป่าช้า โดยปลุกผีทั้งหลายมาเป็นบริวาร แต่แค่นั้นยังไม่พอเขาอยากได้เพิ่ม และล่วงรู้ว่าไม่ไกลกันนักมีศาลไม้เก่าอยู่หลังหนึ่ง

ลิ้นจี่ยึดที่นี่เป็นที่พักอาศัยและมีบริวารหลายตน ส่วนนิลเพิ่งมาใหม่ สัตตะเดินทางมาถึงและคิดจะทำร้ายกุมารทองเพราะรู้จากนางพรายว่าเขาเป็นบริวารของพิศ

เมื่อทำร้ายพิศไม่ได้เสียที สัตตะจะกำจัดบริวารของเธอแทน แต่หลวงพ่อกับเรืองรุ้งนั่งสมาธิถอดกายมาช่วยไว้ กระนั้นก็ไม่ทำให้นิลรอดพ้นอาคมของสัตตะไปได้ นิลถูกเป่ามนต์ใส่กลายเป็นเศษฟางปลิวไปในอากาศ ทันใดพิศปรากฏตัวบีบคอสัตตะจนกระอักเลือด เสื่อมสิ้นวิชาอาคมและคุณไสย

หลวงพ่อกับเรืองรุ้งกลับเข้าร่างที่นั่งสมาธิต่อหน้าภาณุและแพรวพรรณ ก่อนเล่าเรื่องนิลให้ฟังอย่างเศร้าสลด

“เขากลับมาอยู่กับหลวงพ่อแล้ว และอีกนานกว่าธาตุขันธ์เขาจะกลับมามีพลังเหมือนเคย ปล่อยเขาไว้ในความทรงจำเถอะ”

“โธ่...นิล” แพรวพรรณก้มหน้าร้องไห้อย่างสะเทือนใจ

ด้านลิ้นจี่ที่ถูกสัตตะรุกรานถึงศาลไม้ก็ต้องออกจากที่นั่นตามพิศกลับมาบ้านเฟื่องขจร แต่บ้านหลังนี้มีข่ายมนตราของอาจารย์หวังปกคลุม ทั้งคู่เข้าไม่ได้จึงได้แต่ยืนมองอยู่หน้าบ้าน

“แม้แต่คุณพิศก็กลัวหรือเจ้าคะ”

“เราไม่กลัวหรอก ข่ายมนตรานี้ทำร้ายเราไม่ได้ ที่กลัวก็มีอย่างเดียวเท่านั้นคือโองการท้าวมหาพรหม ถ้านายหวังทำพิธีอ่านขึ้นมาเมื่อไหร่ ฉันอาจจะอยู่ไม่ได้”

“ลิ้นจี่ไม่อยากเชื่อเลยเจ้าค่ะว่านางฟ้ามีบารมีมากจะพ่ายแพ้แก่อาคมของหมอไสยศาสตร์คนหนึ่ง”

“เป็นไปได้สิ...ฉันลงมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของมนุษย์มากเกินไป บางอย่างเป็นกฎสวรรค์แต่ฉันก็ฝืน...เพื่อใครล่ะ ถ้าไม่ใช่คนที่เรารัก”

“โธ่ คุณพิศ” ลิ้นจี่รำพึงหน้าเศร้า

จังหวะนั้นวิศิษฏ์ขับรถกลับมา ชื่นจิตเปิดประตูรับแล้วยืนมองไปถนนฝั่งตรงข้ามเห็นผู้หญิงแต่งชุดไทยสองคนยืนอยู่ แต่ไม่กี่อึดใจก็หายไป ความกลัวแผ่ซ่านทั้งกายเธอทันที รีบปิดประตูแล้ววิ่งเข้าบ้านอย่างเร็ว

ขณะเดียวกันนั้น แพรวพรรณขับรถไปส่งเรืองรุ้งที่คอนโดฯ โดยภาณุติดรถมาด้วย เขาลงพร้อมเรืองรุ้งแล้วให้แพรวพรรณขับรถกลับบ้านคนเดียว

เมื่ออยู่กันตามลำพัง เรืองรุ้งบอกภาณุว่ามีเรื่องจะเล่าให้ฟังแต่เขาต้องสัญญาก่อนว่าจะเก็บเป็นความลับ ภาณุรับปากแข็งขันด้วยเกียรติของลูกผู้ชาย เธอเชื่อและนับวันรู้สึกผูกพันกับเขามากขึ้น

เรืองรุ้งเล่าว่าตอนไปกับหลวงพ่อเพื่อตามหานิลได้เห็นผู้หญิงแต่งชุดไทยหน้าเหมือนแพรวพรรณราวกับเป็นฝาแฝด ตนเคยอ่านเจอว่าฝาแฝดหน้าตาเหมือนกัน คนหนึ่งตายไปแล้วได้เกิดใหม่ แต่อีกคนไม่ยอมไปไหนเพราะรักน้องมากเลยขอเป็นวิญญาณที่ตามดูแลน้องสาว แม้ว่าจะเกิดขึ้นในภพภูมิใหม่แล้วก็ตาม

“หรือว่าคุณแพรวมีฝาแฝด”

“ชาตินี้ไม่มีหรอก...แต่ถ้าชาติก่อนไม่รู้”

และเพื่อคลายความสงสัย เมื่อภาณุกลับไปเรืองรุ้งจึงนั่งสมาธิ...ไม่นานพิศปรากฏร่างขึ้นในห้อง ถามเธอว่าอยากรู้เรื่องของตนมากนักหรือ เรืองรุ้งลืมตาเห็นพิศยืนตรงหน้าก็ตกใจ

“ท่านเป็นใครเจ้าคะ แล้วทำไมหน้าตาเหมือนเพื่อนดิฉันเลย”

“ฉันบอกทุกสิ่งทุกอย่างกับเธอได้ แต่ต้องมีสัญญาแลกเปลี่ยน เธอต้องช่วยเหลือฉัน เราจะร่วมมือกันเพื่อปกป้องแพรว”

“แพรวเป็นเพื่อนของดิฉัน ดิฉันรับปากเจ้าค่ะ”

“แล้วก็ห้ามเปิดเผยความลับนี้ให้แพรวรับรู้ จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากฉันก่อน”

“เจ้าค่ะ”

“หลับตาทำสมาธิสิ...เราจะย้อนอดีตไปพร้อมๆกัน”

เรืองรุ้งหลับตาทำสมาธิอีกครั้ง ได้ยินเสียงพิศเอื้อนเอ่ยอย่างชัดเจน

“ฉันชื่อพิศเป็นพี่สาวฝาแฝดของแม่แพรว เรามีสามีคนเดียวกันคือเจ้าคุณพี่ ซึ่งชาตินี้เขาเกิดมาในนามวิศิษฏ์ เธอจะเชื่อฉันไหมว่าด้วยความรักที่แม่แพรวมีต่อเจ้าคุณพี่ทำให้เขาตัดสินใจฆ่าฉันอย่างเลือดเย็น จนฉันขาดใจตายไปทีละน้อย...ทีละน้อย”

พลันภาพในอดีตสมัยกรุงศรีอยุธยาเด่นชัดขึ้น...ที่บ้านเรือนไทยหลังใหญ่มีบ่าวไพร่จำนวนไม่น้อย ทุกคนทำงานอย่างขยันขันแข็งนอกเรือน ขณะที่บนเรือนกำลังเกิดเรื่องร้าย พิศถูกแพรววางยาถึงแก่ชีวิตโดยที่นมอิ่มคลางแคลงสงสัยแต่ไม่มีหลักฐานเอาผิดใคร แพรวแสร้งร้องไห้ เสียใจ พอทราบจากบ่าวว่าคุณพระกลับจากทัพแล้วเธอยิ่งบีบน้ำตาปานจะขาดใจ

คุณพระเสียใจยิ่งกว่า ถึงกับน้ำตาไหลอาบหน้าที่ต้องสูญเสียหญิงอันเป็นที่รักไปอย่างกะทันหัน เขากอดประคองร่างไร้วิญญาณของเธอ ขณะที่แพรวยังเล่นละครไม่เลิก ร่ำไห้แทบเป็นลมต่อหน้าคุณพระ

แต่ถึงอย่างไรคุณพระก็หาได้ผละจากร่างพิศไปหาแพรว เขาสั่งบ่าวไพร่พาแพรวไปหาหยูกยารักษา หากไม่ดีขึ้นให้ไปตามหมอ แพรวไม่พอใจแต่ไม่กล้าออกฤทธิ์ ได้แต่ทำหน้าบึ้งตึงนอนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของนมอิ่ม

หลังพิธีศพพิศแล้วคุณพระนำกระดูกเธอใส่โกศมาเก็บไว้ในห้องพร้อมแหวนหัวพญานาควางบนพานใกล้กัน เขาเฝ้ารำพึงรำพันคิดถึงเธอทุกลมหายใจ พิศรักเขามากเช่นกันจึงไม่ยอมไปไหน แถมยังมาปรากฏให้แพรวเห็นจนเธอกลัวสุดใจ ถามนมอิ่มว่ารู้จักพระหรือหมอคุณไสยที่ใดบ้าง ตนรู้สึกว่าวิญญาณพี่สาวยังอยู่ที่เรือนจะเอาชีวิตตน

“ก็เรือนนี้เป็นเรือนตายของนายแม่นี่เจ้าคะ ถ้าแม่แพรวมิได้ทำอันใดนายแม่ วิญญาณนายแม่จะตามรังควานรึเจ้าคะ”

แพรวโมโหแผดเสียงทันที “อยากถูกไล่ไปอยู่เรือนไพร่ข้างล่างรึ ถึงเห็นผีดีกว่าข้า”

“นายแม่ก็พ่ายบุญพ่ายวาสนาแม่แพรวแล้ว ไยต้องตามจองเวรจองกรรมนายแม่อีกเล่าเจ้าคะ กรรมจะตามติดไปทุกชาตินะเจ้าคะ”

“พูดอันใดหาเข้าหูข้าไม่ ข้าไม่ได้ใจร้ายต่อแม่พิศดอก แค่อยากให้มดหมอหรือพระเจ้าช่วยเจรจากับแม่พิศเท่านั้น”

แพรวกราดเกรี้ยวแต่พอเห็นคุณพระก้าวเข้ามาในห้องก็รีบก้มหน้าแกล้งสะอื้น รำพันว่าคิดถึงพี่สาวเหลือเกิน นมอิ่มเห็นละครฉากใหญ่ถึงกับอึ้งไป คุณพระลงนั่งโอบกอดแพรวไว้ด้วยสีหน้าหม่นหมอง

“พี่ก็เช่นกัน ทุกลมหายใจเข้าออกมีแต่แม่พิศ”

แพรวซบหน้ากับแผ่นอกกว้างของคุณพระ ดวงตาริษยาฉายชัดแต่คุณพระไม่เห็น เขาลูบเรือนผมเธอด้วยมือข้างที่ใส่แหวนพญานาคซึ่งเป็นของสำคัญและมีความผูกพันกับพิศ...

ในที่สุดนมอิ่มก็ไม่กล้าแข็งขืนขัดใจแพรวที่ต้องการไล่วิญญาณพิศไปพ้นเรือนคุณพระ ซึ่งแพรวอ้างว่าเป็นทางเดียวที่จะให้พิศไปผุดไปเกิด

แพรวนำกระดูกของพิศออกจากโกศใส่ห่อผ้าแล้วใส่เถ้าถ่านลงไปแทนเพื่อไม่ให้คุณพระผิดสังเกต เธอนำห่อผ้านั้นลงเรือไปกับนมอิ่มมุ่งหน้าสู่วัดให้พระทำพิธีส่งวิญญาณพิศ แต่เมื่อพระได้ฟังความประสงค์ของเธอแล้วกลับถามย้ำเหมือนคลางแคลงใจ

“แน่ใจรึว่าอยากปรารถนาให้พี่สาวไปผุดไปเกิด”

“เจ้าค่ะ”

“กรรมเป็นสมบัติส่วนตัวของแต่ละคนนะ มันจะตามติดไปทุกภพทุกชาติ”

พระเห็นวิญญาณพิศก้มหน้าอยู่ข้างหลังนมอิ่มกับแพรว จึงตัดบทให้คนทั้งคู่กลับไป ทางนี้ตนจะจัดการให้เอง

“ถ้าวิญญาณแม่พิศไม่อยู่ที่เรือนแล้วข้าจักให้บ่าวไพร่เอาหวานเอาคาวมาถวายมิได้ขาดเจ้าค่ะ หรือว่าพระคุณเจ้าต้องการอันใดก็อย่าได้เกรงใจ”

“มิต้องติดสินบนดอก อาตมาจะเจรจากับวิญญาณแม่พิศก่อน...ไปได้แล้ว”

แพรวไม่ค่อยพอใจนัก แต่พอนมอิ่มบอกให้กลับเพราะคุณพระจะเรียกหา เธอกระวีกระวาดขึ้นมาทันที...

ขณะนั่งเรือกลับด้วยกัน แพรวกำชับนมอิ่มอย่าสาระแนเอาเรื่องส่งวิญญาณพิศไปบอกคุณพระ ไม่เช่นนั้นตนจะไสหัวเธอไปให้พ้นเรือน

ฝ่ายพิศแม้ตายเป็นผีแต่เธอยังรักมั่นต่อคุณพระ จึงบอกพระว่าไม่ขอไปผุดไปเกิด จะขอตามติดชายคนรักไปทุกภพทุกชาติจนกว่าจะได้ครองรักกันสักชาติหนึ่ง ส่วนแพรวนั้นตนก็ไม่จองเวรจองกรรม และสัญญาว่าจะไม่ติดต่อหรือปรากฏตัวให้เธอเห็น

วิญญาณพิศเลือนหายไป พระได้พ่นลมหายใจก่อนพูดพึมพำอย่างเหนื่อยหน่ายว่ายิ่งยึดก็ยิ่งทุกข์...พิศกลับมาที่เรือนคุณพระแล้วสิงสถิตอยู่ในแหวนพญานาค เพื่อรอคอยจะได้พบกับเจ้าของแหวนทุกภพทุกชาติไป

ooooooo

ภาพอดีตที่เรืองรุ้งเห็นกับตาค่อยๆเลือนหายจนกลับมาสู่ปัจจุบัน เธอลืมตาจากสมาธิถามพิศว่าแหวนวงนี้ใช่วงที่อยู่กับวิศิษฏ์หรือเปล่า

“ใช่...ความจริงแหวนมีสองวง อีกวงสั่งทำที่ เมืองเพชรแต่เกิดสงครามเสียก่อน เจ้าคุณพี่จึงไม่ได้ไปรับแหวนวงนั้นมา เจ้าจงหาทางให้แม่แพรวเอามาติดตัวไว้จะป้องกันได้ทุกอย่าง”

“เจ้าค่ะ ดิฉันอยากรู้แล้วเรื่องราวต่อไปจะเป็นยังไง”

“ไปดูต่อสิ” ขาดคำของพิศ ภาพเหตุการณ์ในอดีตชัดเจนขึ้นมาอีก...

นมอิ่มดักรอจีนเส็งอยู่ที่ท่าน้ำ พอเขาวาดหัวเรือเข้ามาก็ทักถามว่ามีอะไรขายบ้าง จีนเส็งพ่อค้าเชื้อสายจีนตอบหน้าระรื่นว่ามีหลายอย่าง ทั้งผ้าแพรสวยงามและถ้วยชามลายครามเก่าแก่

“ข้าอยากได้ชาอุณากรรณ ชาที่ใครกินบ่อยๆก็ตายได้...มีมั้ย ข้าถามว่ามีมั้ย” นมอิ่มเสียงแข็งใส่จนจีนเส็งหน้าเสีย รู้แน่แก่ใจว่าเธอหมายถึงเรื่องใดแต่รีบกลบเกลื่อนว่าพูดอะไรตนไม่รู้เรื่อง

ว่าแล้วเขาจะวาดหัวเรือออก นมอิ่มตวาดลั่นอย่าง เดือดดาล

“มึงคิดว่าหนีพ้นรึ กูจะให้คุณพระลากคอมึงเข้าตะแลงแกงเสียบัดนี้”

“อาแพรวอีบังคับจากอั๊ว อั๊วกลัว อั๊วก็เลย...” จีนเส็งหลุดความลับออกมา พลันเงยหน้าเห็นคุณพระยืนจังก้า รู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น แต่กลายเป็นว่าคุณพระบอกนมอิ่มให้ปล่อยเขาไป

จีนเส็งยกมือไหว้ปลกๆ แล้วพายเรือออกไป ส่วนคุณพระหันกลับขึ้นเรือนมาจัดการแพรวด้วยความโกรธ... แพรวยอมรับทั้งน้ำตาว่าฆ่าพิศ แต่ทำไปก็เพราะรักคุณพระ อยากอยู่กับเขาเพียงผู้เดียว

“ต่อให้เจ้าพูดเยี่ยงนี้ตลอดไปทุกภพทุกชาติ พี่ก็รักเจ้ามิได้...ไปให้พ้นหน้าพี่...ไปสิ”

“ไม่...ไม่เจ้าค่ะ ถ้าข้าทำให้คุณพี่โกรธก็ฆ่าข้าเสีย ให้ข้าตายตกไปเยี่ยงพี่พิศ”

ไม่ว่าแพรวจะพูดยังไงก็ไม่ทำให้คุณพระหายโกรธหรือรักเธอได้ เขาตัดสินใจไปหาพระที่วัดแจ้งความประสงค์ว่าอยากบวช แต่พระทักท้วงว่า

“ถ้าบวชเพื่อหนีทุกข์ก็หนีไม่พ้นดอก มารจะผจญจนผ้าเหลืองร้อนอีก เมื่อนั้นโยมก็ยิ่งทุกข์หนัก...ความรักมักนำทุกข์มาให้เสมอ”

“ผมหาทางออกไม่ได้ขอรับ...แต่ละวันมีแต่ความร้อนรุ่ม”

“ผ้าเหลืองไม่ได้ทำให้โยมคลายความร้อนรุ่มลงได้ดอก เพราะความร้อนรุ่มอยู่ในใจของโยมต่างหาก โยมต้องดับที่ใจ”

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะถือศีลนุ่งห่มสีขาว จาริกไปในพงไพรเพื่อให้หลีกพ้นบุคคลที่ทำให้ข้าร้อนรุ่ม”

“สุดแท้แต่ความปรารถนาของโยมเถิด การเข้าถึงธรรมะของพระพุทธองค์ไม่จำเป็นต้องครองเพศบรรพชิต อยู่ที่ใดก็เข้าถึงธรรมะของพระพุทธองค์ได้”

คุณพระรับฟังและคิดตามอย่างเข้าใจในคำสอน แล้วบอกแพรวที่พรวดพราดเข้ามาว่า

“ต่อแต่นี้ไปพี่จะไม่เห็นหน้าเจ้าอีกแล้ว พี่มุ่งหมายที่จะปฏิบัติธรรมจนถึงที่สุด”

“ไม่นะเจ้าคะคุณพี่...หลวงพ่อจะบวชให้คุณพี่หรือเจ้าคะ มิทราบหรืออย่างใดว่าพรากเมียพรากผัวผู้อื่นน่ะมันบาป”

“ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นความปรารถนาของโยมผู้นี้ มิใช่ของอาตมา”

แพรวน้ำตาไหลพรากจะเข้าไปใกล้คุณพระแต่เขาขยับถอยห่าง

“คุณพี่หนีแพรวไม่พ้นดอกเจ้าค่ะ มิได้ครองรักกันชาตินี้ก็ต้องได้ครองรักกับคุณพี่ในชาติหน้า”

“ดูแลตัวเองด้วยนะแม่แพรว...ลาก่อน” คุณพระ เดินจากไป แพรวร้องไห้โฮและทำท่าจะตามแต่ถูกนมอิ่มเข้ามารวบตัวไว้

“ปล่อย...ปล่อยกูอีอิ่ม กูไม่ยอมให้คุณพี่หนีกูไปที่ใด คุณพี่เป็นผัวกู คุณพี่ต้องอยู่กับกู”

นมอิ่มกอดไม่ปล่อย ที่สุดแพรวก็ทรุดลงอย่างหมดสภาพ คร่ำครวญหวนไห้ว่าคุณพี่ใจร้าย...

หลังจากนุ่งขาวห่มขาวออกไปปฏิบัติธรรมในป่า คุณพระรู้ซึ้งแล้วว่าหลวงพ่อพูดถูก หากใจร้อนรุ่มก็มิอาจหลุดพ้นตัดขาดจากทุกข์ในใจได้

“แม่พิศ...ไยหนอพี่จึงไม่เคยลืมเจ้า พี่มุ่งปฏิบัติธรรมครองผ้าขาวถือศีลบริสุทธิ์ก็เพื่ออุทิศให้แก่วิญญาณของแม่พิศ คงมีสักชาติหนึ่งดอกที่เราจะได้ครองรักกันจนตายจากกันไปข้างหนึ่ง”

วิญญาณพิศอยู่ไม่ไกลจากคุณพระ นั่งพับเพียบน้ำตาคลอด้วยความปลาบปลื้มกับถ้อยคำของเขา

“เจ้าค่ะ ข้าขออนุโมทนาบุญกับคุณพี่ด้วย ข้าก็จะรอคอยวันที่ข้าได้ครองรักกับคุณพี่เจ้าค่ะ”

หลังจากนั้นอีกสองสามปี แพรวตรอมใจจนเจ็บไข้ อาการทรุดลงเรื่อยๆจนถึงวาระสุดท้าย นมอิ่มนิมนต์พระที่พายเรือบิณฑบาตขึ้นมาบนเรือน

เพียงเห็นสภาพของแพรว หลวงพ่อก็พูดไม่ออก แพรวเจ็บหน้าอกแต่ยังพยายามลุกขึ้นนั่งพนมมือ นมอิ่มเวทนาเข้ามาช่วยประคอง

“วาระสุดท้ายของข้าคงมาถึงแล้ว กรรมทำให้

ข้าเจ็บปวดหน้าอกมาเป็นเวลาถึงสองปี” แพรวน้ำตาร่วง

ด้วยความทุกข์ที่กรุ่นอยู่ภายใน อยากจะพูดต่อไปแต่

เหนื่อยหอบและไม่มีเสียง นมอิ่มจึงพูดแทน

“หาหมอมารักษาจนทั่วแผ่นดิน ยาหมอฝรั่งก็ใช้ หมอจีนก็มารักษาจนหมดเงิน บ่าวไพร่ก็หนีหายเจ้าค่ะ”

“กรรมจะเมตตาต่อคนที่สำนึกเท่านั้น อาตมาบอกโยมได้เพียงนี้ เมื่อรู้เยี่ยงนี้ก็จงพิจารณาความตายว่าเป็นสิ่งธรรมดา เกิดขึ้นได้กับทุกคน...มีพุทธะอยู่กับดวงจิต จิตดวงสุดท้ายของโยมจะได้ไปสู่สุคติสุข”

แพรวพนมมือสั่นเทา น้ำตาไหลพราก เช่นเดียวกับนมอิ่มที่กลั้นสะอื้นไม่อยู่...

หลังจากพระกลับไป แพรวลงนอนอย่างอ่อนแรง ท่องพุทโธเสียงแหบแห้งและแผ่วลงเรื่อยๆ จนขาดหาย ร่างเธอกระตุกครั้งเดียวแล้วแน่นิ่ง นมอิ่มตกใจผวามากอดเธอ ซบหน้ากับร่างไร้วิญญาณด้วยความเสียใจ

เหตุการณ์ในอดีตทั้งหมดนั้นทำให้เรืองรุ้งร้องไห้น้ำตาอาบแก้มด้วยความสะเทือนใจอย่างที่สุด เอ่ยหน้าเศร้ากับพิศว่า

“น่าสงสารแม่แพรวนะเจ้าคะ คุณพิศด้วย...ทุกคนต้องมีชะตากรรมที่น่าสงสารกันหมดเลย เพราะกรรมนี้เองที่ทำให้แพรวเจ็บหน้าอกอยู่เป็นประจำ”

“รู้เยี่ยงนี้แล้วเราก็ต้องหาทางช่วยให้แม่แพรวสมหวังในความรัก”

“แต่เวลานี้คุณศิษฏ์กลับไปคืนดีกับคุณนงรามแล้วนี่เจ้าคะ”

“เมื่อกระแสกรรมหมดพลังลง เมื่อนั้นแหละแม่แพรวจึงสมหวัง...รับปากฉันแล้วนะว่าอย่าบอกเรื่องนี้แก่ใคร...ฉันไปก่อนนะ”

ร่างพิศเลือนหายไป เรืองรุ้งนั่งอึ้ง นึกถึงแพรวพรรณเพื่อนรักด้วยความเป็นห่วง

ooooooo

ชื่นจิตเล่าเรื่องเห็นผู้หญิงสองคนใส่ชุดไทยห่มสไบยืนฝั่งตรงข้ามบ้านให้วิศิษฏ์ฟัง ชายหนุ่มนึกถึงพิศและคิดว่าเธอคงเข้าบ้านไม่ได้เพราะถูกสกัดด้วยข่ายมนตราของอาจารย์หวัง

เมื่อเขาขับรถออกไปทำงานพยายามเรียกเธอหลายครั้ง แต่พิศปรากฏตัวที่เบาะหลังครู่เดียวก็หายไป เหมือนจะตอกย้ำคำพูดที่ว่า “เราแตกต่างกัน...เราอยู่กันคนละภพ...เรารักกันได้แต่ใช้ชีวิตร่วมกันไม่ได้”

ขณะที่วิศิษฏ์อยู่ในระหว่างการเดินทางไปทำงาน ปรากฏว่านงรามไปถึงสำนักงานของเขาแต่เช้าแล้ว ภาณุ แสวง ระริน และเขียวต่างแสดงออกไม่ชอบใจ โดยเฉพาะระรินที่ปิ๊งวิศิษฏ์อยู่ กลัวหล่อนจะออดอ้อนจนเขาใจอ่อนอีกจนได้

ภาณุแอบโทร.บอกเรืองรุ้งว่านงรามมาหาวิศิษฏ์แต่เช้า ท่าทางคราวนี้เธอตื๊อหนัก ตนเห็นแล้วสงสารแพรวพรรณที่มีใจให้เพื่อนตน เรืองรุ้งรับฟังและหวนคิดที่พิศเคยบอกว่าเมื่อกระแสกรรมหมดพลังลง เมื่อนั้นแม่แพรวจึงสมหวัง

คำพูดของพิศประโยคนั้นทำให้เรืองรุ้งตอบภาณุอย่างปลดปลงว่า “บางทีเราก็ต้องปล่อยให้กรรมทำหน้าที่ของเขาค่ะคุณณุ เราห้ามไม่ได้หรอก คอยเป็นกำลังใจให้แพรวกับคุณศิษฏ์ดีกว่า”

“กรรม...เรื่องนี้เกี่ยวกับกรรมเก่าด้วยเหรอครับ”

“ค่ะ แต่รุ้งพูดอะไรมากไม่ได้หรอกค่ะ”

“แล้วเราจะไม่หาวิธีช่วยคุณแพรวเหรอครับ”

“อะไรๆก็คงดีขึ้นเองแหละค่ะ เพียงแต่ตอนนี้

รุ้งยังไม่รู้คำตอบ ถ้าทางคุณณุมีข่าวคืบหน้าอะไรบอกรุ้งบ้างนะคะ”

“แน่นอนครับ แต่ผมไม่อยากบอกทางโทรศัพท์ อยากไปบอกด้วยตัวเองมากกว่า” ภาณุหยอดนิ่มๆ เรืองรุ้งเขินจนพูดไม่ถูก วางสายด้วยรอยยิ้ม เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่รู้สึกดีกับเธอมากขึ้นเรื่อยๆ

ทันทีที่วิศิษฏ์จอดรถหน้าสำนักงานก็ถูกนงรามจู่โจมถึงเนื้อถึงตัว เขาบ่ายเบี่ยงเพราะถ้าคนอื่นเห็นเธอจะเสียหาย

“ถ้ากลัวนงเสียหายก็รีบให้ผู้ใหญ่ไปเจรจาสู่ขอนงกับคุณแม่สิคะ ท่านจะได้เห็นความจริงใจของศิษฏ์ แล้วก็ยอมรับว่าเราสองคนรักกัน”

พวกระรินยืนมองมาด้วยความหมั่นไส้ แต่นงรามไม่แคร์สายตาใคร กอดเกาะวิศิษฏ์แล้วอ้างว่าเรารักกันย่อมแสดงความรักต่อกันไม่เห็นแปลก วันนี้ไม่ว่าเขาอยู่ที่ไหนตนก็จะอยู่ด้วย ภาณุหนักใจแทนเพื่อนรักเพราะวันนี้มีงานนอกสถานที่ จึงวางแผนพาวิศิษฏ์หนีไป

นงรามตามไม่ทัน อีกทั้งโดนสุนทรีโทร.ตามให้รีบกลับบ้าน ก็เลยละล้าละลัง กระทั่งสุนทรีให้องุ่นโทร.มาอีก จึงบอกไปว่าตนติดธุระจะกลับในตอนค่ำ

สุนทรีหงุดหงิดโมโหเพราะนัดบรรจบไว้ว่าจะพานงรามไปเยี่ยม เธอบ่นอุบถ้ารู้ว่าธุระของนงรามคือไปหาวิศิษฏ์ กลับมาจะตีให้หลังลาย...

เวลาเดียวกันนั้น แพรวพรรณมีอาการเจ็บหน้าอก เธอใจคอไม่ดีโทร.ตามเรืองรุ้งมาพบที่บ้านก่อนจะพากันนั่งรถออกไป จุดหมายคืออยุธยา...ด้านวิภาดาที่ปักใจเชื่อตามอาจารย์หวังเรื่องผีสางทั้งที่บ้านร้างและบ้านมารดาที่วิศิษฏ์เลี้ยงไว้ วันเดียวกันนี้เธอมาคะยั้นคะยอให้เฟื่องขจรไปพบอาจารย์หวัง เผื่อเขาจะมีของดีทำให้แม่อาการดีขึ้น

ฝ่ายนงรามคาดคั้นระรินจนรู้ว่าพวกวิศิษฏ์ไปอยุธยา เธอรีบตามไปทั้งที่ยังไม่รู้ตำแหน่ง โดยไม่รู้ว่ามีผีลิ้นจี่ที่ได้รับคำสั่งจากพิศติดตามมาด้วย

ooooooo

วิภาดาเป็นปลื้มชื่นชมอาจารย์หวังที่มอบสร้อยประคำให้เฟื่องขจรไว้ป้องกันตัว เธอกำชับแม่ว่าต้องคล้องคอไว้ตลอด

“คืนนี้จะไปเพิ่มข่ายมนตราให้ นังผีสีทองผีที่น้องชายคุณวิเลี้ยงไว้มันจะได้เข้าไปวุ่นวายในบ้านไม่ได้”

ฟังอาจารย์หวังแล้วเฟื่องขจรนิ่วหน้าสงสัย ถามวิภาดาว่าหมายความว่ายังไง

“ก็นายศิษฏ์น่ะสิคะ อาจารย์หวังยืนยันว่าเลี้ยงผีค่ะ ผีของนายศิษฏ์ก็เลยกลายเป็นสื่อนำพาผีตัวอื่นเข้ามาในบ้านเราด้วย คุณแม่กับนังชื่นถึงได้เจอผีบ่อยๆ”

“เออ สงสัยจะจริง แม่เคยเห็นเจ้าศิษฏ์ปราบผีได้ ผีเชื่อฟังมันทุกอย่าง กลัวมันด้วยนะ”

“ผีของเขา เขาก็สั่งได้น่ะสิ แต่ต่อไปนี้ไม่ต้องกลัวแล้ว มีประคำคล้องคอ...ว่าแต่คุณวิอย่าลืมค่าจ้างที่อาจารย์นั่งภาวนาประคำให้ทั้งคืนด้วยนะ”

“ไม่ลืมหรอกค่ะ วิเตรียมมาแล้ว”

วิภาดาหยิบเงินปึกใหญ่ออกจากกระเป๋า เฟื่องขจรเห็นก็ตาโตตกใจ ถามลูกสาวเบาๆว่าทำไมเยอะนัก วิภาดาไม่ทันพูดอะไร อาจารย์หวังรีบดึงเงินจากมือเธอไปเสียก่อน พร้อมกับตัดบทบอกลูกศิษย์ของตนให้ส่งแขก

เฟื่องขจรเดินหน้าตึงนำวิภาดาออกจากบ้านอาจารย์หวังพร้อมเสียงบ่นกระปอดกระแปดว่า

“แม่ชักไม่สบอารมณ์นายหวังอะไรของแกซะแล้ว งกที่สุด แกก็กระไรเลยยัยวิ ให้มันไปตั้งปึกนึง เห็นแล้วเสียดาย”

“นึกว่าแลกกับของดีที่คอของคุณแม่ก็แล้วกัน”

“ของดีจริงหรือเปล่า แม่ว่ามันแปลกๆชอบกล ทำมาจากอะไรเนี่ย”

เฟื่องขจรจับสร้อยประคำพิจารณา ขณะเดียวกันอาจารย์หวังที่อยู่ในบ้านดับเทียนบนโต๊ะหมู่บูชาแล้วพูดกับลูกศิษย์ว่า

“นังตัวแม่ทำท่าเหมือนไม่อยากให้เงินข้า คอยดูนะไอ้ทิน ข้าจะดูดเงินมันให้หมดตัวเลย”

“ดี รวยแล้วก็เลิกเถอะอาจารย์”

“ทำไมวะ”

“สร้อยประคำน่ะไม่ได้มีราคาซะหน่อย”

“อ้าวไอ้ทิน เอ็งนี่ไม่รู้อะไร ข้าน่ะประจุวิญญาณเข้าไปในประคำนั่นโว้ย กว่าจะประจุได้ข้าต้องใช้พลังมากแค่ไหน”

“อ้าว...แล้วผีของอาจารย์จะผ่านข่ายมนตราได้เหรอ”

“ผีของข้าต้องผ่านได้ แต่ผีของคนอื่นไม่ได้โว้ย ข้ารอบคอบไม่ได้เป็นอย่างที่เอ็งคิดหรอกไอ้ทิน” จบคำอาจารย์หวังก็หัวเราะร่าอย่างย่ามใจ

ooooooo

พวกวิศิษฏ์ที่หนีนงรามมาได้พากันไปบันทึกภาพโบราณสถานที่อยุธยา ขณะทุกคนตั้งใจทำงานกันอยู่นั้น วิศิษฏ์เหมือนถูกดึงดูดให้เดินไปมุมหนึ่ง ก่อนจะเจอพิศยืนนิ่งอยู่

“คุณพิศ...ผมไม่ได้ฝันไปใช่ไหม”

“เมื่อเช้าคุณตามหาฉันไม่ใช่เหรอ”

วิศิษฏ์นึกย้อนไปตอนขับรถออกจากบ้านมาทำงานแล้วเรียกหาพิศ ก่อนจะเห็นเธอแวบเดียวที่เบาะหลังแล้วหายวับไป

“ผมคิดถึงคุณเหลือเกินคุณพิศ”

“ฉันกับลิ้นจี่เข้าบ้านคุณเด๋อไม่ได้ คุณเด๋อต้องยับยั้งอย่าให้นายหวังทำพิธีอะไรทั้งนั้น”

“เรื่องอื่นไว้ก่อน บอกผมซิว่าคิดถึงผมบ้างไหม”

“ก็เพราะคิดถึง ฉันถึงต้องมาบอกคุณเด๋อ ตอนนี้แม่คุณกับพี่สาวคุณกำลังไปหานายหวัง”

“พี่วิเชื่อนายหวังมาก...”

“แหวนที่นิ้วคุณช่วยได้ค่ะ เอาแช่ในขันน้ำสวดมนต์แล้วนั่งสมาธินะคะ น้ำในขันนั้นจะกลายเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์เอาไปให้แม่คุณดื่ม อาการปํ้าๆเป๋อๆจากการถูกอำนาจผีจะหมดไป แล้วเอาไปพรมที่นอกบ้านให้หมด...ฉันต้องกลับก่อน”

“ไม่...ผมไม่ให้คุณกลับ ผมคิดถึงคุณ”

วิศิษฏ์รวบตัวพิศมากอดแล้วจูบเรือนผมยาวสลวยของเธอที่ปลิวตามแรงลม

“ไอ้ศิษฏ์...เฮ้ย!” เสียงภาณุดังขึ้นก่อนที่เขาจะวิ่งมาเห็นเพื่อนรักนอนหลับตาพิงผนังโบราณสถาน แสวงเดินตามหลังภาณุ ตรงเข้าไปเขย่าตัววิศิษฏ์ที่ค่อยๆปรือตาเหมือนตกอยู่ในภวังค์ของความฝัน

“มีอะไรหรือเปล่า”

“หรือว่าเหนื่อย แดดร้อนเป็นลมไปใช่ไหม ไปนั่งตรงโน้นดีกว่ามีลมพัด”

แสวงกับภาณุแสดงความห่วงใยแทบจะช่วยกันประคองวิศิษฏ์ แต่เจ้าตัวกลับลุกพรวดบอกว่าเดินเองได้

เมื่อตามกันไปนั่งใต้ร่มไม้ แสวงซื้อน้ำมาให้วิศิษฏ์ดื่ม ขณะที่ภาณุเปรยขึ้นว่าเราชักจะมาอยุธยากันบ่อยเกินไปแล้ว

“ไม่ดีเหรอ เรากลับรู้สึกผูกพันกับที่นี่ มาทีไรมีความสุขทุกที”

“ถึงขนาดนอนหลับเลย...ถามจริงว่าฝันอะไรหรือเปล่า”

วิศิษฏ์ไม่ตอบ แต่อมยิ้มนึกถึงตอนตัวเองกอดจูบพิศ แสวงมองหน้าเพื่อนแล้วเดาว่าคงฝันดีถึงได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แบบนี้

“แต่กำลังจะยิ้มไม่ออกแล้วล่ะ โน่น...มาแล้ว” ภาณุบุ้ยใบ้ไปทิศทางที่นงรามกำลังเดินหน้าตั้งมา

“นงเก่งไหมคะที่ตามมาถูก” คำถามนั้นของหล่อนทำให้วิศิษฏ์เซ็งขึ้นมาทันที

“รับมือไปคนเดียวนะโว้ย ไอ้ณุไปทางโน้นกันเถอะ”

สองหนุ่มเดินออกไป นงรามยิ้มพอใจ ชื่นชมพวกเขารู้หน้าที่ดีจัง

“หน้าที่อะไรครับ”

“แหม...แกล้งถามหรือไงคะศิษฏ์ ก็รู้ว่าเราสองคนเป็นอะไรกันก็เลยไม่อยากอยู่เป็นก้างขวางคอน่ะสิ นี่ศิษฏ์เสร็จงานแล้วเหรอคะ”

“ยัง!” เขาตอบแสนห้วน แต่เธอยังหน้าระรื่นบอกว่าไม่เป็นไร เธอจะอยู่เป็นเพื่อน ดึกดื่นแค่ไหนก็อยู่ได้

วิศิษฏ์ลอบทำหน้าเซ็งสุดขีด เมินหนีไปทางอื่นแล้วพึมพำเบาๆว่าทำไมไม่เป็นคุณพิศ นงรามได้ยินไม่ถนัดถามเขาว่าพูดอะไร

“เปล่าครับ บ่นเรื่องงานน่ะครับ คุณนงนั่งรอผมตรงนี้นะครับ แดดร้อนผิวจะเสียเปล่าๆ”

“น่ารักจังศิษฏ์เนี่ย งั้นนงนั่งรอตรงนี้นะคะ จะดูศิษฏ์ทำงาน”

วิศิษฏ์เดินออกไป นงรามมองรอบตัวแต่ไม่เห็นลิ้นจี่ปรากฏร่างนั่งข้างๆ แสยะยิ้มอย่างน่ากลัว!

ooooooo

เวลานั้น แพรวพรรณจอดรถใกล้โบราณสถาน มองเข้าไปเหมือนเผชิญกับสิ่งพิศวงบางอย่าง บอกเรืองรุ้งว่าตนอยากเข้าไปข้างใน

พูดแล้วเธอเดินนำทันที เรืองรุ้งสงสัยและอดคิดไม่ได้ว่า...หรือว่าอดีตนำพาให้เพื่อนของตนมาที่นี่

แพรวพรรณเดินยิ้มละไมมองโบราณสถานด้วยความสุขใจ แต่ทันใดมีอีกาตัวหนึ่งบินโฉบและแผดเสียงร้องจนเธอผงะตกใจ แล้วยิ่งตะลึงสะพรึงกลัวไปกันใหญ่เมื่อเห็นงูเห่าแผ่แม่เบี้ยที่มุมหนึ่งใกล้ๆ

เสียงกรีดร้องของแพรวพรรณดังลั่นก่อนสติจะดับวูบ วิศิษฏ์วิ่งพรวดมาถึงก่อนใคร ประคองร่างเธอไว้ เป็นจังหวะที่เรืองรุ้งวิ่งมาถึง พร้อมๆกับภาณุและแสวงที่พุ่งมาจากอีกทาง

“แพรวเป็นอะไรคะ”

“ไม่ทราบครับ ผมเข้ามาก็เห็นนอนอยู่แล้ว”

“พาแพรวออกไปข้างนอกก่อนดีกว่าค่ะ”

วิศิษฏ์อุ้มแพรวพรรณออกไป แสวงตามติด ภาณุค่อนข้างงง ถามเรืองรุ้งว่ามาได้ยังไงกัน?

“ยัยแพรวน่ะสิ ยืนยันว่าจะมาที่นี่ แล้วก็เกิดเหตุอย่างที่คุณณุเห็นนี่แหละค่ะ”

“ผมว่าคงไม่ใช่เหตุบังเอิญแล้วล่ะ ต้องมีอะไรบางอย่างดลใจให้พวกเรามาที่นี่”

“ฉันก็คิดอย่างนั้นค่ะคุณณุ”

ภาณุจับมือเรืองรุ้งหมับ สบสายตาสื่อความหมายลึกซึ้งแล้วเอ่ยว่า “รวมถึงเราสองคนด้วยใช่ไหมครับ”

เรืองรุ้งอึ้งพูดไม่ออก กลบเกลื่อนความเขินด้วยการเร่งเขาให้รีบตามพวกนั้นไป...วิศิษฏ์อุ้มแพรวพรรณไปพักในที่ร่มรื่นลมพัดเย็นสบาย พอเธอลืมตาเห็นทุกคนก็ร้องลั่นว่าช่วยด้วย งูน่ากลัวมาก

แสวงตกใจหน้าเหวอ โพล่งขึ้นว่า “มีงูเหรอวะ ข้ายิ่งกลัวงูอยู่ด้วยนะโว้ย”

ภาณุกับเรืองรุ้งยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เห็นงู แสวงเหล่มองแปลกใจว่าคู่นี้ชักจะยังไง

“ไม่เป็นอะไรแล้วนะครับ คุณแพรวทำใจดีๆนะ” วิศิษฏ์ปลอบใจเธอ แต่แล้วเธอกลับหายใจถี่ ดวงตาหรี่ลงจนเรืองรุ้งตกใจ

“แพรว...เป็นอะไรเนี่ย”

“รีบพาไปหาหมอเถอะ อาการไม่ดีแล้ว” ภาณุเร่ง... วิศิษฏ์จึงให้แสวงไปเปิดรถ ส่วนตัวเองอุ้มแพรวพรรณตามไป

แพรวพรรณหลับตาสนิทหายใจรวยรินในอ้อมแขนวิศิษฏ์...พิศปรากฏร่างยืนมองหน้าเศร้า รำพึงอย่างทุกข์ใจ

“แม่แพรว...กรรมมาทันแล้ว พี่เป็นห่วงเธอเหลือเกิน”

ooooooo

ด้านนงรามที่นั่งรอวิศิษฏ์นานสองนานก็เริ่มกระวนกระวายออกเดินตามหาเขาแทบจะรอบโบราณสถาน แหงนมองท้องฟ้าที่มืดครึ้มเหมือนฝนจะตกยิ่งร้อนรน

พลันสายตาเธอเหลือบไปเห็นรถตู้หน่วยงานของวิศิษฏ์แล่นออกไป รถยนต์อีกคันตามหลัง เธอตะโกนเรียกวิศิษฏ์พร้อมกับวิ่งเร็วจี๋ แต่โดนผีลิ้นจี่ขวางกั้นและหลอกหลอนให้วกวนอยู่ในโบราณสถานจนหาทางออกไม่เจอ

นงรามกลัวมาก ร้องไห้แทบขาดใจ เห็นลิ้นจี่แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร

“อยู่ที่นี่...จนกว่าจะมีคนมาช่วย” ขาดคำลิ้นจี่ก็หายวูบไป นงรามตกใจรู้ทันทีว่าเธอไม่ใช่คน!

ที่โรงพยาบาลในอยุธยา แพรวพรรณถึงมือหมอแล้ว คนอื่นๆรอฟังผลด้วยความเป็นห่วง ผ่านไปไม่นานนักวิศิษฏ์เข็นรถพาแพรวพรรณออกมาจากห้องตรวจ

“แพรวเป็นยังไงบ้าง” เรืองรุ้งถามร้อนรน แพรวพรรณหน้าซีด วิศิษฏ์จึงตอบแทน

“ที่นี่ปฐมพยาบาลพอให้อาการทุเลา แต่หมอ บอกว่าถึงกรุงเทพฯ แล้วให้ไปตรวจให้ละเอียดอีกที...เดี๋ยวผมจะไปส่งคุณแพรวที่บ้านเองนะครับ”

“อย่าลำบากเลยค่ะ ให้รุ้งไปส่งก็ได้”

“ผมยินดีครับ ถ้าไม่ได้บริการผมคงเป็นห่วงคุณแพรวแย่เลยครับ”

“ขอบคุณค่ะ” แพรวพรรณตอบเสียงแผ่ว...

ขณะเดียวกันนั้น นงรามยังถูกขังอยู่ในโบราณสถาน นั่งกอดเข่าร่ำไห้ท่ามกลางความมืด พิศปรากฏตัวบอกลิ้นจี่ที่เฝ้าด้านนอกให้ปล่อยนงราม เรายังมีงานต้องทำกันอีกมาก

ลิ้นจี่ทำตามโดยดี นงรามจึงหลุดพ้น แต่ความกลัวยังคงอยู่ วิ่งแจ้นไปที่รถของตนแล้วเปิดแน่บกลับบ้านอย่างไม่คิดชีวิต

พิศกับลิ้นจี่ยังไม่ไปไหน ยืนอยู่ด้วยกันในความมืดสลัว แล้วลิ้นจี่ก็ตั้งคำถามที่ค้างคาใจว่า

“คุณพิศทำให้เขาสองคนพบกัน แล้วคุณพิศไม่กลัวว่านายจะรักน้องสาวมากกว่าหรือเจ้าคะ”

“กรรมลิขิตให้เป็นอย่างใด มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น”

“ถ้าลิ้นจี่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้เหมือนที่คุณพิศทำอยู่เวลานี้ลิ้นจี่คงไม่ผูกคอตายเพราะความรักดอกเจ้าค่ะ ลิ้นจี่ไม่น่าโง่เลยนะเจ้าคะ”

“ความรักทำให้คนโง่ได้เสมอ...ไม่ว่าผู้ดีหรือไพร่ก็ล้วนแต่โง่เพราะความรักกันทั้งนั้น”

“คุณพิศไม่ทรมานใจหรือเจ้าคะ”

พิศยืนนิ่งไม่ตอบ รู้สึกอัดอั้นอยู่ในอก...

ooooooo

เมื่อวิศิษฏ์กับแสวงพาแพรวพรรณมาส่งที่บ้าน พ่อและแม่ของเธอตกใจมาก ถามสองหนุ่มแปลกหน้าว่าเป็นใคร และเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวตน

“คุณแพรวไม่สบายครับ ผมพาไปให้หมอตรวจมาแล้วตอนนี้ปลอดภัยแล้วนะครับ แต่ถ้าคุณแพรวดีขึ้นควรจะไปเช็กให้ละเอียดอีกที”

“ขอบคุณมากนะครับ พอจะให้เกียรติผมด้วยการแนะนำตัวให้ทางเราทราบหน่อยได้ไหมครับ” สุรเดชเอ่ยปากอย่างสุภาพ

“ผมคิดว่าคุณแพรวควรพักผ่อน ไว้สอบถามกับคุณแพรวเองดีกว่านะครับ ผมลาเลยครับ”

“ก็ถ้าเกิดเป็นพวกมิจฉาชีพจะว่ายังไง” งามเนตรโพล่งออกไปอย่างระแวง

“คุณแม่...ถ้าคุณวิศิษฏ์กับคุณแสวงไม่ช่วยแพรวไว้ ลูกสาวคนนี้ของคุณแม่ก็คงตายไปแล้วล่ะค่ะ”

“มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอแพรว”

แพรวพรรณไม่ตอบคำถามแม่ แต่หันไปขอบคุณวิศิษฏ์กับแสวงที่ช่วยเหลือตนในวันนี้

“ไม่เป็นไรครับ รักษาตัวด้วยนะครับ”

“ขวัญ...ส่งแขกด้วย อย่าลืมปิดประตูล่ะ เกิดโจรมันพรวดพราดเข้ามาจะเป็นเรื่อง”

“คุณหญิง...” สุรเดชปรามภรรยา แต่เธอเมินหน้าไม่สน

สองหนุ่มหน้าเสีย เดินตามสาวใช้ออกไป สุรเดชไม่พอใจภรรยา ตำหนิว่าพูดจาเสียมารยาท

“ไม่เคยได้ยินข่าวหรือไง พวกโจรเดี๋ยวนี้มันวางแผนกันแปลกๆ ฉันไม่เคยไว้ใจอะไรง่ายๆเหมือนคุณหรอก”

“คุณแม่...คุณศิษฏ์ไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกค่ะ”

“รู้จักกันมานานแล้วรึไง ถึงได้ออกรับกันอย่างนี้”

แพรวพรรณนิ่งเงียบ ขณะที่คนเป็นแม่ยังจ้องหน้าคาดคั้น กลัวลูกสาวจะมีใจให้หนุ่มอื่นที่ไม่ใช่ด็อกเตอร์บรรจบที่ทั้งหล่อและรวยมาก

ooooooo



นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

วีนแรง "แคท" องค์แม่ลง สวมบทเมียหลวง จับ "แป้ง" กดน้ำสภาพพังยับ

วีนแรง "แคท" องค์แม่ลง สวมบทเมียหลวง จับ "แป้ง" กดน้ำสภาพพังยับ
20 ม.ค. 2563
08:10 น.