นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ทายาทอสูร

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: 'เบนซ์' คืนชีพ 'คุณยายวรนาฏ' ไหยหยา-ณัฐ ร่วมหลอน 'ทายาทอสูร'


    เธียรหลุดจากการถูกสะกดจิต เขาจำอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้กระทั่งว่ามาอยู่ที่นี่และก่อเรื่องอะไรขึ้นมาบ้าง จำได้แต่ว่า

    “วันนั้นคุณยายวรนาฎนัดให้เอาพระขรรค์เงินไปหาที่ศรีสัชฯ ท่านเป็นคนแนะนำให้พวกพี่ขอพระขรรค์เงินจากทรรศน์มาศึกษา”

    “แล้วมันเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นครับ อาจารย์” สนทรรศน์เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้

    เธียรเล่าว่าพอคุณยายรู้ว่าพระขรรค์หายก็โกรธเหมือนจะฆ่าตน รัชโรจน์ไม่เชื่อ เธียรสาบานให้เจดีย์ถล่มทับตนก็ได้เพราะตนพูดความจริง รัชโรจน์ทบทวนว่าวันนั้นตนยังเห็นคุณยายนั่งสมาธิอยู่ในห้องพระเลย เธียรบอกว่ายายเขาต้องไม่ใช่คนธรรมดา ต้องใช้คาถาหายตัวได้มาแน่ๆ

    รัชโรจน์ไม่พอใจที่เธียรพูดว่ายายตน ลากเธียรจะพาไปพบจิตแพทย์จะได้หายและพูดความจริงสักที

    “เฮ้ย! ยังไงวะโรจน์ ก็นี่ไงเรื่องจริง....กูไม่ได้บ้า!” เธียรสะบัดแขนตะโกนอย่างโกรธจัด

    เรื่องนี้ทำให้สนทรรศน์คิดถึงที่ตนทะเลาะกับพ่อ กษิดิศบอกว่า “พ่อไม่ได้บ้า มันคืออสูรที่ปู่ของแกเตือนเอาไว้” จึงไกล่เกลี่ยรัชโรจน์กับเธียรว่าอย่าทะเลาะกันเลย ทะเลาะกันไปก็ไม่ได้พระขรรค์คืนมา

    ooooooo

    ฝ่ายวรนาฎเร่งทำพิธีสืบทอดทายาท โดยเข้าทางโอฬารกับสุดาดวง เป่าหูยุยงว่าวรินทร์กำลังมีเคราะห์

    “ป้าสัมผัสถึงอำนาจเลวร้ายที่ครอบงำตัวอุ้ยอยู่ ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อพ่อของสนทรรศน์เอาพระขรรค์เงินมาไล่ฟันป้าที่มหาวิทยาลัย” เมื่อโอฬารกับสุดาดวงไม่รู้เรื่องก็เป่าหูว่าที่วรินทร์ไม่เล่าให้พ่อแม่ฟังอาจเพราะกำลังอยู่ในความลุ่มหลงสนทรรศน์จนสายตาพร่ามัว สุดาดวงวิตกถามว่าพอมีทางแก้ไขอะไรได้ไหม วรนาฎทำเป็นหนักใจแนะนำว่า

    “อุ้ยต้องมานอนค้างที่นี่ เพื่อจะได้สวดมนต์กับป้าทุกคืน มีวิธีนี้วิธีเดียวที่จะผ่อนหนักให้เป็นเบาได้”

    จากนั้น โอฬารกับสุดาดวงก็จับตาเข้มงวดวรินทร์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับสนทรรศน์ วันนี้เมื่อวรินทร์จะไปงานสวดของกษิดิศก็ไม่ยอมให้ไป แม้วรินทร์จะยืนยันว่าตนไม่มีอะไรแต่สนทรรศน์มีบุญคุณที่ช่วยเล่นหนังสั้นให้ตน สุดาดวงถามว่าแน่ใจหรือว่าอุ้ยไม่มีอะไรปิดบังพ่อแม่

    “อุ้ยไม่เคยมีความลับกับคุณพ่อคุณแม่”

    “แล้วเรื่องที่พ่อของสนทรรศน์เขาไปทำร้ายยายใหญ่ของเราที่มหาวิทยาลัยล่ะ” โอฬารจับผิด อุ้ยถึงกับอึ้ง โอฬารสั่งห้ามวรินทร์คบหากับสนทรรศน์เด็ดขาดไม่ว่าในฐานะอะไรทั้งสิ้น

    “คุณพ่อเขาเป็นห่วงเรานะอุ้ย จำเรื่องที่เกิดกับคุณพ่อได้ไหม เขาไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก” สุดาดวงชี้แจงจนวรินทร์บอกว่าตนเข้าใจ “คุณยายใหญ่ท่านมีเซ้นส์ทางด้านนี้ ในเมื่อท่านเป็นคนเอ่ยปากเตือน เราก็ควรเชื่อไว้นะลูก”

    แก้วดูและแอบฟังรู้เรื่องนี้ก็แอบส่งข่าวให้วรรณา วรรณาทำเป็นสงสารว่าวรินทร์เป็นคนหัวอ่อนไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมใครบอกแก้วว่ามีข่าวอะไรเพิ่มเติมให้โทร.บอกอีก เผื่อตนจะช่วยอะไรได้

    พอดีมานพจะไปงานแต่งงานลูกเพื่อนขอเงินวรรณาใส่ซอง วรรณาไม่ให้บอกว่าไม่มี พรรณทิพย์ได้ยินจึงเอาเงินให้ลุงยืมใส่ซองไปก่อน วรรณาเอะใจว่าพรรณทิพย์เอาเงินมาจากไหน ขายตัวหรือเปล่า พรรณทิพย์ย้อนว่าตนไม่ทำอย่างแม่หรอกแล้วจะแบ่งเงินให้ใช้ วรรณาแย่งกระเป๋าไปค้น แล้วแบ่งไปครึ่งหนึ่งอ้างว่าตนเป็นแม่ต้องได้ครึ่งหนึ่ง

    ooooooo

    พรรณทิพย์ได้ส่วนแบ่งจากการขายพระขรรค์เงินก็วางเขื่องข่มทั้งมานพและนัยน์เนตร โดยเฉพาะนัยน์เนตรที่ไม่มีรถใช้ต้องเดินจากปากซอยเข้าบ้านมาจนหัวแดง ถูกพรรณทิพย์หัวเราะเยาะดูถูก นัยน์เนตรคับแค้นใจจึงขนกระเป๋าไปหาวรนาฎ

    ส่วนวรินทร์ถูกวรนาฎตะล่อมให้ไปอยู่ด้วยกันเพื่อทำพิธีสืบทายาท ให้ดาวเวียงจัดห้องที่ดีที่สุดให้อยู่

    “สวยมากค่ะคุณยาย สวยกว่าห้องนอนของอุ้ยซะอีก คุณยายใหญ่ไม่น่าต้องลำบากเพราะอุ้ย”

    “ไม่ได้ หลานรักของยายทั้งคน ไม่มีคำว่าลำบาก ยายรู้ว่าอุ้ยไม่สบายใจ ไม่มีอะไรที่จะทำให้หนุ่มสาวมีความทุกข์มากไปกว่าเรื่องความรัก”

    “แต่อุ้ยไม่ได้คิดกับพี่ทรรศน์ขนาดนั้นนะคะคุณพ่อเข้าใจผิดไปเอง”

    “อุ้ย...ไม่มีอะไรจะยั่งยืนเท่าความรักความผูกพันระหว่างคนในสายเลือดเดียวกันหรอก พ่อเขาหวังดีกับอุ้ยเหมือนยายนั่นแหละ...ผู้ชายคนนั้น สนทรรศน์ เขาไม่ได้จริงจังกับหลาน พ่อของเขาเคยทำพิธีให้อุ้ยถูกไหม ดวงชะตาของเราสองคนผูกพันกันทั้งยายและอุ้ยกำลังมีเคราะห์หนัก ดวงจิตอ่อนแอ ถูกอำนาจมนต์ดำครอบงำได้ง่าย ยายถึงอยากจะให้อุ้ยมาอยู่ใกล้สวดมนต์ ปฏิบัติธรรมด้วยกัน เพื่อขอให้อำนาจพุทธคุณคุ้มครอง”

    วรินทร์จ้องตาวรนาฎเหมือนถูกสะกด เมื่อพาเข้าห้องพิธีกรรมวรนาฎหยุดตรงหน้าตุ๊กตากุมารสังคโลกเอ่ยขึ้น

    “ตุ๊กตาสังคโลกตัวนี้ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตระกูลของเรา เป็นองค์เทพที่คุ้มครองให้พวกเราพ้นภัยมาหลายชั่วอายุคนแล้ว จากนี้อีกเจ็ดคืน อุ้ยจะต้องสวดคาถาบูชาตุ๊กตาสังคโลกเพื่อปัดเป่าเคราะห์ภัยให้หมดไป”

    “ค่ะคุณยายใหญ่ อุ้ยจะทำตามที่คุณยายบอกทุกอย่าง”

    ระหว่างที่วรินทร์หลับตาพนมมือว่าคาถาตามวรนาฎอยู่หน้าตุ๊กตากุมารสังคโลกเสียงก้องกังวาลนั้น ภายนอก บรรดาสัตว์เลื้อยคลานต่างออกจากที่ซ่อนไต่ยั้วเยี้ย พายุพัดอื้ออึง ฟ้าคำรามแลบ และดวงตาของตุ๊กตากุมารสังคโลกก็แดงวาบขึ้น!

    วรนาฎลืมตาขึ้น แววตาดุ เงาของวรนาฎที่อยู่ด้านหลังวรินทร์เคลื่อนไปทับทาบบนตัววรินทร์ ครู่หนึ่งเงาของวรนาฎก็กลายเป็นเงาร่างอสูร!

    ooooooo

    เพราะวรินทร์หายเงียบไป สนทรรศน์เป็นห่วงจึงมาหาที่บ้าน เขาถูกแก้ว โอฬาร และสุดาดวงกีดกันไม่ให้พบ อ้างว่าอุ้ยยังไม่ตื่นบ้าง ไม่ค่อยสบายบ้าง สนทรรศน์ตกใจถามว่าอุ้ยเป็นอะไร โอฬารเลยพูดตรงๆว่า

    อุ้ยไม่ได้เป็นอะไรมาก เพียงแต่ไม่ต้องการให้ใครรบกวน และอุ้ยยังเด็กตนไม่สนับสนุนให้คบพวกที่มาชวนทำเรื่องไร้สาระ สุดาดวงบอกให้กลับไปเสีย สนทรรศน์จึงจำต้องไหว้ลา พอสนทรรศน์กลับไป โอฬารสั่งแก้วว่า

    “ทีหลังผู้ชายคนนี้มาอย่าให้เข้าบ้าน”

    แต่พอดีรัชโรจน์ลงมารีบไปเรียกสนทรรศน์ไว้ บอกเขาว่าอุ้ยไม่เป็นอะไร คุณพ่อคุณแม่คงหวงลูกสาวเท่านั้นเอง และตอนนี้อุ้ยก็ไปค้างเป็นเพื่อนคุณยายใหญ่ที่เรือนโน้น สนทรรศน์ถามว่าเรื่องพระขรรค์เงินเป็นยังไงบ้าง

    “ปู่เธียรกำลังขอดูกล้องวงจรปิดที่มหาวิทยาลัย น่าจะได้เบาะแสบ้าง”

    รัชโรจน์กับสนทรรศน์ขับรถตามกันออกไป สวนกับรถแท็กซี่ที่นัยน์เนตรนั่งเข้ามาแต่ไม่เห็นกัน

    เป็นเวลาที่วรนาฎสวมกำไลข้อมือทองลงยาสวยงามให้วรินทร์บอกว่ามันเหมาะกับอุ้ยที่สุด กำไลนี้เป็นของเก่าแก่ของตระกูลเรา สวมไว้ก็เหมือนเป็นเครื่องรางคุ้มครองตัว แล้วจูงออกมาจะส่งไปเรียน กำชับให้กลับมากินข้าวเย็นกันยายจะรอ

    ดาวเวียงมาเปิดประตูรั้วให้ เจอนัยน์เนตรยืนอยู่ พอเห็นวรินทร์นัยน์เนตรก็ทิ้งกระเป๋าโผกอดร้องไห้ฮือๆ ขอให้ช่วยด้วยเพราะตนไม่มีใครอีกแล้ว

    “นังคนนี้มันทำลายพิธีเราคราวก่อนไงเจ้าคะคุณท่าน” ดาวเวียงกระซิบ

    เมื่อพาเข้ามาในบ้าน นัยน์เนตรร้องไห้คร่ำครวญว่า ตอนนี้ที่บ้านเหมือนนรก มีนักเลงมาทวงหนี้คุณพ่อทุกวัน น้าวรรณาก็เอาแต่ผลาญเงินเพิ่มหนี้สิน พรรณทิพย์ก็ทำตัวเหลวแหลก ควงผู้ชายไม่ซ้ำหน้า ตนทนอยู่บ้านนั้นไม่ได้แล้ว ขอมาอยู่ปรนนิบัติคุณยายที่นี่ได้ไหม ดาวเวียงสวนไปทันทีว่าไม่ได้ แต่วรนาฎบอกว่าได้ สั่งดาวเวียงให้ไปจัดห้องให้หลานตนปูที่หลับที่นอนให้เรียบร้อยด้วย

    เมื่อนัยน์เนตรลากกระเป๋าไปเข้าห้องซึ่งเป็นห้องเดียวกับวรินทร์ แล้วดาวเวียงออกมาติงวรนาฎว่าในเมื่อเราจะทำพิธีสืบทายาทอีกไม่กี่วันนี้แล้ว ทำไมถึงยอมให้นัยน์เนตรมาพักด้วยเพราะเขาเคยทำพิธีเราล่มไปครั้งหนึ่งแล้ว

    “แต่คราวนี้มันจะมาช่วยเรา เอ็งเคยบอกข้าว่า นัยน์เนตรมันรักไอ้สนทรรศน์ไม่ใช่เหรอ ข้าจะใช้ความรักความหลงของมันให้เป็นประโยชน์ เอ็งคอยดูก็แล้วกัน” วรนาฎยิ้มเหยียดบอกว่า “มนุษย์มันตายเพราะเรื่องตัณหาราคะอย่างเดียวเท่านั้น”

    ooooooo

    สนทรรศน์ เธียร และรัชโรจน์ ดูเทปจากกล้องวงจรปิดของมหาวิทยาลัยในช่วงวันเกิดเหตุ เห็นพรรณทิพย์ช่วยเธียรถือของไปส่งที่รถ พอรถแล่นออกไปก็เห็นพระขรรค์ที่วางอยู่ใต้รถ จึงรู้ว่าพรรณทิพย์เป็นคนขโมยพระขรรค์เงินไป

    ทั้งสามไปหาพรรณทิพย์ที่บ้านเจอวรรณาบอกว่าพรรณทิพย์ไม่อยู่ถามรัชโรจน์ว่าทำไมไม่โทร.หากัน

    “ไม่ใช่อย่างนั้นครับคุณน้า พอดีผมมีเรื่องสำคัญจะถามทิพย์สักหน่อยนะครับ”

    “คือผมสงสัยว่าคุณทิพย์ขโมยพระขรรค์เงินของพวกผมมา” เธียรโพล่งออกไป

    วรรณานึกรู้ทันทีว่าเป็นเรื่องจริง แต่แกล้งทำเสียงแข็งปกป้องพรรณทิพย์ ปรามว่าอย่ามากล่าวหา

    ลูกสาวตน เธียรอาจจะเผลอเอาไปวางทิ้งไว้ที่ไหน ก็ได้

    ไล่ให้ออกจากบ้านตนไปเดี๋ยวนี้ไม่อย่างนั้นจะแจ้งตำรวจ วรรณาขึงขังเสียจนพวกรัชโรจน์ต้องพากันกลับ เธียรถามว่าแล้วเราจะไปตามหาพระขรรค์ได้ที่ไหนในเมื่อคนที่เราสงสัยไม่ได้อยู่ที่นี่

    “ผมรู้แล้วว่าเราต้องไปที่ไหน” รัชโรจน์นึกขึ้นได้ พาเธียรกับสนทรรศน์ไปผับที่พรรณทิพย์ทำงานอยู่

    แต่วรรณาโทร.บอกพรรณทิพย์ก่อนแล้วว่าพวกรัชโรจน์มาถามเรื่องพระขรรค์ ทั้งพรรณทิพย์และอภิศักดิ์ผวากลัวถูกจับได้ พอดีพวกรัชโรจน์มาถึง เธียรเห็นพรรณทิพย์ก็จำได้และสนทรรศน์เห็นอภิศักดิ์ก็บอกว่านั่นคือญาติตนที่เคยไปช่วยงานศพพ่อ แต่พออภิศักดิ์เห็นเธียรและสนทรรศน์มาก็ฉุดพรรณทิพย์วิ่งหนีไป

    “ไม่นึกเลยว่าพี่ศักดิ์จะมารู้จักกับพรรณทิพย์ได้โลกกลมจริงๆ แบบนี้เราคงได้พระขรรค์คืนยากแล้วครับ” สนทรรศน์เอ่ยปลงๆ รัชโรจน์เสนอให้พึ่งตำรวจ “อย่าเลยครับ เป็นญาติกันทั้งนั้น อีกอย่างถึงพรรณทิพย์ไม่ขโมยไป ก็มีคนที่คอยจ้องจะเอาพระขรรค์ไปอยู่แล้ว”

    “ทรรศน์หมายความว่าไง” รัชโรจน์ถาม

    “ก็ของโบราณที่มีค่าแบบนี้ ใครก็ต้องการ ผมว่าพี่ศักดิ์คงจะเอาไปขายแล้ว ผมรู้จักพี่ศักดิ์ดี วันๆ ไม่ทำอะไรเที่ยวเกาะผู้หญิงกิน ทำมาหากินอะไรไม่เป็นหรอก”

    รัชโรจน์ยืนยันว่ายังไงตนก็ต้องตามหาพระขรรค์มาคืนให้เร็วที่สุด คงมีร้านของเก่าไม่กี่ร้านที่จะรับซื้อน่าจะเป็นเจ้าใหญ่ สนทรรศน์ฝากเรื่องนี้ไว้ด้วย เขานิ่งไปเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง พอรัชโรจน์จะแยกไปจึงเรียกไว้

    “อาจารย์...ตอนนี้ผมมีเรื่องสำคัญที่จะต้องไปจัดการตามคำสั่งเสียของพ่อ คงไม่ได้อยู่กรุงเทพฯสักพักนึงครับ ผมฝากสร้อยพระขรรค์นี้ให้อุ้ยด้วยครับ ให้อุ้ยใส่ติดตัวไว้ตลอดเวลาอย่าถอดเด็ดขาดจนกว่าผมจะกลับมา” รัชโรจน์ถามว่าสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ “ครับ มันคือความเป็นความตาย แต่เหตุผลทั้งหมด ผมจะบอกพี่เมื่อถึงเวลา”

    เมื่อกลับถึงบ้าน สนทรรศน์บอกกล่าวกับรูป

    กษิดิศว่า ถึงพระขรรค์ไม่ได้อยู่กับเราแต่ตนจะปกป้องอุ้ยและช่วยคุณยายวรนาฎให้ได้ แล้วเขาก็แบกเป้ไปขึ้นรถ หยิบรูปเก่าๆใบหนึ่งขึ้นดู เป็นรูปที่พ่อเคยบอกว่า

    “รูปของหนานจรวยอยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานพ่อ ท่านเป็นอาจารย์ของครอบครัวเรา ถ้าพ่อไม่อยู่แล้ว ให้แกไปหาท่าน ท่านคนเดียวที่จะช่วยบอกวิธีปราบอสูรร้ายได้”

    สนทรรศน์ขับรถบ่ายหน้าไปหาหนานจรวยอย่างมุ่งมั่น

    ooooooo

    ขณะวรินทร์จะไปเรียนนั้น แก้วรดน้ำต้นไม้อยู่ สาระแนเอาหน้ามากระซิบบอกว่าเมื่อเช้านี้สนทรรศน์มาหาและจะรอพบ แต่คุณผู้ชายไล่กลับไปและสั่งห้ามบอกคุณอุ้ยด้วย

    วรินทร์เครียดเรื่องสนทรรศน์มาหาแต่ไม่ได้พบ ไปถึงมหาวิทยาลัยก็ยิ่งเครียดเมื่อรู้จากกอหญ้าว่าสนทรรศน์ดร็อปเรียน ถามว่าเพราะเธอหรือเปล่าเพราะงานเผาศพพ่อเขาเธอก็ไม่ไปโทร.หาก็ไม่รับสาย วรินทร์อ้างว่าตนปวดท้องแต่นึกเป็นห่วงสนทรรศน์มาก

    วรินทร์กลับมาปูที่นอนเตรียมจะนอนข้างเตียงที่นัยน์เนตรนอน ก็ยังคิดเครียด หยิบโทรศัพท์จะโทร.หาเขา นัยน์เนตรถามว่าจะโทร.หาใคร เธอตกใจปดว่าเปล่า แล้วขอตัวไปหาคุณยายเพราะต้องสวดมนต์สะเดาะเคราะห์กับคุณยายให้ครบเจ็ดคืน

    นัยน์เนตรตามไปขอสวดมนต์ด้วย วรนาฎอนุญาต เมื่อเข้าห้องพิธี วรนาฎยืนอยู่ตรงกันข้ามสองสาวบอกว่า

    “ก่อนจะสวดมนต์ หลานทั้งสองต้องทำสมาธิให้มั่นเสียก่อน สำรวมจิตสำรวมใจให้พร้อม เคราะห์กรรมที่ตามติดมาไม่มีทางหนีพ้น สิ่งที่เราทำได้ก็แค่ผ่อนหนักให้เป็นเบา อะไรที่เป็นของเน่าของเสียก็ต้องขจัดปัดเป่าไปให้พ้นทาง”

    วรนาฎร่ายมนต์สะบัดไปที่นัยน์เนตรควันดำหมุนเข้าโอบนัยน์เนตรกลืนหายวับไปทันที

    ในอีกมิติหนึ่ง นัยน์เนตรถูกดาวเวียงกระซิบหลอนๆชวนไปอยู่ด้วยกัน นัยน์เนตรสะดุ้งลืมตาขึ้นกลัวจนเกร็งถามว่าตนอยู่ที่ไหน ก็ถูกมือเหี่ยวบนเล็บยาวของดาวเวียงไล้ไปตามแผ่นหลังแล้วโผล่พรวดพุ่งเข้าใส่ นัยน์เนตรยกมือปัดป้องร้องอย่างหวาดกลัว วรนาฎทำเป็นห่วงใย บอกว่า

    “คนนั่งกรรมฐานน่ะ บางครั้งก็เจออะไรที่มันแปลกๆ บางคนเจอนางฟ้า ถ้ากิเลสหนาขี้โกรธขี้อิจฉาก็เห็นยักษ์เห็นมารได้เหมือนกัน”

    นัยน์เนตรไม่กล้าบอกความจริง ปดว่าตนไม่เห็นอะไรแต่ปวดท้องขอกลับไปพักผ่อนไหว้ขอโทษวรนาฎแล้วออกไปเลย วรนาฎมองอย่างรู้ทัน สั่งดาวเวียงให้ตามไปดู แล้วชวนอุ้ยสวดมนต์ต่อกันสองคน

    ooooooo

    สนทรรศน์ไปถึงกาดเช้าในอำเภอหนึ่งทางเหนือ ถามแม่ค้าว่ารู้จักอาจารย์เดชที่สักยันต์ไหม แม่ค้าชี้ไปที่เรือนกาแลบอกว่าเรือนนั้นแหละ สนทรรศน์จึงมุ่งไปที่เรือนกาแลหลังนั้นที่อกคาดกระเป๋าเครื่องรางของขลังของพ่อติดตัวไปด้วย

    อาจารย์เดชถามว่าจะมาสักยันต์หรือสนใจด้านเมตตามหาเสน่ห์ สนทรรศน์บอกว่าตนต้องการพบหนานจรวย พ่อบอกให้มาที่นี่ อาจารย์เดชจะพาไปพบได้ไหม อาจารย์เดชจะพาไปแต่เลื่อนพานไปตรงหน้าสนทรรศน์ เขารู้ทันหยิบเงินวางบนพานจนอาจารย์เดชพอใจจึงพาไป

    รัชโรจน์รับเอาสร้อยพระขรรค์จิ๋วจากสนทรรศน์แอบเอาไปให้วรินทร์ที่ศาลาริมคลองที่บ้านเล่าว่าตนถูกคุณพ่อคุณแม่ซักเรื่องสนทรรศน์ดูท่านเป็นกังวลมากเชื่อตามที่คุณยายใหญ่เตือน วรินทร์ถามว่ากลัวพี่ทรรศน์จะเป็นคนเล่นของเหมือนพ่อเขาหรือ รัชโรจน์บอกว่าตอนแรกตนก็ไม่คิดแบบนั้นเพราะดูเขาไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์เลย แต่...

    “ตั้งแต่ที่คุณพ่อเขาเสีย ทรรศน์มีท่าทางแปลกๆ ที่จริงพี่ก็ไม่อยากรับสร้อยนี้มาหรอก แต่เพราะทำพระขรรค์ประจำตระกูลของเขาหาย พี่เลยปฏิเสธไม่ลง” วรินทร์ตกใจถามว่าหายไปได้ยังไง “มีคนขโมยไป ตอนนี้ก็กำลังสืบหากันอยู่ ส่วนเรื่องสร้อยเส้นนี้ ถ้าอุ้ยลำบากใจก็ไม่ต้องใส่ เก็บไว้สักพักแล้วค่อยหาจังหวะคืนดีไหม”

    วรินทร์รับปาก รัชโรจน์จึงขอตัวไปสอน แต่วรินทร์ยังคิดถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับสร้อยพระขรรค์ และวรนาฎเคยบอก สนทรรศน์ว่าทางที่ดีควรเอาไปถวายวัดเสีย เป่าหูวรินทร์ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้จริงใจกับเธอ ทำให้วรินทร์คิดระแวงว่า

    “หรือพี่ทรรศน์จะเป็นอย่างที่คุณยายใหญ่พูดไว้...”

    วรินทร์กลับไปหาวรนาฎ เจอดาวเวียงเดินเข้าไปถามว่าคุณยายยังไม่พักใช่ไหม ดาวเวียงถอยอย่างตระหนกร้องว่าอย่าเข้ามาหน้าซีดจนวรินทร์ถามว่าเป็นอะไร ดาวเวียงไม่ตอบวิ่งหนีเข้าเรือนไป วรินทร์ตามไปด้วยความเป็นห่วง ดาวเวียงตรงไปกระซิบบอกวรนาฎ

    วรนาฎเครียดขึ้นทันที พอวรินทร์เข้ามาก็ดุว่า “ยายบอกแล้วว่าอย่าไปรับของจากนายสนทรรศน์อะไรนั่นอีก ทำไมไม่เชื่อยาย” สั่งให้วรินทร์เอาสร้อยพระขรรค์มาให้ยายทำลายเดี๋ยวนี้

    วรินทร์ตกใจปดว่าตนเอาทิ้งคลองไปแล้ว วรนาฎทำเป็นเชื่อบอกว่าดีแล้วสร้อยนั่นเป็นของไม่ดีเก็บไว้จะเป็นอันตรายกับคนในบ้าน ถามว่ามีเรียนใช่ไหมรีบไปเสียเดี๋ยวจะไม่ทัน วรินทร์ชวนนัยน์เนตรจะไปด้วยกันไหม

    “ไม่เป็นไรจ้ะอุ้ย วันนี้พี่ไม่มีเรียน ไม่ต้องห่วงนะ พี่จะปรนนิบัติคุณยายแทนอุ้ยเอง”

    พอวรินทร์ออกไป นัยน์เนตรถามวรนาฎว่าจริงๆ แล้วเรื่องสร้อยพระขรรค์เป็นยังไงกันแน่

    วรนาฎบอกว่าอุ้ยกำลังถูกมนต์ดำครอบงำจากคนที่หมายปองอยู่ คนนั้นแกล้งทำเป็นห่วงเอาของขลังมามอบให้แต่ที่จริงเขาต้องการผูกมัดอุ้ย อุ้ยก็หลงใหลเขาจนน่าเป็นห่วง บอกนัยน์เนตรว่า

    “ยายคงต้องขอให้เนตรช่วยเป็นหูเป็นตาให้ด้วยนะ”

    นัยน์เนตรบอกว่าตนเตือนน้องหลายครั้งแล้ว แต่เขาไม่เชื่อ อย่างไรเสียตนก็จะพยายามเตือนน้องอีก

    “หลานรักของยาย หลานมีน้ำใจกับน้องแบบนี้ ยายชื่นใจจริงๆ” วรนาฎกอดลูบหัวนัยน์เนตร แต่นัยน์ตายิ้มหยันที่หลอกใช้นัยน์เนตรให้ทำลายสร้อยโดยตนไม่ต้องลงแรงอะไรเลย

    ooooooo

    อาจารย์เดชพาสนทรรศน์ไปที่วัดร้างกลางเนินเขา แต่ไม่ยอมให้สนทรรศน์เดินเข้าไปในซากโบสถ์ร้าง ต้องปลดเครื่องรางของขลังออกให้หมดก่อน อ้างว่าเป็นกฎ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้มาลองของกับท่าน

    อาจารย์เดชปลดของตัวเอง สนทรรศน์จึงปลดตามแล้วเอาไปวางไว้ข้างกำแพง แต่แล้วอาจารย์เดชก็หนีออกมาเปิดกระเป๋าที่คาดอกของสนทรรศน์ที่ถอดวางไว้ เห็นเครื่องรางของขลังมากมาย สนทรรศน์วิ่งตามมาด่าว่าไอ้หัวขโมยแล้วเข้ายื้อแย่งกระเป๋าคืน ทั้งสองต่อสู้กัน สนทรรศน์ถูกอาจารย์เดชเสยหมัดเข้าปลายคางท่าหนุมานถวายแหวนจนสลบกลางอากาศ

    เมื่อสนทรรศน์ฟื้นขึ้นมาอาจารย์เดชถามว่าเขาเป็นใคร ค้นกระเป๋าคาดอกของสนทรรศน์ถามว่าเอาของพวกนี้มาจากไหน ที่สำคัญล้วนแต่เป็นของสำนักอาจารย์จรวยทั้งสิ้น

    “ของพวกนี้เป็นของพ่อฉัน ฉันตามหาหนานจรวย ตามคำสั่งเสียของพ่อ”

    ขณะที่ทั้งสองกำลังโต้เถียงและจะเข้าพันตูกันนั้น ชายชราหนวดเคราสีดอกเลารุงรังก็โผล่มาสลัดลำไม้ไผ่ในมือ เกิดพลังปะทะร่างอาจารย์เดชจนกระเด็น

    “ท่านอาจารย์” อาจารย์เดชอุทาน

    “หนานจรวย...ท่านคือหนานจรวย” สนทรรศน์ดีใจมาก หนานจรวยท่าทางดุดัน หันมองสนทรรศน์ไม่ตอบอะไร

    ooooooo

    หน้ากระท่อมไม้หลังคาตองตึงที่ชายป่า เดชก้มกราบหนานจรวย สนทรรศน์นั่งอยู่ห่างๆ

    เดชที่ตั้งตนเป็นอาจารย์เดช เป็นลูกศิษย์ของหนานจรวย ทำผิดที่เอาวิชาไปหากินและหนีไปตั้งตำหนักของตัวเองจนตัดขาดจากหนานจรวยไปนาน กลับมาคราวนี้เดชสารภาพผิดและจะไม่กลับไปตำหนักอีกแล้ว จะอยู่กับอาจารย์ที่นี่

    หนานจรวยไล่เดชออกไปข้างนอกตนจะคุยกับสนทรรศน์ตามลำพัง เมื่อเดชออกไป หนานจรวยถามสนทรรศน์ว่าชื่ออะไรตามหาตนด้วยกิจอันใดและเขาเป็นอะไรกับสุรนิตย์ เพราะหน้าตาเหมือนกันราวกับแกะ เมื่อสนทรรศน์บอกว่าสุรนิตย์เป็นปู่ หนานจรวยก็ลำดับได้ทันทีว่าเขาเป็นลูกของกษิดิศ

    สนทรรศน์บอกว่าพ่อตายแล้ว พ่อสั่งเสียให้ตนมาตามหาอาจารย์ หนานจรวยรำพึงว่ากษิดิศถึงคราวหมดอายุขัย

    “แต่พ่อของผมถูกอสูรฆ่า” สนทรรศน์ติง หนานจรวย ถามว่าอสูรกลับมาแล้วหรือ พระขรรค์เงินอยู่ไหน กษิดิศมีพระขรรค์เงินไม่ใช่หรือ สนทรรศน์บอกว่าเพราะตนเอง ตนทำให้พ่อต้องตาย หนานจรวยจึงให้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง...

    ooooooo

    เพราะวรินทร์ถูกทั้งพ่อและแม่สั่งห้ามติดต่อสัมพันธ์กับสนทรรศน์และตนก็ปดคุณยายใหญ่ว่าโยนสร้อยพระขรรค์เงินทิ้งคลองไปแล้ว วรินทร์จึงซ่อนสร้อยพระขรรค์ไว้ใต้ต้นไม้ให้พ้นตัว

    วรนาฎรู้สึกผิดปกติเมื่อสวดคาถาโบราณแต่ดวงตาของตุ๊กตาสังคโลกที่เป็นสีแดงค่อยๆอ่อนลงจนดับสนิท สั่งให้ดาวเวียงไปค้นให้ทั่วบริเวณบ้านว่าอะไรทำให้พลังของท่านเทพศตบาทด้อยลงเช่นนี้

    ดาวเวียงเดินหาจนเจอก้อนหินใต้ต้นไม้ใหญ่มีแสงเรืองริบหรี่จึงพลิกขึ้น ถูกพลังจากสร้อยพระขรรค์ที่วรินทร์ซ่อนไว้พุ่งเข้าปะทะจนผงะหงาย ร่างกลายเป็นตะขาบชักดิ้นชักงอแล้วคลานหายไปในพงหญ้าริมคลอง

    รุ่งขึ้น วรินทร์เดินไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ล้วงห่อพระขรรค์ออกมาดูคิดหนักว่าจะทำอย่างไรดี นัยน์เนตรที่สะกดรอยตามมาจับได้ว่า วรินทร์โกหกคุณยายว่าโยนสร้อยพระขรรค์ทิ้งคลองไปแล้วและแย่งสร้อยไป

    วรินทร์ตกใจมากบอกว่าสร้อยเส้นนี้เป็นของมีค่าประจำตระกูลของสนทรรศน์ตนตั้งใจจะเอาไปคืนเขา ขอร้องอย่าบอกคุณยาย

    นัยน์เนตรได้ทีอ้างว่าคุณยายบอกแล้วว่ามันเป็นของไม่ดีจะเป็นอันตรายทั้งกับตัวเองและคนรอบข้างต้องทำลายทิ้ง ถ้าเธอไม่กล้าตนจะทำลายให้เอง แล้วทำท่าจะขว้างสร้อยลงคลอง วรินทร์ร้องห้ามและเข้าแย่ง เลยตกน้ำไปทั้งคู่ สร้อยพระขรรค์หลุดจมหายไปในคลอง ทันใดนั้นร่างของดาวเวียงที่กลายเป็นตะขาบก็กลับมาเป็นร่างเดิม

    รัชโรจน์มาประสบเหตุลงไปช่วยนัยน์เนตรที่ว่ายน้ำไม่แข็งขึ้นมา โอฬารและสุดาดวงรู้เรื่อง จึงสั่งห้ามทุกคนยุ่งเกี่ยวกับสนทรรศน์อีกเด็ดขาด หากไม่เชื่อฟังก็ไม่ต้องมาพูดกันอีก

    วรนาฎสมใจที่นัยน์เนตรมาช่วยทำลายพระขรรค์เงินโดยตนไม่ต้องลงแรงอะไรเลย ดาวเวียงถามว่าแล้วคุณท่านจะจัดการอย่างไรกับนัยน์เนตรต่อไป ก็พอดีวรรณารู้เรื่องที่เกิดขึ้น เพราะแก้วเป็นสายให้มาที่บ้านทำทีเป็นห่วงมาตามหานัยน์เนตรที่หายไปจากบ้าน
    วรนาฎเห็นวรรณามาก็บอกดาวเวียงทันทีว่า

    “ข้าว่า น่าจะมีคนจัดการเรื่องนี้ให้ข้านะ”

    แล้ววรนาฎก็อ่อยนัยน์เนตรด้วยทองหนักสิบบาทบอกว่าเอาไปขายใช้หนี้ให้พ่อ แล้วเอาเครื่องทองเป็นชุดมาล่อตาวรรณาแต่มอบแหวนพลอยเล็กๆให้วงหนึ่ง ซ้ำพูดให้เจ็บใจว่านี่เป็นแหวนพลอยวงเล็กที่สุดที่ตนมี วรรณาถึงกับจ๋อย

    กลับถึงบ้าน วรรณาทำดีกับนัยน์เนตรหวังจะได้แบ่งทองมาบ้าง นัยน์เนตรกอดกระเป๋าใส่ทองไว้แน่นบอกว่า

    “ทองแท่งทั้งหมดในกระเป๋านี่เป็นของฉัน ฉันจะเอาไปขายใช้หนี้ให้พ่อ เหลือบอย่างแกกับลูกไม่มีทางได้อะไร บาทเดียวฉันก็ไม่ให้!”
    วรรณาแค้นจะตบ แต่พอดีมีโทรศัพท์เข้า วรรณารับสายตกใจถามเสียงดัง

    “ห๊ะ! อะไรนะ คุณมานพล้มหัวฟาด!”

    นัยน์เนตรชะงักตกใจมาก

    ooooooo

    หนานจรวยที่อายุเกือบร้อยปีแล้วแต่ร่างกายยังแข็งแรงทะมัดทะแมง พาสนทรรศน์และเดชขึ้นไปบนเขาพนมเพลิง เดชบ่นว่าถ้าอาจารย์จะไหว้พระไม่เห็นต้องขึ้นมาถึงยอดเขาพนมเพลิงเลย

    “เอ็งหุบปากไปเลย พระพุทธรูปองค์นี้ว่ากันว่าสร้างขึ้นมาพร้อมๆกับเมืองเชลียง ไม่ได้แค่ให้คนมาสักการบูชา แต่ได้ซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้ด้วย” หนานจรวยบอกสนทรรศน์ว่า “ซ่อนสิ่งที่เจ้าอยากรู้ไงเจ้าทรรศน์”

    หนานจรวยบริกรรมคาถาแล้ววาดไม้ไผ่ออกไป พระพุทธรูปค่อยๆจางหายไป เผยให้เห็นอุโมงค์ตรงหน้า หนานจรวยพาทั้งสองเดินหายเข้าไปในอุโมงค์ ภายในถ้ำมีภาพจารึกโบราณ มีภาพของธิดาทั้งสามของพระยาเชลียง คือคำหยาด คำแก้ว และคำหล้า

    “ภาพจารึกเหล่านี้ บอกเล่าความจริงของเมืองเชลียงที่ยังไม่มีใครเคยรู้มาก่อน คนที่จารึกภาพทั้งหมดนี้คือ มหาเถรคุรุเทพแห่งเขาพนมเพลิงแห่งนี้” หนานจรวยเล่า สนทรรศน์บอกว่าตนเคยฝันเห็นพระรูปหนึ่งเอาพระขรรค์มาให้ “ไม่ผิดแน่ ข้าก็เคยพบท่านในนิมิต ท่านคือมหาเถรผู้ปลุกเสกพระขรรค์เงินโบราณแห่งเมืองเชลียง”

    “แล้วภาพพวกนี้มันหมายความว่ายังไงครับ” สนทรรศน์มองภาพจารึกที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญนั้น

    ในภาพ...พระยาเชลียงยืนคุมสร้างพิหารอยู่ มีธิดาคุกเข่าอยู่ข้างๆสามคน มีเจ้าโขนหมอบอยู่กับตัวมกรเผาสวยงามจนมาถึงเจ้าโขนถูกทำโทษโยนเข้าเตาทุเรียง และภาพพิหารถล่มลง เสียงหนานจรวยเล่าว่า

    “มหาเถร ท่านได้จารึกความวิบัติของเมืองเชลียงไว้เตือนสติคนรุ่นหลัง ทุกความสูญเสีย ล้วนมีจุดกำเนิดจากใจคนทั้งสิ้น ใจอ่อนแอปล่อยให้กิเลสเข้าครอบงำ”

    “ใจที่ต่ำช้า อำมหิต พวกมันถึงกับรวมหัวกันฆ่าข้าอย่างเลือดเย็น” เสียงอสูรเจ้าโขนแทรกขึ้นอย่างเจ็บแค้น

    ooooooo

    อดีตกาลก่อนเมืองเชลียงล่มสลาย...

    พระยาโกษาทูตจากอโยธยามาเยี่ยมเยือนเมืองเชลียงซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ขณะพระยาเชลียงเดินมาส่งพระยาโกษาที่เสลี่ยง โขนที่มุ่งมั่นปั้นตัวมกรและเผาอย่างสวยงามพยายามจะเข้าไปมอบให้พระยาเชลียงแต่ถูกทหารที่เฝ้าประตูวังขับไล่ไสส่ง เสียงเอะอะจนพระยาเชลียงเอ่ยกับพระยาโกษาว่าสงสัยเป็นพวกชาวบ้านจะมาร้องทุกข์

    “หากผู้ครองเมืองเป็นผู้มีจิตเมตตา ชาวบ้านจักกล้าเข้ามาหา เพราะรู้ว่าพวกเขาจะได้รับความดูแลช่วยเหลือเป็นอันดี ข้ารู้สึกชื่นชมในตัวท่านเป็นอันมากและยินดียิ่งที่อีกไม่กี่เพลา ชาวอโยธยากับชาวเมืองเชลียง จะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

    พระยาเชลียงยิ้มอย่างถูกใจ แต่ขุนพลศรีอินทร์เอะใจมองหน้าปุโรหิตผู้เป็นพ่อ ปุโรหิตขรึมเพราะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พระยาโกษาเดินไปขึ้นเสลี่ยง ขบวนจึงเคลื่อนออกไป

    เมื่อพระยาโกษาไปแล้ว พระยาเชลียงตรงไป ที่โขน ตวาดอย่างดุร้ายว่า

    “มึงมิรู้ดอกรึว่าที่นี่คือที่ใด มาเอะอะมะเทิ่ง มิได้กลัวเกรงกูแม้แต่น้อย” แล้วสั่งทหารให้ลากตัวไปโบยจะได้ไม่เป็นเยี่ยงอย่างให้ผู้ใดบังอาจทำเยี่ยงนี้อีก โขนอ้อนวอนดิ้นรนจากการลากตัวของทหาร เปิดห่อผ้าที่อุ้มมา เผยให้เห็นตัวมกรที่สวยงาม จนพระยาเชลียงมองตะลึง ถามโขนว่า “เอ็งปั้นเองจริงๆหรือ”

    “ข้าปั้นเองกับมือจริงๆจ้ะ ข้าทุ่มเทปั้นทั้งกลางวันกลางคืน มิได้หลับได้นอนเพื่อจักได้มกรตัวที่งดงามที่สุดมาถวายให้ท่านพ่อเมืองจ้ะ” พระยาเชลียงถามเสียงอ่อนลงว่าเหตุใดจึงนำมกรนี้มาให้ตน “เพราะข้าอยากทำงาน สนองพระเดชพระคุณท่านพ่อเมือง แลอยากให้บ้านเมืองอื่นได้รู้ว่า ชาวเชลียงนั้นมีฝีมือการปั้นสังคโลก ยากจักหาผู้เสมอเหมือน”

    พระยาเชลียงพอใจฝีมือการปั้นของโขนมาก บอกว่าเมืองเชลียงจะมีงานฉลองใหญ่โต มอบหมายให้โขนเป็นคนตบแต่งพิหารหลวงใหม่เพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองถามว่าทำได้หรือไม่ โขนรับปากจะทำอย่างสุดกำลังสุดฝีมือทีเดียว

    “ไอ้โขน จำไว้ให้จงดี ถ้าเอ็งทำให้ข้าขายหน้าอโยธยา ข้าจักสั่งกุดหัวเอ็งเป็นแน่”

    โขนกราบพระยาเชลียงหลายครั้งอย่างดีใจพระยาเชลียงหัวเราะชอบใจ มองตัวมกรในมืออย่างชื่นชม

    โขนยังเมาหัวราน้ำ คุยโอ่กับบรรดาแม่ค้าในตลาดว่า เวลานี้ตนไม่ใช่ไอ้โขนที่พวกเขาดูถูกดูแคลน เยี่ยงแต่ก่อนแล้ว หากแต่เป็นโขนช่างหลวงที่ท่านพระยาเชลียง มอบหมายงานใหญ่ให้ทำ ต่อไปตนจะมีทั้งยศทั้งศักดิ์ทั้งเงินทองข้าทาสบริวารมากมาย ถูกแม่ค้าถ่มถุยใส่คว้าผักขว้างปาไล่ว่าเมาแล้วกลับเรือนไปเสีย

    “รอให้กูได้เป็นช่างหลวงเมื่อใด กูจักมาเอาคืนพวกมึงให้สาสม” โขนโซซัดโซเซไปท่ามกลางเสียงด่าและขว้างปาผักไล่ตามหลังของแม่ค้าและชาวบ้าน

    ooooooo

    โขนเมากลับมายืนแอ่นแอ้อยู่หน้าประตูพิหารพูดอย่างมาดมั่นสะใจว่า

    “กูจักทำให้พิหารแห่งนี้งดงามราวกับเป็นเมืองสวรรค์ด้วยสองมือของกูนี้”

    แต่กาลวิบัติได้มาเยือน เมื่อคำหยาดธิดาคนโตของพระยาเชลียงที่มีจิตปฏิพัทธ์กับขุนพลศรีอินทร์ปลอมตัวเป็นสาวชาวบ้านแอบมาพบคนรัก โขนเห็นตรงเข้าไปกอดรัดด้วยความเมาและหื่นถูกคำหยาดตบ โขนยิ่งกอดรัดจะสั่งสอน ถูกขุนพลศรีอินทร์เข้ามาขวางเอาดาบจี้คอ จนโขนต้องถอยไป ขุนพลศรีอินทร์บอกคำหยาดว่าแค่คนเมาบอกให้รีบกลับไปเสีย

    โขนแค้นและแอบรอเอาคืนจากขุนพลศรีอินทร์จนต่อสู้กัน ทหารยามถือคบไฟออกมา พอเห็นชัดว่าใครเป็นใครก็ตกใจอุทาน “ท่านขุนพลศรีอินทร์...แม่นางคำหยาด” และสั่งให้โขนนั่งลงไหว้ท่านขุนพลและธิดาท่านเชลียง

    โขนถูกทหารจับมัดไปท้องพระโรงวังพระยาเชลียง ถูกพระยาเชลียงถีบกระเด็นด่าแล้วสั่งทหารให้เอาโขนไปโบยสามสลบและลากไปเผาในเตาทุเรียงพร้อมกับ ข้าวของของมันอย่าให้เหลือเป็นเสนียดจัญไร

    โขนอ้อนวอนให้ไว้ชีวิตตน ตนไม่ได้ตั้งใจเพราะไม่รู้ว่าหญิงสาวที่แต่งเป็นชาวบ้านนั้นเป็นธิดาของท่าน ถูกปุโรหิตยุว่าหากละเว้นต่อไปจะเป็นเยี่ยงอย่างแก่คนอื่น พระยาเชลียงจึงสั่งทหารเอาตัวโขนออกไปบัดเดี๋ยวนี้!

    ทหารจับโขนไปโบยและสาดน้ำเกลือใส่แผลที่ถูกโบย โขนเจ็บปวดสาหัสร้องจนไม่มีเสียงร้อง ก่อนรุ่งสางโขนก็ถูกจับโยนลงในปล่องเตาทุเรียง ทหารช่วยกันจุดไฟเผาทั้งเป็นแล้วจึงถอยไป

    แม้จะเจ็บปวดแสบร้อนทรมานแสนสาหัสแต่โขนก็ไม่ร้อง พยายามยกมือพนมไหว้กัดฟันพูดอย่างยากลำบาก...

    “ฟ้าดินจงเป็นพยาน กูขอสาบานว่าจะตามแก้แค้นไอ้อีที่มันทำกับกูครานี้ รวมทั้งโคตรเหง้าไอ้พระยาเชลียง กูจักให้พวกมันชดใช้ความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานยิ่งกว่ากูร้อยเท่าพันทวี กูขอสาปแช่งให้เมืองเชลียงจงพบกับกาลวิบัติหายนะล่ม...สลาย”

    โขนภาวนาให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยตน แล้วปาฏิหาริย์ก็มีจริง ฝนกระหน่ำลงมาจนดับไฟที่เตาทุเรียงมอดลง แล้วอลัชชีก็ก้าวเข้ามา โขนเอ่ยอย่างอ่อนแรงให้ช่วยตนด้วยก่อนสลบไปอีก

    เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมา โขนตะกายขึ้นจากดินโคลนที่ฝังตนอยู่ริมน้ำ ใช้มือวักน้ำกินประทังชีวิตแล้วลุกขึ้นวิ่งเตลิดไปในป่า ตะโกนออกมาด้วยความแค้นลั่นป่า “อ๊ากกกกก!!”

    ooooooo

    โขนหน้าตาอัปลักษณ์เพราะถูกเผาในเตาทุเรียง ดวงตาแข็งกร้าว เข้าไปในถ้ำที่อลัชชีนั่งฝึกวิชาตามเนื้อตัวอลัชชีมีตะขาบไต่อยู่ภายใต้ผิวหนังวิ่งไปทั่วร่างกาย พอโขนเข้าไป อลัชชีลืมตาถาม

    “แข็งแรงดีแล้วรึ”

    “ท่านผู้ทรงฤทธิ์ ท่านช่วยชีวิตข้า ข้าขอมอบกายถวายชีวิตเป็นศิษย์ท่าน” อลัชชีถามว่าเป็นศิษย์ตนต้องมอบให้ทั้งสังขารและวิญญาณ จักได้วิชาตนต้องทรมานยิ่งกว่าตายจะทนได้หรือ “ขอเพียงได้สุดยอดวิชาจากอาจารย์ จักให้ข้าตายอีกกี่คราข้าก็ยอม” โขนสบตาอลัชชี ตาวาวโรจน์อย่างมุ่งมั่น

    โขนบริกรรมคาถาในถ้ำ มีตะขาบนับพันตัวเลื้อยคลานอยู่บนตัว กัดกินเนื้อเขาแล้วแทรกตัวเข้าไปใต้ผิวหนัง โขนขบกรามตัวสั่นข่มความเจ็บปวด อลัชชีที่นั่งหันหน้าไปคนละด้านกับโขน เอ่ยขึ้นว่า

    “เพื่อบูชาเทพศตบาท จงอย่าหยุดบริกรรม จงข่มใจทนต่อพิษตะขาบ แลเพ่งจิตสมานเป็นดวงเดียวกับพวกมัน” โขนพยายามบริกรรมคาถาต่อไป เสียงอลัชชีดังก้อง “ข้าแต่องค์เทพศตบาท เบื้องหน้าท่านคือร่างที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความเจ็บแค้น อาฆาต พลังความมืดดำในด้านชั่วร้ายที่สุดของก้นบึ้งแห่งจิตใจ พลังที่จะช่วยให้ท่านแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ข้าได้นำมันมาสังเวยต่อหน้าท่านแล้ว”

    เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่มีใครรู้ แต่ผมของโขนที่ถูกเผาไหม้ก็กลับงอกออกมาพันกันยุ่งเหยิงหนวดเครารกรุงรัง ตะขาบตัวเขื่องสีดำสนิทคลานออกจากผิวน้ำที่เดือดพล่านในกะโหลกที่วางอยู่ไต่ขึ้นตามตัวและแทรกหายเข้าไปในตัวโขน

    โขนสะดุ้งเฮือก ตาเบิกโพลงแล้วค่อยๆปิดลง พอลืมตาอีกครั้งดวงตาเป็นสีเขียวมรกตแววตาแข็งกร้าว

    อลัชชีบอกว่าโขนได้มอบวิญญาณเป็นเครื่องบูชาแด่เทพศตบาทแล้ว มีอำนาจจิตแข็งแกร่งกล้าหาญหาผู้ใดเทียบได้ยาก โขนติงว่าสังขารตนทุเรศนัก

    “เอ็งจักกลัวอันใด ดวงจิตเป็นนายแห่งกาย เอ็งใคร่ครอบครองสังขารผู้ใด งามกว่าสังขารเดิมเท่าใด ขอให้ดวงจิตผู้นั้นอ่อนกำลังเอ็งทำได้ทั้งสิ้น ขอเพียงเอ็งกล้าทิ้งร่างเดิมของเอ็งเท่านั้น ข้าจักเข้าฌานเรียกกำลังสักสามชั่วยาม จงเฝ้าอยู่ปากถ้ำจนกว่าข้าจักเรียกมา”

    แต่โขนย้อนกลับมา ปลิดชีวิตอลัชชี โขนกลายเป็นอสูรที่มีฤทธิ์แก่กล้า แปลงเป็นอสูรตะขาบ ซ่อนตัวอยู่ในตุ๊กตาสังคโลก!

    เจ้าโขนกลับเข้าเมืองเชลียงโดยสิงร่างของอลัชชีด้วยแรงอาฆาต เกิดเหตุน่าสยอง เมื่อมีตะขาบกัดกินเด็กและแม้แต่ทหารตายเป็นเบือ ขุนพลศรีอินทร์ตกใจสุดๆ กับเหตุร้ายนี้ พระยาเชลียงก็ไม่เชื่อสิ่งที่ขุนพลรายงาน ปุโรหิตจับยามสามตา แจ้งว่าชะตาเมืองเพลานี้ร้ายนัก คำหยาดถามว่าฤาบ้านเมืองจะเกิดอาเพศ

    “เป็นเยี่ยงนั้น” ปุโรหิตสีหน้ากังวล

    ทันใดนั้นทหารวิ่งเข้ามาทรุดลงยังไม่ทันพูดอะไรตะขาบก็ไต่ออกจากปากล้มลงสิ้นใจ นางกำนัลวิ่งโวยวายเข้ามาว่ามันบุกเข้ามาเต็มไปหมดแล้ว ขุนพลศรีอินทร์สั่งทหารให้คุ้มกันพ่อเมืองกับธิดาเข้าข้างใน

    ทุกคนตกใจมองตะขาบที่ไต่ยั้วเยี้ยอย่างสยอง ทันใดนั้นตะขาบเกิดเป็นเปลวไฟอาคมลุกโชนเผาตะขาบแล้วไฟอาคมก็ดับสนิท ทุกคนตะลึง

    ทันใดนั้นอลัชชีปรากฏที่ประตูพนมมือสวดมนต์ก่อนลืมตาขึ้นยิ้มอย่างเมตตาพูดเป็นเสียงเจ้าโขนจนทุกคนตะลึงว่า

    “เดรัจฉานพวกนี้ ถูกบังคับมาด้วยอาคม ฆ่าอย่างไรก็มิตายดอก ต้องปราบด้วยอาคม”

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง
    27 ต.ค. 2564

    06:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 10:40 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์