สมาชิก

ทายาทอสูร

ตอนที่ 10

อัลบั้ม: 'เบนซ์' คืนชีพ 'คุณยายวรนาฏ' ไหยหยา-ณัฐ ร่วมหลอน 'ทายาทอสูร'

วรนาฎกับนิลุบลนัดพบกันที่ตึกร้างแห่งหนึ่ง นิลุบลกำพระไว้แน่น ลมพัดเข้ามาวูบหนึ่ง นิลุบลพูดขึ้นมาลอยๆ

“นังปีศาจ ฉันรู้ว่าแกมาแล้ว เก่งจริงออกมาสิ”

“พระขรรค์เงินอยู่ไหน” วรนาฎถามทันที

นิลุบลบอกว่าคราวนี้ตนไม่ยอมให้ถูกเล่นงานง่ายๆ เหมือนคราวที่แล้ว วรนาฎเย้ยว่าแค่พระองค์เดียวจะคุ้มกันได้หรือ

“แกก็ฆ่าฉันเลยสิ แต่แกก็ต้องไปตามหาพระขรรค์เงินเอาเองนะ”

วรนาฎโยนกระเป๋าที่เต็มไปด้วยทองให้ นิลุบลไม่เชื่อว่าเป็นทองจริงสั่งอภิศักดิ์ให้จัดการ อภิศักดิ์ถือพระขรรค์ออกจากที่ซ่อน วรนาฎเห็นพระขรรค์ก็รู้ว่าเป็นของจริงพยายามต้านพลังที่แผ่ออกจากพระขรรค์

วรนาฎเห็นความโลภของอภิศักดิ์ที่ตื่นทองจับจุดได้ ถามว่า แน่ใจหรือว่าพระขรรค์นั้นจะฆ่าตนได้ และถ้าฆ่าตนเขาจะได้อะไร นอกจากเป็นฆาตกร คิดให้ดีว่าสิ่งที่เขาต้องการจริงๆคืออะไร เงินทอง อำนาจไม่ใช่หรือ อ่อยล่อว่า

“ข้าให้ได้ทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตที่เป็นอมตะข้าก็ให้ได้”

อภิศักดิ์ลังเล นิลุบลบอกว่าถ้าเขาไม่ทำ ตนทำเอง แล้วเข้าแย่งพระขรรค์ อภิศักดิ์ไม่ยอมให้ยื้อแย่งกันจนอภิศักดิ์ตบนิลุบลกระเด็น เงื้อดาบจะตามฟัน นิลุบลตกใจถอยหนีเสียหลักตกตึกตาย

วรนาฎก้าวเข้าหา บอกว่าทองทั้งหมดเป็นของเขาแล้ว แต่อภิศักดิ์โลภมาก อยากได้มากกว่านั้น

วรนาฎล่ออภิศักดิ์ให้ตามตนไปเอาทองที่โกดังเก็บศพไร้ญาติ เขาพูดดักว่าตนจะให้พระขรรค์ก็ต่อเมื่อได้ทองเสียก่อนs

“เอ็งมีพระขรรค์เงินอยู่ในมือยังจะกลัวอะไร ความมั่งคั่งคอยอยู่ตรงหน้า อย่าให้ความขลาดเขลามาบังตา” แล้วชี้ให้ไปเอาทองที่โลงศพมากมายที่มีทองเหลืองอร่าม อภิศักดิ์ดีใจพุ่งไปหยิบทอง แต่ความโลภกลับเล่นแง่ว่า ตนต้องการมากกว่านี้ ต้องการชีวิตที่เป็นอมตะด้วย เย้ยว่า

“ฉันไม่ได้โง่ขนาดจะให้พระขรรค์กับแกจริงๆ หรอก หึ...ถ้าแกได้ไปฉันก็ตาย แต่ตราบใดที่พระขรรค์ยังอยู่กับฉัน แกก็ต้องยอมบันดาลทุกอย่างที่ฉันต้องการ”

“คนอย่างเอ็งข้าชอบยิ่งนัก ไอ้อภิศักดิ์ เอ็งไม่ได้โง่หรอก แต่ความโลภต่างหากที่ทำให้เอ็งโง่” วรนาฎหัวเราะสะใจแล้วทองคำในมืออภิศักดิ์ก็กลายเป็นตะขาบรุมแทะกัดกินจนล้ม อภิศักดิ์กวัดแกว่งพระขรรค์ แต่ถูกวรนาฎท่องมนต์สะกดจนนิ่งค้างและตัววรนาฎเองก็มีเลือดสีดำไหลออกจากปากเพราะใช้พลังมากเกินไป

อภิศักดิ์ถูกมัดตราสังอยู่ในโลงศพ ดิ้นขลุกขลักเพื่อเอาชีวิตรอด วรนาฎยืนมอง พึมพำอย่างสะใจ

“คงไม่มีอะไรที่ทำให้มนุษย์โง่ได้เท่าความโลภอีกแล้วนะ” วรนาฎเดินออกไปอย่างไม่แยแส

ooooooo

วรนาฎกลับเรือนปั้นหยา เดินเซๆเข้าไปในห้องพิธีกรรมเพื่อขอพลังจากเทพศตบาท แต่รู้สึกผิดปกติ พอวาดมือออกไปดาวเวียงก็กระเด็นไปปะทะผนัง วรนาฎโมโหถามว่าหายไปไหนมา

ดาวเวียงปดว่าตนบาดเจ็บตอนที่ไปจัดการสนทรรศน์ เล่าสะใจว่าเห็นกับตาว่าสนทรรศน์ตายอย่างทุกข์ทรมานไปต่อหน้าต่อตา

“เท่ากับว่าตอนนี้ไม่มีใครหน้าไหนมาขวางข้าได้อีกแล้ว” วรนาฎผยอง ดาวเวียงติงว่าแต่ว่าพระขรรค์เงินหายไปแล้ว “มันอยู่ที่นิลุบลกับอภิศักดิ์ชู้รักของมัน เอ็งไม่ต้องกลัว ข้าจัดการทั้งคนทั้งพระขรรค์ไปเรียบร้อยแล้ว”

วรนาฎบอกว่าเวลานี้ตนไม่มีพลังพอจะทำลายพระขรรค์ แต่ได้เอาไว้ในที่ที่ไม่มีใครหาพบ ตัดบทไม่ให้ดาวเวียงซักว่ารู้ไหมว่าตอนที่ดาวเวียงไม่อยู่ตนต้องอาศัยเลือดเนื้อของสัตว์เดรัจฉานประทังชีวิต ดาวเวียงขอโทษบอกว่าพรุ่งนี้จะให้แก้วไปหาซื้อเนื้อดิบมาให้เหมือนเคย วรนาฎรำพึงอย่างหมายมาดว่า

“ข้ากำหนดวันสืบทายาทแล้ว วันนั้นข้าได้จบการแก้แค้นในชาติภพนี้เสียที” วรนาฎพึมพำอย่างหมายมาด

ขณะเดียวกัน...ที่ห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาล นัยน์เนตรกำลังปอกผลไม้ให้มานพอยู่ วรินทร์มาเยี่ยมทักว่าคุณลุงหน้าตาแจ่มใสขึ้นอย่างนี้รับรองว่าหายทันไปงานรวมญาติของเราแน่

มานพงงๆ นัยน์เนตรจึงบอกวรินทร์ว่าตนไม่ได้บอกพ่อ ตนกับพ่อคงไม่ได้ไปเพราะเกรงคนอื่นๆจะไม่เต็มใจต้อนรับ วรินทร์บอกว่าคุณยายใหญ่กำชับให้เชิญทั้งสองไปให้ได้เพราะงานนี้คุณยายใหญ่จะประกาศว่าท่านจะมอบทรัพย์สมบัติให้ใครบ้าง

พอรู้ว่าวรนาฎจะประกาศแบ่งสมบัติ มานพก็ตาโต เมื่อวรินทร์กลับไปแล้วก็ตำหนิและหว่านล้อมให้นัยน์เนตรไปร่วมงาน ถึงแม้เราจะไม่ใช่สายเลือดตรง เหมือนเป็นลูกหลานของสามีคนที่สองมาโดยตลอด ตนอยากให้ไปเพื่อยืนยันว่าเราก็คือหนึ่งในสายตระกูลพระยาเชลียงเหมือนกันและตนจะได้ไปกราบขอโทษคุณป้าด้วย

พอวรินทร์กลับถึงเรือนปั้นหยาก็ได้รับโทรศัพท์จากนัยน์เนตรบอกว่าจะมางานรวมญาติ วรินทร์ดีใจมากบอกว่าคุณยายใหญ่คงจะดีใจ บอกแก้วให้ช่วยจัดอาหารใส่จานให้คุณยายใหญ่ตนซื้ออาหารมังสวิรัติมาให้หลายอย่าง แก้วบอกว่าไม่ต้องแล้วเพราะตอนนี้ดาวเวียงกลับมาแล้ว เช้ามืดวันนี้ยังไปบอกตนให้ไปตลาดซื้อเนื้อดิบมาอย่างด่วนเลย

วรินทร์เข้าไปบอกวรนาฎว่านัยน์เนตรกับมานพจะมางานรวมญาติด้วย สุดาดวงเปรยว่าตอนนี้ก็เหลือคุณแม่คนเดียวที่ยังติดต่อไม่ได้ วรินทร์บ่นเสียดาย วรนาฎตัดบทว่าวัชรีวัลย์เป็นแม่ชีไป เท่ากับสละทางโลกแล้ว อย่าไปรบกวนเลย

ขณะทุกคนกำลังคุยกันถึงงานรวมญาติอย่างมีความสุขนั้น รังสรรค์พรวดเข้ามาบอกว่านิลุบลตกตึกตายแล้ว!

ooooooo

ที่อาศรมแม่ชีแสงบุญ...รัชโรจน์ได้รับโทรศัพท์จากวรินทร์แจ้งเรื่องนิลุบลตกตึกตาย ดาวเวียงบอกว่านิลุบลกับอภิศักดิ์มีพระขรรค์เงิน อสูรจึงฆ่านิลุบลแล้วซ่อนพระขรรค์ไว้ หนานจรวยถามว่าซ่อนไว้ที่ไหน ดาวเวียงส่ายหน้าบอกว่า

“มันบอกแต่ว่ามันจะสืบทายาทในวันรวมญาติและจะกำจัดศัตรูทุกคนในวันนั้น อิฉันเลยรีบมาบอกพวกคุณๆก่อน” บอกแม่ชีแสงบุญว่า “ไม่ต้องห่วงนะ เจ้าคะ คุณหนูเล็ก อิฉันจะรีบกลับไปหาพระขรรค์ให้พบให้ได้”

รัชโรจน์กราบแม่ชีขอกลับไปด้วย เธียรกับสนทรรศน์ก็ไม่รออีกแล้วต้องไปเหมือนกัน เดชถามว่าพระขรรค์ก็ไม่มีแล้วจะเอาอะไรไปสู้กับมัน

“แม่ชี ข้าว่ามันคงถึงเวลาแล้วนะ” หนานจรวยเอ่ยขึ้น

แม่ชีแสงบุญถอนใจอย่างไม่มีทางเลือก

ดาวเวียงกลับไปเรือนปั้นหยาคืนนี้เลย วรนาฎถามว่าหายไปไหนมา ดาวเวียงอ้างว่าไปเฝ้าอุ้ยเกรงจะทำอะไรขึ้นมาอีก ตราบใดที่คุณท่านยังไม่ได้ทำพิธีสืบทายาทตนก็ไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น

“ดีมาก...เอ็งระแวดระวังแทนข้าอย่างนี้ สมแล้วที่ข้าไว้ใจ ข้าคิดไม่ผิดจริงๆที่เลี้ยงผีอย่างเอ็งไว้ คอยเฝ้าเรือนให้ดี ข้าต้องรวบรวมพลังเพื่อวันสำคัญของข้า”

ว่าแล้ววรนาฎลุกไป ดาวเวียงแอบถอนใจโล่งอกที่รอดตัวไปได้

ooooooo

ตำรวจไปที่โกดังเก็บศพไร้ญาติ ขณะรอกองพิสูจน์หลักฐาน สัปเหร่อมาถามว่าค้นอะไรกันเสร็จหรือยัง ตำรวจบอกว่ายังเพราะรอกองพิสูจน์หลักฐานอยู่

“อีกนานไหม พรุ่งนี้มีงานบุญเผาศพไร้ญาติประจำปี ผมต้องทยอยขนศพออกไปแล้ว ป่านนี้ผีๆ ไร้ญาติเขามารวมตัวรอบุญกันแน่นวัดแล้ว”

ระหว่างนั้นเอง มีเสียงครืดๆในรถที่จอดอยู่เหมือนมีใครเขย่าอย่างแรง ตำรวจทั้งสองตาเหลือกวิ่งเตลิดไป

ที่แท้เดชกับสนทรรศน์เอาใบไม้ทัดหูกำบังกายไปหลอกให้หนีไปเพื่อค้นหาศพอภิศักดิ์ตามหาพระขรรค์ก่อนที่กองพิสูจน์หลักฐานจะมาถึง แต่หาไม่เจอ สนทรรศน์เสนอว่าคงต้องพึ่งดาวเวียงทางเดียวแล้ว

ที่เรือนปั้นหยา วรนาฎเตรียมสวดบูชาเทพศตบาทสั่งดาวเวียงเฝ้ารอบเรือนให้ดี ดาวเวียงเลียบเคียงหยั่งเชิงว่าเมื่อกี้ตนได้ยินเหมือนมีใครขึ้นมาบนเรือน วรนาฎบอกว่ามันไม่มีทางหาเจอเพราะตนไม่ได้ซ่อนพระขรรค์ไว้ในเรือนนี้ ดาวเวียงถามที่ซ่อนเพื่อตนจะช่วยคุ้มครองพระขรรค์ไม่ให้พวกนั้นเอาไป

“ได้ ข้าจะบอกที่ซ่อนพระขรรค์กับเอ็ง”

วรนาฎหลอกให้ดาวเวียงไปมองหาพระขรรค์ที่ริมคลองเรือนปั้นหยา หลอกจนจับได้ว่าดาวเวียงแปรพักตร์ บีบคอถามว่าใครใช้ให้มาทำงานนี้ เมื่อถูกจับได้ดาวเวียงตอบโต้อย่างไม่หวั่นไหวว่าตนจะทำงานให้ใครไม่สำคัญแต่อสูรจะต้องถูกกำจัดอย่างแน่นอน

ดาวเวียงถูกวรนาฎพ่นไฟอาคมเผาผลาญวิญญาณจนสลายไป

วรินทร์สับสนเสียใจที่ตนเป็นคนทำร้ายสนทรรศน์ทั้งที่เขาช่วยทำหนังสั้นจนสำเร็จ รัชโรจน์บอกว่าไม่ต้องรู้สึกผิดเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะดาวเวียงสิงในร่างอุ้ยให้ทำ ทำให้วรินทร์ฉุกคิดว่าถ้าดาวเวียงเป็นผีคุณยายใหญ่ก็ต้องเป็น...

“เรื่องที่สนทรรศน์พูดเป็นความจริง ตอนนี้คุณยายใหญ่ถูกอสูรยึดร่างไว้ และร่างกำลังจะหมดอายุขัย อสูรต้องการหาร่างใหม่ ซึ่งร่างนั้นก็คืออุ้ย ฟังนะอุ้ย สนทรรศน์ยังไม่ตาย หนานจรวยกับเดชก็เหมือนกัน ตอนนี้พวกเขากำลังหาทางพยายามช่วยคุณยายใหญ่ ไล่ไอ้อสูรออกจากร่างคุณยายใหญ่ให้ได้ แต่ตอนนี้เราจะทำให้อสูรรู้ตัวไม่ได้เป็นอันขาดว่าเรารู้ความจริงทุกอย่างแล้ว ไม่งั้นดาวเวียงจะเป็นอันตราย”

แต่ที่แท้ดาวเวียงถูกวรนาฎใช้คาถาเผาผลาญวิญญาณจนสลายแล้ว จู่ๆแก้วบอกทุกคนอย่างตื่นกลัวสุดขีดว่า ตนได้ยินเสียงเปรตร้องโหยหวนและมีแสงไฟวูบวาบจากเรือนปั้นหยา ถูกโอฬารปรามว่ากลัวผีจนขึ้นสมอง ถ้ากลัวนักก็ไม่ต้องอยู่บ้านนี้แล้ว เดี๋ยวคนอื่นจะบ้ากันไปหมด

แต่วรินทร์มองหน้ารัชโรจน์ถามเบาๆว่า “หรือว่าเกิดเรื่องขึ้นที่เรือนปั้นหยา?”

ดาวเวียงกลับไปรายงานแม่ชีแสงบุญที่สำนักว่าตนรู้ที่ซ่อนพระขรรค์เงินแล้ว อยู่ที่ศพของอภิศักดิ์แต่วรนาฎบอกว่าวันนี้พระขรรค์ถูกเผามอดไหม้ไปกับศพแล้ว แต่ตนไม่รู้ว่าเผากันที่ไหนเพราะตนถูกวรนาฎจับได้ ตนว่าคงหมดบุญเพียงเท่านี้

วิญญาณดาวเวียงค่อยๆแหลกสลายปลิวหายไปกับสายลม เดชโวยวายแล้วจะรู้ไหมว่าพระขรรค์อยู่ที่ไหน สนทรรศน์นึกได้ว่าขณะกำบังกายอยู่ที่วัดได้ยินตำรวจคุยกันว่าพรุ่งนี้จะมีงานบุญเผาศพไร้ญาติประจำปี บอกเดชว่าตนรู้แล้วว่าจะเผาศพไร้ญาติที่วัดไหน

แต่พอไปถึงวัด สัปเหร่อบอกว่าเผาศพไร้ญาติตั้งแต่เมื่อคืน นี่เป็นศพสุดท้ายแล้ว ทุกคนผิดหวังอย่างที่สุด โดยเฉพาะเดชโวยวายจนหนานจรวยเตือนสติว่า

“เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราต้องยอมรับความจริง”

ทุกคนเศร้าที่ความพยายามทั้งหมดไม่ทันการณ์...

ooooooo

สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น เมื่อแก้วตื่นขึ้นมาในเช้าวันจัดงานรวมญาติ บ้านมนัสวานิชย์ถูกจัดแต่งอย่างสวยงามด้วยดอกไม้ประดับสวยงามมีผ้าทอประดับ มีป้ายงานรวมญาติสายพระยาเชลียง มีตั่งกลางห้องให้วรนาฎนั่ง มีตัวมกรวางขนาบข้าง

ทุกคนตื่นเต้นว่าใครเป็นผู้จัด แก้วยืนยันว่าตนไม่เห็นใครมาจัดเลย ตื่นมาก็เห็นเป็นแบบนี้แล้ว

รัชโรจน์กับวรินทร์มองหน้าอย่างรู้กันว่าต้องเป็นมีฝีมือของวรนาฎแน่ ทันใดนั้นรัชโรจน์ได้รับไลน์แจ้งว่า ดาวเวียงถูกจับได้ตอนนี้ถูกทำลายวิญญาณไปแล้ว วรินทร์ถามว่าเราก็ไม่มีทางรู้ว่าพระขรรค์อยู่ไหนแล้วใช่ไหม

“พวกนั้นกำลังพยายามหากันอยู่ เราต้องถ่วงเวลาทางนี้ไว้ให้นานที่สุด”

แล้วจู่ๆสัปเหร่อก็มาถามสนทรรศน์ว่าพวกเขาใช่ไหมที่จะมารับศพไร้ญาติ แล้วพาไปที่ศาลาซึ่งมีพระรูปหนึ่งยืนหันหลังให้อยู่บอกว่า

“พระผู้นี้แหละ ท่านมาขอไว้ไม่ให้เผา บอกฉันว่าเดี๋ยวญาติๆจะมารับ” พอพระรูปนั้นหันมา สนทรรศน์อุทานขนลูกซู่

“ท่านมหาเถร!”

สนทรรศน์ หนานจรวยและเดชรีบก้มกราบ พอเงยขึ้น มหาเถรก็หายไปแล้ว สนทรรศน์วิ่งไปที่โลงศพทันที เดชวิ่งตามไปดู ตะโกนบอกตื่นเต้นว่า

“อาจารย์ อสูรมันซ่อนศพไอ้อภิศักดิ์ไว้ในโลงศพไร้ญาติจริงๆด้วย”

ทุกคนรีบไปดูพบว่าพระขรรค์ซ่อนอยู่ใต้ซากศพของอภิศักดิ์ สนทรรศน์จับมือหนานจรวยที่ตามองไม่เห็นแล้วมาจับพระขรรค์ หนานจรวยได้สัมผัสพระขรรค์แล้วยิ้มปีติเป็นที่สุด...

ooooooo

ในงานรวมญาติ ญาติมากันเต็มงานมีทั้งญาติจริงและญาติปลอม มานพเข้าไปไหว้วรนาฎแนะนำตัวเอง วรนาฎบอกว่านัยน์เนตรพูดให้ฟังอยู่บ่อยบอกให้ไปคุยกันข้างใน พลางสั่งรังสรรค์ให้ช่วยแจกเข็มกลัดทองคำประจำตระกูลให้ทุกคนด้วย

“แต่มีข้อแม้นะ ญาติทุกคนจะต้องถอดพระและเครื่องรางทุกชนิดฝากไว้ก่อน” วรนาฎบอกว่าให้ถือว่าเข็มกลัดทองนี้เป็นของขวัญจากตน พวกญาติอยากได้เข็มกลัดทองรีบถอดพระไว้ในแก้ว วรนาฎมองอย่างพอใจ...

วรินทร์กับรัชโรจน์กระซิบบอกกันว่าโทรศัพท์ติดต่อพวกสนทรรศน์ไม่ได้เลย ขณะนั้นเอง วรนาฎประกาศหลังจากชมการฟ้อนสุโขทัยจบลงว่า

“วันนี้นับว่าเป็นโอกาสดี ที่พวกเราเหล่าตระกูลสายพระยาเชลียงได้มารวมตัวกันอีกครั้ง ฉันวรนาฎและครอบครัวมนัสวานิชย์ในฐานะเจ้าภาพยินดีต้อนรับญาติๆ ทุกท่านด้วยใจจริง”

พวกญาติทั้งจริงและปลอมต่างปรบมือแสดงความดีใจกันกึกก้อง ทันใดก็มีชายสองคนถือหีบสมบัติออกมาวางบนโต๊ะที่เตรียมไว้แล้ว ทุกคนมองที่หีบสมบัติเป็นตาเดียว วรนาฎเอ่ยขึ้นว่า

“ที่ฉันเชิญทุกคนมาในวันนี้ ก็เพราะฉันรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเหลือเกินที่ต้องรักษาสมบัติล้ำค่าของบรรพบุรุษอยู่เพียงคนเดียว ฉันอายุมากแล้ว ไม่รู้ว่าจะต้องจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ ฉันจึงอยากจะหาทายาทมาช่วยรักษาทรัพย์สมบัติเหล่านั้นแทน”

เสียงฮือฮาดังขึ้น มานพแย่งซีนทำคะแนนว่า

“คุณป้ายังสาว ยังแข็งแรง ยังอยู่กับพวกเราได้อีกนานครับ”

โอฬารเบะปากอย่างหมั่นไส้ ส่วนวรนาฎพยักหน้าให้ชายสองคนที่ยกหีบออกมาเปิดหีบ เห็นสร้อยทองคำโบราณเต็มหีบ ญาติทั้งจริงทั้งปลอมฮือฮา มานพถึงกับลุกขึ้นมองตาโตจนนัยน์เนตรต้องดึงให้นั่งลง แม้แต่โอฬารและสุดาดวงก็มองตะลึง

ooooooo

ขณะที่งานรวมญาติที่บ้านมนัสวานิชย์กำลังดำเนินไปอย่างตื่นเต้นขึ้นทุกทีนั้น ที่ถนนสายหนึ่ง สนทรรศน์ เดช เธียร และหนานจรวยก็กำลังบ่ายหน้ามาอย่างเร่งรีบ แล้วจู่ๆเธียรที่เป็นคนขับรถก็เบรกเอี๊ยดเพราะเจอด่านตำรวจ

ทุกคนเซ็งที่ยิ่งรีบก็ยิ่งมีอุปสรรค...

ที่บ้านมนัสวานิชย์... ก่อนแจกเข็มกลัดทองโบราณ วรนาฎหยิบเข็มกลัดขึ้นมาอันหนึ่ง บอกทุกคนว่า...

“ของพวกนี้...ล้วนเคยอยู่ในตำหนักของพระยาเชลียงเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน บางชิ้นก็เคยประดับบนเรือนกายของสตรีผู้สูงศักดิ์มาแล้ว ทุกคนในที่นี้ ล้วนเป็นคนสูงศักดิ์ที่สืบสายเลือดมาจากพระยาเชลียง ทุกคนจึงมีสิทธิครอบ– ครองมัน แต่ก่อนที่ฉันจะมอบของล้ำค่าเหล่านี้ให้ใคร ฉันมีเรื่องเล่าที่ขาดหายไป
ของพระยาเชลียง ต้นตระกูลเรา มาเล่าสู่กันฟัง เรื่องเล่าที่ถูกกาลเวลาทับถมจมอยู่ในความมืดมน...อนธการ...”

ทุกคนตั้งอกตั้งใจฟัง วรนาฎวาดมือออกไปทันใดนั้น เข็มกลัดที่อกเสื้อของโอฬารก็มีควันดำรูปตะขาบลอยออกมา กระจายกว้างออกไป...ควันดำลอยเข้าจมูกของแขกทุกคนในบ้าน วรินทร์เคลิ้มหลับตาลง วรนาฎเห็นแล้วยิ้ม

กำแพงข้างหลังวรนาฎค่อยๆปรากฏภาพเมืองเชลียงขึ้นรางๆแล้วชัดขึ้น...ชัดขึ้น จนกลายเป็นเมืองเชลียงที่สวยงาม มีผู้คนเดินไปมาหน้าตายิ้มแย้มมีความสุข....

วรนาฎหรือคำหยาดในอดีตชาติ...เดินเข้าไปในเมืองเชลียงที่สวยงาม เล่าสิ่งที่เป็นอยู่เวลานั้นให้ทุกคนฟัง...

“เมืองเชลียงจะไม่มีวันงดงามวิจิตรไปได้ หากขาดช่างศิลป์ผู้รังสรรค์...”

ภาพกลายเป็นบริเวณเตาเผาสังคโลก โขนช่างปั้นร่างกำยำเหงื่อท่วมมันเลื่อมหน้าตามอมแมม กำลังสุมฟืนอยู่หน้าเตา

“ไอ้โขน ธุลีเล็กๆ ที่ไม่มีใครแลเห็น มันกำพร้าแลเติบใหญ่ด้วยเศษข้าวเศษเนื้อของเหล่าช่างปั้น แม้ถูกกดขี่ดูแคลนมันสู้ทนอาบเหงื่อต่างน้ำ วาดหวังจะมีวันของตน...จนกระทั่งวันหนึ่ง ฟ้าก็เปิดทางให้มัน...”

เป็นเหตุการณ์ที่โขนปั้นตัวมกรให้พระยาเชลียง พระยาเชลียงพอใจมาก แต่งตั้งให้เป็นช่างหลวงตบแต่งพิหารหลวงเตรียมจัดงานฉลองใหญ่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง โขนตะลึงตอบด้วยความดีใจสุดชีวิตว่า

“ข้าจักทำอย่างสุดกำลังฝีมือเชียวจ้ะ”

วรนาฎเล่าด้วยน้ำเสียงที่สลดลงว่า “แต่แล้วทุกอย่างก็ต้องพังทลายลง เทพจากฟากฟ้ากลับบดขยี้มันด้วยฝ่าตีน มันคงผิดเอง ที่จอดเรือไม่ดูฝั่ง จะนั่งไม่ดูแผ่นดิน...”

ภาพกลายเป็น...โขนถูกจับมัดมือไปนั่งคุกเข่าอยู่กลางห้อง เมื่อพระยาเชลียงออกมาก็ถีบโขนกระเด็น ชี้หน้าตวาด

“ไอ้ไพร่สถุล กูอุตส่าห์มีใจเมตตามึงด้วยเห็นว่าเป็นคนมีฝีมือ แต่มึงกลับเหิมเกริมได้ใจ บังอาจลบหลู่กูเยี่ยงนี้ กูจะลงโทษมึงให้จงหนัก”

โขนรีบก้มกราบร้องขอละล่ำละลัก “อภัยให้ข้า... ข้าหารู้ไม่ว่าแม่นางคือธิดาแห่งท่าน หากข้ารู้ ข้าจักกล้าล่วงเกินนางได้อย่างไร”

โขนชี้แจงว่า คำหยาด ธิดาของพระยาเชลียงแต่งตัวเป็นหญิงชาวบ้านไปที่พิหารในยามวิกาล ตนจึงหลงผิด แต่กลับถูกพระยาเชลียงหาว่าโขนไม่สำนึก สั่งให้เอาตัวไปโบยสามสลบ แล้วเอาไปเผาในเตาทุเรียงของโขนเอง

มิไยว่าโขนจะกราบไหว้วิงวอนร้องขอชีวิต แต่ก็ถูกลากออกไปจนได้

วรนาฎถามทุกคนในห้องจัดงานรวมญาติที่ฟังเรื่องในอดีตกันเงียบกริบด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวดว่า

“มันถูกต้องแล้วรึ ที่ไอ้โขนต้องถูกลงทัณฑ์จากโทษที่ไม่ได้ก่อ มันถูกแล้วรึ...ที่พระยาเชลียงฟังความจากข้างของพวกตนฝ่ายเดียว มันถูกแล้วรึ...ที่ผู้ครองเมือง ไม่คิดจะฟังคำของไพร่ต่ำต้อยที่ถูกใส่ความ แม้สักเพียงน้อย”

โขนถูกจับโยนลงปล่องไฟเตาทุเรียง ทหารจุดไฟเผาแล้วถอยออกไป วรนาฎพูดอย่างเจ็บปวดรวดร้าวที่ฝังลึกในใจมาเจ็ดร้อยปีว่า

“ไอ้โขนต้องตายอย่างทุรนทุราย ความตายแม้จักทรมาน แต่ความอยุติธรรมกลับทุกข์ทรมานยิ่งกว่าร้อยเท่าพันทวี!”

ooooooo

ทายาทอสูร

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด