ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

ตะวันยอแสง

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

พี่น้องต่างแม่บ้านเดชาบดินทร์ไม่มีความรักใคร่ ปรองดองกันเลย พร้อมมิตรกับจิตรใสแม้เป็นผู้หญิงด้วยกันก็ไม่ถูกกัน ยิ่งนเรนทร์วางอำนาจว่าตนเป็นลูกชายคนเดียวมีอำนาจมากสุดในบ้านไม่เกรงใจพี่สาว ทั้งสอง นอนฟังเพลงเสียงดังลั่นบ้านไม่สนใจว่าพี่ๆจะอ่านหนังสือกันอยู่

เสียงรถศักดิ์ระพีแล่นเข้ามา สองสาวดีใจรีบไปรอรับ ซ้อนเข้าไปช่วยรับของ ศักดิ์ระพีบอกเสร็จงานที่เชียงใหม่ก็ลงมาทันที ได้ข่าวว่าท่านต้นไม่สบาย ซ้อนรีบบอก

“ถ้าคุณเล็กมาบ้านนี้บ่อยๆ คนในบ้านก็จะอุ่นใจ ได้ครับ ว่าจะไม่มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น”

ศักดิ์ระพีฟังดูแปลกๆ พริ้มเพราแอบมองกลัวซ้อนจะเล่าเรื่องยาเบื่อหนู พอดีพร้อมมิตรกับจิตรใสเข้าไปแย่งกันเกาะแขนศักดิ์ระพีดึงเข้าบ้านทำให้ซ้อนหยุดการสนทนา ซ้อนจะเดินตาม พริ้มเพราเข้ามาขวางหน้า ทำตาดุถามเขากำลังจะบอกอะไรศักดิ์ระพี ซ้อนปฏิเสธแต่ท่าทางลุกลี้ลุกลน โชคช่วยที่คุณใหญ่ประคองท่านต้น ออกมาถามเสียงรถศักดิ์ระพีใช่ไหม พริ้มเพราชะงักตีหน้าชื่นกลบเกลื่อนว่ากำลังจะไปตามพอดี ท่านต้นดีใจจะได้มีเพื่อนคุย

นเรนทร์แกะขนมของฝากนอนกินฟังเพลงเสียงดังไม่เกรงใจใคร ในขณะที่พร้อมมิตรกับจิตรใสทะเลาะแย่งของฝากกันวุ่นวาย คุณใหญ่ประคองท่านต้นมาหยุดมองอย่างไม่พอใจ พริ้มเพรารีบเข้าไปปิดเพลง ทำให้นเรนทร์โกรธโวยวายปัดข้าวของกระจุยกระจาย

“ถ้าอยู่บ้านเสียงดังไม่ได้ ออกไปเที่ยวกับเพื่อนข้างนอกก็ได้”

พริ้มเพราหน้าเสียวิ่งตามหลานรักออกไป ท่านต้น หันมาดุสองสาวที่ไม่รู้จักสำรวม...

ค่ำคืนนั้นฝนเทกระหน่ำลงมา ท่านต้นยืนมองริมหน้าต่างสีหน้าไม่สบายใจเป็นห่วงตะวันและพวกคนเรือ คุณใหญ่รู้ใจยืนเคียงข้างปลอบใจ ท่านต้นหวังที่จะได้เจอตะวันอีกสักครั้ง

ในขณะที่เรือกระแชงเอียงวูบไปตามแรงของสายน้ำ ตะวันกำลังป้อนยาสายที่นอนป่วย เอี้ยงวิ่งเข้ามาขอหลบฝนและขอนอนค้างด้วยเพราะหนีแม่ไปดูหนังที่ตลาดมา

ขณะที่ทั้งสามหลับใหล คร้าวย่องเข้ามารื้อค้นหาเงิน ตะวันสะดุ้งตื่นเห็นพ่อเลี้ยงมีสภาพเลือดเปรอะเต็มแขนก็ตกใจ คร้าวกระชากตะวันมาถามว่าสายเก็บเงินไว้ที่ไหน เมื่อไม่บอกก็ตบตี สายปรี่เข้าห้ามและบอกตนไม่มีเงินให้แล้ว คร้าวไม่เชื่อตบสายล้มคว่ำแล้วบีบคอ ตะวันคว้าร่มตีหัวคร้าวให้ปล่อยแม่ จึงโดนคร้าวหันมาทำร้าย เอี้ยงเข้าช่วยก็โดนถีบกระเด็นออกมา

สักพักร่างคร้าวสะดุ้งเฮือกก่อนจะล้มลงจมกองเลือด มีดปักกลางหลัง สายนั่งหมดแรงในมือเต็มไปด้วยเลือดคร้าว...ตะวันกับเอี้ยงตกใจจะทำอย่างไรดี สายยังมีสติหาสมุดมาเขียนจดหมายให้ตะวันเอาไปให้คนชื่อซ้อนหรือพริ้มเพราที่บ้านเดชาบดินทร์ พร้อมให้เงินติดตัวเท่าที่มี ตนจะรอมอบตัว

“ตะวันจะทิ้งแม่ไปได้ยังไง เรามีกันแค่สองคนเท่านั้น” ตะวันร่ำไห้กอดแม่

“ตะวันจะถูกจับไม่ได้ รีบไปเถอะลูก ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยแม่จะตามไปหาลูกเอง รีบไปเร็ว เดี๋ยวจะไม่ทัน ...ไปสิลูก” สายผลักดันให้ตะวันรีบหนี

เอี้ยงมองไปเห็นตำรวจกำลังมาเพราะมีคนแจ้งว่าคร้าวกำลังจะฆ่าลูกเมีย เอี้ยงดึงตะวันและบอกว่าตนไปเป็นเพื่อน ตะวันร้องไห้จำต้องวิ่งไปหย่อนตัวลงน้ำแอบที่ท้ายเรือ ตำรวจมาถึงสายสารภาพทั้งน้ำตา ตะวันเห็นตำรวจคุมตัวแม่ออกไปใจแทบแตกสลาย

ooooooo

เช้าวันใหม่ ละม่อมหมอตำแยที่ทำคลอดดวงพรมีเรื่องเดือดร้อนจึงมาขอเงินพริ้มเพรา ถ้าไม่ให้ขู่ว่าจะไปขอคุณใหญ่แทน พริ้มเพราโกรธจำต้องให้ แต่ละม่อมต้องหายาพิษมาให้ตน

ในขณะที่ตะวันกับเอี้ยงเดินเตร็ดเตร่ไร้จุดหมายมาถึงศาลเจ้า ตะวันยกมือไหว้อย่างหมดที่พึ่ง “เจ้าประคู้ณ...ตะวันจะทำยังไงดี ชีวิตตะวันมืดมนเต็มทนแล้วค่ะ”

ระหว่างนั้นมีชายคนหนึ่งเดินมาชนตะวัน กล่าวขอโทษแล้วเดินไป สักพักเธอถึงรู้ตัวว่าโดนล้วงกระเป๋าไปพร้อมจดหมายของแม่ จึงรีบวิ่งตาม เจอกำลังนับเงินและเปิดจดหมายออกดู เกิดการฉุดกระชากแย่งคืนจนจดหมายขาดปลิวตกน้ำ ตะวันชะงักมองทำให้ขโมยฉวยโอกาสหนีไปได้

ตะวันกับเอี้ยงช่วยกันเก็บจดหมายที่ขาดมาต่อกัน แต่ตัวหนังสือเลือนหายหมด ไม่รู้จะเอาไปให้คนชื่อซ้อนกับพริ้มอ่านได้อย่างไร เอี้ยงบ่นหิว ตะวันน้ำตาคลอ ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี...

เย็นวันนั้น ศักดิ์ระพีกำลังจะกลับ พร้อมมิตรตามมาส่งจับมือเขาราวเผยให้รู้ว่าตนรู้สึกอย่างไรกับเขา เป็นห่วงที่เขาเดินทางไปดูงานต่างจังหวัดบ่อยๆ ศักดิ์ระพีดึงมือออกตำหนิว่าเธอไม่ควรทำอย่างนี้ ใครเห็นเข้าจะไม่งาม หญิงสาวสวนทีจิตรใสกอดไม่เห็นเขาว่าอะไร

“จิตรใสยังเด็กไม่ประสา แต่พร้อมโตเป็นสาวแล้ว”

“อาเล็กก็รู้ว่าพร้อมรู้สึกยังไงกับอาเล็ก”

“พร้อมยังเด็กเกินไปที่จะพูดเรื่องนี้”

“เมื่อกี้อาเล็กเพิ่งบอกว่าพร้อมโตเป็นสาวแล้ว พร้อมรู้ใจตัวเองดีว่าหัวใจเป็นของใคร”

ศักดิ์ระพีถอนใจ “คำว่าเด็กของอา หมายถึงมุมมองความคิด วันนึงที่พร้อมเจอโลกกว้างกว่านี้ พร้อมอาจจะรู้จักหัวใจตัวเองอย่างแท้จริง”

พร้อมมิตรยืนยันว่าความรู้สึกตนมีให้เขาและจะมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง ศักดิ์ระพีเหนื่อยใจเลี่ยงไปขึ้นรถ หญิงสาวยังตามไปส่งข้างรถบอกให้ขับรถดีๆ เขารับคำอย่างเสียไม่ได้...กลับเข้ามาในบ้าน จิตรใสไม่พอใจที่พร้อมมิตรแอบไปส่งศักดิ์ระพี เกิดการถกเถียงกันเสียงดัง คุณใหญ่ได้ยินเข้ามาเอ็ดที่เป็นสาวเป็นนางทะเลาะกันเรื่องผู้ชาย แทนที่จะตั้งใจเรียนหนังสือให้พ่อชื่นใจ จิตรใสถามโพล่งขึ้นว่าพักนี้พ่อเหมือนคนตรอมใจคิดถึงใคร พร้อมมิตรปรามไม่ควรถาม

“คุณพ่อท่านคิดถึงทุกคนที่ผ่านเข้ามา แล้วก็จากท่านไป” คุณใหญ่อธิบายคร่าวๆ

“คุณพ่อคิดถึงคนตายหรือคะ”

“จิตรใสพอได้แล้ว พร้อมขอโทษแทนจิตรใสด้วยนะคะคุณแม่ใหญ่”

“ไม่ต้องสร้างภาพเป็นพี่สาวแสนดี เราเป็นแค่ลูกคนละแม่ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ”

พร้อมมิตรจ้องจิตรใสด้วยความไม่พอใจแต่พยายามเก็บอารมณ์ไว้ คุณใหญ่มองสองพี่น้องต่างมารดาด้วยความเหนื่อยใจ

ในคืนนั้น พริ้มเพราลงมานอนกับซ้อนเพื่อเป็น การย้ำให้เขาไม่ปริปากเรื่องอดีตกับใคร และย้ำเตือนว่านเรนทร์ป็นขุมทรัพย์ของตน ซ้อนหนักใจแต่เพราะความรักที่มีต่อเธอจำต้องยอม พริ้มเพราเดินกลับขึ้นตึก เห็นท่านต้นนอนฟุบแน่นิ่งอยู่ตรงท่าน้ำ เข้าไปจับตัวแล้วต้องสะดุ้งเพราะตัวเย็นเฉียบ จะปลุกก็ฉุกคิดได้ว่าถ้าท่านต้นตายสมบัติจะตกเป็นของนเรนทร์ จึงยิ้มร้ายเดินจากไป ปล่อยท่านต้นนอนตากน้ำค้างอยู่อย่างนั้น

ในขณะที่ตะวันกับเอี้ยงนอนซุกตัวตรงเข่งขยะท้ายตลาด ตะวันฝันเห็นผู้ชายคนหนึ่งมาหาแล้วเดินจากไปเห็นหน้าไม่ชัด ก็ตกใจตื่นใจคอไม่ดีคิดว่าพ่ออินตาต้องเป็นอะไรแน่ๆ

ค่ำนั้น ศักดิ์ระพีขับรถพาหมอมาที่บ้านเดชา-บดินทร์ คุณใหญ่ร้องไห้สีหน้าตื่นตกใจ ศักดิ์ระพีปลอบพี่สาวแล้วพาหมอไปดูอาการท่านต้น สักพักหมอบอกอาการว่าท่านต้นความดันสูงมีโรคปอดบวมแทรกซ้อน อาจเพราะร่างกายได้รับความเย็นมากเกินไป ให้พักผ่อนเยอะๆ กินยาตามเวลาที่หมอสั่งจะดีขึ้น พริ้มเพราได้ฟังรู้สึกขัดใจที่ท่านต้นไม่เจ็บหนักอย่างที่คิด ซ้อนเห็นสายตาพริ้มเพราก็หวั่นใจกลัวเธอทำเรื่องไม่ดี

ooooooo

วันต่อมาพอพริ้มเพราได้ยาพิษจากละม่อม ก็ลงมือชงชาสมุนไพรใส่กายกมาพร้อมถ้วยชาใบหนึ่งมาให้ท่านต้น ซ้อนเข้ามาดักหน้าไม่ไว้ใจ พริ้มเพราขัดเคืองเสียงดังใส่ ศักดิ์ระพีเข้ามาถามมีเรื่องอะไร พริ้มเพราฟ้องว่าซ้อนไม่ให้ตนเอาชาไปให้ท่านต้น

นเรนทร์พลอยตื่นเพราะเสียงพริ้มเพราเดินออกมา พอเห็นมีชาสมุนไพรก็อยากดื่มให้สร่างเมา ตรงเข้าไปคว้าถ้วยเทชาจะดื่ม พริ้มเพราตกใจห้ามเสียงหลง ศักดิ์ระพี แปลกใจทำไมต้องหวงขนาดนี้ พริ้มเพราแก้ตัวว่าชากานี้เป็นของท่านต้น ถ้าหลานอยากดื่มจะไปชงให้ใหม่

“คุณนเรนทร์เป็นลูก แค่ดื่มชาแก้วสองแก้ว ท่านต้นคงไม่ว่าอะไร” ซ้อนดักคอ

พริ้มเพราถลึงตาใส่ซ้อน นเรนทร์ไม่สนใจเทชาดื่มอย่างรวดเร็ว ซ้อนจ้องมองว่าจะเกิดอะไรขึ้น สักครู่

นเรนทร์บอกว่าสดชื่นที่สุดแล้วเดินกลับไป พริ้มเพราหันมาแดกดันซ้อน จะเอาชาไปให้ท่านต้นได้หรือยัง ซ้อนจำต้องหลีกทางให้ ศักดิ์ระพีมองท่าทีทั้งสองอย่างสงสัย

เข้ามาในห้อง พริ้มเพราวางถาดลงที่โต๊ะหัวเตียง เก็บถ้วยชาที่นเรนทร์กินแล้วดึงอีกถ้วยที่ซ่อนชายพกมาวางแทน หยิบยาพิษจะเทใส่กา จู่ๆชะงักเปลี่ยนใจเอาทาที่ขอบถ้วยแทน...ท่านต้นขยับรู้สึกตัวถามหาคุณใหญ่ พริ้มเพราสะดุ้งช่วยประคองท่านต้นให้นั่งเอนๆ

“คุณใหญ่คุยอยู่กับคุณเล็กที่ห้องรับแขกค่ะ เดี๋ยวพริ้มไปตามให้ ถ้ากระหายน้ำจิบชาถ้วยนี้นะคะ” พริ้มเพราเอาถ้วยชาใส่มือท่านต้นแล้วทำท่าจะออกไปตามคุณใหญ่ ท่านต้นดื่มชาจนหมดแก้ว พริ้มเพราหันมามองยิ้มกระหยิ่มใจ...

ขณะที่คุณใหญ่กับศักดิ์ระพีคุยกันเรื่องพริ้มเพรากับซ้อนมีท่าทีแปลกๆ คุณใหญ่บอกว่าซ้อนมีใจให้พริ้มเพรามาตั้งแต่รุ่นๆ พริ้มเพราเดินเข้ามาพอดีบอกว่า ท่านต้นเรียกหาคุณใหญ่

ไม่ทันไรก็มีเสียงกรี๊ดของจิตรใส ทุกคนตกใจรีบวิ่งไปที่ห้องท่านต้น เห็นจิตรใสยืนตัวสั่นมองพ่อกระอักเลือดท่าทางอ่อนเพลีย พริ้มเพราช่วยประคองท่านต้นแอบยิ้มสมใจ ศักดิ์ระพีเข้าประคองแทน พริ้มเพราเห็นถ้วยชาตกที่พื้นจึงแอบเขี่ยเข้าไปใต้เตียง คุณใหญ่ร้องไห้บอกให้ท่านต้นอดทนหมอกำลังมา ท่านต้นรวบรวมสติบอกศักดิ์ระพีให้ตามคุณหลวงดิเรกมาให้ที

“จะให้ผมเรียกทนายมาทำไมครับ”

“รีบตามคุณหลวงมาหาฉัน...” ท่านต้นย้ำแล้วกระอักเลือดออกมาอีก

เหมือนความผูกพันสื่อถึงกัน ขณะที่ตะวันเดินอยู่กับเอี้ยงในตลาด เกิดหน้ามืดเซไปชนกระจาดของแม่ค้าหล่น รู้สึกใจคอไม่ดีบอกไม่ถูก ตะวันบอกเอี้ยงให้รีบไปบ้านเดชาบดินทร์

ทุกคนในบ้านเดชาบดินทร์แปลกใจทนายมาทำไม พริ้มเพรายิ้มกริ่มคิดว่าทำพินัยกรรมยกมรดกให้นเรนทร์ จะตามไปแอบดู ซ้อนเข้ามาขวางบอกมีเรื่องคุยด้วย

ทั้งสองมาที่มุมลับตา ซ้อนถามตรงประเด็นว่าเธอ เป็นคนวางยาท่านต้นใช่ไหม เธอเล่นลิ้น ใช่หรือไม่ใช่ จะทำไม จะให้คุณใหญ่จับตนเข้าคุกหรือ เขาทนเห็นตนตกระกำลำบากได้หรือ ซ้อนหนักใจทำอะไรไม่ถูก

หมอตรวจอาการท่านต้นแล้วอยากให้ไปเช็กที่โรงพยาบาล แต่ท่านต้นไม่ยอมถ้าจะตายอยากตายที่บ้าน คุณใหญ่ร้องไห้ ท่านต้นเอื้อมมือสั่นเทามาจับมือเธอไม่อยากให้ร้องไห้ มันคงเป็นเคราะห์กรรมของตน แล้วบอก ดิเรกเตรียมแก้พินัยกรรม ให้ศักดิ์ระพีกับคุณใหญ่ เป็นพยาน

“ฉันขอเปลี่ยนชื่อทายาทผู้รับมรดกในบ้านเดชาบดินทร์จากนเรนทร์ เดชาบดินทร์ เป็นลูกของดวงพร ทายาทที่แท้จริง ขอให้พินัยกรรมฉบับใหม่นี้เป็นความลับ จะเปิดเผยเมื่อลูกของดวงพรอายุครบยี่สิบเอ็ดปี”

ศักดิ์ระพีแปลกใจกระซิบถามคุณใหญ่ จะนเรนทร์หรือลูกของดวงพรก็คนเดียวกัน คุณใหญ่ไม่ได้ตอบอะไร จ้องมองท่านต้นด้วยความเข้าใจ รู้ว่าคิดอย่างไร...ข้างนอก จิตรใสอยากรู้ว่าทนายมาทำอะไรจนต้องถามพร้อมมิตรทั้งที่ไม่ถูกกัน พร้อมมิตรครุ่นคิดไม่ตอบอะไร จิตรใสจึงฟันธงว่าพ่อคงยกสมบัติให้ลูกชายคนโปรด ขณะนั้นเอง พริ้มเพราดึงลากนเรนทร์ออกจากห้องให้ไปดูแลท่านต้น บ้าง เขาไม่พอใจอยากนอนพอเห็นป้าน้อยยกเครื่องดื่มจะไปให้แขกในห้องท่านต้น ก็คว้ามาดื่มแล้วเขวี้ยงแก้วทิ้ง ป้าน้อยตกใจลนลานเดินหนีไป

ศักดิ์ระพีเดินออกมาส่งดิเรกเห็นเหตุการณ์พอดีก็ตำหนิรุนแรง นเรนทร์เสียหน้าสวนว่า อาเล็กไม่ใช่พ่อ ไม่มีสิทธิ์สั่งสอนตน แล้วกระแทกเท้ากลับเข้าห้อง พริ้มเพราแอบยิ้มสะใจก่อนจะตามหลานไป ดิเรกถึงกับออกปาก “คุณนเรนทร์ไม่เหมือนท่านต้นหรือคุณดวงพรสักนิด ไม่รู้ไปเอานิสัยเกเรแบบนี้มาจากไหน”

จิตรใสโพล่งขึ้นว่าได้จากป้าตัวแสบ พร้อมมิตรปรามอย่าเสียมารยาท จิตรใสไม่พอใจเชิดหน้าใส่ ศักดิ์ระพี เครียดกับหลานๆทุกคน และฉุกคิดตามคำพูดของดิเรก

ด้านตะวันกับเอี้ยงยืนรอเรือรับจ้างที่ท่าน้ำอยู่นาน ไม่มีมาสักลำ จู่ๆมีลมพัดมาปะทะหน้าคล้ายลางบอกเหตุ ทำให้เธอยิ่งกังวลใจอย่างบอกไม่ถูก

ในคืนนั้นอาการท่านต้นทรุดลงเรื่อยๆ คุณใหญ่กุมมือท่านต้นร้องไห้สะอึกสะอื้น ท่านต้นปลอบ “ทำใจเถอะคุณใหญ่ คนเราเมื่อถึงคราวไม้ใกล้ฝั่ง วันนึงก็ต้องล้ม ฉันอยู่ใช้ชีวิตคุ้มแล้ว คุณใหญ่รู้ไหม ไม่มีใครจิตใจสูงส่งเท่าคุณใหญ่แล้ว ขอบคุณที่ทำทุกอย่างเพื่อฉันมาตลอด หากชาติหน้าเรามีบุญวาสนาได้เกิดเป็นคู่กันอีก ฉันจะขอทดแทนให้คุณใหญ่บ้างนะ”

“ดิฉันยินดีทำเพื่อคุณพี่ตลอดชีวิต ขอให้คุณพี่อยู่กับดิฉันก็พอ”

ท่านต้นเพ้อว่าดวงพรมารับตนแล้ว คุณใหญ่ใจหายวาบบอกอย่าทิ้งตนไป ท่านต้นกล่าวคำลาก่อนแล้วร่างกระตุกเฮือก ดวงตาเหม่อลอยก่อนจะค่อยๆปิดลงหมดลมหายใจ คุณใหญ่โผกอดสามีร่ำไห้ พร้อมมิตรกับจิตรใส วิ่งเข้ามากอดร่างท่านต้นร้องไห้โฮ นเรนทร์ยืนมองนิ่งไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์สักนิด พริ้มเพราแอบยิ้มสมใจ

ooooooo

โชคดีที่เจ้าของสวนใจดีให้ตะวันยืมเรือพาย พอรู้ว่าจะมาบ้านเดชาบดินทร์ เมื่อมาถึงตะวันกับเอี้ยงแปลกใจที่มีเรือจอดเต็มท่าเรือนแพ มองขึ้นไปเห็นคนแต่งชุดดำไว้ทุกข์ก็ยิ่งสงสัย ศักดิ์ระพีเดินมาถามหานเรนทร์กับซ้อน ซ้อนบอกเอาเรือออกไปกับเพื่อนๆพักใหญ่แล้ว

“พ่อเสียทั้งคนทำไมถึงไม่เสียใจเลย ถ้านเรนทร์กลับมาให้เข้าไปข้างในหน่อยนะ จะได้ช่วยประเคนของพระก่อนจะย้ายท่านต้นไปที่วัด” ศักดิ์ระพีหน่ายใจ

ตะวันเห็นศักดิ์ระพีก็ตกใจเผลอทำไม้พายหลุดมือ ศักดิ์ระพีได้ยินเสียงหันมอง เห็นเรือลำเล็กจ้ำพายออกไปก็ร้องเรียกให้หยุด แต่ตะวันตั้งหน้าตั้งตาพายหนีจนเอี้ยงแปลกใจ

“ทำไมพี่ตะวันไม่รีบเข้าไปหาคนบ้านนั้นตามที่น้าสายกำชับ”

ตะวันอ้างว่าไม่อยากรบกวนเห็นกำลังวุ่นกับงานศพ เอี้ยงกระเซ้าไม่อยากรบกวนหรือไม่กล้าสู้หน้าอาเล็ก

ตะวันเคืองทำไมไม่กล้า เอี้ยงยิ้มๆ “เพราะพี่ตะวันอายไงล่ะ เขินแฟน ดูสิ...พูดแค่นี้ก็หน้าแดงเป็นลูกตำลึง”

ตะวันเขินจริงรีบเปลี่ยนเรื่องให้เอี้ยงพายเรือแทน ทันใดมีเรือเครื่องติดท้ายขนาดเล็กวิ่งมาด้วยความเร็ว เรือตะวันโคลงเคลง เอี้ยงโมโหตะโกนด่า “ไอ้พวกบ้า ไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือ”

นเรนทร์เป็นคนขับเรือได้ยินไม่พอใจหันมอง

พอเห็นว่าเป็นตะวันก็เกิดความแค้นฝังใจ วกเรือกลับหวังจะชนเรือตะวันให้ล่ม ตะวันตกใจหาทางป้องกันตัว คว้าก้อนดินยิงหนังสติ๊กใส่ โดนลูกตานเรนทร์เข้าอย่างจังต้องปล่อยมือจากคันบังคับกุมตา เรือไร้ทิศทางพุ่งชนเรือลากจูง นเรนทร์กับเพื่อนๆกระเด็นตกน้ำ ชาวบ้านแถวนั้นให้การช่วยเหลือ เอี้ยงพายเรือพาตะวันหนีไปจากตรงนั้น...พอเอาเรือมาคืน ตะวันรีบขอตัวอ้างมีธุระที่อื่นต่อ เจ้าของเรืออ้าปากค้างกำลังจะถามเรื่องงานศพท่านต้น ตะวันจึงยังไม่รู้ว่าท่านต้นเสียแล้ว

สีหน้าตะวันยังวิตกกังวลไม่รู้ว่านเรนทร์เป็นอย่างไรบ้าง เอี้ยงแช่งให้พิการตาบอดไปเลย พอดีได้ยินชาวบ้านคุยกันเรื่องลูกชายท่านต้นว่าถูกหนังสติ๊กยิงจนตกน้ำ คนบ้านเดชาบดินทร์กำลังตามตัวคนทำร้าย ตะวันกับเอี้ยงกลัวความผิดรีบเดินหนีอย่างไร้ทิศทาง

ในขณะที่สายถูกขังอยู่ในห้องขัง มีข้าวห่อวางตรงหน้า ผู้ต้องหาหญิงสามคนนั่งกินข้าวจนหมด เห็นของสายยังไม่กินก็เข้ามาแย่ง สายไม่ยอมจะเก็บไว้ให้ลูก เกิดการยื้อแย่งตบตี ผู้คุมมาห้าม สายรีบคว้าห่อข้าวมากอดหน้าตาบอบช้ำ

และแล้วตะวันก็ตัดสินใจมาเยี่ยมสายทั้งที่กลัวโดนจับเรื่องทำร้ายนเรนทร์ พอสายเห็นตะวันก็โผกอดกันผ่านกรงขัง สายเอาห่อข้าวให้ตะวันและเรียกเอี้ยงมากินด้วย ตะวันน้ำตาไหลที่แม่ยังเป็นห่วง ทั้งสามคนจึงกินข้าวด้วยกันแม้ไม่อิ่มแต่ก็อบอุ่น

ตะวันโกหกให้สายสบายใจว่าได้ไปที่บ้านเดชาบดินทร์แล้ว ได้พูดคุยกับท่านต้น สายใจหายคิดว่าตะวันคงรู้ความจริงในอดีตแล้ว กล่าวขอโทษน้ำตาปริ่มลูกควรอยู่ในที่ที่ถูกต้อง ตะวันไม่ทันสงสัยอะไรกลับปลอบแม่อย่าร้องไห้...กลับออกมาเอี้ยงไม่เข้าใจทำไมต้องโกหกสาย

“พี่ไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ อยู่ในคุกแม่ก็ทุกข์มากแล้ว”

“เมื่อกี้น้าสายพูดจาแปลกๆ พี่ตะวันไม่สงสัยเลยรึ”

“พี่ไม่อยากรับรู้เรื่องของคนบ้านเดชาบดินทร์อีกแล้ว ตั้งแต่รู้จักคนบ้านนั้น ชีวิตเราก็มีแต่เรื่องวุ่นวาย ต่อไปนี้ต่างคนต่างอยู่ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกัน” ตะวันตัดสินใจเด็ดเดี่ยว

ด้านนเรนทร์ถูกปิดตาข้างหนึ่งอาละวาดขว้างปาข้าวของใส่ซ้อนจะให้ไปจับตัวตะวันมา คุณใหญ่เอ็ด “อะไรกัน ทำไมแม่พริ้มไม่ห้ามปรามนเรนทร์บ้าง ตามใจกันจนเคยตัว”

“ป้าพริ้มไม่เกี่ยว คุณแม่ใหญ่ไม่ได้ถูกทำร้ายเหมือนผม ไม่มีทางรู้หรอกว่ามันเจ็บยังไง”

“ถ้าไม่ไปหาเรื่องเขาก่อน ก็คงไม่เจ็บตัว” ศักดิ์ระพีติง

“อาเล็กเป็นแค่คนนอกไม่ต้องมายุ่ง”

พร้อมมิตรตำหนิพูดกับอาแบบนี้ได้อย่างไร นเรนทร์สวนอย่าแส่ จิตรใสอมยิ้มสมน้ำหน้า คุณใหญ่ไม่พอใจ “หยุดนะนเรนทร์ ฉันทนความหยาบคายของเธอไม่ไหวแล้ว”

“คุณแม่ใหญ่จะทำอะไร จะไล่ผมออกจากบ้านงั้นรึ ฮึ เปิดพินัยกรรมเมื่อไหร่ คุณแม่ใหญ่อาจต้องระเห็จออกจากบ้านเดชาบดินทร์เป็นคนแรก”

“สมบัตินอกกายพวกนั้นฉันไม่สน ขอให้รู้ไว้พินัยกรรมจะถูกเปิดเมื่อเธออายุครบยี่สิบเอ็ดปีเท่านั้น”

พริ้มเพราตกใจ คุณใหญ่ย้ำว่าตนยังดูแลบ้านนี้ต่อไปจนถึงวันเปิดพินัยกรรมให้กับทายาทท่านต้นทุกคน นเรนทร์จ้องคุณใหญ่ด้วยสายตาคุกรุ่น พริ้มเพราเครียดที่ต้องรออีกนาน

ด้านคุณใหญ่เดินเรื่อยเปื่อยมาที่เรือนแพที่เคยเป็นที่พักของดวงพร รำลึกถึงความหลังคืนที่ดวงพรคลอดลูก...คุณใหญ่พาหมอมาดูอาการดวงพร ละม่อมบอกว่าดวงพรเสียเลือดมากไข้ขึ้นสูง พริ้มเพราอุ้มเด็กเข้ามาบอกคุณใหญ่ว่าลูกดวงพรเป็นผู้ชาย ละม่อมไม่กล้าสบตาคุณใหญ่

หมออยากให้ดวงพรไปโรงพยาบาล แต่ดวงพรขอดูหน้าลูกอีกครั้ง พริ้มเพราลังเลอ้างลูกสบายดีนอนหลับอย่ารบกวน คุณใหญ่ขอเด็กจากพริ้มเพรา พริ้มเพราไม่กล้าขัด ส่งเด็กให้ ดวงพรเห็นหน้าลูกก็รู้ว่าไม่ใช่ลูกตน มองหน้าพี่สาวนึกรู้ว่ากำลังทำอะไร ไล่ทุกคนออกไปขออยู่กับคุณใหญ่ลำพัง พริ้มเพรายืนนิ่ง คุณใหญ่หันมาย้ำไล่จึงยอมออกไป

ดวงพรกุมมือคุณใหญ่หน้าซีดน้ำตานอง “คุณใหญ่ขา...ดวงพรบุญน้อย อยู่รับใช้คุณใหญ่ต่อไปไม่ได้ ดวงพรรู้ตัวดี ฝากลาท่านต้นด้วยนะเจ้าคะ”

“อย่าพูดแบบนี้สิดวงพร เธอทำให้ฉันกลัวนะ”

“คุณใหญ่ขา...ลูกของฉัน ลูกของฉันมีปานแดงรูปหัวใจที่เหนืออกซ้าย แต่เด็กคนนี้...เด็กคนนี้ ไม่...ไม่...” พูดไม่ทันจบมือดวงพรตกลงข้างกาย สิ้นใจในอ้อมแขนคุณใหญ่...

คุณใหญ่นึกถึงคำพูดสุดท้ายของดวงพร คิดว่าเธอเพ้อเพราะพิษไข้ แต่ตอนนี้ชักสับสน

ooooooo

ตะวันตัดสินใจกลับมาที่เรือกระแชงกับเอี้ยง เพื่อจดจำทุกอย่างบนเรือนี้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพื่อหนีจากคนบ้านเดชาบดินทร์

“พี่จะทำให้ทุกคนลืมผู้หญิงที่ชื่อตะวัน...ถ้าตะวันกลายเป็นผู้ชายก็จะไม่มีใครจำได้ ต่อไปนี้จะไม่มีผู้หญิงลูกชาวเรือที่ชื่อตะวันอีกต่อไป” ตะวันเอากรรไกรตัดผมตัวเองจนสั้นน้ำตาไหลริน “ชีวิตพี่ตกต่ำเหมือนตะวันที่กำลังจะดับแสง แสงตะวันอ่อนใกล้ลับขอบฟ้า ตะวันยอแสง ต่อไปนี้พี่คือ...ยอแสง ดวงตะวันที่ต่ำจนถึงจุดต่ำสุดในชีวิตแล้ว หลังจากนี้ต่อไป พี่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นด้วยตัวเอง เหมือนดวงตะวันกำลังรอจะทอแสงขึ้นในวันใหม่ที่รุ่งเรืองกว่าเดิม”

เช้าวันใหม่ โลงศพท่านต้นถูกประดับด้วยดอกไม้สวยงามสมกับเป็นเจ้านายยุคนั้น ตั้งอยู่ในศาลาวัดริมน้ำ คุณใหญ่นั่งเศร้ามองรูปท่านต้นด้วยหัวใจเศร้าหมอง ศักดิ์ระพีเป็นห่วงพี่สาวชวนให้ย้ายไปพักกับตน คุณใหญ่ขอบใจน้องชาย ตอนแรกตนคิดว่าสิ้นท่านต้นแล้วชีวิตตนคงหมดสิ้น แต่ตอนนี้ตนรู้แล้วว่าจะต้องทุ่มเทชีวิตที่เหลืออยู่ให้ใคร

“พี่ใหญ่หมายถึงใครครับ”

“ลูกของดวงพร...สายเลือดที่แท้จริงของท่านต้น” ศักดิ์ระพีคิดว่าเป็นนเรนทร์ แต่คุณใหญ่กล่าวต่อว่า “พี่สัญญากับตัวเอง จะทำทุกอย่างให้วิญญาณท่านต้นสงบสุข พี่ยินดีเหนื่อยเพื่อสายเลือดที่ท่านต้นรักมากที่สุด ความรักที่พี่มีให้กับท่านต้น พี่จะขอทุ่มเทให้กับลูกของดวงพร”

ศักดิ์ระพีไม่เข้าใจความคิดของพี่สาว ระหว่างนั้นประตูศาลาอีกด้านเปิดไม่ออก ศักดิ์ระพีจะไปเอากุญแจที่หลังกุฏิให้คุณใหญ่รอที่ศาลา คุณใหญ่พนมมืออธิษฐานต่อหน้ารูปท่านต้น

“หากวิญญาณของคุณพี่รับรู้ ขอให้คุณพี่ช่วยให้ฉันพบลูกดวงพรโดยเร็วด้วยเถิดนะคะ”

มีลมพัดปะทะหน้าขณะที่คุณใหญ่ก้มกราบ ตะวันในสภาพชายหนุ่มเดินผ่านมากับเอี้ยงด้านหลังตั้งใจมาขอข้าววัดกินที่โรงครัว...แม่ชีจัดอาหารให้ทั้งสองเต็มที่ ระหว่างนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย ศักดิ์ระพีเดินหาเด็กวัดเพื่อจะขอกุญแจ เห็นตะวันกับเอี้ยงนั่งกินข้าวอยู่จะเข้าไปหา เผอิญมีเด็กวัดเดินแทรกมาถามแล้วจัดการหาให้ ทำให้ศักดิ์ระพีคลาดกับตะวัน

พอจัดเตรียมทุกอย่างในศาลาเสร็จ ศักดิ์ระพีพาคุณใหญ่กลับเพื่อมาใหม่ในตอนเย็น ตะวันกับเอี้ยงกินอิ่มแปล้ ตะวันเห็นว่าควรตอบแทนพระคุณวัด จึงชวนเอี้ยงทำความสะอาดศาลาวัดโดยไม่รู้ว่าศาลานี้ตั้งศพท่านต้น ...เอี้ยงรู้สึกกลัว ตะวันปลอบเราทำความดี วิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์รับรู้ ไม่มีอะไรน่ากลัว และแล้วตะวันแทบช็อกเมื่อเห็นรูปหน้าศพเป็นรูปท่านต้น ความรู้สึกเศร้าน้ำตาปริ่มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เอี้ยงแปลกใจทำไมตะวันต้องร้องไห้

“พี่ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงสะเทือนใจอย่างนี้ อาจจะเป็นเพราะท่านต้นเป็นคนดีมีเมตตา พี่มั่นใจว่าข้าวที่เรากินมื้อนี้ ท่านต้นต้องการให้เราได้อิ่ม” ตะวันจุดธูปอธิษฐาน “ท่านต้นคะ...ถึงเราจะพบกันไม่นานแต่ตะวันรู้สึกได้ถึงความเมตตาของท่าน ท่านดีกับตะวันเหมือนเป็นลูกหลาน ไม่เคยนึกรังเกียจเลยสักนิด ตะวันรู้สึกผูกพันกับท่านอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ ชีวิตนี้ตะวันไม่เหลือใครแล้ว ขอวิญญาณท่านต้นจงช่วยคุ้มครองให้ตะวันได้พบกับพ่อบังเกิดเกล้าด้วยเถิดนะคะ”

ทันทีที่ตะวันปักธูปลงกระถาง เกิดลมพัดแรงเข้ามาทำให้เทียนดับวูบล้มลง ปลายเทียนชี้ไปทางท่าน้ำ เอี้ยงกลัวกระโดดหลบหลังตะวันร้อง...ไม่เรี่ยมเลย คุยกับใครไม่คุย คุยกับคนที่มองไม่เห็น แต่ตะวันกลับคิดว่าท่านต้นชี้ทางให้ตนไปลงเรือ พอดีมีเสียงคนเรือร้องบอกว่า

“คลองบางกะปิ...ขึ้นได้เลย...”

“คลองบางกะปิอยู่ไกลจากคลองบางหลวง เราต้องไปตามทางที่ท่านต้นแนะนำ ต้องไปให้ไกลจากคนบ้านเดชาบดินทร์ รีบไปขึ้นเรือเร็วเอี้ยง” ตะวันกราบลารูปท่านต้นก่อนจะวิ่งไป

ooooooo

นเรนทร์กร่างมากขึ้นเพราะพริ้มเพราปลูกฝังว่าเขาคือเจ้าบ้านเดชาบดินทร์ จึงพาโตกับเกิดเพื่อนอันธพาลเข้ามากินดื่มในบ้าน แต่โตกับเกิดไม่ได้พอใจแค่นั้น แอบหยิบฉวยของมีค่า พร้อมมิตรเห็นเกิดขโมยของก็โวยวายทำให้เกิดทิ้งของวิ่งหนี

ส่วนโตย่องเข้าตามห้อง เผอิญเข้ามาในห้องจิตรใสที่เพิ่งออกจากห้องน้ำสวมเสื้อคลุมอยู่ พอเห็นโตก็กรีดร้องลั่น ขว้างปาข้าวของใส่จนโตต้องวิ่งหนีออกไป

คุณใหญ่เรียกนเรนทร์และพริ้มเพรามาอบรม สั่งห้ามพาใครเข้ามาในบ้านและให้เลิกคบเพื่อนอันธพาล นเรนทร์เถียงว่าคุณใหญ่ไม่มีสิทธิ์ห้ามตน แล้วหันไปหาพริ้มเพราช่วยสนับสนุน

พริ้มเพราอึกอักๆ “ท่านต้นเคยบอกว่าจะยกสมบัติให้นเรนทร์ ตอนนี้ท่านต้นไม่อยู่แล้ว นเรนทร์มีสิทธิ์ในสมบัติของท่านต้น จะทำอะไรก็ได้นี่คะ”

“คิดแบบนี้เองถึงได้ทำตัวใหญ่คับบ้าน ท่านต้นสั่งไว้ว่าพินัยกรรมจะเปิดเมื่อนเรนทร์อายุครบ 21 ปี ก่อนจะถึงวันนั้น ฉันคือเจ้าของบ้าน ทุกคนต้องปฏิบัติตัวตามคำสั่งฉัน”

พริ้มเพราหน้าเสียไม่กล้าโต้แย้ง คุณใหญ่เหนื่อยใจเข้ามานั่งในห้องท่านต้น รำพึงกับภาพท่านต้นว่าบ้านร้อนจนจะลุกเป็นไฟ มีเรื่องวุ่นวายไม่เว้นวัน นับวันตนยิ่งรู้สึกว่านเรนทร์ช่างผิดพ่อผิดแม่ ทั้งเกเร ทั้งโลภ ให้คิดถึงคำพูดก่อนตายของดวงพร ว่าลูกเธอมีปานแดงรูปหัวใจเหนืออกซ้าย...และคำพูดของท่านต้นที่บอกว่าเด็กตะวันทำให้คิดถึงดวงพร ถ้าลูกดวงพรเป็นหญิงต้องหน้าตาเหมือนตะวัน คุณใหญ่สัญญากับภาพท่านต้นจะตามหาตะวันให้เจอให้ได้

ในขณะที่ตะวันกับเอี้ยงรู้มาว่าบ้านร่มรื่นต้องการรับสมัครคนงาน จึงพากันเดินไปตามทุ่งจนแทบหมดแรง ทันใดมีม้าตัวหนึ่งหลุดออกมาจากคอกวิ่งมาตามทุ่ง เสียงคนตะโกนให้ระวัง ม้าตัวนี้พยศมาก ใครก็เอาไม่อยู่เตะสลบไปหลายราย...ม้ามาหยุดตรงหน้าตะวัน เอี้ยงโดดหลบ แต่ตะวันกลับเดินเข้าหา ค่อยๆเอื้อมมือไปหาม้า พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“พี่พยับหมอก...พี่พยับหมอกใจเย็นๆนะ...” ตะวันเข้าลูบคอม้าเบาๆให้ผ่อนคลาย “พี่พยับหมอก ฉันไม่มีที่จะไปแล้ว ถ้าพี่หยุดพยศ ฉันกับน้องอาจจะมีหนทางรอด ถือว่าเห็นใจฉันเถอะนะ หยุดพยศเถอะกลับไปกับฉันนะพี่พยับหมอก ฉันขอร้อง” ตะวันขึ้นหลังม้าอย่างง่ายดาย

เติมที่พาลูกน้องมาล้อม ตะลึงราวปาฏิหาริย์ที่เห็นเด็กที่ไหนไม่รู้ขึ้นขี่เจ้าแอนโทนี่...เมื่อมาถึงคอกม้า ตะวันลงจากหลังม้า ลูบแผงคอมันเบาๆให้คนงานเอาไปเข้าคอก เอี้ยงเข้าถามรู้จักชื่อม้าได้อย่างไร ตะวันบอกไม่รู้ตั้งขึ้นเอง เติมเข้ามาขอบใจและบอกว่าประเดี๋ยวคุณท่านมาจะให้ตกรางวัล ตะวันไม่ขอรับ ขอเป็นข้าวสักมื้อพอ เติมว่ามีหรือช่วยเหลือแล้วไม่ต้องการรางวัล

“น้ำใจคนมีค่ามากกว่าเงินทอง”

“เป็นเด็กดีกันจริง ข้าชื่อเติม พวกเอ็งชื่ออะไรจะไปไหนกัน”

“ฉันชื่อยอ นี่น้องฉันชื่อ...นพดล” ตะวันฉุกคิดนิดหนึ่ง เอี้ยงเออออชอบชื่อนี้มาก

เอี้ยงบอกว่าพวกตนมาหางานที่บ้านร่มรื่นแต่เดินมานานยังหาบ้านไม่เจอ เติมจึงบอกว่าที่นี่คือบ้านร่มรื่นและว่าน้ำใจมีค่ามากกว่าเงินทองจริงๆ ตนจะให้คุณท่านรับทั้งสองเข้าทำงาน เติมให้ทั้งสองไปรอในบ้าน ตนจะไปคอกม้า ตะวันขอไปด้วย เอี้ยงจึงเข้าไปรอในบ้านคนเดียว

เติมถามตะวันเคยขี่ม้ามาก่อนหรือ ตะวันเผลอเล่า “ลูกชาวเรืออย่างฉันขึ้นล่องเหนือใต้บ่อย เวลาที่รอบรรทุกของ ฉันเคยเข้าไปขอหัดขี่ม้าเล่นที่ไร่ทางเหนือ”

เติมฟังไม่ถนัด ตะวันนึกได้กลบเกลื่อนว่าตนเคยหัดขี่ม้ามาก่อน แล้วขอพาเจ้าแอนโทนี่ที่เธอเรียกว่าพยับหมอกออกไปเดินรอบทุ่ง เติมพยักหน้า ตะวันขึ้นขี่พาออกไป

คนงานสะกิดเติม “ปกติพยศจะตาย ทำไมถึงยอมให้ไอ้หนูคนนี้ขี่”

“ม้าก็เหมือนคน ถ้าถูกชะตา มันก็พูดกันรู้เรื่อง” เติมมองตามตะวันไปด้วยสายตาชื่นชม ในขณะที่เอี้ยงเข้ามาในบ้าน เดินดูรอบๆห้องแล้วแทบช็อกเมื่อเห็นภาพเจ้าของบ้านคือศักดิ์ระพี...รีบวิ่งออกมาจะบอกตะวัน

ระหว่างที่ตะวันควบพยับหมอกผ่านทุ่งสวยงาม ศักดิ์ระพีอยู่กับกลุ่มม้าที่ปล่อยมากินหญ้าเห็น นึกว่าม้าโดนขโมย ก็รีบควบม้าออกไป ร้องบอกให้หยุด ตะวันได้ยินเสียงคิดว่ามีคนท้าแข่งจึงควบม้าหนี เติมเห็นศักดิ์ระพีควบม้าไล่ตามตะวันก็แปลกใจ...ศักดิ์ระพีควบใกล้เข้าไป ตะวันหันมองเห็นหน้าชัดว่าเป็นใครก็ตกใจมาก ทันใดศักดิ์ระพียิงปืนขึ้นฟ้าให้หยุด พยับหมอกตกใจยกขาหน้าทำให้ตะวันตกหลังม้าสลบไป เอี้ยงเห็นเช่นนั้นก็พลอยตกใจเป็นลมล้มพับ

ในห้องรับแขก ตะวันนอนหมดสติอยู่ข้างเอี้ยง ศักดิ์ระพีถามไถ่เติมจนรู้ความทั้งหมด ตำหนิเติมว่าไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าไว้ใจได้อย่างไร

“คุณเล็กเคยบอกว่าม้าเลือกจ๊อกกี้ใช่ไหมครับ เจ้าพยับหมอกเลือกไอ้หนุ่มคนนี้ ยอมให้มันขี่เฉยเลยครับ”

“พยับหมอก? เรามีม้าชื่อพยับหมอกด้วยเหรอ”

“ผมหมายถึงเจ้าแอนโทนี่ครับ เจ้าคนนั้นตั้งชื่อใหม่เสียดิบดีว่าพยับหมอก ท่าทางแอนโทนี่ก็ชอบชื่อไทยนะครับ ผมก็พลอยเรียกตามไปด้วย”

ศักดิ์ระพีขมวดคิ้วจริงหรือ พลันเอี้ยงละเมอ อย่าจับผมๆแล้วนิ่งไป เขาเพ่งพินิจใบหน้าตะวันอย่างจำไม่ได้ ไม่อยากเชื่อว่าเป็นผู้ชาย...จากนั้นศักดิ์ระพีออกมายืนดูม้า ลองเรียกชื่อมันว่าแอนโทนี่ มันนิ่งเฉย แต่พอเรียกว่า พยับหมอก มันหันมาแล้วร้องฮี้ จึงหัวเราะยอมให้มันใช้ชื่อนี้

ooooooo

คุณใหญ่เดินมาที่ท่าน้ำเรือนแพ เห็นมีเรือกระแชงก็ลองถามรู้จักสายบ้างไหม คนเรือเล่าว่าสายถูกจับข้อหาแทงผัวตาย ส่วนตะวันหายตัวไปตั้งแต่วันนั้น คุณใหญ่ตกใจขอให้ช่วยส่งข่าวถ้ามีข่าวของตะวัน จะมีรางวัลให้อย่างงาม
จนค่ำ ตะวันกับเอี้ยงตื่นขึ้นมา ต่างงงงวย เอี้ยงนึกได้บอกตะวันเราต้องหนี เติมเดินเข้ามาแปลกใจที่เห็นตะวันกับเอี้ยงกระโดดหนีออกทางหน้าต่าง ทันใดมีเสียงปืนดังขึ้นทำให้ทั้งสองต้องหยุดวิ่ง เอี้ยงยกมือท่วมหัวร้องกลัวแล้วๆ

ทั้งสองกลับมานั่งสลดในห้องรับแขก ศักดิ์ระพีต่อว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ใครนึกจะมาก็มานึกจะไปก็ไป ตนเป็นเจ้าของที่นี่ควรจะบอกกันบ้าง เอี้ยงพยักหน้าเข้าใจแล้วอย่าจับตนส่งตำรวจ

“เรื่องแค่นี้ไม่ต้องถึงกับเรียกตำรวจหรอก แต่ไม่มีความรับผิดชอบแบบนี้มันใช้ไม่ได้”

ตะวันกับเอี้ยงมองหน้ากัน เพิ่งรู้ว่าศักดิ์ระพีจำพวกตนไม่ได้ ศักดิ์ระพีรับทั้งสองเข้าทำงานแต่ต้องมีความรับผิดชอบ จะให้ดูแลแอนโทนี่ ตะวันย้อนถามลูกเขาหรือ เอี้ยงเสริมท่าทางจะมีเมียแหม่ม ลูกถึงชื่อเป็นฝรั่ง เติมหัวเราะก๊าก ศักดิ์ระพีทำหน้าดุ

“แอนโทนี่คือพยับหมอก”

เอี้ยงหน้าเหวอ อวยว่าชื่อเท่ไม่เบา ศักดิ์ระพีตกลงจ้างทั้งสองและมีที่พักให้ เอี้ยงดีใจที่เขาจำพวกตนไม่ได้ แต่ตะวันคิดว่าเขาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าตนเป็นผู้ชายมากกว่า แต่ถึงอย่างไรก็จะทำงานเพื่อเก็บเงินไปหาแม่ เอี้ยงรับปากจะไม่ทิ้งกัน

วันต่อมาขณะที่ตะวันกับเอี้ยงทำงานอยู่หน้าบ้าน พร้อมมิตรขับรถด้วยความเร็วเข้ามาเกือบชน แถมวางท่าใหญ่คับบ้านถามหาศักดิ์ระพี เมื่อตะวันได้รับคำพูดไม่สุภาพก็ไม่สุภาพกลับไป ทำให้พร้อมมิตรโกรธจะให้ศักดิ์ระพีไล่ออกฐานไม่มีมารยาท ตะวันโต้ว่ามารยาทดีๆ มีไว้ใช้กับคนมารยาทดีด้วยเท่านั้น ศักดิ์ระพีแอบขำตัดบทชวนพร้อมมิตรเข้าไปในบ้าน ตะวันหมั่นไส้ที่พร้อมมิตรเรียกอาเล็กคะอาเล็กขา

เอี้ยงกระเซ้า หึงแฟนเก่าหรือ ที่อาเล็กพาแฟนใหม่มาเย้ยถึงที่ ตะวันโวยไม่ใช่วิ่งไล่ตีเอี้ยง ศักดิ์ระพีจูงม้าให้พร้อมมิตรขี่เล่นจนเหนื่อย พร้อมมิตรวางแผนจะนอนค้างที่บ้านนี้ ทำทีขออาบน้ำอ้างตัวเหนียว ศักดิ์ระพีอึกอักอยากให้กลับบ้านเสียแต่ไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร

พอดีวันนี้คนงานลาหลายคน เติมทำงานแทนจนหน้ามืด ตะวันจึงช่วยงาน เติมให้ขึ้นไปทำความสะอาดบนห้องศักดิ์ระพี...ตะวันถืออุปกรณ์ขึ้นมา เสียงกุกกักทำให้พร้อมมิตรคิดว่าศักดิ์ระพีอยู่ในห้อง จึงร้องขอให้ช่วยหยิบผ้าเช็ดตัวตนลืมเอาเข้ามาด้วย ตะวันลังเลมองไปรอบห้อง

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"แก้ว-โทนี่" เขินหนักไม่ถนัดสวีตต่อหน้าคนอื่น ทุกๆ การเดินทางคือการเรียนรู้

"แก้ว-โทนี่" เขินหนักไม่ถนัดสวีตต่อหน้าคนอื่น ทุกๆ การเดินทางคือการเรียนรู้
28 ก.พ. 2563
08:15 น.